ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

3 ต.ค. 2568 05:19 น.

ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

ทีมนักขุดค้นสมบัติสหรัฐฯ เจอเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ จากซากเรืออับปางสเปนเมื่อกว่า 300 ปีก่อน บริเวณชายฝั่ง “Treasure Coast” ฟลอริดา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท

วันที่ 2 ต.ค. 2568 บริษัทกู้ซากเรือโบราณ “1715 Fleet-Queens Jewels LLC” ของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า ทีมงานสามารถกู้สมบัติจากซากเรือสเปนโบราณที่อับปางนอก “ชายฝั่งมหาสมบัติ” (Treasure Coast) ในรัฐฟลอริดา ได้มูลค่ารวมราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 37 ล้านบาท 

โดยระบุว่า สมบัติที่ค้นพบประกอบด้วยเหรียญเงินและทองคำมากกว่า 1,000 เหรียญ ซึ่งมีทั้งวันที่และตราประทับของโรงกษาปณ์บางแห่งปรากฏชัดเจน ขณะที่การกู้สมบัติเสร็จสิ้นมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยข่าวดีในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ เหตุเรืออับปางเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2258 หลังพายุเฮอริเคนลูกใหญ่พัดถล่มกองเรือสเปน ทำให้สมบัติถูกกลืนหายไปในท้องทะเลนานนับศตวรรษ โดยบริเวณชายฝั่งตะวันออกของฟลอริดาที่พบสมบัติ เรียกกันว่า “ชายฝั่งแห่งสมบัติ”  และเป็นแหล่งที่นักล่าสมบัติค้นหากันมานานหลายชั่วอายุคน.

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ “อาหารเป็นพิษ” ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ "อาหารเป็นพิษ" ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

3 ต.ค. 2568 04:49 น.

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ “อาหารเป็นพิษ” ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

สวีเดนผวา เหตุอาหารปนเปื้อนแบคทีเรีย “ลิสทีเรีย” ในร้านอาหารหรู ในกรุงสตอกโฮล์ม พบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 85 ราย มี 4 รายอาการหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด ร้านสั่งปิดชั่วคราว พร้อมประกาศขอโทษลูกค้า

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 สำนักงานสาธารณสุขท้องถิ่นของสวีเดน เปิดเผยว่า เกิดเหตุอาหารเป็นพิษระบาดในร้านอาหารหรู “Coco & Carmen” ย่านออสเตอร์มัลม์ ใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ส่งผลให้มีผู้ป่วยอย่างน้อย 85 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามอาการและสอบสวนโรค

ทางการระบุว่า เชื้อแบคทีเรีย ลิสทีเรีย อาจก่อให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างลิสทีรีโอซิส โดยมีผู้ป่วย 4 ราย อาการรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) แต่ทั้งหมดอาการทรงตัว ยังไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาในห้องไอซียู ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ขยายการสอบสวนโรค ครอบคลุมลูกค้าที่รับประทานอาหารในร้านระหว่างวันที่ 23–27 ก.ย. โดยมีการติดต่อไปยังลูกค้าราว 400 คนเพื่อเฝ้าระวังอาการ พร้อมแนะนำผู้ที่ยังมีอาการ อาทิ ไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย ให้รีบไปตรวจที่โรงพยาบาล

ทางด้านเจ้าของร้าน “Coco & Carmen” ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้า และยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมปิดร้านชั่วคราวเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 7 ต.ค.

ทั้งนี้ ลิสทีเรีย เป็นแบคทีเรียที่พบทั่วไปในดิน น้ำ และสัตว์ มักปนเปื้อนอาหารที่เก็บในอุณหภูมิเย็นเป็นเวลานาน อาการทั่วไปมักคล้ายไข้หวัดหรือลำไส้อักเสบ แต่ในบางรายอาจรุนแรงจนเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง. 

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

3 ต.ค. 2568 04:13 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย ประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 6.9  ในจังหวัดเซบู ทางตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 21.59 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 72 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย

โดยมีผู้เสียชีวิต 30 ศพในเมืองโบโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่ในเมืองซานเรมิจิโอ 22 ศพ ในเมืองเมเดยิน 12 ศพ เมืองตาโบกอน 5 ศพ และโซกอด ตาบูเอลัน และบอร์บอนเมืองละ 1 ศพ ทางการระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในเขตวิซายัสตอนกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด สถานการณ์ซ้ำเติมด้วยฝนที่ตกเป็นระยะๆ สะพานและถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและการค้นหาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตทำได้ล่าช้า

รายงานยังระบุว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 170,959 คน ส่งผลให้รัฐบาลประจำเซบูประกาศให้ทั้งจังหวัดอยู่ในภาวะภัยพิบัติ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย 87 แห่ง พร้อมด้วยบ้านเรือนอีก 597 หลัง

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หลังเหตุแผ่นดินไหวแมกนิจูด 6.9 ที่นอกชายฝั่งเมืองเซบู เมื่อค่ำวันอังคารที่ 30 กันยายน  หน่วยเฝ้าระวังแผ่นดินไหวระบุ จุดศูนย์กลางอยู่ลึกเพียง 10 กิโลเมตร และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง โดยครั้งแรงสุดวัดได้แมกนิจูด 6 แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงสึนามิ โดยเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ปี 2556 .

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี "ธรรมศาลา" ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

2 ต.ค. 2568 22:48 น.

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิว ในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ โดยเหตุเกิดในวันยมคิปปูร์ วันสำคัญของชาวยิว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตร.เปิดสอบสวนเป็นคดีก่อการร้าย 

วันที่ 2 ตุลาคม 2568  ตำรวจอังกฤษได้รับแจ้งเหตุชายคนร้ายก่อเหตุรุนแรงด้านหน้า ธรรมศาลา (synagogue) “เฮตันปาร์ก ฮีบรู คองเกรเกชัน” ในเขตครัมป์ซอล ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์ โดยผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มคน ก่อนลงมาทำร้ายด้วยอาวุธมีด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงวิสามัญชายผู้ต้องสงสัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ศพ ได้แก่ เหยื่อ 2 ศพ และตัวผู้ก่อเหตุ  ส่วนผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ตำรวจระบุว่า ได้ใช้ปฏิบัติการ “Plato” สำหรับรับมือกรณีการโจมตีแบบก่อการร้ายร้ายแรง พร้อมส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่ เนื่องจากมีความกังวลว่าจะมีอุปกรณ์ระเบิดซุกซ่อนอยู่

ทางด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตัดสินใจยกเลิกภารกิจการประชุมสุดยอดการเมืองยุโรป ที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก และรีบเดินทางกลับลอนดอนทันที เพื่อเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ โดยประกาศจะเพิ่มกำลังตำรวจคุ้มกันธรรมศาลาและชุมชนชาวยิวทั่วประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ตกใจและสลดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเหตุเกิดในวัน ยมคิปปูร์ วันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว ยิ่งทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เคย ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงออกแถลงการณ์แสดงความเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ต่างให้สัมภาษณ์ด้วยความตกใจ หลายคนเผยว่าเป็นย่านที่ผู้คนหลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ ขณะเดียวกัน สภามุสลิมแห่งสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ประณามการก่อการร้ายครั้งนี้โดยเด็ดขาด

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น การโจมตีอันน่าชิงชังและสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

2 ต.ค. 2568 22:21 น.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง ยืนยันประกอบอาชีพสุจริต ไม่เคยมีความผิดทางอาญาตามที่ถูกกล่าวหา ประกาศฟ้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงตัวเอง ครอบครัวและธุรกิจ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นาย Benjamin Mauerberger (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) หรือ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทย ความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง มีใจความโดยสรุปว่า ตลอดระยะเวลาช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตนและครอบครัว พร้อมหุ้นส่วนทางธุรกิจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียงจากนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่ง และมีการขยายต่อไปยังสื่ออื่น เพื่อพยายามทำลายชื่อเสียงโดยการกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและบิดเบือน เป็นการโจมตีที่มีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน โดยพยายามฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าตนเป็นอาชญากรหนีคดี และสื่อความว่าในชีวิตและอาชีพการงานของตน มาจากการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการกุเรื่องอันแสนต่ำช้าสามานย์ โดยไม่มีความจริงหรือหลักฐานใด ๆ

ยันไม่เคยมีคดีอาญา

นาย Benjamin กล่าวด้วยว่า “ผมไม่เคยเป็นผู้ทำความผิดทางอาญาหรือเป็นอาชญากรหนีคดีตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ การกล่าวหาทั้งหมดมิได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะคดีที่ประเทศ New Zealand ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเริ่มทำงานนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวนแล้วและได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดทางอาญา”

ในบรรดาข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ มีข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ข้อกล่าวหาที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชา “ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทั้งหมดล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นของ Tiantian Ventures ซึ่งได้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) นั้น ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Tiantian Ventures บุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสื่อไม่ใช่ผม และผมไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวโทษโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด”

โวยตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

นาย Benjamin ยังกล่าวอีกว่า “วันนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมกำลังตกเป็นเหยื่อทางการเมืองที่มีการใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อที่จะโจมตีบุคคลอื่น โดยมีผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมเป็นเครื่องมือ ผมขอยืนยันว่าผมเป็นพลเมืองที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของทุก ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ผมพำนักอาศัย เดินทาง หรือทำธุรกิจ ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นผู้ค้าและประกอบธุรกิจในประเทศไทย” ขอยืนยันว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้วยความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

ชี้มุ่งโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

“ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนต่างประเทศรายนี้ได้เผยแพร่ข้อความกว่า 130 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการมุ่งโจมตีผม อย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นการรายงานข่าวในลักษณะเชิงสืบสวน การรายงานข่าวในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลักษณะของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียง ซึ่งปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใด ๆ รองรับโดยสิ้นเชิง”  นอกจากนี้ ยังได้นำหนังสือเดินทางของตนซึ่งเป็นเอกสารส่วนบุคคลไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจทำให้ตนเสี่ยงอาจถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบ

ลั่นดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เริ่มต้นดำเนินการทางกฎหมายสื่อรายนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำต่อหน้าศาลยุติธรรม พร้อมขอร้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ICIJ และ OCCRP ช่วยกันตรวจสอบกลไกการทำงานและบุคคลผู้ให้การสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการให้ร้ายป้ายสีดังกล่าว เพื่อจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้วงการสื่อสารมวลชน ในช่วงเวลาที่ความน่าเชื่อถือของสื่อกำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

วิงวอนขอความเป็นธรรม

“ท้ายนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อประชาชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ให้ช่วยกันกลั่นกรองข้อเท็จจริงและคัดกรองข้อมูลก่อนที่จะมีการส่งต่อหรือนำเสนอต่อประชาชน เพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม หากยังคงมีการกระทำที่เป็นการคุกคามผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม ต่อไป ผมขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมต่อไป”

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ "แมตโม" จ่อถล่มเกาะลูซอน

2 ต.ค. 2568 16:05 น.

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติฟิลิปปินส์ ได้ออกคำเตือนฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับอันตรายจากคลื่นพายุซัดฝั่ง ที่คาดว่าจะสูงระหว่าง 1.0 ถึง 3.0 เมตร ภายใน 36 ชั่วโมง ในพื้นที่ชายฝั่งที่ราบต่ำและเปราะบางทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะลูซอน

พายุโซนร้อนแมตโม กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลม 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ ในช่วงเช้าวันศุกร์

คลื่นพายุซัดฝั่งเกิดจากกระแสลมที่รุนแรงผลักดันปริมาณน้ำทะเลจำนวนมากเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการสูญเสียชีวิตได้

สื่อฟิลิปปินส์รายงานว่า ณ เวลา 16.00 น. ของวันนี้ (2 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น พายุดีเปรสชันเขตร้อนลูกดังกล่าว อยู่ห่างจากเมืองวีรัก จังหวัดกาตันดูอาเนส ไปทางตะวันออก 665 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีความเร็วลม 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีลมกระโชกแรงสูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุแมตโมจะทวีกำลังแรงขึ้นจนถึงระดับพายุโซนร้อนรุนแรง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดอิซาเบลาหรือออโรราตอนเหนือ ในช่วงเช้าหรือบ่ายวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

แม้ว่าจะยังไม่มีคำสั่งอพยพอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในทันที แต่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พื้นที่คาดการณ์จะเกิดฝนตกหนัก และสภาพทะเลจะปั่นป่วนและ “มีความเสี่ยงสำหรับเรือทุกประเภท”

การมาถึงของพายุแมตโมเกิดขึ้นเพียงสามวันหลังจากที่ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.9 ที่บริเวณภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 72 ศพ และบ้านเรือนเกือบ 600 หลังถูกทำลาย ประชาชนหลายพันคนต้องนอนตามท้องถนนเพราะความหวาดกลัวอาฟเตอร์ช็อก

ประเทศฟิลิปปินส์เผชิญกับพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่นโดยเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี ซึ่งมักจะเข้าถล่มพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติและมีประชากรหลายล้านคนอาศัยอยู่ภายใต้ความยากจน

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังรุนแรงขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของมนุษย์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นบัวลอย  ได้คร่าชีวิตผู้คนไป 37 ศพ และทำให้ประชาชน 400,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในภาคเหนือ และก่อนหน้านั้นในช่วงปลายเดือนกันยายน พายุไต้ฝุ่นรากาซา ก็ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 14 ศพ.

ที่มา ABS-CBN

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ "สัญญาณชีวิต" ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

2 ต.ค. 2568 14:36 น.

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลาม 2 ชั้น ที่เมืองซีโดอาร์โจ อินโดนีเซีย ซึ่งถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ ต้องเผชิญกับข่าวร้าย หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนยันว่าโดรนจับความร้อนไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ เหลืออยู่ภายใต้ซากปรักหักพังอีกแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ตาม โดยมีนักเรียนยังสูญหายอีก 59 คน ท่ามกลางหัวใจที่แตกสลายของครอบครัวที่เฝ้ารอคอย

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ (BNBP) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลามในเมืองซีโดอาร์โจ  ไม่พบสัญญาณของชีวิตอีกต่อไปแล้ว

โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีนักเรียนส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชายหลายร้อยคน ได้ถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.)  ขณะที่อาคารกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บประมาณ 100 คน

พลโท ซูฮาร์ยันโต ผู้อำนวยการ BNBP แถลงเมื่อบ่ายวันนี้ (2 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้โดรนจับความร้อนในการตรวจสอบ แต่ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณชีวิตใด ๆ จากใต้ซากปรักหักพังได้

“เมื่อคืนที่ผ่านมา เราเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เกิดความเงียบ เราหวังว่าการใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนจะช่วยให้เราได้ยินสัญญาณชีวิตบ้าง” พลโท ซูฮาร์ยันโต กล่าว พร้อมสรุปว่า “ในทางวิทยาศาสตร์ เราไม่พบสัญญาณชีวิต”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ ทางการเคยระบุว่า ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงตะโกน มาจากใต้ซากอาคาร ทำให้เกิดความหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต

การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากโครงสร้างอาคารไม่มั่นคง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถล่มซ้ำ ทางการจึงตัดสินใจยกระดับปฏิบัติการเข้าสู่ “ขั้นตอนต่อไป” คือ การใช้เครื่องจักรกลหนักเพื่อเคลื่อนย้ายแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ โดยจะใช้วิธีเครนยก หรือตัดคอนกรีตให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

ในขณะนี้ มีผู้ยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคาร 59 คน ขณะที่ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ครอบครัวของนักเรียนต่างเฝ้ารออยู่ที่โรงเรียน หลายคนหลั่งน้ำตาแต่ยังคงมีความหวังริบหรี่

BNBP ระบุว่า สาเหตุของการถล่มคือ ฐานรากของอาคารไม่มั่นคงและไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการที่โรงเรียนกำลังต่อเติมเพิ่มอีก 2 ชั้น และผู้ว่าการเมืองซีโดอาร์โจเปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารของโรงเรียนไม่ได้รับใบอนุญาตในการต่อเติมเพิ่มชั้นอาคารดังกล่าว. 

ที่มา BBC

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

 "อีลอน มัสก์" ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

2 ต.ค. 2568 12:23 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังมูลค่าทรัพย์สินสุทธิพุ่งทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.22 ล้านล้านบาท) เป็นคนแรกของโลก โดยความมั่งคั่งนี้มาจากการทะยานขึ้นของมูลค่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา และบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ทั้ง xAI และสเปซเอ็กซ์

นิตยสารฟอร์บส์ รายงานดัชนีมหาเศรษฐีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ อีลอน มัสก์ ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 500,100 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่กว่า 499,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่มีความมั่งคั่งเกิน 500,000 ล้านดอลลาร์

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำสถานะของมัสก์ในฐานะ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยทิ้งห่างคู่แข่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปอย่างมาก โดยอันดับสองในดัชนีของฟอร์บส์ คือ แลร์รี แอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง ออราเคิล ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 350,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 11.38 ล้านล้านบาท)

ความมั่งคั่งมหาศาลของมัสก์มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสัดส่วนการถือหุ้นในเทสลา ที่มีอยู่กว่า 12% โดยราคาหุ้นของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการซื้อขายในนิวยอร์กเมื่อวันพุธ ราคาหุ้นเทสลาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3.3% และเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 20% ในปีนี้

นักลงทุนต่างตอบรับในเชิงบวกกับการที่มัสก์หันมาให้ความสำคัญกับบริษัทของเขามากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเมืองเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่เขาเคยถูกวิจารณ์จากบทบาทในคณะกรรมการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีหน้าที่ลดการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากเทสลาแล้ว มูลค่าของบริษัทอื่น ๆ ในเครือของมัสก์ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ xAI บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทจรวดและเทคโนโลยีอวกาศ

เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ได้ประกาศว่าเขาเข้าซื้อหุ้นเทสลา มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในบริษัทอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารของเทสลายังเคยกล่าวไว้ว่า มัสก์อาจได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากเขาสามารถทำตามเป้าหมายที่ทะเยอทะยานหลายข้อได้สำเร็จในทศวรรษหน้า เช่น การเพิ่มมูลค่าของเทสลาให้เป็นแปดเท่า, การขายหุ่นยนต์ AI จำนวน 1 ล้านตัว และรถยนต์เทสลาอีก 12 ล้านคัน

ปัจจุบันเทสลากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจด้าน AI และหุ่นยนต์ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น เช่น BYD ของจีน.

ที่มา BBC

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ  "กำลังจะเกิดขึ้น" ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

2 ต.ค. 2568 11:41 น.

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนมากภายใน 2 วัน หากยังไม่มีข้อตกลงยุติภาวะชัตดาวน์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี ขณะที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงโยนความผิดให้กันและกัน

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ “ชัตดาวน์” ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 ต.ค.) หลังเส้นตายที่สมาชิกรีพับลิกันและเดโมแครตในสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงแผนการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ได้

ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อบ่ายวันพุธ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวพร้อมกับ แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกประจำทำเนียบขาว โดยได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่ากำลังเล่นเกมการเมือง ลีวิตต์ กล่าวเตือนว่า การเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลครั้งใหญ่ กำลังจะเกิดขึ้นภายในสองวัน “บางครั้งคุณต้องทำในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เดโมแครตทำให้เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้”

ด้านรองประธานาธิบดี แวนซ์ กล่าวว่า “หากพวกเขากังวลมากเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกัน และพวกเขาก็ควรจะกังวล สิ่งที่พวกเขาควรทำคือการเปิดหน่วยงานรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่มาบ่นเกี่ยวกับวิธีที่เราดำเนินการ”

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการปิดหน่วยงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานรัฐบาลกลางที่ไม่จำเป็น ประมาณ 40% หรือราว 750,000 คน ให้ต้องถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าการปิดหน่วยงานในปี 2561

พรรคเดโมแครตต้องการการรับประกันเรื่องงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพ สำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย ก่อนที่จะตกลงเรื่องแผนการใช้จ่าย พวกเขาอ้างว่าความพยายามในการเจรจาต่อรองกับพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านสุขภาพยังไม่ประสบความสำเร็จ

พรรครีพับลิกัน: ซึ่งควบคุมทั้งสองสภาแต่ไม่มีเสียง 60 เสียงที่จำเป็นในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ ต้องการใช้มาตรการชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลเปิดทำการไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยใช้เงินทุนในระดับปัจจุบัน

วุฒิสมาชิก จอห์น ทูน จากรีพับลิกัน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องว่าใครแพ้หรือใครชนะ หรือใครจะถูกตำหนิ มันเกี่ยวกับชาวอเมริกัน และเดโมแครต ได้จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันในแบบที่พวกเขาคิดว่าได้ประโยชน์ทางการเมือง” พรรครีพับลิกันยังอ้างว่าการขยายสวัสดิการสุขภาพที่เดโมแครตต้องการจะทำให้ผู้เสียภาษีต้องเสียเงินมากขึ้น และเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับความซับซ้อนในยุคโควิด-19 ที่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว

ในขณะนี้ มีการคาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็น เช่น เจ้าหน้าที่ชายแดนและทหาร อาจถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไปก่อน แต่ในอดีตเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะได้รับเงินย้อนหลังเมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง คาดว่าจะมีการลงมติอีกครั้งสำหรับร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นที่พรรครีพับลิกันเสนอในวันศุกร์นี้ แต่ก็มีสัญญาณน้อยมากที่บ่งชี้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะประนีประนอมในเวลานี้.

ที่มา BBC

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ "เกรตา ทุนเบิร์ก" บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

2 ต.ค. 2568 10:55 น.

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

ผู้จัดขบวนเรือ ได้เปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้เข้าสกัดขบวนเรือจำนวน 13 ลำ ที่บรรทุกนักเคลื่อนไหวและสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สงครามที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ยังมีเรืออีก 30 ลำ ที่ยังคงเดินหน้าไปยังกาซา

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ได้เผยแพร่วิดีโอผ่านบัญชี X ที่ได้รับการยืนยันโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยให้เห็นภาพของ เกรตา ทุนเบิร์ก นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของขบวนเรือนี้ กำลังนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือล้อมรอบไปด้วยทหาร

กระทรวงต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า “เรือหลายลำของขบวนเรือ ‘ฮามาส-ซูมุด’ ถูกสกัดอย่างปลอดภัย และผู้โดยสารถูกนำตัวไปยังท่าเรืออิสราเอล” พร้อมยืนยันว่า “เกรตาและเพื่อนของเธอปลอดภัย 

กองเรือ Global Sumud Flotilla ซึ่งบรรทุกยาและอาหารไปยังกาซา ประกอบด้วยเรือพลเรือนกว่า 40 ลำ พร้อมด้วยผู้โดยสารประมาณ 500 คน ซึ่งรวมถึง สมาชิกรัฐสภา ทนายความ และนักกิจกรรม ขบวนเรือได้เผยแพร่วิดีโอหลายชุดผ่านเทเลแกรม โดยมีข้อความจากผู้ที่อยู่บนเรือบางคน ชูหนังสือเดินทางและอ้างว่าพวกเขาถูกลักพาตัวและถูกนำตัวไปยังอิสราเอลโดยขัดต่อความประสงค์ของตน และย้ำว่าภารกิจของพวกเขาเป็นไปเพื่อมนุษยธรรมที่ไม่ใช้ความรุนแรง

การสกัดขบวนเรือครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองของตนอยู่ในขบวนเรือนี้ กระทรวงการต่างประเทศตุรกี เรียกการเข้าโจมตีขบวนเรือของอิสราเอลว่า “เป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย” ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์

ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประณามการสกัดเรือ โดยเสริมว่ากองกำลังอิสราเอลได้ควบคุมตัวชาวมาเลเซีย 8 คน “การขัดขวางภารกิจด้านมนุษยธรรมนี้ อิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงการดูหมิ่นอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ต่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกของโลกด้วย” นายอันวาร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพเรืออิสราเอล ได้เตือนขบวนเรือว่ากำลังเข้าใกล้เขตสู้รบและละเมิดการปิดล้อมที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเสนอที่จะถ่ายโอนความช่วยเหลืออย่างสันติผ่านช่องทางที่ปลอดภัยไปยังกาซา

ผู้จัดขบวนเรือประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และกล่าวว่ากองทัพใช้ยุทธวิธีที่ก้าวร้าว รวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่าเรือหลายลำถูกสกัดและขึ้นเรืออย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำสากล และพวกเขายังคงยืนกรานว่าจะเดินหน้าต่อไป

ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่ามีเรือ 13 ลำถูกสกัดกั้นหรือหยุดเดินเรือแล้วในเช้าวันพฤหัสบดี แต่ผู้จัดขบวนเรือระบุว่า เรืออีก 30 ลำ ยังคงแล่นต่อไป โดยเหลือระยะทางประมาณ 46 ไมล์ทะเลจากจุดหมายปลายทาง และตั้งเป้าที่จะเดินทางถึงกาซาในเช้าวันพฤหัสบดีหากไม่ถูกสกัด

อิสราเอลได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อกาซานับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวในปี 2007 และเคยเกิดความพยายามที่คล้ายกันนี้หลายครั้ง ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงในปี 2010 โดยมีนักเคลื่อนไหว 9 คนถูกสังหาร หลังทหารอิสราเอลบุกขึ้นเรือในขบวนเรือชุดหนึ่ง.

ที่มา  Reuters