ทรัมป์ประกาศ “จะไม่ยอม” ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

ทรัมป์ประกาศ "จะไม่ยอม" ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

26 ก.ย. 2568 11:00 น.

ทรัมป์ประกาศ “จะไม่ยอม” ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศกร้าวว่า เขาจะไม่ยอมให้ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผนวกเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองอยู่ โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ผมจะไม่ยอมให้อิสราเอลผนวกเวสต์แบงก์…มันจะไม่เกิดขึ้น” คำกล่าวนี้มีขึ้นก่อนที่นายเนทันยาฮูจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

การประกาศจุดยืนของทรัมป์สอดคล้องกับแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นต่ออิสราเอลให้ยุติสงครามในกาซาและการยึดครองเวสต์แบงก์ ขณะที่หลายประเทศตะวันตกเริ่มให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มขวาจัดในอิสราเอลมองว่าการผนวกเวสต์แบงก์จะสามารถหยุดยั้งแนวคิดนี้ได้

กลุ่มชาตินิยมสุดโต่งในรัฐบาลผสมของเนทันยาฮูได้เรียกร้องให้มีการผนวกเวสต์แบงก์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย ขณะที่สหราชอาณาจักรและเยอรมนีออกมาเตือนอิสราเอลถึงเรื่องนี้แล้ว ส่วน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวที่สำนักงานใหญ่เมื่อวันจันทร์ว่า การผนวกดินแดนนั้น “ยอมรับไม่ได้ทั้งในเชิงศีลธรรม กฎหมาย และการเมือง”

ทรัมป์ยังกล่าวถึงการพูดคุยกับเนทันยาฮูและผู้นำตะวันออกกลางคนอื่น ๆ โดยระบุว่า “เราเข้าใกล้ข้อตกลงเรื่องกาซาและอาจรวมถึงสันติภาพ” ด้าน ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ด้วยตนเอง ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้นำโลกเพื่อดำเนินการตามแผนสันติภาพสำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ฝรั่งเศสประกาศไปเมื่อวันจันทร์

ทั้งนี้ นายอับบาสได้กล่าวขอบคุณหลายประเทศที่เพิ่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งนำโดยแคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส ตามมาด้วยฝรั่งเศส เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก มอลตา โมนาโก ซานมารีโน อันดอร์รา และเดนมาร์ก ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างแรงกดดันให้กับสหรัฐฯ ที่ยังคงคัดค้านการรับรองปาเลสไตน์โดยให้เหตุผลว่าเป็นการให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด อิสราเอลยังคงปิดเส้นทางเดียวระหว่างเขตเวสต์แบงก์และจอร์แดน ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนไม่สามารถเดินทางออกสู่โลกภายนอกได้ การปิดพรมแดนดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทหารอิสราเอล 2 นายถูกยิงเสียชีวิตใกล้จุดผ่านแดนโดยมือปืนชาวจอร์แดนซึ่งถูกสังหารในที่เกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในกาซายังคงเลวร้าย โดยมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลไปแล้วอย่างน้อย 65,419 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการทางทหารที่อิสราเอลตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ที่มีผู้เสียชีวิต 1,200 คนและถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน

นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการสอบสวนแห่งสหประชาชาติยังพบว่าอิสราเอลได้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ปฏิเสธรายงานนี้ว่าเป็น “บิดเบือนและเป็นเท็จ” อย่างสิ้นเชิง.

ที่มา BBC

ปูตินต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

ปูตินต้อนรับ "มิน อ่อง หล่าย" ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

26 ก.ย. 2568 10:30 น.

ปูตินต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการแก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย รักษาการประธานาธิบดีและผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่า ณ ทำเนียบเครมลิน กรุงมอสโก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทั้งสองผู้นำได้ยืนยันความสัมพันธ์อันยาวนานและทบทวนความร่วมมือทวิภาคี

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ออกเดินทางจากสนามบินเนปิดอว์ ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ด้วยเที่ยวบินพิเศษ เพื่อเข้าร่วมงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก 2025” (World Atomic Week Forum 2025) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์รัสเซีย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีปูติน

คณะผู้แทนจากพม่าได้แวะพักเครื่องที่สนามบินโทลมาเชโว ในเมืองโนโวซิเบิร์สก์ โดยมีนายแอนเดรย์ อเล็กซานโดรวิช ทราฟนิคอฟ ผู้ว่าการเมืองโนโวซิเบิร์สก์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี และยังมีการจัดเตรียมอาหารพื้นเมืองของเมียนมา เช่น เมี่ยง ชา และปลาตะเพียนต้ม ให้แก่คณะผู้แทนรัสเซียอีกด้วย

ในการประชุมทวิภาคีที่ทำเนียบเครมลิน ประธานาธิบดีปูตินได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่มีมานานกว่า 70 ปี และกล่าวถึงความคืบหน้าของข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างการเยือนรัสเซียของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า “วันนี้เรามีโอกาสที่จะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าในทุกด้าน”

ด้านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้แสดงความขอบคุณต่อคำเชิญเข้าร่วมงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก” พร้อมเน้นย้ำถึงการขยายตัวทางการทูตของพม่าในรัสเซียว่า “เราได้สร้างสถานทูตพม่าในกรุงมอสโก และเปิดสถานกงสุลใหญ่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและโนโวซิเบิร์สก์แล้ว และมีแผนที่จะเปิดสถานกงสุลใหญ่ในเมืองวลาดิวอสต็อกในอนาคตอันใกล้นี้”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการเข้าร่วมพิธีสวนสนามเพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีวันแห่งชัยชนะในกรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ และได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูตินสำหรับ “การต้อนรับที่อบอุ่น” และการดูแลอย่างดี ณ ทำเนียบเครมลิน

การพบปะครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้ปรากฏตัวร่วมกันในการประชุมสุดยอดปรมาณูโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก” ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน.

ที่มา  Anadolu Agency

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน “ผมบริสุทธิ์” หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน "ผมบริสุทธิ์" หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

26 ก.ย. 2568 09:54 น.

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน “ผมบริสุทธิ์” หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมีย์ ยืนยันตัวเองบริสุทธิ์ หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม คาดเกิดจากทรัมป์กดดันให้ดำเนินคดีกับเขาและคนที่เป็นศัตรูทางการเมือง

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เจมส์ โคมีย์ ถูกตั้งข้อหาให้การเป็นเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ภายใต้คดีอาญาที่ถูกยื่นฟ้องเพียงไม่กี่วัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีเหมือนกดดันให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับโคมีย์และบุคคลอื่น ๆ ที่เขามองว่าเป็นศัตรูทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม โคมีย์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม Substack ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ พร้อมกล่าวว่าไปพบกันในศาล และขอให้ยังคงมีศรัทธา

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่รู้สึกหวาดกลัว และตระหนักดีว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนจากการลุกขึ้นมาต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมระบุว่า หัวใจของเขาแตกสลายเพราะกระทรวงยุติธรรม แต่เขายังคงมีความเชื่อมั่นอย่างมากในระบบตุลาการของรัฐบาลกลาง และเขาบริสุทธิ์

อัยการกำลังพิจารณาว่าโคมีย์อาจให้การเท็จต่อสภาคองเกรส ในการให้ปากคำเมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 2020 ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนความเชื่อมโยงระหว่างรัสเซียกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2016 ของทรัมป์

การยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทำเนียบขาวถูกมองว่ากำลังก้าวก่ายกระบวนการทำงานของกระทรวงยุติธรรมในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเมืองกับกฎหมายเริ่มเลือนราง ขณะที่ความเป็นอิสระในการตัดสินใจด้านการดำเนินคดีถือเป็นหลักการสำคัญของหน่วยงานนี้.

ที่มา : ABCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผอ.เอฟบีไอ

สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

26 ก.ย. 2568 09:26 น.

สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุระทึกขวัญที่สหรัฐอเมริกา เมื่อมีกลุ่มโจรไม่ต่ำกว่า 20 คน ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า บุกปล้นร้านเพชรชื่อดังในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียกลางวันแสก ๆ ก่อนหลบหนีไป

สื่อหลายสำนักต่างเผยภาพจากกล้องวงจรปิดของร้าน ขณะที่กลุ่มคนร้ายสวมหน้ากากและฮู้ดปิดบังใบหน้า ถือทั้ง ค้อนเหล็ก และปืนพก บุกเข้ามาในร้าน ก่อนทุบตู้กระจกโชว์เครื่องประดับจนแตกละเอียด กวาดเอาเพชรและเครื่องประดับมูลค่ามหาศาลใส่กระเป๋าไปเต็ม ๆ

ความโกลาหลยิ่งทวีคูณเมื่อระบบรักษาความปลอดภัยล็อกประตูร้านอัตโนมัติ ทำให้หนึ่งในคนร้ายต้องใช้ปืนยิงใส่ประตูเพื่อเปิดทางหนีออกมา โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

หลังปล้นเสร็จ กลุ่มโจรวิ่งขึ้นรถที่จอดรออยู่ในลานใกล้เคียงเพื่อหลบหนี แต่ตำรวจสหรัฐฯ ทำงานเร็วไม่ปล่อยให้ลอยนวลไปง่ายๆ  ใช้เฮลิคอปเตอร์ติดตามเส้นทางการหลบหนี จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายราย

ด้านเจ้าของร้าน Heller Jewelers ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ขอบคุณลูกค้าที่ส่งกำลังใจมาอย่างล้นหลาม และประกาศพร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันเสาร์นี้ และขอให้ตำรวจจับกุมคนร้ายทั้งหมดให้ได้โดยเร็ว

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

26 ก.ย. 2568 08:24 น.

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

สถานีวิจัยร้างที่ตั้งอยู่บนเกาะห่างไกลของรัสเซีย กลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยของฝูงหมีขั้วโลกนับสิบตัวไปแล้ว โดยนักเดินทางและช่างภาพชาวรัสเซียที่ไปล่องเรือสำรวจ ไปพบเข้าโดยบังเอิญ

รายงานข่าวระบุว่านายวาดิม มากอรอฟ นักเดินทางและช่างภาพชาวรัสเซียกำลังล่องเรือท่องเที่ยวในทะเลชุกชี  ร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง และถ่ายทำทิวทัศน์ของเกาะโคลยูชิน บริเวณชายฝั่งตะวันออกไกลของรัสเซีย ก่อนจะสังเกตเห็นหมีขั้วโลกอยู่ใกล้กับอาคารที่ถูกทิ้งร้าง จึงนำโดรนบินเข้าไปถ่ายภาพและสำรวจใกล้ๆ จนได้เห็นว่าหมีขั้วโลกเหล่านี้ ใช้ตัวอาคารดังกล่าวเป็นสถานที่พักผ่อนแบบสบายอารมณ์

ตามคำบอกเล่าของนายมากอรอฟ หมีไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวโดรนแต่อย่างใด แต่พวกมันกลับแสดงความอยากรู้อยากเห็น และถึงขั้นพยายามเล่นกับโดรนอย่างสนุกสนาน

สำหรับเกาะโคลยูชินนั้น เป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเลชุกชี ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางเหนือของคาบสมุทรชูคอตกา ประมาณ 11 กิโลเมตร โดยสถานีวิจัยขั้วโลกแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของเกาะตั้งแต่ปี 1943 และถูกปิดไปในปี 1992.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีขั้วโลก

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

26 ก.ย. 2568 05:59 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษ อนุมัติข้อเสนอซื้อกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ แล้ว โดยที่รองประธานาธิบดีประเมินมูลค่าเอาไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อเสนอซื้อกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ เพื่อให้แอปพลิเคชันยอดนิยมนี้สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้ โดยนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขาประเมินมูลค่าของข้อตกลงซื้อขายไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำหนดให้บริษัท “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทแม่ของ TikTok ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ หรือเผชิญกับการถูกแบนในประเทศนี้

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง ซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากจีน บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะเข้ามากำกับดูแลธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ โดยที่ ByteDance จะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ไม่ถึง 20%

ตามรายงานของ CNBC บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง “ออราเคิล” (Oracle), “ซิลเวอร์ เลค” (Silver Lake) และกองทุนเพื่อการลงทุน “MGX” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในอาบูดาบี จะเป็นผู้ลงทุนหลักในธุรกิจ TikTok ของสหรัฐฯ โดยจะเข้าควบคุมสัดส่วนประมาณ 45% ของกิจการดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนของ ByteDance และผู้ถือหุ้นรายใหม่จะถือครองหุ้น 35%

อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวแทนจาก ByteDance เข้าร่วมในการลงนามคำสั่งของนายทรัมป์ และบริษัทก็ไม่ได้ออกมายอมรับว่ากำลังจะมีธุรกรรมใด ๆ เกิดขึ้น ไม่มีการกล่าวถึงราคาซื้อ และไม่มีข้อบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่จำเป็นสำหรับข้อตกลงนี้แต่อย่างใด

ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้ให้ไฟเขียวกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์กล่าวว่า รัฐบาลจีนพยายามขัดขวางบางอย่างก่อนที่จะมีการบรรลุข้อตกลงนี้

ทั้งนี้ ตามแผนที่วางเอาไว้ บริษัท Oracle จะเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของแอป TikTok และยังคงให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งแก่บริษัท TikTok สหรัฐฯ แห่งใหม่ต่อไป

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Oracle จะมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้น และบริษัทของเขากำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก “แอปนี้จะเป็นของคนอเมริกัน และเป็นคนอเมริกันที่มีความรู้ความสามารถสูง” ทรัมป์กล่าวในพิธีลงนาม “การดำเนินการทั้งหมดนี้จะเป็นไปโดยคนอเมริกัน”

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของเขา โดยอ้างความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมายในปี 2567

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ 2 วันต่อมา นายทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

แต่ท่าทีของนายทรัมป์ที่มีต่อ TikTok เปลี่ยนไป หลังจากแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2567 อย่างถล่มทลาย กอปรกับความกังวลว่าจะทำให้ผู้ใช้งาน TikTok ในสหรัฐฯ กว่าร้อยล้านบัญชีไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลของเขาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาตลอด โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

26 ก.ย. 2568 04:48 น.

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

นายพลระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ หลายร้อยนายทั่วโลก ถูกเรียกไปร่วมประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหมที่รัฐเวอร์จิเนียในสัปดาห์หน้า โดยไม่มีใครบอกได้ว่า จุดประสงค์ของการประชุมคืออะไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนระบุว่า นายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกของสหรัฐฯ หลายร้อยนายทั่วโลก ถูกเรียกให้เข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ที่รัฐเวอร์จิเนีย ในวันอังคารหน้า (30 ก.ย.)

เจ้าหน้าที่หลายคนบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า คาดว่าการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่ค่ายทหารในเมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย พร้อมเสริมว่า ดูเหมือนจะไม่มีใครทราบว่าการประชุมนี้เกี่ยวกับอะไร รวมถึงตัวนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกเองก็ไม่ทราบเช่นกัน และไม่ทราบด้วยว่าเหตุใดการประชุมนี้จึงถูกเพิ่มเข้ามาในตารางอย่างกะทันหัน

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า พวกเขาได้ยินทฤษฎีต่าง ๆ ตั้งแต่การทดสอบสมรรถภาพทางกายหมู่ ไปจนถึงการรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ของกระทรวงกลาโหม หรือแม้กระทั่งการ “ปลด” นายทหารออกครั้งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเรียกประชุมนายทหารระดับสูงจำนวนมากเช่นนี้อย่างกะทันหันถือเป็นเรื่องที่ “ผิดปกติอย่างยิ่ง”

“การประชุมนี้กำลังถูกเรียกว่า ‘สควิด เกม แม่ทัพ’” แหล่งข่าวกล่าว โดยเจ้าหน้าที่บางคนแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากการรวมตัวของนายทหารยศสูงจำนวนมากในสถานที่เดียวในเวลาเดียวกัน

เจ้าหน้าที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ บอกกับ ซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่สามารถนึกเหตุผลอื่นได้เลยนอกจาก นายเฮกเซธจะวางแผนประกาศปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ครั้งใหม่ หรือการยกเครื่องโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารทั้งหมด

ด้านนาย ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่านายเฮกเซธจะกล่าวปราศรัยต่อผู้นำทางทหารระดับสูงของเขาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า แต่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องวัตถุประสงค์ของการประชุม หรือว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลต่อนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกทั้งหมดในกองทัพหรือไม่

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้สั่งปลดนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกที่มีชื่อเสียงจำนวนมากนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งหลายกรณีเป็นผลมาจากแคมเปญของเฮกเซธที่ต่อต้านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย แต่บ่อยครั้งก็เป็นด้วยเหตุผลที่ไม่มีการเปิดเผย

นอกจากนั้น นายเฮกเซธยังสั่งการเมื่อเดือนพฤษภาคม ให้กระทรวงกลาโหมลดจำนวนนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกสี่ดาวลงอย่างน้อย 20%

นายเฮกเซธแสดงความไม่พอใจนายทหารระดับสูงตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ แล้ว โดยกล่าวหาว่า หนึ่งในสามของนายทหารระดับสูงของกองทัพ “มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน” ในความพยายามพากองทัพไปสู่การเมืองมากขึ้น และว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงกำลังทำผิดกฎเพื่อเอาใจผู้มีอุดมการณ์ในวอชิงตัน ดี.ซี.

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

26 ก.ย. 2568 02:06 น.

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

(Photo by Ed JONES / AFP / TO GO WITH SKOREA-SOCIAL-LAW-TATTOO)

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์สามารถให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้บังคับใช้กฎหมาย อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ สามารถให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากกลุ่มศิลปินช่างสักพยายามผลักดันเรื่องนี้มานาน เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกดำเนินคดีหรือการคุกคามอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าการสักจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกาหลีใต้ แต่การให้บริการสักถูกจำกัดให้ทำได้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ตามคำตัดสินของศาลฎีกาเมื่อปี 2535

แต่ “กฎหมายช่างสัก” (Tattooist Act) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งชาติในวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ สามารถขอใบประกอบวิชาชีพช่างสักได้แล้ว

ลิม โบ-รัน ประธานสหพันธ์ช่างสักเกาหลี (Korea Tattoo Federation) ร่ำไห้ด้วยความดีใจหลังจากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภา โดยเธอบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “ฉันพูดไม่ออกเลย เพราะมันเหมือนฝัน ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง”

ระหว่างปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ใครก็ตามที่ให้บริการสักโดยไม่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ จะต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 50 ล้านวอน (ราว 1.6 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ ไม่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นทางการว่ามีช่างสักกี่รายที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าว แต่สหภาพช่างสักเกาหลี ระบุว่า พวกเขาให้การสนับสนุนทางกฎหมายแก่ช่างสักอย่างน้อย 50 รายต่อปี และเชื่อว่ายังมีอีกหลายกรณีที่จบลงด้วยการเสียค่าปรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

25 ก.ย. 2568 23:50 น.

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

ศาลฝรั่งเศสตัดสินจำคุกนาย นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินผิดกฎหมายจาก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสถูกพิพากษาจำคุก 5 ปี หลังจากถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหา สมคบคิดก่ออาชญากรรม ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนผิดกฎหมายมูลค่าหลายล้านยูโรที่เขาได้รับจากพันเอก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียผู้ล่วงลับ

ศาลอาญาปารีสได้ยกฟ้องข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงข้อหาเรียกรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และให้เงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้งอย่างผิดกฎหมาย โดยคำตัดสินดังกล่าวหมายความว่า นายซาร์โกซีจะต้องถูกจำคุกไปก่อน แม้ว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสิน ซึ่งอดีตผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า เขาตั้งใจยื่นอุทธรณ์

หลังจากการไต่สวนเมื่อวันพฤหัสบดี อดีตประธานาธิบดีวัย 70 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2555 กล่าวว่า คำตัดสินนี้เป็นเรื่องที่ “ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อหลักนิติธรรม” ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาอ้างว่า ข้อกล่าวหาที่เขาได้รับนั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ นายซาร์โกซีถูกกล่าวหาว่าใช้เงินทุนจากนายกัดดาฟีมาสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2550 และเพื่อเป็นการตอบแทน นายซาร์โกซีได้สัญญาว่าจะช่วยนายกัดดาฟีในการฟื้นฟูชื่อเสียงจากภาพลักษณ์ที่ถูกสังคมตะวันตกขับไล่

ผู้พิพากษานาตาลี ฌาวาริโน กล่าวว่า นายซาร์โกซีได้อนุญาตให้คนสนิทติดต่อกับเจ้าหน้าที่ลิเบีย โดยมีเจตนาที่จะรับเงินสนับสนุนทางการเงินสำหรับการหาเสียงของเขา อย่างไรก็ตาม ศาลตัดสินว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการให้เงินสนับสนุนการหาเสียงอย่างผิดกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง นอกจากโทษจำคุกแล้ว ผู้พิพากษายังสั่งปรับนายซาร์โกซีเป็นเงิน 100,000 ยูโรด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

25 ก.ย. 2568 22:17 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

ไต้ฝุ่น รากาซา อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม หลังพัดถล่มจีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่และประชาชนในภาคใต้ของจีนและฮ่องกงกำลังดำเนินการทำความสะอาดครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 หลังจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง และสร้างความเสียหายแก่ถนนหลายสาย

รากาซา พายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังที่สุดในปีนี้ ทำให้ทางการจีนต้องอพยพประชาชนในมณฑลกวางตุ้งเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในฮ่องกง โดยเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศได้ในวันพฤหัสบดี แต่โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนบางแห่งยังคงต้องปิดทำการ

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่น รากาซา สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ไต้หวันและฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และ 11 ศพตามลำดับ

ในขณะที่ภาพความเสียหายเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ในมณฑลกวางตุ้งกำลังใช้รถขุดเพื่อเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่โค่นล้มหลายพันต้นและเปิดเส้นทางจราจร ขณะที่บนโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นชาวบ้านในมาเก๊าพยายามตกปลาบนถนนที่ถูกน้ำท่วม โดยใช้ทั้งคันเบ็ด, แห, กระเป๋า หรือแม้แต่ที่ตักขยะ

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ต้นไม้ในเมืองหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง หักโค่นกว่า 50,000 ต้น ขณะที่ในเมืองจูไห่ ถนนถูกน้ำท่วม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือยางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ โดยย่านชุมชนเก่าบางแห่งมีน้ำท่วมสูงจนถึงชั้นหนึ่งของตัวบ้าน

ข่าวระบุด้วยว่า มีอิทธิพลของพายุทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนในมณฑลกวางตุ้งกว่า 56,000 ครัวเรือนเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 100 รายในฮ่องกง

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่น รากาซา กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกตามแนวชายฝั่งจีนตอนใต้ มุ่งหน้าสู่ประเทศเวียดนาม โดยยังคงมีความเสี่ยงทำให้เกิดฝนตกหนักในประเทศจีน, เวียดนาม และพื้นที่อื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้มันจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วก็ตาม

นายฝ่าม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเขื่อนและโรงพยาบาล ดูแลความปลอดภัยของเรือประมง และเตรียมพร้อมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยแล้ว โดยมีการยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินบางส่วน ขณะที่คนงานได้ตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อป้องกันอันตรายจากลมในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian