WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

WHO เตือนเฝ้าระวัง "ยาน้ำแก้ไอ" 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

16 ต.ค. 2568 10:14 น.

WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

องค์การอนามัยโลก ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอ ในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ที่พบการปนเปื้อนกินแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอที่พบการปนเปื้อนในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ได้แก่ “โคลด์ริฟ” (Coldrif) ผลิตโดยศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ (Sresan Pharmaceutical) “เรสปริเฟรช ทีอาร์” (Respifresh TR) ผลิตโดยเรดเน็กซ์ ฟาร์มาซูติคอลส์ (Rednex Pharmaceuticals) และ “รีไลฟ์” (ReLife) ผลิตโดยเชป ฟาร์มา (Shape Pharma)

โดยระบุว่ายาน้ำแก้ไอที่ปนเปื้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ควรแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติหรือศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของยาระดับชาติ หากตรวจพบยาที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ รวมถึงกรณีผลข้างเคียงหรือผลกระทบที่คาดไม่ถึง

ทั้งนี้ ทางการรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดียได้เพิกถอนใบอนุญาตการผลิตของศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ ผู้ผลิตยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” และสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมดเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) หลังจากมีการตรวจพบว่ายาน้ำแก้ไอยี่ห้อนี้ปนเปื้อนตัวทำละลายทางอุตสาหกรรมอันเป็นพิษ ได้แก่ “ไดเอทิลีน ไกลคอล” (diethylene glycol) สูงเกินร้อยละ 45

ทั้งนี้ มีการยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาน้ำแก้ไอเหล่านี้ในรัฐมัธยประเทศทางตอนกลางของอินเดีย จำนวน 24 ศพ รวมถึงในรัฐราชสถานทางตะวันตก จำนวน 3 ศพ โดยมีกลุ่มเด็กซึ่งส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี ได้เสียชีวิตจากภาวะไตวายที่สงสัยว่ามีต้นตอจากภาวะแทรกซ้อนหลังจากรับประทานยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” เมื่อดือนกันยายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

16 ต.ค. 2568 10:11 น.

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ คุยโวไม่หยุด อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามสุดแรงว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวในงานเลี้ยงหรูที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ต.ค.) ว่าเขารักการหยุดสงคราม และอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทรัมป์ยังอ้างอีกว่า ความพยายามของเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนอาจถึงร้อยล้านคน เพราะสงครามหลายแห่งหยุดลงได้ด้วยนโยบายภาษีการค้าที่ทำให้สหรัฐฯได้เงินกลับเข้าประเทศหลายแสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ทรัมป์จะมีบทบาทสำคัญในบางความขัดแย้ง เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส แต่ก็ยังห่างไกลจากการยุติถาวร โดยข้อตกลงหยุดยิงและแลกตัวประกันที่เกิดขึ้นถือเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการอันเปราะบางที่ยังไม่อาจรับประกันถึงสันติภาพถาวร หรือแนวทางรัฐคู่ (Two-State Solution) ได้

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ทรัมป์อ้างว่าได้ยุติสงคราม เช่น ระหว่าง อินเดีย–ปากีสถาน หรือ รวันดา–คองโก นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว ที่สถานการณ์จริงยังไม่ยุติอย่างสมบูรณ์

โดยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีนี้ตกเป็นของ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ซึ่งยิ่งทำให้ทรัมป์กล่าวเปรียบเทียบอย่างไม่พอใจในงานว่าเขาควรเป็นผู้ได้รับรางวัลนั้นเสียด้วยซ้ำ

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

16 ต.ค. 2568 09:04 น.

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้เดินทางถึงกัมพูชาแล้ว เพื่อเร่งกู้วิกฤตแก๊งหลอกทำงาน ลักพาตัวคนเกาหลีใต้ รองรมช.ต่างประเทศนำทีมจนท.บินด่วนประสานกัมพูชา หาทางส่งคนกลับประเทศ 

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า คิม จีนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลำดับสองของเกาหลีใต้ ได้นำทีมเฉพาะกิจจากหลายหน่วยงาน เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตโช ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมมือกับทางการกัมพูชาในการจัดการปัญหาขบวนการหลอกลวงคนเกาหลีไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งขยายวงกว้างจนมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

รายงานข่าวระบุว่า ทีมเฉพาะกิจชุดนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ โดยจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหารือแนวทางรับมือกับคดีหลอกงานที่ขยายความรุนแรงไปถึงการลักพาตัวและกักขังเหยื่อ รวมถึงการประสานความร่วมมือสอบสวนกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา

นอกจากนี้ ทีมงานยังมีภารกิจหารือเรื่องการส่งตัวคนเกาหลีใต้ 61 ราย ที่ถูกทางการตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กลับประเทศ โดยอาจใช้เที่ยวบินพิเศษในการส่งตัวกลับ ซึ่งทางการกำลังเตรียมรายละเอียดขั้นตอนต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวเป็นตัวเลขที่ปรับลดจากเดิม 63 ราย หลังจากมี 2 รายถูกส่งกลับเกาหลีก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาเบื้องต้นกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้งหมดแล้ว และรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ทุกคนถูกนำตัวกลับประเทศภายในสัปดาห์นี้.

ที่มา Yonhap

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

 ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

16 ต.ค. 2568 08:25 น.

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า ทางการจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ทั่วประเทศ เนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2021

พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวในสุนทรพจน์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐจากกรุงเนปิดอว์ว่า ทางการไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ 100% ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในบางพื้นที่หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่

รายงานจากรัฐบาลระบุว่า กองทัพสามารถจัดทำทะเบียนราษฎร์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เพียง 145 เขต จากทั้งหมด 330 เขตทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการควบคุมพื้นที่ของรัฐบาลทหารในช่วงสงครามกลางเมือง

ภายใต้กติกาใหม่ พรรคการเมืองใดที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 50,000 คน และมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 100 ล้านจ๊าต หรือ ราว 1.7 ล้านบาท ส่งผลให้มีเพียง 6 พรรคเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบทั่วประเทศ

การเลือกตั้งในพม่า หรือ เมียนมา ซึ่งมีกำหนดเริ่มปลายเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการยึดอำนาจ โดยนักวิเคราะห์และประเทศตะวันตกต่างมองว่าเป็นการเลือกตั้งลวงตา หรือเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร  มากกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เนื่องจากพรรคฝ่ายต่อต้านหลายสิบพรรคถูกสั่งห้ามลงสมัครหรือปฏิเสธเข้าร่วม

รัฐบาลทหารเมียนมาได้เชิญประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม และจัดต่อเนื่องเป็นระยะจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า โดยเรื่องนี้คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปลายเดือนนี้

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา โดยการพบหาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกับพลเอกมิน อ่อง หล่าย เมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามทางการทูตในภูมิภาค.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พม่า

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

16 ต.ค. 2568 06:14 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ออกคำสั่งระงับ ไม่ให้รัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสที่รัฐบาลถูกชัตดาวน์ เลิกจ้างพนักงานของรัฐบาลกลาง หลังเริ่มกระบวนการเลิกจ้างไปแล้วกว่า 4,000 ตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 15 ต.ค. 2568 ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ซูซาน อิลส์ตัน ออกคำสั่งระงับไม่ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ เลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนหลายพันคนเป็นการชั่วคราว ในระหว่างที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ (shutdown)

คำสั่งดังกล่าวเป็นการอนุมัติตามคำร้องขอของสหภาพแรงงาน 2 แห่ง เพื่อขัดขวางการเลิกจ้างพนักงานในหน่วยงานของรัฐบาลกลางมากกว่า 30 แห่ง หลังจากในช่วงไม่ถึง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้เริ่มการเลิกจ้างพนักงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งไปแล้วกว่า 4,000 คน

ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาอิลส์ตันกล่าวว่า เธอเห็นด้วยกับสหภาพแรงงานที่ว่า รัฐบาลใช้ช่องว่างในการจัดหาเงินทุนที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามแผนลดขนาดหน่วยงานรัฐบาลกลาง

เธอยังอ้างถึงแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายรัสเซลล์ เวาต์ หัวหน้าสำนักงบประมาณประจำทำเนียบขาวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ ซึ่งเธอระบุว่า แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจทางการเมืองที่ชัดเจนในการเลิกจ้าง เช่น การที่ทรัมป์กล่าวว่าการลดตำแหน่งจะมุ่งเป้าไปที่ “หน่วยงานของพรรคเดโมแครต”

ด้านทนายความจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พยายามโต้แย้งคำตัดสินด้วยการระบุว่า สหภาพแรงงานจะต้องยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการแรงงานกลางก่อนที่จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาล และคาดว่ารัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งของผู้พิพากษาอิลส์ตัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หน่วยงานหลักๆ เช่น กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ยืนยันว่าพวกเขากำลังออกประกาศแจ้งพนักงานเรื่องการเลิกจ้าง

ส่วนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งมีพนักงานจำนวนมากถูกพิจารณาว่าเป็นพนักงานที่มีความจำเป็น (essential) ระบุว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงานในหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่เอกสารของสำนักงานการจัดการและงบประมาณ (OMB) เปิดเผยว่า มากกว่าหนึ่งในสี่ของการลดจำนวนพนักงาน จะมาจากกระทรวงการคลัง โดยมีการส่งประกาศแจ้งไปยังพนักงานประมาณ 1,446 คนแล้ว ตามด้วย HHS ที่ 1,100-1,200 คน แต่ HHS ออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า พวกเขาวางแผนจะเลิกจ้างเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

เอกสารบอกด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง ตั้งใจจะเลิกจ้างพนักงานอย่างน้อยกระทรวงละ 400 คน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ต่างก็วางแผนที่จะลดจำนวนพนักงานระหว่าง 176 ถึง 315 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

16 ต.ค. 2568 04:36 น.

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

เครื่องบินที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กำลังโดยสารอยู่ ต้องลงจอดฉุกเฉินในสหราชอาณาจักร หลังเกิดรอยร้าวบนกระจกหน้าต่างห้องนักบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐฯ โดยสาร ต้องลงจอดฉุกเฉินในสหราชอาณาจักรโดยไม่มีกำหนดการล่วงหน้า หลังจากพบว่า กระจกด้านหน้าในห้องนักบิน “มีรอยร้าว”

เพนตากอนเปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่าน X โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่นายเฮกเซธกำลังเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมนาโตในเบลเยียมไปยังสหรัฐฯ และเครื่องบินลงจอดตามขั้นตอนมาตรฐาน โดยที่ทุกคนบนเครื่อง รวมถึงรัฐมนตรีเฮกเซธ “ปลอดภัยดี”

ต่อมา นายเฮกเซธโพสต์ข้อความลงบนโลกออนไลน์ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อย ขอบคุณพระเจ้า ทำภารกิจต่อ!”

BBC Verify ได้ตรวจสอบการเดินทางของเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightRadar24 และพบว่าเครื่องเริ่มลดระดับความสูงลงนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์ จากนั้นได้บินกลับไปทางตะวันออก โดยลดระดับลงไปที่ความสูง 10,000 ฟุต

ในเวลานั้น เครื่องบินเริ่มส่งสัญญาณ “รหัส 7700 (squawk code)” บนเครื่องส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นรหัสที่ส่งเพื่อบ่งชี้ถึงเหตุฉุกเฉินทั่วไปบนเครื่องบิน ตั้งแต่เครื่องยนต์ขัดข้อง, ความดันในห้องโดยสารลดลง ไปจนถึงเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็เคยเกิดเหตุเครื่องบินของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศโดยสารอยู่ ต้องบินกลับเช่นกัน เนื่องจากมีรอยร้าวที่หน้าต่างห้องนักบินเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

16 ต.ค. 2568 04:02 น.

ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะอนุมัติให้อิสราเอลกลับไปดำเนินมาตรการทางทหาร หากกลุ่มฮามาสไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังฮามาสมีท่าทีว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ครบ

เมื่อ 15 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขาจะพิจารณาอนุมัติให้อิสราเอลกลับมาปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอีกครั้ง หากกลุ่มฮามาสปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังกลุ่มติดอาวุธนี้มีทีท่าว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้รับร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 2 ร่าง จากเจ้าหน้าที่กาชาด ซึ่งรับส่งมอบจากกลุ่มฮามาสมาอีกทอดหนึ่งแล้ว และตอนนี้ร่างทั้งสองจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการระบุตัวตน

แต่กลุ่มฮามาสบอกด้วยว่า พวกเขาไม่สามารถค้นหาและนำร่างตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า กองทัพของอิสราเอลสามารถกลับสู่ถนนในฉนวนกาซาได้ “ทันทีที่ผมเอ่ยปาก”

“ผมต้องรั้งพวกเขาไว้” นายทรัมป์กล่าวถึงกองกำลัง IDF และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู “ผมพูดคุยกับบีบี [เนทันยาฮู] อย่างชัดเจนในเรื่องนี้” “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับฮามาส จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุดซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันในวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้น ไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกันที่สูญหาย ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวัน โดยฝ่ายอิสราเอลระบุว่าจะไม่ประนีประนอมในเรื่องการส่งคืนตัวประกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

16 ต.ค. 2568 03:42 น.

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

กลุ่มฮามาสคืนร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 2 ราย แต่อ้างว่าหาอีก 19 ร่างที่เหลือไม่ได้หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ

เมื่อ 15 ต.ค. 2568 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาได้รับร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 2 ศพ จากเจ้าหน้าที่กาชาด ซึ่งรับส่งมอบจากกลุ่มฮามาส โดยศพทั้งสองจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการระบุตัวตน

หากร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพที่ส่งคืนในคืนนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นตัวประกัน จะหมายความว่า ยังมีร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตอยู่ในฉนวนกาซาอีก 19 ราย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาไม่สามารถค้นหาและนำร่างตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุด

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันในวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้น ไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกันที่สูญหาย ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวัน โดยฝ่ายอิสราเอลระบุว่า จะไม่ประนีประนอม ในเรื่องการส่งคืนตัวประกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

15 ต.ค. 2568 23:34 น.

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

เกาหลีใต้สั่งห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในประเทศกัมพูชา จากความกังวลเรื่องอาชญากรรมและการลักพาตัว ผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

เมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) เกาหลีใต้ได้ออกคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปยังบางพื้นที่ของกัมพูชา จากความกังวลที่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องที่พลเมืองของประเทศอาจถูกล่อลวงไปยังศูนย์หลอกลวง (scam centres) ในกัมพูชา หลังเกิดกรณีของนักศึกษาวัย 22 ปี ผู้ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ขณะอยู่ในกัมพูชา ก่อนจะถูกทรมานจนเสียชีวิต

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า พื้นที่ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) ในจังหวัดกำปอด, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามเดินทาง

“พลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปเยือนหรือพำนักอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น อาจต้องรับโทษภายใต้กฎหมายหนังสือเดินทางและกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ขอแนะนำอย่างยิ่งให้พลเมืองที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ยกเลิกการเดินทางของตน” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุ

ในขณะเดียวกัน ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยด้วยว่า มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่เชื่อว่ากำลังทำงานอยู่ในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา

เกาหลีใต้จะส่งคณะทำงานพิเศษไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ในช่วงบ่ายวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับคดีการหลอกลวงงานปลอมและศูนย์หลอกลวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวพลเมืองของตนหลายสิบคน

นาย วี ซึง-ลัก (Wi Sung-lac) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เชื่อกันว่ามีผู้คนประมาณ 200,000 คนจากหลากหลายเชื้อชาติกำลังทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหลอกลวงของกัมพูชา ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้”

“เชื่อว่ามีชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยที่ถูกว่าจ้างทำงานที่นั่นเช่นกัน แม้ว่าตัวเลขที่แน่ชัดจะตรวจสอบได้ยาก แต่หน่วยงานภายในประเทศประเมินว่ามีจำนวนประมาณ 1,000 คน”

นายวีเผยด้วยว่า มีชาวเกาหลีใต้ 63 คน ที่เชื่อว่าถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจำนวน 80 คนที่ได้รับการรายงานว่าหายตัวไป และรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะนำพลเมืองชาวเกาหลีใต้ทั้งหมดกลับบ้าน

“เรากำลังจัดการเที่ยวบินเพื่อนำพวกเขากลับบ้าน… เราตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้” นายวีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

15 ต.ค. 2568 22:03 น.

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

เพจเฟซบุ๊กฮุน เซน โพสต์ข้อความ ยืนยันอดีตผู้นำกัมพูชาไม่ได้ขีดเส้นตายให้ไทยเปิดด่าน 20 ต.ค.นี้ ย้ำไทยปิดด่าน ไทยก็ต้องเปิด กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง

เมื่อ 15 ต.ค. 2568 เฟซบุ๊กของ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความยืนยันว่า อดีตผู้นำกัมพูชารายนี้ไม่ได้ขีดเส้นตายให้ไทยเปิดด่านในวันที่ 20 ต.ค. และย้ำว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังคงมีจุดยืนเดิมตามที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนก่อน คือ ไทยปิดด่าน ไทยก็ต้องเปิด กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่าน 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย

“สมเด็จ เดโช ฮุน เซน ไม่ได้ยอมอ่อนข้อไปขอร้องให้ไทยเปิดพรมแดนในวันที่ 20 ต.ค. ตามที่สื่อรายงาน” ข้อความบนเฟซบุ๊กของ ฮุน เซน ระบุ

“เจีย ธีริทธ์ โฆษกวุฒิสภา ได้ปฏิเสธแถลงการณ์ของนายสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ที่กล่าวอ้างในวันนี้ว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้กดดันให้ประเทศไทยเปิดจุดผ่านแดนในวันที่ 20 ตุลาคม”

“นอกจากนี้ ควรทราบด้วยว่า ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ เดโช ได้ยืนยันจุดยืนของตนเองหลายครั้ง และได้เผยแพร่จุดยืนผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเองเมื่อ 23 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ว่า ‘นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดพรมแดนฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดจุดผ่านแดนอีกครั้ง เราเพียงแค่บอกฝ่ายไทยว่า (ไทยปิด ไทยก็ต้องเปิด ไม่จำเป็นต้องมาเจรจากับกัมพูชา และกัมพูชาจะเปิดตามหลังอย่างมากที่สุดห้าชั่วโมง)’”

“จุดยืนของกัมพูชาจะไม่เปลี่ยนแปลง และกัมพูชาจะไม่ลดตัวลงถึงขนาดวิงวอนขอให้เปิดจุดผ่านแดน ประเทศไทยจะปิดต่อไปอีก 100 ปีก็ได้ กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia