สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

23 ต.ค. 2568 14:35 น.

สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

สม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส โพสต์แถลงการณ์เริ่มบทบาทของรัฐบาลพลัดถิ่นในนาม “รัฐบาลอิสระ กัมพูชา 23 ตุลาคม” สนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชนชาวกัมพูชา

โดยเนื้อหาใจความในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี ของข้อตกลงสันติภาพปารีส สภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) ผ่านเครือข่ายที่เป็นทางการและใต้ดิน ขอประกาศว่าจะเริ่มบทบาทของคณะรัฐมนตรีพลัดถิ่นภายใต้ชื่อ “รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม” เพื่อทำหน้าที่ในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ปกป้องเอกราชของชาติ และเผชิญหน้ากับการก่ออาชญากรรมที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยระบอบการปกครองของพนมเปญในปัจจุบัน 

ความคิดริเริ่มนี้สะท้อนถึงจุดยืนความรับผิดชอบของสภาแห่งชาติว่าด้วยการต่อสู้ต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในกัมพูชาในปัจจุบัน และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนชาวกัมพูชาที่ต้องการผู้นำที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สภาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้เกิดขึ้นจากพรรค CNRP ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2556 และ 2560 ก่อนที่จะถูกยุบโดยรัฐบาลฮุนเซน ซึ่งเกรงกลัวพลังประชาธิปไตยที่กำลังเติบโต ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเจตจำนงของประชาชนชาวกัมพูชา แต่กลับทำทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเจตจำนงของประชาชน ดังที่แสดงออกในการเลือกตั้งข้างต้น

วัตถุประสงค์หลักของการตัดสินใจในวันนี้คือเพื่อตอบสนองความปรารถนาของประชาชนชาวกัมพูชาที่ต้องการเห็นการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำให้กัมพูชาดำรงอยู่ต่อไปในฐานะประเทศที่มีสันติภาพ อธิปไตยของชาติ และเอกราช ภายใต้ระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง และมีการปกป้องชายแดนที่เข้มแข็ง

ข้อตกลงปารีสกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่ากัมพูชาต้องเคารพหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหลายพรรค แต่รัฐบาลฮุนเซนได้ละเมิดหลักการเหล่านี้อย่างโจ่งแจ้ง ทำลายรากฐานของประชาธิปไตย และบ่อนทำลายหลักประกันระหว่างประเทศเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาได้กลายเป็นรัฐมาเฟีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐในปัจจุบันกลายเป็นระบบที่ขับเคลื่อนโดยอาชญากรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและภูมิภาคของเรา

รัฐบาลกัมพูชาเอกราช 23 ตุลาคม แสดงความขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติด้วยการขึ้นบัญชีดำและยึดทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้วางแผนการที่ชื่อเฉิน จื้อ และผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหลายสิบคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาในตระกูลและคนใกล้ชิดของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการ ซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 30 ปี นี่เป็นพัฒนาการใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเสริมสร้างการปราบปรามการทุจริตและกลุ่มอาชญากรที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐซึ่งร่วมมือกับโจร เรายังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงและการค้ามนุษย์ในกัมพูชา ร่วมมือกันเพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้

ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงสันติภาพปารีส รัฐบาลกัมพูชาอิสระเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ต้องการเน้นย้ำหลักการสำคัญสามประการ ดังนี้

1. บูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชายังคงได้รับการรับประกันโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารของเราเอง

2. กัมพูชาต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งถูกละเมิดโดยระบอบเผด็จการ

3. กัมพูชาต้องเรียกร้องเอกราชโดยสมบูรณ์ผ่านความเป็นกลางอย่างแท้จริง ซึ่งต้องปิดฐานทัพเรือเรียมและฐานทัพต่างชาติทั้งหมดในดินแดนกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาอิสระในวันที่ 23 ตุลาคม จะฟื้นคืนจิตวิญญาณของข้อตกลงสันติภาพปารีส สร้างสถาบันประชาธิปไตยขึ้นใหม่ รับประกันหลักนิติธรรมที่แท้จริง และคืนอำนาจให้กับชาวเขมรซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนแต่เพียงผู้เดียว

                                         ดำเนินการ ณ กรุงปารีส วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568

                                                           สภาแห่งชาติเพื่อการต่อต้าน

ที่มา  : FB Sam Rainsy

คลิกอ่านข่าว สม รังสี

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

23 ต.ค. 2568 13:03 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน สังหารผู้ที่อยู่บนเรือไป 3 ราย นับเป็นการยกระดับปฏิบัติการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีผู้นำโคลอมเบียอย่างดุเดือด และเตือนว่าอาจขยายการโจมตีไปยังเป้าหมายบนบก

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับอันตราย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้โจมตีเรืออีกลำในแปซิฟิก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเชื่อว่าเรือทั้งสองลำกำลังลำเลียงยาเสพติดไปตามเส้นทางขนส่งที่รู้จักกันดีในน่านน้ำสากล

นายเฮกเซธได้โพสต์ข้อความบน X ว่า “วันนี้ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงสงครามได้ดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงอีกครั้งต่อเรือที่ดำเนินการโดย ‘องค์กรก่อการร้าย'” เขายืนยันว่าการโจมตีเหล่านี้จะดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยย้ำว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ผู้ค้ายาเสพติด แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่นำความตายและความเสียหายมาสู่เมืองของเรา”

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ที่พุ่งเป้าไปที่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายน แต่เป็น ครั้งแรกในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากก่อนหน้านี้การโจมตีส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน โดยนับถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือยาเสพติดของสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 37 ราย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขามีอำนาจทางกฎหมายที่จะทิ้งระเบิดใส่เรือในน่านน้ำสากลต่อไปได้ แต่ระบุว่าหากเขาตัดสินใจที่จะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบนบก เขาอาจจะต้องกลับไปปรึกษารัฐสภาสหรัฐฯ ก่อน โดยเขาย้ำว่ารัฐบาลของเขามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะขยายปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดบนบก ซึ่งจะเป็นการยกระดับครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเขาเป็น “อันธพาลและคนเลว”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวประณามนายเปโตรว่าเป็น “ผู้นำยาเสพติดผิดกฎหมาย” ที่กำลังสนับสนุนการผลิตยาเสพติดขนานใหญ่ทั่วโคลอมเบีย และประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่โคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา

ทั้งโคลอมเบียและเอกวาดอร์มีพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการลำเลียงโคเคนขึ้นเหนือไปยังสหรัฐฯ โดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประเมินว่าโคเคนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแปซิฟิกนี้.

ที่มา BBC

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

23 ต.ค. 2568 12:38 น.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

ที่มา AFP

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

23 ต.ค. 2568 12:04 น.

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

เดอะ โคเรีย เฮรัลด์ สื่อของเกาหลีใต้ เผยรายงานสะเทือนถึงไทย โดยระบุคนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะในปี 2025 มีแล้ว 11 คดี จี้ภาครัฐเร่งจับมืออาเซียนคุ้มครองพลเมือง

เว็บไซต์ข่าวเดอะ โคเรีย เฮรัลด์ สื่อของเกาหลีใต้รายงานข่าวอ้างอิงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่น The Korea Economic Daily ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีชาวเกาหลีใต้ ถูกลักพาตัวในประเทศไทยแล้วถึง 11 ราย ขณะที่จำนวนคดีลักษณะนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

โดยรายงานระบุว่า ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. คิม กอน จากพรรคฝ่ายค้านหลัก People Power Party พบว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 0 คดีในปี 2021 เป็น 1 คดีในปี 2022 และ 5 คดีต่อปีในปี 2023 และ 2024 ก่อนพุ่งสูงถึง 11 คดีภายในเก้าเดือนแรกของปีนี้ (ปี 2025)

นอกจากคดีลักพาตัวแล้ว ไทยยังถูกจับตามองว่ามีจำนวนคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น ทั้งในฐานะ “เหยื่อ” และ “ผู้ก่อเหตุ”

ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อ นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีวัย 34 ปี ถูกลักพาตัวและสังหารในประเทศไทย โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสามรายซึ่งเป็นชาวเกาหลีด้วยกัน ถูกจับกุมได้ใน เกาหลีใต้ เวียดนาม และกัมพูชา

ขณะที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สื่อในกรุงเทพฯ รายงานว่า ตำรวจไทยบุกจับ แก๊งอาชญากรชาวเกาหลี 20 คน และชาวจีนอีก 1 คน ในจังหวัดชลบุรี โดยปฏิบัติการดังกล่าวช่วยเหลือชายชาวเกาหลีที่ถูก ลักพาตัวและบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ ได้สำเร็จ

ส.ส. คิม กอน กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้จัดตั้งระบบความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง ไทย กัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เพื่อคุ้มครองพลเมืองของตน พร้อมทั้งเสนอให้ เข้มงวดตรวจสอบประกาศรับสมัครงานผิดกฎหมาย ที่หลอกล่อชาวเกาหลีให้เดินทางมาทำงานในภูมิภาคนี้

ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากข่าว นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีถูกทรมานและสังหารในกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในเกาหลีใต้และทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของการเดินทางไปยังบางประเทศในอาเซียน

ตามรายงานของสื่อไทย ระบุว่าในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยมากถึง 1.86 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย รองจาก จีน มาเลเซีย และอินเดีย.

ที่มา : The Korea Herald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ "เคเคพาร์ก" คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

23 ต.ค. 2568 12:03 น.

พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

เจ้าหน้าที่พม่าบุกทลายศูนย์หลอกลวงชื่อดัง “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย ส่งผลให้แรงงานกว่า 600 คนหลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาฝั่งจังหวัดตากของไทย ด้านเจ้าหน้าที่ไทยเข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมและเริ่มคัดกรองผู้หลบหนีเพื่อแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้กระทำผิดเข้าเมือง

นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีวันนี้ (23 ต.ค.) ว่า มีบุคคลกว่า 677 คน ที่หลบหนีออกจากศูนย์อาชญากรรมออนไลน์ชื่อดังที่เรียกว่า “เคเคพาร์ก” ในพม่า และข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาในประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน

การทะลักเข้ามาของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นหลังการบุกเข้าปราบปรามครั้งใหญ่ของกองทัพพม่าในศูนย์สแกมเมอร์ดังกล่าว รองผู้ว่าฯ ตากระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและกองกำลังทหาร ได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมแก่กลุ่มบุคคลที่เข้ามาซึ่งเป็น “คนต่างด้าว” ทั้งชายและหญิง โดยทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง

ขั้นตอนการคัดกรองนี้จะช่วยให้ทางการสามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลใดเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หากไม่เข้าข่ายเป็นเหยื่อ อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ศูนย์อาชญากรรมออนไลน์เหล่านี้ ซึ่งมักเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยหนาแน่น ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนที่ขาดการควบคุมของพม่า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหารในปี 2564

แม้จะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้แรงงานประมาณ 7,000 คน ถูกส่งตัวกลับประเทศ และไทยได้ออกมาตรการบล็อกอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน แต่ผลการสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพีในเดือนนี้กลับพบว่า การก่อสร้างศูนย์สแกมเมอร์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกับการติดตั้งจานรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต “สตาร์ลิงก์” ของอีลอน มัสก์ จำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายดาวเทียม

รายงานระบุว่า กลุ่มคนที่หลบหนีข้ามมายังประเทศไทยเป็น “คนต่างด้าว” และทางการไทยคาดว่าอาจมีผู้หลบหนีตามเข้ามาอีก

อุตสาหกรรมอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ได้ขยายตัวอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรายงานของสหประชาชาติระบุว่า เหยื่อทั่วภูมิภาคถูกหลอกลวงเป็นมูลค่าสูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท) ในปี 2023

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายหลังมีข้อกล่าวหาว่าเขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว ทางการกัมพูชาได้เนรเทศชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ทางการกัมพูชาได้จับกุมชาวเกาหลีใต้เพิ่มอีก 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ.

ที่มา AFP

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

23 ต.ค. 2568 11:02 น.

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

นายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์สัน ของสวีเดน เปิดเผยเมื่อวันพุธหลังหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ว่าสวีเดนได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อเปิดทางการส่งออกเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อี” ผลิตโดยบริษัทซาบ (Saab) จำนวน 100 ถึง 150 ลำให้แก่ยูเครน ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวด้านการป้องกันภัยทางอากาศ คำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen E รุ่นใหม่ หากเกิดขึ้นจริง จะนับเป็นคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สวีเดนเคยมีมา

ผู้นำทั้งสองได้หารือกันที่เมืองลิงเชอปิง ทางตอนใต้ของสวีเดน และเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท ซาบ (Saab) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่กริพเพน โดยนายคริสเตอร์สสันกล่าวว่า สวีเดนจะมุ่งมั่นสำรวจทุกความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่กริพเพนจำนวนมากให้แก่ยูเครนในอนาคต แม้จะยอมรับว่า “หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”

ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีย้ำว่า เครื่องบินกริพเพนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับกองทัพยูเครน โดยเขากล่าวว่า “เราได้เริ่มต้นทำงานเพื่อให้ได้กริพเพนมาสู่ยูเครน และคาดว่าสัญญาในอนาคตจะอนุญาตให้เราจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวได้อย่างน้อย 100 ลำ”

ความเป็นไปได้ในการจัดหากริพเพนให้กับยูเครนได้รับการพิจารณาในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่ถูกชะลอไปเพื่อให้ยูเครนมุ่งเน้นไปที่การรับเครื่องบิน F-16 ของสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

เครื่องบินกริพเพนเป็นตัวเลือกที่มีความทนทานและมีต้นทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องบินอย่าง F-35 ของสหรัฐฯ โดยนักบินยูเครนได้เดินทางมาทดสอบเครื่องบินกริพเพนในสวีเดนแล้ว และผู้นำยูเครนระบุว่า มีเป้าหมายที่จะได้รับและเริ่มใช้เครื่องบินกริพเพนในปีหน้า

นายคริสเตอร์สสันกล่าวว่า แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่คาดการณ์ว่าการผลิตและส่งมอบเครื่องบินใหม่ชุดแรกอาจต้องใช้เวลาประมาณ สามปี โดยยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะจัดส่งเครื่องบินกริพเพนรุ่นเก่าให้เร็วกว่านั้นหรือไม่

ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนสำหรับการจัดซื้อ นายกรัฐมนตรีสวีเดนกล่าวว่า อาจมาจากทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ในประเทศตะวันตก และจากประเทศพันธมิตร แต่ยังต้องมีการดำเนินการอีกมากก่อนจะบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามทางอากาศมองว่า ข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นว่ายูเครนกำลังวางแผนระยะยาวสำหรับกองทัพอากาศในยุคหลังสงคราม โดยกริพเพน อี ถือเป็นเครื่องบินขับไล่น้ำหนักปานกลางที่มีศักยภาพสูงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาจากระบบเรดาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ภายใน และความสามารถในการยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานพิสัยไกล Meteor

นอกจากนี้ ก่อนเดินทางมายังสวีเดน ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้แวะเยือนกรุงออสโล ซึ่งรัฐบาลนอร์เวย์ได้ประกาศบริจาคเงินอีก 1.5 พันล้านโครนนอร์เวย์ให้ยูเครน เพื่อใช้ในการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ในระบบไฟฟ้าและความร้อน.

ที่มา Reuters

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

23 ต.ค. 2568 08:41 น.

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

การแพทย์ก้าวล้ำ ทีมแพทย์อังกฤษให้ผู้ป่วยพาร์กินสันเล่นคลาริเน็ตกลางห้องผ่าตัด เพื่อสังเกตการตอบสนองของสมองแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคนิคกระตุ้นสมองส่วนลึก เผยผลลัพธ์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวได้ทันที

วงการแพทย์อังกฤษก้าวไปอีกขั้นด้วยการผ่าตัดสมองรักษาอาการพาร์กินสัน โดยให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีอย่างคลาริเน็ตไปด้วย โดยใช้เทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) หรือการกระตุ้นสมองส่วนลึก เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถประเมินผลการรักษาได้แบบ เรียลไทม์ขณะผ่าตัดจริง

โดยคนไข้รายนี้คือนางเดนิส เบคอน หญิงวัย 64 ปี อดีตนักบำบัดการพูดและภาษา รวมถึงนักดนตรีสมัครเล่นจากเมืองอีสต์ซัสเซกซ์ เธอเคยเล่นคลาริเน็ตในวงดนตรี East Grinstead Concert Band แต่ต้องหยุดเล่นเมื่อกว่า 5 ปีก่อน หลังอาการโรคพาร์กินสัน ซึ่งส่งผลให้เธอมีอาการแข็งเกร็งและเคลื่อนไหวช้า ทำให้เธอแทบขยับนิ้วไม่ได้

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เดนิสตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด DBS ที่โรงพยาบาล King’s College Hospital ในกรุงลอนดอน ซึ่งใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง นำทีมโดย ศาสตราจารย์เคยูมาร์ส แอชคาน ศัลยแพทย์ระบบประสาทชื่อดัง

เทคนิค Deep Brain Stimulation (DBS) ถือเป็นนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ป่วย โรคพาร์กินสันและโรคลมชัก วิธีนี้จะฝังอิเล็กโทรดเล็กๆ เข้าไปในสมองส่วนลึกของผู้ป่วย เพื่อส่งสัญญาณไฟฟ้าควบคุมการเคลื่อนไหว เหมือนเครื่องกระตุ้นหัวใจสำหรับสมอง

ขณะผ่าตัด เดนิสได้รับเพียงยาชาเฉพาะที่บริเวณศีรษะและกะโหลก เพื่อให้เธอยังรู้สึกตัวและสามารถเล่นคลาริเน็ตได้ ขณะที่แพทย์ปรับระดับสัญญาณไฟฟ้าให้เหมาะสม

ทีมแพทย์เผยว่า ขณะที่เดนิสเริ่มเล่นคลาริเน็ต การเคลื่อนไหวของนิ้วเธอดีขึ้นทันที และเสียงเพลงก็ช่วยให้แพทย์ปรับการกระตุ้นสมองได้อย่างแม่นยำตรงจุด

ศ.แอชคาน เปิดเผยกับ Sky News ว่าเขามักออกแบบการผ่าตัดให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้ป่วยแต่ละคน เพราะสำหรับบางคน การกลับมาเดินได้คือเป้าหมาย แต่สำหรับเดนิส การได้กลับมาเล่นดนตรีคือคุณภาพชีวิตที่แท้จริง

หลังผ่าตัด เดนิสบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยรอยยิ้มว่าฉันสามารถเดินได้ตามปกติทันทีหลังผ่าตัด มันเหมือนชีวิตเปิดประตูใหม่อีกครั้ง และเหมือนมีอนาคตอีกครั้ง โดยเธอเลือกใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าสมองแบบ ชาร์จแบตเตอรี่ได้ ที่ฝังไว้บริเวณหน้าอก ซึ่งสามารถใช้งานได้นานถึง 20 ปี ก่อนจะต้องเปลี่ยนใหม่

แม้โรคพาร์กินสันจะยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์ยืนยันว่าเทคโนโลยี DBS จะช่วยให้ผู้ป่วยอย่างเดนิส มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นไปอีกหลายปี.

ที่มา: AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พาร์กินสัน

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

23 ต.ค. 2568 08:07 น.

“วรภัค” ประกาศลาออกจาก รมช.คลัง หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 33 วัน ยันไม่เคยมีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับรู้จัก “เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” หรือเบน สมิท เผยลาออกเพื่อไปสู้คดี พร้อมจ่อฟ้อง “ทอม ไรซ์” คนแรก ด้าน กมธ.ปปง. เร่งสอบเส้นทางเงิน เครือบริษัท ปริ้นซ์ กรุ๊ป เชื่อ “เฉิน จื้อ” หนึ่งใน

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

23 ต.ค. 2568 08:06 น.

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

รัฐบาลไต้หวันประกาศพบ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เป็นครั้งแรกของประเทศวานนี้ สั่งฆ่าหมูทิ้งกว่า 195 ตัว และประกาศห้ามเคลื่อนย้ายหรือชำแหละสุกรทั่วเกาะเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการระบาด

ไต้หวันตีวจพบหมูป่วยด้วยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever – ASF) เป็นครั้งแรกของประเทศ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) หลังจากตรวจพบเชื้อในซากหมูจากฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองชายฝั่งไถจง ทางตอนกลางของเกาะ โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งฆ่าหมูทิ้งกว่า 195 ตัว และประกาศห้ามเคลื่อนย้ายหรือชำแหละสุกรทั่วเกาะเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการระบาด

นายเฉิน จวินจื้อ รัฐมนตรีเกษตรของไต้หวันแถลงว่า ตัวอย่างจากซากหมูที่ตายเมื่อวันอังคารได้ผลตรวจเป็นบวกต่อเชื้อ ASF ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และกักกันโรคได้เข้าพื้นที่ทันทีเพื่อทำลายสุกรทั้งหมด พร้อมดำเนินการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างเข้มงวด รวมถึงตั้งเขตควบคุมในรัศมี 3 กิโลเมตรรอบจุดที่พบเชื้อ

รัฐบาลยังประกาศ ห้ามขนย้ายและชำแหละสุกรทั่วไต้หวันเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่เที่ยงวันพุธ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ ขณะนี้ทางการอยู่ระหว่างการแยกเชื้อไวรัสเพื่อยืนยันสายพันธุ์ ก่อนรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์โลก 

นายเฉินระบุว่า แม้โรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น แต่มีอัตราการตายของหมูเกือบ 100% และอาจสร้างความเสียหายใหญ่ต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ หากควบคุมไม่ทัน

รัฐบาลไต้หวันย้ำเตือนประชาชนว่า ห้ามนำเข้า เนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน  หรือ ราว 1.2 ล้านบาทไทย พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูติดเชื้อจากต่างประเทศ ซึ่งอาจปะปนในเศษอาหารที่ถูกนำไปเลี้ยงหมูในฟาร์ม

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 จีนและเวียดนามเคยประสบวิกฤติ ASF ครั้งใหญ่ ต้องฆ่าหมูทิ้งไปหลายล้านตัวเพื่อควบคุมโรค ขณะที่รายงานล่าสุดของ WOAH ระบุว่า ขณะนี้มีเพียงเกาหลีใต้เท่านั้นในเอเชียที่ยังพบการระบาดของ ASF อย่างต่อเนื่อง ส่วนในยุโรปมี 12 ประเทศที่ยังคงเผชิญกับไวรัสชนิดนี้

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

23 ต.ค. 2568 07:38 น.

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

นาซาตรวจพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ ซึ่งเดินทางมาด้วยกันกับโลกตั้งแต่ยุค 60 เหมือนเป็นดวงจันทร์ดวงที่ 2 โดยมันจะอยู่กับเราจนถึงปี 2626 ก่อนจะลาจากไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ต.ค. 2568 ว่า สำนักงานการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ยืนยันในสัปดาห์นี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่ชื่อว่า 2025 PN7 ซึ่งค้นพบโดยมหาวิทยาลัยฮาวาย เป็น “วัตถุกึ่งดวงจันทร์” (quasi-moon) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทางบนท้องฟ้าประเภทหายากที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในจังหวะเกือบพร้อมกับโลก

นาซาอธิบายว่า 2025 PN7 ไม่ใช่ดวงจันทร์ของโลกที่แท้จริง แต่มันเดินทางไปในจังหวะเดียวกันกับโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์ในเส้นทางที่คล้ายคลึงกันมาก จนดูเหมือนว่ามันกำลัง “เคลื่อนที่ตามหลัง” โลกของเราขณะที่เราโคจร

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามันมีขนาดกว้างเพียง 18 ถึง 36 เมตร หรือเท่ากับความสูงของอาคารขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าเล็กมากตามมาตรฐานของจักรวาล แต่ก็มีความสำคัญมากพอที่จะมีพื้นที่ตัวเองในบริเวณใกล้เคียงกับโลก

2025 PN7 ต่างจากดวงจันทร์ที่ถูกแรงโน้มถ่วงของโลกยึดเหนี่ยวไว้ แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ได้ถูกแรงโน้มถ่วงผูกมัดไว้กับเรา แต่อยู่ในสภาพคล้ายกับนักวิ่งที่เป็นมิตรที่วิ่งตามจังหวะของคุณบนลู่วิ่งเดียวกัน กล่าวคือ ใกล้พอที่จะสังเกตเห็นได้ แต่ไม่เคยสัมผัสกัน

นักดาราศาสตร์กล่าวว่า 2025 PN7 น่าจะเดินทางร่วมกับเรามาประมาณ 60 ปี แล้ว และหากวงโคจรปัจจุบันยังคงอยู่ มันจะอยู่กับเราต่อไปจนถึงปี 2626 ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปในอวกาศอีกครั้ง

ระยะใกล้ที่สุดที่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะโคจรเข้ามาใกล้โลกคือ ระยะ 4 ล้านกิโลเมตร ซึ่งห่างกว่าดวงจันทร์ประมาณสิบเท่า ส่วนในระยะที่ไกลที่สุดคือ 17 ล้านกิโลเมตร อันเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ข้างเคียง

ทั้งนี้ การค้นพบดาวเคราะห์น้อย 2025 PN7 ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานจากมหาวิทยาลัยฮาวายตรวจพบวัตถุนี้เป็นครั้งแรกในระหว่างการสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ตามปกติเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเห็นเป็นเพียงจุดจาง ๆ ที่เคลื่อนที่ตัดกับดวงดาว ก่อนจะพบว่า มันเดินทางในจังหวะเดียวกันกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก

หลังจากการสังเกตการณ์นานหลายสัปดาห์ นาซาก็ยืนยันว่า โลกของเราได้เพื่อนร่วมเดินทางชั่วคราวเพิ่มมาอีกหนึ่งดวงแล้ว

อนึ่ง จนถึงปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ยืนยันการค้นพบ “วัตถุกึ่งดวงจันทร์” เพียง 8 ดวงเท่านั้น และแต่ละดวงก็เป็นเบาะแสเล็ก ๆ แต่มีค่าในการทำความเข้าใจว่าดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่อย่างไร และแรงโน้มถ่วงของโลกกำหนดรูปร่างของอวกาศรอบตัวเราอย่างไร

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ วัตถุเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่น่าสนใจ พวกมันช่วยปรับปรุงแบบจำลองวงโคจร, ปรับปรุงการคาดการณ์สำหรับดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก และวันหนึ่งมันอาจกลายเป็นพื้นที่ทดสอบที่ง่ายสำหรับภารกิจในอนาคต เพราะพวกมันอยู่ใกล้, ค่อนข้างเสถียร และสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางออกห่างจากโลกมากเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yahoo