“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

"อันวาร์-ทรัมป์" ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม "ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา"

26 ต.ค. 2568 12:35 น.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนอย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

ที่มา BERNAMA

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

26 ต.ค. 2568 12:18 น.

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”

นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้

ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน

อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ

นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก

นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน "ทรัมป์" ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

26 ต.ค. 2568 11:43 น.

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียรวมตัวกันที่จัตุรัสเมอร์เดกา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อจัดการชุมนุม “ฮิมปูนัน บันตาห์ ทรัมป์” (Himpunan Bantah Trump) หรือการชุมนุมต่อต้านทรัมป์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการประท้วงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์ การประท้วงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนมาเลเซียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 ตุลาคม) กลุ่มผู้ประท้วงได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่เวลาประมาณ 09.30 น. ณ จัตุรัสเมอร์เดกา (Dataran Merdeka) เพื่อจัดการชุมนุมต่อต้านการเยือนมาเลเซียของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ผู้ชุมนุมได้โบกธงปาเลสไตน์ และชูป้ายเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง พร้อมกับตะโกนคำขวัญ “ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ” อย่างกึกก้อง ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่สำคัญ ได้แก่ ราจา กามารุล บาห์ริน ชาห์ ราจา อาหมัด ประธานสำนักงานกิจการระหว่างประเทศของพรรคอามานะฮ์และ เทียน ชัว นักกิจกรรมและอดีตรองประธานพรรคยุติธรรมประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในพื้นที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย

เดิมทีการชุมนุมครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นที่สวนสาธารณะแอมปัง พาร์ค ถนนจาลัน แอมปัง แต่ผู้จัดงานได้ตัดสินใจย้ายสถานที่มายังจัตุรัสเมอร์เดกาในนาทีสุดท้าย หลังได้รับคำแนะนำจากตำรวจ

ดาตุก ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานที่เดิมไม่เหมาะสม เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจาก “เขตเรดโซน” (red zone) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับคณะผู้แทนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เพียงประมาณ 50 เมตร “ขอเตือนให้สาธารณชนปฏิบัติตามกฎหมาย ให้สอดคล้องกับค่านิยมประชาธิปไตยที่ใช้ในประเทศของเรา เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ” 

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเดินทางมาถึงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมายังมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนมาเลเซียต่อจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ในความขัดแย้งกาซาที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก.

ที่มา The Star

“ทรัมป์” เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

"ทรัมป์" เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม "ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

26 ต.ค. 2568 09:50 น.

“ทรัมป์” เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางถึงมาเลเซียแล้ว เมื่อเวลา 09.54 น. ตามเวลาท้องวถิ่น เพื่อเริ่มต้นภารกิจทัวร์เอเชีย โดยมีกำหนดการสำคัญคือการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน และเป็นสักขีพยานการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา ขณะเดียวกัน ตลาดโลกต่างจับตาการพบปะครั้งสำคัญกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เพื่อยุติสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

ในมาเลเซียวันนี้ (26 ต.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นเวทีที่เขาเคยข้ามการเข้าร่วมมาแล้วหลายครั้งในสมัยแรก และยังเตรียมลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซียด้วย

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ทรัมป์จะเข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หลังความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราจะลงนามในข้อตกลงทันทีที่เดินทางมาถึง” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เขามีส่วนช่วยในการเป็นคนกลางเจรจา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคาดว่าจะพบกับประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้นำบราซิล หลังจากที่ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างตึงเครียดมานานหลายเดือน

หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่มาเลเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันจันทร์ และจะพบกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ในวันอังคาร ทรัมป์กล่าวชื่นชมผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ และยกย่องที่เธอเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ซึ่งทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้วย

ไฮไลต์สำคัญของการทัวร์เอเชียครั้งนี้คือที่เกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์จะเดินทางถึงเมืองปูซานในวันพุธ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) และจะมีการพบกับ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้

ในวันพฤหัสบดี ตลาดโลกจะจับตาการพบกันของทรัมป์กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าการประชุมครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์กลับคืนสู่ทำเนียบขาวจะสามารถยุติสงครามการค้าที่เกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีรวมชาติของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีโอกาส “เป็นไปได้สูง” ที่ทรัมป์จะพบกับ นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีด้วย ซึ่งจะเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 และเกิดขึ้นหลังทรัมป์เองก็กล่าวว่าเขา “เปิดรับ” ความเป็นไปได้ดังกล่าว.

ที่มา AFP

คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส เผย "ยังไม่จบ" แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

26 ต.ค. 2568 09:31 น.

คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี  เผยว่าเธอ “อาจจะ” ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังพ่ายแพ้ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงปัจจุบันว่าเธอเตรียมกลับมาชิงทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2028

แฮร์ริสกล่าวว่า เธอมีความมั่นใจว่าหลานสาวของเธอ “จะต้องเห็น” ผู้หญิงได้เป็นประธานาธิบดีในชั่วชีวิตของพวกเธออย่างแน่นอน และเมื่อถูกถามย้ำว่าคนนั้นอาจเป็นเธอหรือไม่ แฮร์ริสก็ตอบว่า “อาจเป็นไปได้” ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่าเธอกำลังพิจารณาการลงชิงตำแหน่งสูงสุดของประเทศอีกครั้ง

แฮร์ริสกล่าวว่า ตลอดชีวิตการทำงาน เธออุทิศตนเพื่อการรับใช้ประชาชน และยืนยันว่า “ฉันยังไม่จบ” พร้อมย้ำว่ายังมองเห็นอนาคตทางการเมืองของตนเอง แม้ผลสำรวจหลายสำนักจัดให้เธอเป็นตัวเต็งนอกสายตา และยังมีชื่อของดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน นักแสดงฮอลลีวูด อยู่เหนือกว่าในโพลผู้สมัครพรรคเดโมแครต เธอกล่าวว่า “ถ้าฉันฟังผลโพล ฉันคงไม่เคยชนะการเลือกตั้งใดมาก่อนเลย”

อดีตรองผู้นำสหรัฐฯ ยังออกโรงวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง เรียกเขาว่า “ทรราช” พร้อมระบุว่า คำเตือนของเธอเกี่ยวกับพฤติกรรมเผด็จการของทรัมป์ในช่วงหาเสียงพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ได้ “นำกระทรวงยุติธรรมมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง” และยกกรณีสถานีโทรทัศน์เอบีซีระงับรายการของพิธีกรชื่อดัง จิมมี คิมเมล หลังล้อเลียนนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของหน่วยงานกำกับดูแลที่ทรัมป์แต่งตั้ง

แฮร์ริสยังตำหนิผู้นำธุรกิจและสถาบันใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ “ยอมจำนนต่ออำนาจ” ของทรัมป์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การอนุมัติควบรวมกิจการหรือหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวน โดยกล่าวว่า “หลายคนค้อมหัวให้ทรราช เพราะอยากอยู่ใกล้อำนาจ”

ด้านทำเนียบขาวตอบโต้ทันที โดยโฆษกหญิง แอบิเกล แจ็กสัน ระบุว่า “คามาลา แฮร์ริส แพ้เลือกตั้งแบบถล่มทลาย เธอควรเข้าใจว่าชาวอเมริกันไม่เชื่อคำโกหกของเธออีกต่อไป”

แฮร์ริสเพิ่งออกหนังสือเล่าเบื้องหลังการหาเสียงชื่อ 107 Days ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถอนตัวจากการแข่งขันท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องสุขภาพ เธอยอมรับว่าการเริ่มต้นช้าเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ แม้คะแนนเสียงประชาชนต่างกันไม่ถึง 2% แต่พ่ายขาดในคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง

แม้ความพ่ายแพ้จะสร้างบาดแผลทางการเมือง แต่จากน้ำเสียงและท่าทีล่าสุดในการสัมภาษณ์ แฮร์ริสดูยังไม่ยอมวางมือจากเส้นทางอำนาจ และเปิดช่องให้ความเป็นไปได้ที่ชื่อของเธอจะกลับมาอีกครั้งบนเวทีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028.

ที่มา BBC

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

26 ต.ค. 2568 09:04 น.

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

ติมอร์-เลสเต ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับทั้งประเทศและประชาคมอาเซียน โดยการขยายตัวครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี และทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีตัวแทนครบถ้วนทางภูมิศาสตร์

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันนี้ (26 ตุลาคม) ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 11 ของกลุ่ม โดยมีการลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ระหว่างพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกนี้เป็นการขยายตัวครั้งแรกของอาเซียนในรอบ 26 ปี นับตั้งแต่กัมพูชาเข้าร่วมในปี 1999 ซึ่งทำให้องค์กรนี้ครอบคลุมประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครบถ้วนทางภูมิศาสตร์แล้ว

ผู้นำที่ร่วมลงนาม ในเอกสารประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม, นายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง, นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต, นายกรัฐมนตรีลาว สอนไซ สีพันดอน, นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง, ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต, ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ และ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ โดยมี นายนายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต เป็นตัวแทนประเทศ

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ติมอร์-เลสเตได้ยื่น เอกสารภาคยานุวัติสาร (Instruments of Accession) ต่อกฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายสุดท้ายในการเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มตัว

ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศเกิดใหม่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2002 และได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2011 หรือกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พนมเปญ ซึ่งผู้นำอาเซียนได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 และให้สถานะผู้สังเกตการณ์ในการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ของอาเซียน รวมถึงการประชุมสุดยอด

ต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียน ปี 2023 ที่อินโดนีเซีย ผู้นำได้ให้การรับรองแผนงานสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของติมอร์-เลสเต ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างสถาบัน การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างขีดความสามารถ

ติมอร์-เลสเต ซึ่งมีประชากรประมาณ 1.4 ล้านคน และเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ใช้ภาษาโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ ยังคงพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตขึ้นร้อยละ 3.4 ในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวถึงร้อยละ 3.9 ในปี 2025

ประธานาธิบดี โฮเซ่ รามอส-ฮอร์ต้า ได้กล่าวแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีอันวาร์ สำหรับการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ต่อการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต

ประธานาธิบดีรามอส-ฮอร์ต้า กล่าวว่า “เราขอบคุณมาเลเซียและผู้นำอาเซียนทุกท่านสำหรับความเชื่อมั่นว่าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกอาเซียนได้ เราอาจมีจุดอ่อน แต่เราสัญญาว่าจะปรับปรุงและทำให้ดีขึ้น” 

นอกจากนี้ รามอส-ฮอร์ต้า ยังให้คำมั่นว่า ติมอร์-เลสเตจะเป็น “มิตรที่ซื่อสัตย์และมั่นคงของอาเซียน” มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และภราดรภาพทั่วทั้งภูมิภาค โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อาเซียนในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นดินแดนแห่งสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความยุติธรรม.

ที่มา BERNAMA

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

26 ต.ค. 2568 07:05 น.

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ระบุว่ากำลังเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซีย และจะลงนามทันทีที่เดินทางถึง

เมื่อ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่าจะเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และย้ำว่า จะลงนามทันทีที่เดินทางไปถึงมาเลเซีย

“ผมกำลังเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย น่าเศร้าที่สมเด็จพระพันปีหลวงของประเทศไทยเสด็จสวรรคต ผมขอแสดงความเสียใจต่อปวงชนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ผมจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีที่น่าชื่นชมของพวกเขาเมื่อเราเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านสำหรับเหตุการณ์สำคัญนี้ เราจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพทันทีที่เดินทางถึง แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial / @realDonaldTrump

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

26 ต.ค. 2568 06:44 น.

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

26 ต.ค. 2568 06:15 น.

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

แคเธอรีน คอนนอลลี ผู้สมัครอิสระของไอร์แลนด์ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 แคเธอรีน คอนนอลลี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หลังจาก นางเฮเธอร์ ฮัมฟรีย์ส จากพรรคไฟน์ เกล (Fine Gael) ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว

ผลการเลือกตั้ง ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการที่ปราสาทดับลิน โดยคอนนอลลีได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไปมากถึง 914,143 คะแนน หรือ 63% มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีไอร์แลนด์ ในขณะที่คู่แข่งของเธออย่างนางฮัมฟรีย์สได้คะแนนไปเพียง 424,987 เสียง (29%) ไม่ถึงครึ่งของนางคอนนอลลีด้วยซ้ำ

คอนนอลลี ในวัย 68 ปี จากเมืองกัลเวย์ (Galway) ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไอร์แลนด์ (TD) มาตั้งแต่ปี 2559 เป็นผู้สมัครอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายหลัก ๆ โดยเธอให้คำมั่นในสุนทรพจน์ตอบรับตำแหน่งของเธอว่า เธอจะเป็น “ประธานาธิบดีที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน”

“ดิฉันจะเป็นกระบอกเสียงเพื่อสันติภาพ กระบอกเสียงที่สร้างบนนโยบายความเป็นกลางของเรา กระบอกเสียงที่แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่มีอยู่จริงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระบอกเสียงที่ตระหนักถึงการทำงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินไปทั่วทั้งประเทศ” นางคอนนอลลีกล่าว

ทั้งนี้ คอนนอลลีจะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของไอร์แลนด์ รับช่วงต่อจากนายไมเคิล ดี ฮิกกินส์ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสูงสุดสองสมัยแล้ว

น.ส.กาบิยา กาตาเวคไคเต ผู้สื่อข่าวจากดับลิน กล่าวว่า คอนนอลลีเป็นผู้สมัครที่มีแนวคิดต่อต้านผู้มีอำนาจในสังคม (anti-establishment) จึงลงชิงชัยกับนางฮัมฟรีย์ส ผู้สมัครที่รัฐบาลเลือก ซึ่งคอนนอลลีได้ยืนยันมาตลอดว่าการรณรงค์หาเสียงของเธอคือ “การเคลื่อนไหว” และตอนนี้เธอได้รับอาณัติที่ชัดเจนจากประชาชนแล้ว

ก่อนหน้านี้ นางฮัมฟรีย์สออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว โดยเธอกล่าวขอบคุณทุกคนที่ลงคะแนนให้เธอ ทีมงานหาเสียงของเธอ กับพรรคไฟน์ เกล ที่เสนอชื่อของเธอ และว่า “ดิฉันทราบดีว่าแคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของพวกเราทุกคน แคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของดิฉัน และดิฉันขออวยพรให้เธอโชคดี นี่คือค่ำคืนของเธอ”

อนึ่ง ประธานาธิบดีแห่งไอร์แลนด์คือประมุขแห่งรัฐของประเทศ พวกเขาเป็นตัวแทนของประเทศในต่างประเทศ เป็นบุคคลสำคัญในงานระดับชาติที่สำคัญ และมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชุดของกฎสำหรับการปกครองและการเมือง ได้รับการปฏิบัติตาม

แม้ว่าอำนาจของประธานาธิบดีในไอร์แลนด์จะมีอย่างจำกัด แต่เสียงและอิทธิพลของผู้ดำรงตำแหน่งสามารถมีผลกระทบที่ลึกซึ้งได้

คอนนอลลีจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยที่นายฮิกกินส์จะพ้นจากตำแหน่งในวันก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

26 ต.ค. 2568 03:10 น.

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 69 ปี ตกลงมาจากกำแพงรอบนอกสูง 7 ม. ของวิหารแพนธีออนในกรุงโรม ประเทศอิตาลี จนเสียชีวิตคาที่

สำนักข่าว ลา รีพับบลิกา (la Repubblica) ของอิตาลีรายงานว่า นายโมริมาสะ ฮิบิโนะ ตกลงจากกำแพงรอบนอกสูง 7 ม. ของวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เมื่อเวลาประมาณ 21:50 น. ของวันศุกร์ที่ 24 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่บาทหลวงซึ่งเดินผ่านมาจะพบเขานอนอยู่ในคู จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉินและหน่วยดับเพลิงมาถึง พวกเขาต้องใช้กำลังเปิดประตูที่อยู่ด้านนอกวิหารโรมันโบราณแห่งนี้ออก จึงสามารถเข้าถึงร่างของชายคนดังกล่าวที่เสียชีวิตอยู่ในคูน้ำด้วย

ตอนนี้ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและสาเหตุการเสียชีวิตของนายโมริมาสะ แต่ ลา รีพับบลิกา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากตำรวจว่า ชายคนดังกล่าวนั่งอยู่บนขอบกำแพง ก่อนจะเสียการทรงตัวและตกลงมากระแทกพื้น และมีรายงานด้วยว่า ตำรวจได้ภาพและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่มองเห็นจุดที่ชายคนดังกล่าวนั่งอยู่แล้ว

ทั้งนี้ วิหารแพนธีออนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในอิตาลี โดยคาดว่ามีนักท่องเที่ยวนับล้านคนมาเยี่ยมชมในแต่ละปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc