พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคน "อิเมลดา" พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

2 ต.ค. 2568 10:34 น.

พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคนระดับ 2 “อิเมลดา” เคลื่อนตัวเข้าเกาะเบอร์มิวดา เจ้าหน้าที่สั่งปิดโรงเรียน สนามบิน และหน่วยงานราชการ เตรียมรับมือฝนตกหนักและลมแรง

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาของทางการเบอร์มิวดา ประกาศว่า พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” (Imelda) กำลังพัดเข้าเกาะเบอร์มิวดา ดินแดนขนาดเล็กของอังกฤษ ในวันนี้ (2 ต.ค.) ด้วยความรุนแรงเทียบเทาเฮอร์ริเคนระดับ 2 

ทางการเบอร์มิวดาระบุว่า คาดว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้มีลมแรงและฝนตกหนัก ซึ่งจะเริ่มกระทบเกาะและต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี พร้อมสั่งปิดโรงเรียนรัฐ สนามบินนานาชาติ และสำนักงานราชการ พร้อมส่งทหารกว่า 100 นาย ออกลาดตระเวน ป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน ทำความสะอาดถนน และช่วยดูแลศูนย์พักพิงฉุกเฉินก่อนพายุเข้า

พยากรณ์ระบุว่าพายุอิเมลดา จะทำให้ฝนตกหนัก สูงสุดประมาณ 10 เซนติเมตร พร้อมสร้างคลื่นพายุรุนแรงซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วม โดยมีรายงานว่าผู้ใช้ไฟฟ้าหลายร้อยครัวเรือนยังคงขาดไฟฟ้าก่อนพายุพัดเข้า.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

2 ต.ค. 2568 09:29 น.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

จีนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว วันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทำให้คมนาคมคึกคัก ประชาชนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนา สัญจรท่องเที่ยว วันแรกรวมกว่า 336 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เครือข่ายคมนาคมของจีนรายงานการเดินทางคึกคักในวันแรกของวันหยุดราชการวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือที่เรียกว่า “สัปดาห์ทอง” (Golden week) มียอดผู้โดยสารคมนาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจวันหยุดคาดหนุนการจับจ่ายใช้สอยอย่างมหาศาล โดยยอดจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มรถไฟ 12306 ของ China State Railway ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ถึง 10 ตุลาคม รวมกว่า 120 ล้านใบ

บริษัท China Railway Shanghai Bureau Group Co เปิดเผยว่า เฉพาะเครือข่ายรถไฟในเขต สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี คาดว่าจะทำสถิติผู้โดยสารต่อวันสูงสุดใหม่ในวันพุธนี้ ด้วยจำนวนผู้โดยสารประมาณ 4.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 370,000 คน หรือ 9.5% จากวันเดียวกันของปีที่แล้ว  ขณะที่ China Railway Beijing Bureau Group Co คาดว่าจะให้บริการผู้โดยสารประมาณ 1.73 ล้านคน ในวันเดียวกัน 

ตัวเลขการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาพรวมการเดินทางวันแรกของสัปดาห์ทองคึกคักเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานคาดว่าการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของจีนและเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่รถไฟทั่วประเทศได้ประสานงานกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดิน เพื่อให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ด้านการเดินทางบนทางหลวงคาดว่าจะมีผู้โดยสารมากกว่า 310 ล้านเที่ยวในวันพุธนี้ ขณะที่การเดินทางทางเรือคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 1.22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.2% ส่วนการเดินทางทางอากาศคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 2.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนสนามบินนานาชาติปักกิ่ง ดาซิง จะรับผู้โดยสารสูงสุด 166,400 คนในวันเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา 6 ปี.

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

2 ต.ค. 2568 09:10 น.

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

อินโดนีเซียแข่งกับเวลาปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรม โรงเรียนประจำอิสลามในชวาตะวันออกพังถล่ม ยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 59 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 5 ศพ

อับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของอินโดนีเซีย ระบุว่า ตัวเลขผู้ที่ยังติดอยู่ได้จากการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนและบุคลากรที่อยู่ในอาคารช่วงเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับเวลาละหมาดบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา แสดงว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกถึง 59 คน อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวยังอาจเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิตบางส่วนเพิ่งปรากฏตัวในภายหลัง

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยนักเรียนออกมาได้แล้ว 5 คนเมื่อวันพุธ ท่ามกลางผู้ปกครองที่มารอฟังข่าวด้วยความกังวลและเรียกร้องให้เร่งรัดปฏิบัติการช่วยเหลือ

โมฮัมหมัด ซาฟีอี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยแห่งชาติ ยอมรับว่าการเข้าถึงพื้นที่มีความซับซ้อนและเสี่ยงอันตราย เนื่องจากโครงสร้างอาคารที่ถล่มอาจพังซ้ำหากมีแรงสั่นสะเทือน จึงจำเป็นต้องขุดอุโมงค์ใต้ดินขนาดเพียง 60 เซนติเมตรเพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่ใช้ โดรนตรวจจับความร้อน และเทคโนโลยีค้นหาผู้รอดชีวิต พร้อมส่งน้ำและอาหารเข้าไปในช่องแคบเล็ก ๆ ที่ยังเชื่อมถึงผู้ติดใต้ซาก ขณะเดียวกันก็มีรายงานตรวจพบสัญญาณชีวิตอย่างน้อย 7 จุด

สำหรับสาเหตุของการพังถล่ม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชี้ว่า เบื้องต้นอาจมาจาก การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการเสริมชั้นอาคารเพิ่มเกินกว่าที่โครงสร้างฐานรากจะรับได้ ปัญหาลักษณะนี้พบได้บ่อยในอินโดนีเซีย ซึ่งเจ้าของมักทยอยต่อเติมอาคารเมื่อมีงบประมาณ

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ อาคารที่ใช้จัดงานสวดมนต์ในจังหวัดชวาตะวันตกก็ถล่มเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรงเรียนถล่ม

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

2 ต.ค. 2568 08:52 น.

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

ออสเตรเลียเรียกคืนหรือนำครีมกันแดดออกจากชั้นวางไปแล้ว 18 ผลิตภัณฑ์หลังพบว่าค่า SPF ที่โฆษณาไว้เกินจริงอย่างร้ายแรง

ประเด็นเรื่องอื้อฉาวของครีมกันแดดยี่ห้อดังที่ถูกกลุ่มผู้บริโภคร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมายังไม่จบ เพราะจากการตรวจสอบ ยังคงพบผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ไม่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ (Therapeutic Goods Administration – TGA) เปิดเผยว่า ได้มีการเรียกคืนหรือนำครีมกันแดดอย่างน้อย 18 ผลิตภัณฑ์ออกจากชั้นวางไปแล้ว หลังพบว่าค่า SPF ที่โฆษณาไว้เกินจริงอย่างร้ายแรง

โดยรายงานจากกลุ่มผู้บริโภคเผยว่า ครีมกันแดดชื่อดังหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ราคาสูง ไม่สามารถปกป้องผิวได้ตามที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างไว้ ตัวอย่างเช่น Ultra Violette Lean Screen Skinscreen ที่โฆษณาว่ามี SPF 50+ แต่ผลการทดสอบกลับออกมาเพียง SPF 4 เท่านั้น จนนำไปสู่การเรียกคืนสินค้าในเดือนสิงหาคม

TGA ระบุว่า ครีมกันแดดอีก กว่า 20 แบรนด์ ที่ใช้สูตรฐานเดียวกัน กำลังถูกสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลทดสอบเบื้องต้นบ่งชี้ว่า สูตรดังกล่าวมีค่า SPF ไม่เกิน 21 และบางกรณีอาจต่ำสุดเพียง SPF 4

จนถึงตอนนี้ 8 ผลิตภัณฑ์ถูกเรียกคืนหรือหยุดการผลิตถาวร, 10 ผลิตภัณฑ์หยุดจำหน่ายชั่วคราว และอีก 2 ผลิตภัณฑ์อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่มีอัตรามะเร็งผิวหนังสูงที่สุดในโลก โดยสถิติระบุว่า ชาวออสเตรเลีย 2 ใน 3 คน จะต้องผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทำให้การควบคุมคุณภาพครีมกันแดดเข้มงวดกว่าหลายประเทศ

แต่กรณีล่าสุดกลับสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในสังคม และอาจมีผลกระทบในระดับโลก เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว แต่รวมถึง กระบวนการทดสอบค่า SPF ในห้องแล็บ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ

ด้านบริษัท Wild Child Laboratories Pty Ltd ผู้พัฒนาสูตรฐานที่ถูกตรวจสอบ ได้หยุดผลิตทันที แต่ยืนยันว่าโรงงานไม่มีปัญหาด้านคุณภาพ พร้อมโยนปัญหาไปที่การทดสอบของ Princeton Consumer Research Corp (PCR Corp) ห้องแล็บจากสหรัฐฯ ที่หลายบริษัทใช้ผลทดสอบเพื่อยืนยันค่า SPF

ขณะที่ PCR Corp ชี้แจงว่า ความคลาดเคลื่อนอาจมาจาก ปัจจัยภายนอก เช่น ความแตกต่างของวัตถุดิบ วิธีเก็บรักษา หรืออายุของสินค้า และย้ำว่าข้อมูลที่พวกเขามีคือผลการทดสอบเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับ ไม่สามารถรับผิดชอบต่อสินค้าที่ผลิตออกมาในภายหลังได้.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ครีมกันแดด

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

2 ต.ค. 2568 06:29 น.

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

ดร.เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยาผู้ปฏิวัติการศึกษาไพรเมตของโลก ถึงแก่กรรมแล้วด้วยสาเหตุทางธรรมชาติ ขณะมีอายุได้ 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยา, นักมานุษยวิทยา และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชื่อดัง ถึงแก่กรรมแล้ว จากสาเหตุธรรมชาติ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อบรรยายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 91 ปี

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า การค้นพบของนักวานรวิทยาผู้นี้ได้ปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ และเธอเป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ย่อท้อในการปกป้องและฟื้นฟูโลกธรรมชาติของเรา

กูดดอลล์มีอายุเพียง 26 ปี ในตอนที่เธอเดินทางไปยังประเทศแทนซาเนียเป็นครั้งแรก และเริ่มงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับลิงชิมแปนซีในป่า ตลอดการศึกษาเกี่ยวกับสปีชีส์นี้ กูดดอลล์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไพรเมตแสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับมนุษย์หลายอย่าง เช่น ความสามารถในการพัฒนาบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงการสร้างและใช้เครื่องมือของตนเอง

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร
ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร

หนึ่งในการค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของกูดดอลล์คือการที่ลิงชิมแปนซี “มีความคล้ายคลึงกับเรามากแค่ไหน” เธอบอกกับสำนักข่าว ABC News ในปี 2563

เธอกล่าวว่า “พฤติกรรมของพวกมัน ทั้งการใช้ท่าทาง การจูบ การโอบกอด การจับมือ และการตบหลัง” “… ความจริงที่ว่าพวกมันสามารถใช้ความรุนแรงและโหดร้าย และทำสงครามได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรักและความเห็นแก่ผู้อื่นด้วย”

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า การค้นพบนี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทางวิชาการในศตวรรษที่ 20

กูดดอลล์เคยบอกกับ ABC News ว่าความรักสัตว์ของเธอนั้นเริ่มต้นแทบจะตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว โดยในวัยเด็ก เธอเติบโตในลอนดอนและบอร์นมัท ด้วยความใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปแอฟริกาและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสัตว์ป่า พออายุ 10 ขวบ เธอได้อ่านหนังสือเรื่อง “ด็อกเตอร์ดูลิตเติล” และ “ทาร์ซาน” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเธอไป

กูดดอลล์เล่าด้วยว่า การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติกอมเบ ในแทนซาเนียครั้งแรกนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภูมิประเทศที่ลาดชันเป็นภูเขา ป่าไม้หนาทึบ และมีภัยคุกคามจากควายป่าและเสือดาวซุ่มซ่อนอยู่ แต่มันก็ทำให้ความปรารถนาตลอดชีวิตของเธอเป็นจริง กูดดอลล์รู้ทันทีว่าเธอมาถึงสถานที่ที่เธอควรจะอยู่แล้ว

“นั่นคือสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด” เธอบอกกับ ABC News

ต่อมา กูดดอลล์ได้รับปริญญาเอกด้านพฤติกรรมศาสตร์ (ethology) ด้านการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยวิทยานิพนธ์ของเธอเป็นการให้รายละเอียดการศึกษา 5 ปีแรกของเธอที่เขตกอมเบ

ในปี 2520 กูดดอลล์ได้ก่อตั้งสถาบันเจน กูดดอลล์ (Jane Goodall Institute) ร่วมกับ เจเนวีฟ ดิ ซาน เฟาส์ติโน องค์กรนี้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานย่อยใน 25 เมืองทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติและความเข้าใจเกี่ยวกับไพรเมต (วานร) ผ่านการให้ความรู้สาธารณะและการดำเนินการทางกฎหมาย

งานวิจัยของกูดดอลล์ได้รับทั้งเกียรติทางวิทยาศาสตร์และชื่อเสียงในวงกว้าง และเธอได้รับความดีความชอบในการปูทางให้ผู้หญิงหันมาประกอบอาชีพในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า จำนวนผู้หญิงในสาขา STEM เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 26 ในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรตั้งแต่ปี 2513 ถึง 2554

ในปี 2534 เธอยังก่อตั้ง Roots & Shoots ซึ่งเป็นโครงการด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อมระดับโลกสำหรับเยาวชนด้วย

ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน
ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน

กูดดอลล์ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ทูตสันติภาพแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Messenger of Peace) ในเดือนเมษายน 2545 และนักมานุษยวิทยาท่านนี้ยังคงส่งเสียงสนับสนุนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอายุเข้าสู่วัย 80 และ 90 ปีแล้วก็ตาม

กูดดอลล์ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายตลอดชีวิตของเธอ โดยในปี 2538 เธอได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ CBE ซึ่งเป็นเครื่องราชฯ ชั้นที่ 3 ของอังกฤษ สำหรับ “ผลงานด้านสัตววิทยา” และได้รับยศ “เดม” นำหน้าชื่อในปี 2546

ส่วนเกียรติยศอื่นๆ ของกูดดอลล์รวมถึง เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ของฝรั่งเศส, รางวัลเกียวโตของญี่ปุ่น และเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เมื่อปี 2562 กูดดอลล์ยอมรับถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความสำคัญของการลดภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น โดยกล่าวกับ ABC News ว่าโลกกำลัง “ตกอยู่ในอันตราย”

“เรามาถึงจุดที่เราต้องทำอะไรให้สำเร็จสักอย่างแล้วอย่างแน่นอน” เธอกล่าว “เรากำลังตกอยู่ในอันตราย เรามีช่วงเวลาที่จำกัด ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเรายังมีเวลา แต่เราต้องลงมือทำ”

กูดดอลล์ยังเคยร่วมมือกับบริษัท Apple ในปี 2565 เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ารีไซเคิลอุปกรณ์ของตน เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของแต่ละบุคคล และลดการขุดแร่ที่ไม่จำเป็นทั่วโลก

กูดดอลล์บอกกับ ABC News ในเวลานั้นว่า “ใช่ ผู้คนจำเป็นต้องหารายได้ แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะหารายได้โดยไม่ทำลายโลก” “เราได้ทำลายโลกไปมากถึงขนาดที่น่าตกใจ”

ทั้งนี้ กูดดอลล์มีบุตรชายหนึ่งคน คือ ฮิวโก เอริค หลุยส์ แวน ลอว์อิค จากการแต่งงานครั้งแรกกับบารอน ฮิวโก้ แวน ลอว์อิค ขุนนางชาวดัตช์และช่างภาพสัตว์ป่า และมีหลานอีก 3 คน ก่อนจะแต่งงานกับสามีคนที่ 2 คือ เดเร็ค ไบรซ์สัน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนซาเนีย ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2523

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

2 ต.ค. 2568 04:40 น.

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

เกิดเหตุนั่งร้านในโบสถ์แห่งหนึ่งของเอธิโอเปียพังถล่มลงมา ในขณะที่คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 30 ศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นั่งร้านภายในโบสถ์ “อาร์เออร์ติ มาเรียม” (Arerti Mariam) ในประเทศเอธิโอเปีย พังถล่มใส่ประชาชนนับพันคนมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 200 ราย

โบสถ์ที่เกิดเหตุอยู่ในเขต “มินจาร์ เชคโนรา” (Minjar Sheknora) ตอนกลางของเอธิโอเปีย และอยู่ห่างจากกรุงแอดดิสอาบาบา (Addis Ababa) ประมาณ 70 กม. ฝูงชนจำนวนมากเดินทางมายังโบสถ์แห่งนี้เพื่อร่วมพิธีฉลองนักบุญแมรีประจำปีตามประเพณีของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

นายอาห์เม็ด เกเบเยฮู เจ้าหน้าที่ตำรวจเอธิโอเปียกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยผู้เสียชีวิตที่พบในตอนนี้ประกอบด้วยคนอายุระหว่าง 25-80 ปี

ทางการท้องถิ่นเผยด้วยว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสบางรายถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงแอดดิสอาบาบาแล้ว

ทั้งนี้ ตามคำบอกเล่าของพยานในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและโกลาหล โดยผู้เข้าร่วมพิธีต่างแตกตื่นหนีตายกันอลหม่าน

ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งระบุว่า “โครงสร้างขนาดใหญ่ของโบสถ์พังถล่มลงมา เสียงโครงสร้างไม้ที่พังทลายนั้นดังและน่าสะพรึงกลัวมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

2 ต.ค. 2568 03:45 น.

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

ชาวอัฟกานิสถานเฮ สัญญาณอินเทอร์เน็ตกับโทรศัพท์กลับมาใช้งานได้อีกครั้งแล้ว หลังจากรัฐบาลตาลีบันตัดสัญญาณไปในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอัฟกันออกมาบนท้องถนนในวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาใช้บริการ “อินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม” ได้อีกครั้ง หลังรัฐบาลตาลีบันได้สั่งระงับบริการจนเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นกล่าวว่า การสื่อสารกำลังกลับมาใช้งานได้แล้ว ในขณะที่หน่วยงานติดตามอินเทอร์เน็ตอย่าง Netblocks ระบุว่า ข้อมูลเครือข่ายแสดงให้เห็นว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต “กลับมาใช้ได้บางส่วน” แล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลยืนยันกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกานิสถาน ว่า อินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตาลีบัน

ด้านนาย ซูฮาอิล ชาฮีน โฆษกอาวุโสของกลุ่มตาลีบันในกาตาร์ กล่าวว่า “การสื่อสารทั้งหมด” ได้รับการฟื้นฟูภายในช่วงบ่ายวันพุธ

รัฐบาลตาลีบันไม่ได้ให้คำอธิบายอย่างเป็นทางการสำหรับการตัดสัญญาณครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว โฆษกของผู้ว่าการตาลีบันในจังหวัดบัลข์ (Balkh) ทางตอนเหนือกล่าวว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกระงับ “เพื่อป้องกันการกระทำชั่วร้าย”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับคืนสู่อำนาจ กลุ่มตาลีบันได้กำหนดข้อจำกัดหลายประการให้สอดคล้องกับการตีความกฎหมายอิสลาม “ชะรีอะห์” (Sharia law) ในแบบของพวกเขา และทำให้เกิดการจำกัดสิทธิสตรีอย่างหนัก

การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตซึ่งดำเนินมานานร่วม 48 ชั่วโมง สร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจและเที่ยวบิน ทำให้การเข้าถึงบริการฉุกเฉินถูกจำกัด และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการกีดกันผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากยิ่งขึ้น หลังจากสิทธิของพวกเธอถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจอีกครั้งในปี 2564

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเมื่อวันจันทร์ทำให้ประเทศอัฟกานิสถาน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังกล่าวเสริมว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยงที่จะ “ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชาวอัฟกัน รวมถึงการเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และทำให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน

2 ต.ค. 2568 02:43 น.

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกจากซากโรงเรียนที่พังถล่มเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้เพิ่มอีก 5 ราย โดยพวกเขากำลังแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่เหลืออีกหลายสิบคน

เมื่อวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศอินโดนีเซีย สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกจากใต้ซากอาคารเรียนที่พังถล่มในวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.) ได้เพิ่มอีก 5 คน ในขณะที่บรรดาผู้ปกครองที่กำลังร้อนใจเรียกร้องให้หน่วยค้นหาเร่งดำเนินการเพื่อค้นหาเด็ก ๆ อีกหลายสิบคนที่เชื่อว่ายังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังเป็นวันที่สองแล้ว

อาคารโรงเรียนประจำหลายชั้นแห่งหนึ่งในเมือง ซิโดอาร์โจ (Sidoarjo) บนเกาะชวา เกิดพังทลายลงอย่างกะทันหันเมื่อวันจันทร์ ขณะที่นักเรียนกำลังรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีละหมาดในช่วงบ่าย

นาย ยุธิ บรามันติโย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยค้นหาและกู้ภัย กล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองซิโดอาร์โจ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสุราบายา 30 กิโลเมตรว่า “วันนี้เราสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุออกมาได้ 7 ราย โดย 5 รายรอดชีวิต ส่วนอีก 2 รายถูกพบเป็นศพ” และเสริมว่า “ผู้รอดชีวิตทั้งห้าคนสามารถสื่อสารได้”

การพบผู้เสียชีวิตล่าสุดทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุโรงเรียนถล่มครั้งนี้เพิ่มเป็น 5 ศพแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องพยายามแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ซึ่งนาย อับดุล มูฮาริ โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุในแถลงการณ์เมื่อช่วงค่ำวันอังคารว่า จากบันทึกของโรงเรียน “คาดว่ามีคนถูกฝังอยู่ 91 คน”

ด้านนายโมฮัมหมัด ซยาฟี หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปด้วยความซับซ้อนเพราะ “หากเกิดการสั่นสะเทือนในจุดใดจุดหนึ่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อที่อื่นได้ ดังนั้น ตอนนี้เพื่อที่จะเข้าถึงจุดที่เหยื่ออยู่ เราจึงต้อง ขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

การขุดเองก็ก่อให้เกิดความท้าทาย รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด ดินถล่ม และอุโมงค์ใดๆ สามารถมีทางเข้าออกกว้างได้เพียงประมาณ 60 ซม.เท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดของเสาคอนกรีตของโครงสร้างอาคาร

เจ้าหน้าที่มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึง โดรนตรวจจับความร้อน (thermal-sensing drones) มาใช้เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้เสียชีวิต ซึ่งจนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณชีพใน 7 พื้นที่แล้ว และมีการส่งน้ำและอาหารเข้าไป แต่ผ่านได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างหลักของอาคารพังทลายอย่างสิ้นเชิง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งเมื่อคืนวันอังคาร ทำให้การค้นหาต้อง หยุดชะงักลงชั่วขณะหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตึกอพาร์ตเมนต์ 20 ชั้นในนิวยอร์กพังถล่มบางส่วน คาดแก๊สระเบิด

ตึกอพาร์ตเมนต์ 20 ชั้นในนิวยอร์กพังถล่มบางส่วน คาดแก๊สระเบิด

1 ต.ค. 2568 23:16 น.

ตึกอพาร์ตเมนต์ 20 ชั้นในนิวยอร์กพังถล่มบางส่วน คาดแก๊สระเบิด

อาคารที่อยู่อาศัยสูง 20 ชั้นในรัฐนิวยอร์กพังถล่มลงมาบางส่วน โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากแก๊สระเบิด แต่เคราะห์ดีที่ยังไม่มีการพบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตึกอพาร์ตเมนต์สูง 20 ชั้นแห่งหนึ่งในเขตบรองซ์ ของรัฐนิวยอร์ก พังถล่มลงมาบางส่วน เมื่อเช้าวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 โดยสำนักงานดับเพลิงท้องถิ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังตอบสนองต่อเหตุแก๊สระเบิด ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 8.10 น. วันพุธ (1 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยตึกที่เกิดเหตุมีชื่อว่า “มิทเชล เฮาส์เซส” (Mitchel Houses) เป็นอาคารสาธารณะที่รัฐบาลนิวยอร์กเป็นเจ้าของ ขณะที่ภาพซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า มุมหนึ่งของอาคารพังถล่มลงมาทั้งหมด แต่ทางการท้องถิ่นระบุว่า ไม่มีห้องพักอาศัยได้รับผลกระทบ

นายเอริก อดัมส์ นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก กล่าวว่า เขาได้รับรายงานสรุปเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินดังกล่าวแล้ว และเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทั้งหมด โดยในเบื้องต้นพวกเขาได้รับรายงานว่ามีการระเบิดเกิดขึ้น และตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าอะไรคือสาเหตุของการระเบิด

นายอดัมส์บอกด้วยว่า วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่เครื่องทำความร้อนในอาคารจะถูกเปิดใช้งานเป็นครั้งแรก เพื่อเตรียมรับมือกับเดือนที่อากาศหนาวเย็นขึ้น และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนมากที่กำลังเปิดสวิตช์เครื่องต้มน้ำ (boilers) ของตน ซึ่งเขาขอเรียกร้องให้ผู้อยู่อาศัย ใช้งานแก๊สอย่างระมัดระวัง

ด้านสำนักข่าว บีบีซี ยืนยันว่า อาคารดังกล่าวมี การละเมิดกฎหมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (open violations) อยู่ 3 รายการ

อย่างไรก็ตาม นาย เจมส์ อ็อดโด กรรมาธิการกรมอาคารของนครนิวยอร์ก กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่าการละเมิดเหล่านั้น ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” กับความปลอดภัยของเครื่องต้มน้ำ (boilers) จะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ และเรียกร้องสังคมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

1 ต.ค. 2568 22:19 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นเป็น 69 ศพแล้ว ในขณะที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมีอีกหลายครั้งโดยแรงสุดที่ระดับ 6

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.9 ซึ่งเกิดขึ้นนอกชายฝั่งในภาคกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (30 ก.ย. 2568) ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 69 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อยราย

ทางการจังหวัดเซบู ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ประกาศภาวะภัยพิบัติในช่วงเช้าวันพุธ (1 ต.ค.) หลังประชาชนหลายพันคนต้องใช้ชีวิตบนท้องถนนตลอดคืนท่ามกลางอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่งประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นต่อเนื่องกันสองลูกเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 20 ราย

ผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวส่วนใหญ่อยู่ในเมือง โบโก (Bogo) เมืองเล็กๆ ในหมู่เกาะวิซายัส (Visayas) ตอนกลางของฟิลิปปินส์ และเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมากที่สุด

ด้านคณะกรรมการบริหารจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRRMC) ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวอย่างน้อย 147 รายทั่วหมู่เกาะวิซายัส และมีอาคารได้รับความเสียหาย 22 แห่ง

เมื่อช่วงเย็นวันพุธ เมืองโบโกเผชิญอาฟเตอร์ช็อกอีกครั้งขนาด 4.7 แมกนิจูด โดยแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ถึงเมืองเซบู และหมู่เกาะเลย์เตที่อยู่ใกล้เคียง แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยดับเพลิงฟิลิปปินส์กล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญกับ ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้า และส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัยด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cna