ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

30 ก.ย. 2568 09:18 น.

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หลายคนอาการสาหัส และคาดว่ายังมีเด็กนักเรียนอีกหลายสิบชีวิตติดอยู่ใต้ซากอาคาร

วันที่30 กันยายน 2568 สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด  โดยจุดเกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ “อัล โคซีนี” ของศาสนาอิสลาม ในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก 

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ และทหาร ระดมกำลังเร่งค้นหา ใช้ทั้งเครื่องจักรหนักและแรงคน ขุดเจาะซากคอนกรีตตลอดทั้งคืน โดยพบว่านักเรียนชายส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบเหตุ เนื่องจากนักเรียนหญิงละหมาดแยกต่างหาก

ด้านโฆษกตำรวจชวาตะวันออก ระบุว่า อาคารหอประชุมเดิมมีเพียง 2 ชั้น แต่ถูกต่อเติมเพิ่มเป็น 4 ชั้นเพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มลงมา

ขณะที่หัวหน้าทีมกู้ภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถส่งออกซิเจนและน้ำไปถึงเด็ก 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซาก เพื่อช่วยประคับประคองจนกว่าจะนำร่างออกมาได้แต่การปฏิบัติงานเต็มไปด้วยความเสี่ยง เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กอาจถล่มซ้ำทุกเมื่อ ในขณะที่ครอบครัวนักเรียนต่างเฝ้ารอข่าวดีด้วยใจระทึก ท่ามกลางการค้นหาที่ดำเนินต่อเนื่องแข่งกับเวลา.

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

30 ก.ย. 2568 07:03 น.

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

ชาวอาร์เจนตินาจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงในกรุงบัวโนสไอเรส เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้หญิง 3 คน ที่ถูกแก๊งค้ายาเสพติดลวงไปสังหาร และถ่ายทอดสดบนโลกออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ก.ย. 2568 ว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหญิงสาว 2 คน และวัยรุ่นหญิงอีก 1 คน ซึ่งถูกทรมานและฆาตกรรมถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศอาร์เจนตินา

ญาติของผู้เสียหายได้ชูป้ายที่มีชื่อของพวกเธอ “ลารา, เบรนด้า, โมเรน่า” และป้ายที่มีรูปภาพของพวกเธอ โดยมีผู้สนับสนุนเดินขนาบข้างขณะที่พวกเขาเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา

“มันคืออาชญากรรมฆ่าผู้หญิงและยาเสพติด!” “ชีวิตของเราไม่ใช่ของทิ้งขว้าง!” ข้อความบนป้ายและแบนเนอร์ต่างๆ ที่ผู้ประท้วงชู ขณะที่ตีกลองระหว่างการเดินขบวนซึ่งจัดโดยกลุ่มสตรีนิยม

ร่างของ โมเรนา เวอร์ดี (Morena Verdi) กับ เบรนดา เอล กัสติลโญ่ (Brenda del Castillo) ลูกพี่ลูกน้องวัย 20 ปี และ ลารา กูเตียร์เรซ (Lara Gutierrez) วัย 15 ปี ถูกพบฝังอยู่ในสนามหญ้าของบ้านหลังหนึ่งในชานเมืองทางใต้ของบัวโนสไอเรสเมื่อวันพุธที่ 24 ก.ย. หรือราว 5 วันหลังจากที่พวกเธอหายตัวไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาชญากรรมครั้งนี้ ซึ่งทีมสืบสวนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติด ถูกถ่ายทอดสดผ่านอินสตาแกรม และมีสมาชิก 45 คนในบัญชีส่วนตัวรับชม

“ผู้หญิงจะต้องได้รับการปกป้องมากกว่าที่เคยเป็น” เลโอเนล เดล กัสติลโญ่ พ่อของเบรนดากล่าวกับผู้สื่อข่าวในการประท้วง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า เขาไม่สามารถระบุศพลูกสาวของเขาได้เนื่องจากการถูกทำร้ายที่เธอต้องทนรับ

ขณะที่นาย อันโตนิโอ เดล กัสติลโญ่ ปู่ของเบรนดา ถึงกับหลั่งน้ำตา โดยเรียกฆาตกรว่า “พวกกระหายเลือด” “สิ่งที่คุณทำกับพวกเธอ คุณไม่ควรทำกับสัตว์ด้วยซ้ำ” เขากล่าว “ผมหวังว่าความจริงจะถูกเปิดเผย ผมขอให้ประชาชนยืนหยัดเคียงข้างพวกเรา”

เมื่อวันศุกร์ (26 ก.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ แพทริเซีย บุลริช (Patricia Bullrich) ได้ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 5 ทำให้ยอดผู้ต้องสงสัยรวมตอนนี้เป็นชาย 3 คนและหญิง 2 คน

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า ผู้เสียหายทั้ง 3 คน ถูกล่อลวงให้ขึ้นรถตู้คันหนึ่งซึ่งพวกเธอเชื่อว่าจะพาไปงานเลี้ยง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะ “ลงโทษ” พวกเธอฐานละเมิดกฎของแก๊ง และเพื่อใช้เป็นคำเตือนสำหรับคนอื่นๆ

นายฮาเวียร์ อลอนโซ (Javier Alonso) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของจังหวัดบัวโนสไอเรส กล่าวว่า ตำรวจค้นพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายทอดบนอินสตาแกรม หลังจากผู้ต้องขังรายหนึ่งเปิดเผยข้อมูลระหว่างการสอบปากคำ โดยในคลิป หัวหน้าแก๊งคนหนึ่งพูดว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ขโมยยาเสพติดของฉัน”

ด้านบริษัท เมตา (Meta) บริษัทแม่ของ อินสตาแกรมโต้แย้งว่า การถ่ายทอดสดไม่ได้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของพวกเขา โดยโฆษกคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “เราไม่พบหลักฐานใดๆ ว่ามีการถ่ายทอดสดบนอินสตาแกรม ทีมงานของเรายังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในขณะที่พวกเขาสืบสวนอาชญากรรมอันน่าสยดสยองนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

30 ก.ย. 2568 04:26 น.

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจากเศษโลหะที่พุ่งออกมาจากถุงลมนิรภัยของบริษัท ทาคาตะ เป็นครั้งแรก หลังจากมีการเรียกคืนทั่วโลกเมื่อ 12 ปีก่อนเนื่องจากปัญหาดังกล่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพของสิงคโปร์ ยืนยันว่า ชายวัย 57 ปี ซึ่งเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคันบนทางด่วนสาย “เซเลตาร์” (SLE) เมื่อปี 2565 เสียชีวิตเนื่องจากวัตถุโลหะแปลกปลอมจากพวงมาลัยพุ่งฝังเข้าในศีรษะของเขา หลังถุงลมนิรภัยด้านคนขับทำงาน

นี่ถือเป็นครั้งแรกในสิงคโปร์ที่มีผู้เสียชีวิตจากข้อบกพร่องของถุงลมนิรภัยของบริษัท “ทาคาตะ” (Takata) ซึ่งถูกเรียกคืนทั่วโลกในปี 2556 หลังตรวจพบข้อบกพร่องที่อาจทำให้เศษโลหะพุ่งออกมาเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน โดยมีรายงานว่า ข้อบกพร่องนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายรายทั่วโลก

ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาระหว่างการไต่สวนของศาลระบุว่า จนถึงวันนี้ในสิงคโปร์มีการเรียกคืนรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยเจ้าปัญหาเพื่อการตรวจสอบแล้ว 198,800 คัน และดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 94%

ทั้งนี้ นายไมเคิล ออง (Michael Ong) กำลังขับรถไปตามทางด่วน SLE เมื่อเวลาประมาณ 8 โมงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุรถชนต่อเนื่องถึง 6 คัน

รถของนายอองเป็นคันที่ 5 ในเหตุดังกล่าว บนช่องทางเดินรถช่องแรกของถนน 4 ช่องทาง โดยรถคันที่อยู่ข้างหน้าเขาได้ชะลอความเร็วและหลีกเลี่ยงการชนได้สำเร็จ แต่ถูกรถของนายอองพุ่งชนท้าย ทำให้รถคันดังกล่าวพุ่งไปข้างหน้าและชนกับรถคันที่ 3 ในลำดับการชน

แรงกระแทกที่รถของนายอองชนกับรถคันข้างหน้านั้น “ค่อนข้างรุนแรง” และในบรรดารถทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง มีเพียงถุงลมนิรภัยของรถนายอองเท่านั้นที่ทำงาน และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เว้นแต่นายอองที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพหมดสติและหัวใจหยุดเต้นจากบาดแผลรุนแรง ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

การชันสูตรพลิกศพพบว่ามีบาดแผลทะลุที่ศีรษะของนายออง และพบวัตถุโลหะขนาดยาว 1.5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.2 ซม. ในบาดแผล ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า วัตถุนี้พุ่งออกมาในตอนที่ถุงลมนิรภัยระเบิดออกจากพวงมาลัยรถยนต์ และทะลุเข้าสู่ศีรษะของนายอองพอดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

30 ก.ย. 2568 03:42 น.

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

โดนัลด์ ทรัมป์ กับเบนจามิน เนทันยาฮู เห็นชอบแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่แล้ว พร้อมกดดันให้กลุ่มฮามาสยอมรับข้อเสนอ มิเช่นนั้นจะถูกทำลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 ว่า เขาเข้าใกล้ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซาแล้ว หลังจากพบปะหารือกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยทั้งคู่ได้เห็นชอบแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ร่วมกันแล้ว แต่ต้องรอความเห็นของกลุ่มฮามาส

แผนสันติภาพดังกล่าวมีทั้งหมด 20 ข้อ ซึ่งหากทุกฝ่ายปฏิบัติตาม มันจะเริ่มจากการหยุดปฏิบัติการทางทหารในทันที และแช่แข็ง “เส้นแนวหน้าการปะทะ” เอาไว้ ณ จุดเดิม

ภายใต้แผนการนี้ กลุ่มฮามาสจะต้องวางอาวุธ และอาวุธสำหรับโจมตีของพวกเขาจะต้องถูกทำลาย นอกจากนั้น ฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เหลืออีก 20 คน และคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 28 คน ให้แก่อิสราเอลภายใน 72 ชั่วโมง และเมื่อการปล่อยตัวประกันเสร็จแล้ว อิสราเอลจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน

ข้อตกลงระบุด้วยว่า เมื่ออิสราเอลกับฮามาสเห็นชอบข้อเสนอ ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าสู่ฉนวนกาซาในทันที

สหรัฐฯ ยังเปิดเผยแผนการของพวกเขาสำหรับการบริหารฉนวนกาซาในอนาคตด้วยว่า คณะกรรมการปาเลสไตน์ที่เป็นนักวิชาการและไม่ฝักใฝ่การเมืองจะเข้ามาบริหารชั่วคราว โดยมีการกำกับดูแลและควบคุมโดยองค์กรเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศชุดใหม่ คือ คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งจะมีนายทรัมป์เป็นประธาน

นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กับผู้นำคนอื่นๆ ที่จะมีการประกาศในภายหลัง จะเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารนี้ด้วย ขณะที่กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการบริหาร “ไม่ว่าจะโดยตรง โดยอ้อม หรือในรูปแบบใดก็ตาม”

ส่วนแผนการที่เหลือ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจ” เพื่อสร้างฉนวนกาซาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังระบุว่า อิสราเอลจะไม่ยึดครองหรือผนวกกาซา และกองกำลังของพวกเขาจะทยอยถอนตัวออกจากดินแดนดังกล่าวเป็นระยะตามเวลาที่กำหนด

แผนนี้ยังเปิดช่องทางไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในท้ายที่สุดอีกด้วย

ทั้งนี้ นายเนทันยาฮูยังเตือนให้กลุ่มฮามาสยอมรับแผนสันติภาพฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ นี้ เพราะหากฮามาสปฏิเสธหรือไม่ทำตามแผน อิสราเอลจะจบงานกำจัดกลุ่มฮามาสให้เสร็จสิ้น ขณะที่นายทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิสราเอลจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สิ่งที่เขาจะต้องทำ หากฮามาสไม่ยอมรับแผนการนี้

ด้านแหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์ ซึ่งคุ้นเคยกับการเจรจาหยุดยิงระหว่างกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮามาสเพิ่งได้รับข้อเสนอสันติภาพ 20 ข้อของสหรัฐฯ ผ่านเจ้าหน้าที่ของกาตาร์กับอียิปต์ผู้นำหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ฮามาสเห็นชอบกับแผนการนี้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายเนทันยาฮูได้โทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีกาตาร์แล้วเพื่อพูดคุยเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายเนทันยาฮูได้กล่าวขอโทษต่อผู้นำกาตาร์ กรณีที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่กรุงโดฮาเมื่อเดือนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

30 ก.ย. 2568 02:11 น.

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาเตรียมตั้งกำแพงภาษีภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ทั้งหมด ในอัตรา 100% โดยอ้างว่า ธุรกิจภาพยนตร์สหรัฐฯ กำลังถูกประเทศอื่นๆ ขโมยไป

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงถึง 100% จากภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อนและอาจสั่นคลอนรูปแบบธุรกิจระดับโลกของฮอลลีวูด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดส่งสัญญาณว่า นายทรัมป์ตั้งใจที่จะขยายมาตรการทางการค้าแบบกีดกันเข้าไปในอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสตูดิโอที่ต้องพึ่งพารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศต่างประเทศและการผลิตร่วมกันข้ามประเทศอย่างมาก

นายทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์บน Truth Social โดยอ้างว่า “ธุรกิจการสร้างภาพยนตร์ของเราถูกประเทศอื่นๆ ขโมยไปจากสหรัฐอเมริกา เหมือนกับการแย่งขนมจากเด็กทารก” อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ

ด้านทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่อย่าง Warner Bros Discovery, Comcast, Paramount Skydance และ Netflix ก็ไม่ได้แสดงความเห็นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประกาศของนายทรัมป์ทำให้หุ้นของ Netflix ลดลง 1.5% ทันทีในช่วงต้นของการซื้อขาย

ทั้งนี้ นายทรัมป์เสนอแนวคิดเรื่องเก็บภาษีภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่เปิดเผยรายละเอียดน้อยมาก จนทำให้ผู้บริหารในอุตสาหกรรมบันเทิงไม่แน่ใจว่า มาตรการนี้จะใช้บังคับกับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกับการนำเข้าทั้งหมด

ผู้บริหารสตูดิโอหลายคนบอกกับรอยเตอร์เมื่อต้นปีนี้ว่า พวกเขา “งงงวย” ว่าจะบังคับใช้ภาษีภาพยนตร์ได้อย่างไร เนื่องจากภาพยนตร์สมัยใหม่มักมีการผลิต การจัดหาเงินทุน การตัดต่อหลังการถ่ายทำ และวิชวลเอฟเฟกต์ที่กระจายอยู่ในหลายประเทศ

นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายและการค้าต่างออกมาแสดงความกังขาต่อมาตรการนี้ โดยบางคนโต้แย้งว่า ภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการค้าบริการทั่วโลก ซึ่งเป็นด้านที่สหรัฐฯ มักจะเกินดุลการค้าเสมอ ทำให้เกิดคำถามเรื่องพื้นฐานทางกฎหมายของการเก็บภาษี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

30 ก.ย. 2568 00:33 น.

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(ภาพจาก: Xinhua)

ศาลในประเทศจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิกแก๊ง “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา และพัวพันคดีอื้อทั้งฉ้อโกง เจตนาฆ่า ยาเสพติด และค้าประเวณี

เมื่อ 29 ก.ย. 2568 ศาลในประเทศจีนมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตสมาชิก 11 คนของแก๊งมาเฟียตระกูลหมิง หัวโจกศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) ในประเทศเมียนมา นอกจากนั้นยังมีสมาชิกอีก 28 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาทำกิจกรรมผิดกฎหมาย

ใน 28 คนนี้ มี 5 คนถูกพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตโดยให้รอลงอาญา 2 ปี, 11 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนที่เหลือได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5-24 ปี

ตระกูลหมิงทำงานให้กับ 1 ใน 4 ตระกูลที่บริหารเมือง เล่าก์ก่าย อันเงียบสงบในเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนติดกับประเทศจีน และได้เปลี่ยนเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการพนัน ยาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สุดท้าย เมียนมาก็ดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงดังกล่าวในปี 2566 และจับกุมสมาชิกตระกูลหมิงได้หลายสิบคน ก่อนจะส่งตัวพวกเขาให้แก่ทางการจีน

ระหว่างการไต่สวน ศาลของจีนพบว่า ตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรรมอื่นๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอาญา ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม บ่อนการพนันผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี มาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว โดยบ่อนและการหลอกลวงของพวกเขา ทำเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน

ก่อนหน้านี้เคยมีการประมาณการว่า บ่อนการพนันของแต่ละตระกูลใน 4 ตระกูลดังกล่าวนั้นมีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ศาลยังพบด้วยว่าตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรรมอื่นๆ มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานศูนย์หลอกลวงหลายคน รวมถึงการยิงพนักงานในเหตุการณ์หนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลับไปยังประเทศจีน

ทั้งนี้ ในตอนแรกบ่อนในเมืองเล่าก์ก่าย ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากความต้องการเล่นพนันของชาวจีน เนื่องจากการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศจีนและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ก่อนที่บ่อนจะพัฒนาไปเป็นฉากหน้าที่มีกำไรงามสำหรับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์อีกหลายสิบแห่ง

สหประชาชาติเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเล่าก์ก่ายว่า “scamdemic” (การระบาดของการหลอกลวง) ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกล่อลวงไปยังศูนย์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกกักขังและบีบบังคับให้ทำงานเป็นเวลานาน เพื่อทำการฉ้อโกงออนไลน์ที่มีความซับซ้อน โดยมีเป้าหมายที่เหยื่อทั่วโลก

ตระกูลหมิง เคยเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐฉานของเมียนมา และบริหารศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์ในเล่าก์ก่าย ซึ่งมีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คน สถานที่ที่ฉาวโฉ่ที่สุดคืออาคารชุดที่รู้จักกันในชื่อ “Crouching Tiger Villa” (คฤหาสน์เสือหมอบ) ซึ่งพนักงานถูกทำร้ายและทรมานเป็นประจำ

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน กลุ่มพันธมิตรกบฏเปิดฉากโจมตีและขับไล่กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉาน และเข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย โดยที่เชื่อกันว่า จีน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มเหล่านี้ เป็นผู้อนุญาตให้มีการก่อการนี้

มีรายงานว่า หมิง เซวี่ยฉาง (Ming Xuechang) หัวหน้าตระกูลได้จบชีวิตตัวเอง ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลถูกส่งตัวให้กับทางการจีนแล้ว และบางคนสารภาพด้วยความสำนึกผิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

29 ก.ย. 2568 22:30 น.

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น บัวลอย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 40 ศพในเวียดนามกับฟิลิปปินส์ ก่อนจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศลาว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ ในประเทศเวียดนามกับฟิลิปปินส์ และสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนจำนวนมาก ก่อนที่พายุจะอ่อนกำลังลง และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ในวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568

ไต้ฝุ่นบัวลอยพัดถล่มเกาะเล็กๆ ตอนกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น นอกจากนั้นยังทำให้เกิดน้ำท่วมบีบให้ประชาชนมากกว่า 400,000 คนต้องอพยพ

สำนักงานป้องกันพลเรือนของฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันจันทร์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของพายุลูกนี้เพิ่มขึ้นเป็น 27 ศพแล้ว โดยสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการจมน้ำ หรือถูกซากปรักหักพังตกใส่

ส่วนที่เวียดนาม พายุบัวลอยเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ ทำให้เกิดลมกระโชกแรงความเร็วถึง 130 กม./ชม. โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติของเวียดนามอัพเดตข้อมูลผ่านเว็บไซต์ในวันจันทร์ ว่าไต้ฝุ่นลูกนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ และเจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหายอีก 20 คน

ผู้เคราะห์ร้าย 9 รายเสียชีวิตในเหตุลมหมุนที่เกิดจากพายุไต้ฝุ่นที่พัดผ่านจังหวัด นิงบิ่ญ ทางเหนือของเวียดนามเมื่อเช้าวันจันทร์ นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในจังหวัดเว้ และอีก 1 คนในจังหวัดแทงฮว้า ส่วนผู้สูญหายรวมถึงนักประมง 9 คนที่เรือประมงหายไปในทะเลเมื่อคืนวันอาทิตย์

พายุยังทำให้บ้านเรือนมากกว่า 44,200 หลังในเวียดนามได้รับความเสียหายหลากหลายระดับ รวมถึงหลังคาถูกลมพัดพาไป และมีบ้านอีก 800 หลังถูกน้ำท่วม เช่นเดียวกับพื้นที่เพาะปลูกขนาดเกือบ 6,000 เฮกตาร์

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเวียดนามระบุว่า มีผู้คนมากกว่า 53,000 คนถูกอพยพไปยังโรงเรียนและศูนย์การแพทย์ที่ถูกดัดแปลงเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อนที่บัวลอยจะพัดถล่ม

ขณะที่สนามบินภายในประเทศ 4 แห่ง และส่วนหนึ่งของทางหลวงแห่งชาติถูกปิดในวันจันทร์ ส่งผลให้เที่ยวบินมากกว่า 180 เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สิงคโปร์ปฏิเสธ “นาธาน ลอว์” นักเคลื่อนไหวฮ่องกงเข้าประเทศ ชี้ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

สิงคโปร์ปฏิเสธ "นาธาน ลอว์" นักเคลื่อนไหวฮ่องกงเข้าประเทศ ชี้ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

29 ก.ย. 2568 15:31 น.

สิงคโปร์ปฏิเสธ “นาธาน ลอว์” นักเคลื่อนไหวฮ่องกงเข้าประเทศ ชี้ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

รัฐบาลสิงคโปร์ปฏิเสธการเข้าประเทศของ นาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงที่ลี้ภัยอยู่ในสหราชอาณาจักร แม้เขาจะได้รับอนุมัติวีซ่าแล้วก็ตาม โดยทางการระบุว่าการปรากฏตัวของลอว์ “ไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์”

นาธาน ลอว์ เปิดเผยว่า เขาเดินทางถึงสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ (27 ก.ย.) เพื่อเข้าร่วมการประชุมลับที่จัดขึ้นเฉพาะผู้ได้รับเชิญ แต่ถูกกักตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหลายชั่วโมงก่อนถูกส่งตัวกลับทันทีในวันอาทิตย์ นายลอว์ถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกสุดกลับไปยังซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นจุดที่เขาเดินทางออกมาก่อนหน้านี้

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ชี้แจงต่อสื่อว่า ผู้ถือวีซ่ายังคงต้องผ่านการตรวจสอบเมื่อเข้าสู่ประเทศ และในกรณีนี้ลอว์ถูกส่งไปตรวจสอบด้านตรวจคนเข้าเมืองและความมั่นคงเพิ่มเติม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตัดสินใจไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ ทั้งยังย้ำว่าสิงคโปร์มีจุดยืนชัดเจนในการ “ไม่ยอมให้การเมืองต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง” ขณะที่สิงคโปร์มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกง

ลอว์ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง และเป็นหนึ่งในนักกิจกรรม 8 คนที่รัฐบาลฮ่องกงประกาศจับในข้อหาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการถูกปฏิเสธครั้งนี้มีเหตุผลทางการเมือง และไม่แน่ใจว่ามีแรงกดดันจากจีนหรือไม่ โดยเขาย้ำว่าได้ยื่นขอวีซ่าแบบเข้า-ออกครั้งเดียวล่วงหน้า 3 สัปดาห์และได้รับการอนุมัติแล้ว เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้รับการสอบถามคำถามใด ๆ และพวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธ”

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า แต่ละประเทศมีสิทธิ์กำหนดกฎเกณฑ์การเข้า-ออกของตนเอง พร้อมเรียกลอว์ว่าเป็น “ผู้ก่อกวนที่ต่อต้านจีนและต่อต้านฮ่องกง” ซึ่งถูกตำรวจฮ่องกงขึ้นบัญชีดำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ลอว์เป็นหนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮ่องกง เขาหลบหนีออกนอกประเทศในปี 2020 หลังจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรในปี 2021 ปัจจุบันทางการฮ่องกงเสนอรางวัลกว่า 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 4.14 ล้านบาท) สำหรับข้อมูลนำไปสู่การจับกุมเขาและนักกิจกรรมคนอื่น ๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิงคโปร์ดำเนินมาตรการเกี่ยวกับนักกิจกรรมฮ่องกง ก่อนหน้านี้ในปี 2019 รัฐบาลสิงคโปร์เคยสั่งปรับนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นที่จัดเวทีออนไลน์ โดยมี โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังจากฮ่องกง เข้าร่วมผ่านวิดีโอคอล.

ที่มา BBC

เดนมาร์กประกาศแบนโดรนพลเรือนทั่วประเทศ ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป

เดนมาร์กประกาศแบนโดรนพลเรือนทั่วประเทศ ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป

29 ก.ย. 2568 15:03 น.

เดนมาร์กประกาศแบนโดรนพลเรือนทั่วประเทศ ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป

เดนมาร์ก ได้ประกาศ สั่งห้ามการบินของโดรนพลเรือนทุกชนิด ทั่วประเทศตลอดสัปดาห์นี้ โดยมีผลก่อนการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป ที่จะจัดขึ้นในกรุงโคเปนเฮเกน 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของเดนมาร์กกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อ “ลดความซับซ้อนของงานด้านความปลอดภัย” สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับให้ “โดรนจากต่างชาติสร้างความไม่แน่นอนและก่อกวน” ได้ ปัจจุบัน เดนมาร์กดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

กระทรวงคมนาคมระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยกระดับการเฝ้าระวังขึ้นอย่างมากก่อนการประชุมสุดยอดในสัปดาห์นี้ และจำเป็นต้อง “ดูแลชาวเดนมาร์กและแขกของเรา” คำสั่งห้ามนี้จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม โดยผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับหรือจำคุกสูงสุดถึงสองปี

เดนมาร์กเป็นหนึ่งในหลายประเทศในยุโรปที่รายงาน “เหตุการณ์โดรน” ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบเห็นโดรนบินเหนือพื้นที่ทางทหารของเดนมาร์กครั้งล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 ก.ย.)

โดรนปริศนาถูกรายงานพบเห็นในเดนมาร์กตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กันยายน ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปิดสนามบินโคเปนเฮเกนและกรุงออสโลของนอร์เวย์ชั่วคราว นอกจากนี้ สนามบินออลบอร์กและบิลลุนด์ต้องระงับการดำเนินงานในสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากกิจกรรมของโดรน

ถึงแม้ว่าผู้สอบสวนของเดนมาร์กยังไม่สามารถระบุตัวผู้รับผิดชอบการบินโดรนเหล่านี้ได้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเดนมาร์กได้เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การโจมตีแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการที่เป็นระบบ”

นายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงสอบสวนว่าใครอยู่เบื้องหลังการบุกรุกน่านฟ้าเหล่านี้ และ ไม่ปฏิเสธว่าอาจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย

ด้านรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเดนมาร์กแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยุโรปอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง หลังจากหลายประเทศสมาชิกนาโตรายงานถึงการบุกรุกน่านฟ้าของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุโดรนรัสเซียประมาณ 20 ลำข้ามไปยังโปแลนด์ และเครื่องบินรบ MiG31 ของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เพื่อรับมือกับภัยคุกคามนี้ รัฐมนตรีกลาโหมจาก 10 ประเทศในสหภาพยุโรปได้ตกลงที่จะร่วมกันสร้าง “กำแพงโดรน” และองค์การนาโตระบุว่าได้ “เพิ่มความระมัดระวัง” ทั่วภูมิภาคทะเลบอลติก

นอกจากเดนมาร์กแล้ว ยังมีรายงานเหตุการณ์โดรนในประเทศอื่น ๆ อีกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ นอร์เวย์ ที่พบ “กิจกรรม” โดรนเหนือสนามบินบรอนนอยซุนด์ และพบเห็นโดรนต้องสงสัยใกล้ฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ขณะที่ในโรมาเนีย เที่ยวบินในกรุงบูคาเรสต์ต้องเปลี่ยนเส้นทาง หลังจากนักบินของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส ตรวจพบโดรนในน่านฟ้าเหนือสนามบิน ทั้งนี้ โรมาเนียได้ผ่านกฎหมายใหม่เมื่อต้นเดือนนี้ เพื่อเพิ่มอำนาจให้นักบินกองทัพอากาศสามารถยิงเครื่องบินและโดรนที่ไม่ปรากฏสัญชาติได้.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

29 ก.ย. 2568 13:59 น.

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

เกาหลีใต้ ได้เริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนแบบกลุ่ม เข้าประเทศโดยได้รับการยกเว้นวีซ่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 ก.ย. ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลเกาหลีใต้หวังจะใช้เป็นมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจและช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ภายใต้โครงการนำร่องนี้ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จากจีนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถพำนักในเกาหลีใต้ได้เป็นเวลา 15 วัน โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่า

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นก่อนช่วงวันหยุดยาว วันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1-8 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับวันหยุดยาวของเกาหลีใต้ ทำให้คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ต่างเร่งหาประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยบริษัทชิลลา ดิวตี้ ฟรี ได้จัดเตรียมทัวร์เรือสำราญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ขณะที่แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารยอดนิยมอย่าง แบดัล มินจก (Baedal Minjok) กำลังเพิ่มทางเลือกการชำระเงินด้วยอาลีเพย์ (Alipay) และวีเชตเพย์ (WeChat Pay) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน

โครงการยกเว้นวีซ่านี้ถูกประกาศตั้งแต่เดือนมีนาคม และเกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้ตัดสินใจเสนอยกเว้นวีซ่า ให้แก่ชาวเกาหลีใต้พำนักได้นานสูงสุด 30 วัน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ครั้งสุดท้ายที่เกาหลีใต้เสนอการยกเว้นวีซ่าลักษณะเดียวกันนี้ให้แก่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่คือระหว่างเดือนธันวาคม 2017 ถึงเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งสอดคล้องกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพยองชาง

รัฐบาลชุดใหม่ของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกในเกาหลีใต้ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย.

ที่มา Reuters