ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

25 ก.ย. 2568 16:53 น.

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

ศาลอาญากรุงปารีสมีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่า “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสวัย 70 ปี มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิด จากกรณีรับเงินหลายสิบล้านยูโรอย่างมิชอบจากพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียผู้ล่วงลับ เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2007 อย่างไรก็ตาม ศาลได้ตัดสินให้เขายกฟ้องจากข้อกล่าวหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงการรับสินบนและการจัดหาเงินทุนหาเสียงอย่างผิดกฎหมาย

อัยการระบุว่า ซาร์โกซีรับเงินสนับสนุนจากกัดดาฟีเพื่อแลกกับการช่วยเหลือด้านภาพลักษณ์ต่อชาติตะวันตกที่มองลิเบียเป็นประเทศต้องห้าม คดีนี้ถูกเปิดการสอบสวนตั้งแต่ปี 2013 หลังไซฟ์ อัล-อิสลาม ลูกชายของกัดดาฟีออกมากล่าวหาซาร์โกซีว่ารับเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้หาเสียง 

ต่อมา “เซียต ทาคีเอดดีน” นักธุรกิจชาวเลบานอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างฝรั่งเศสและตะวันออกกลางมาเป็นเวลานานยืนยันว่ามีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินจากลิเบียมากถึง 50 ล้านยูโร ถูกโอนให้ทั้งก่อนและหลังซาร์โกซีขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อมาในปี 2014  

ขณะเดียวกัน “คาร์ลา บรูนี-ซาร์โกซี” ภรรยาชาวอิตาลีของเขา อดีตนางแบบและนักร้องชื่อดัง ก็ถูกตั้งข้อหาเมื่อปีที่แล้ว ฐานปกปิดหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินลิเบียและมีส่วนร่วมในการฉ้อโกง แต่เธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2012 นายซาร์โกซีได้ตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนทางอาญาหลายคดี โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้จ่ายเกินงบประมาณในการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2012 และว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อปกปิดเรื่องดังกล่าว ศาลมีคำสั่งจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 6 เดือน ซึ่งเขากำลังยื่นอุทธรณ์อยู่ในขณะนี้

ส่วนเมื่อปี 2021 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามติดสินบนผู้พิพากษาในปี 2014 ทำให้เขากลายเป็นอดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกที่ถูกตัดสินจำคุก อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม ศาลอุทธรณ์ปารีสมีคำตัดสินให้เขาสามารถรับโทษด้วยการกักบริเวณที่บ้านได้โดยติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนการถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ.

ที่มา BBC

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

25 ก.ย. 2568 16:25 น.

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

กองกำลังความมั่นคงอินเดียได้ประกาศเคอร์ฟิวในเมืองเลห์ เมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ หลังเกิดการปะทะรุนแรงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงที่ออกมาเรียกร้องการฟื้นฟูสถานะรัฐให้กับลาดักห์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 30 นาย นอกจากนี้ สำนักงานพรรคภารตียชนตา (BJP) ยังถูกกลุ่มผู้ชุมนุมวางเพลิงเผาทำลาย

กระทรวงมหาดไทยอินเดียออกแถลงการณ์ในช่วงดึก กล่าวหานักกิจกรรมชื่อดัง “โซนัม วังชุก” ผู้นำการเคลื่อนไหว ว่าเป็นผู้ยุยงปลุกปั่นด้วยการกล่าวอ้างเปรียบเทียบกับการประท้วง “อาหรับสปริง” และการลุกฮือของคนรุ่นใหม่ในเนปาล 

อย่างไรก็ตาม วังชุกปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และประกาศยุติการอดอาหารประท้วงที่ดำเนินมาตั้งแต่ 12 กันยายน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาความสงบ โดยชี้ว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากความไม่พอใจและความสิ้นหวังของคนหนุ่มสาวที่ว่างงานมาเป็นเวลานาน

ลาดักห์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนอินเดีย จีน และปากีสถาน สูญเสียสถานะกึ่งปกครองตนเองในปี 2019 เมื่อรัฐบาลอินเดียจากพรรค BJP ตัดสินใจแยกออกจากแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ทำให้ทั้งชุมชนพุทธในเลห์และชุมชนมุสลิมในเขตการ์กิล ร่วมกันเรียกร้องการฟื้นฟูสิทธิการปกครองตนเองและโควตาการจ้างงาน

ด้านรัฐบาลกลางอินเดียยืนยันว่าได้เจรจากับผู้นำท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 และบรรลุผลเป็นรูปธรรม แต่ยอมรับว่ายังมี “บุคคลที่มีแรงจูงใจทางการเมือง” ไม่พอใจกับความคืบหน้า ล่าสุดนายคาวินเดอร์ คุปตา ผู้ว่าการแคว้นลาดักห์ ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลกลาง ยืนยันว่ามีการเปิดการสอบสวนเหตุรุนแรงแล้ว พร้อมระบุว่าการเปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับเหตุการณ์ในบังกลาเทศและเนปาล อาจบ่งชี้ถึง “เบื้องหลังทางการเมือง”

ทั้งนี้ กำหนดการเจรจารอบใหม่ระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่จะมีขึ้นในวันที่ 26–27 กันยายน ขณะที่คณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลกลางจะเข้าพบผู้นำท้องถิ่นอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคมนี้.

ที่มา BBC

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน “ปลดเจ้าหน้าที่หมู่” หากเกิด “ชัตดาวน์” รัฐบาล

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน "ปลดเจ้าหน้าที่หมู่" หากเกิด "ชัตดาวน์" รัฐบาล

25 ก.ย. 2568 15:10 น.

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน “ปลดเจ้าหน้าที่หมู่” หากเกิด “ชัตดาวน์” รัฐบาล

ทำเนียบขาวส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิด หากสภาฯ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันกำหนดเส้นตายที่อาจต้องปิดหน่วยงานรัฐชั่วคราว หรือ “ชัตดาวน์” ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลถูกปลดออกจากตำแหน่งจำนวนมาก แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่มักเป็นการพักงานชั่วคราว

ทำเนียบขาวได้มอบหมายให้สำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) จัดทำบันทึกถึงหน่วยงานรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 ก.ย.) เพื่อให้ระบุโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบหากงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภาหมดอายุลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และรัฐสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถออกกฎหมายเพื่อเปิดทำการรัฐบาลต่อไปได้

รายงานจาก OMB ระบุว่า “โครงการที่ไม่ได้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเกิดการชัตดาวน์” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันแล้ว

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการสั่งการครั้งนี้เป็นความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะลดขนาดจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์การเจรจาต่อรองเพื่อบีบให้พรรคเดโมแครตยอมรับร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน

หน่วยงานต่างๆ ได้รับคำสั่งให้ส่งแผนลดจำนวนพนักงานที่เสนอต่อ OMB และแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้า แม้ว่าโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้อาจได้รับการยกเว้นหรือพักงานชั่วคราวในกรณีที่งบประมาณหยุดชะงัก โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวโพลิติโกได้รายงานถึงบันทึกฉบับนี้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (23 ก.ย.)  ทรัมป์ได้ยกเลิกการประชุมกับผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเพื่อหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดทำการรัฐบาลบางส่วนในสัปดาห์หน้าสูงขึ้น โดยทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างโทษกันว่าเป็นต้นเหตุของการหยุดชะงักในครั้งนี้

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เริ่มต้นนโยบายลดจำนวนเจ้าหน้าที่พลเรือนของรัฐบาลกลางที่มีอยู่ถึง 2.4 ล้านคน ซึ่งเขามองว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไปและไม่มีประสิทธิภาพ

นายสก็อตต์ คูเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานบุคคล ระบุในเดือนสิงหาคมว่า จะมีเจ้าหน้าที่พลเรือนของรัฐบาลกลางประมาณ 300,000 คน ลาออกจากตำแหน่งภายในสิ้นปี 2025 โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 154,000 คน ที่ตอบรับโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมีกำหนดจะออกจากบัญชีเงินเดือนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณของรัฐบาลกลาง และเป็นกำหนดเส้นตายที่ทรัมป์และสภาฯ ต้องบรรลุข้อตกลงเรื่องการใช้จ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดทำการรัฐบาล.

ที่มา Reuters

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน เพียงพอสร้างระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน เพียงพอสร้างระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก

25 ก.ย. 2568 11:58 น.

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน เพียงพอสร้างระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ โดยระบุว่าเกาหลีเหนืออาจครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงมากถึง 2 ตัน ซึ่งสามารถนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล ทำให้เกาหลีใต้เร่งผลักดันให้มีการเจรจาทางการทูตโดยเร็วที่สุด

นายชุง ดง-ยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวล โดยเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์มากถึง 2,000 กิโลกรัม หรือ 2 ตัน ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้

นายชุงระบุว่า ปัจจุบันโรงงานปั่นแยกยูเรเนียมของเกาหลีเหนือยังคงทำงานอยู่ที่โรงงาน 4 แห่ง โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ว่า “พลูโตเนียมเพียง 5-6 กิโลกรัม ก็เพียงพอที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว” ดังนั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 2,000 กิโลกรัมจึง “เพียงพอที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล”

รัฐมนตรีชุงกล่าวว่า “การหยุดยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องเร่งด่วน” แต่เขาให้เหตุผลว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่เกิดผล และทางออกเดียวคือการประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน ได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องรักษาคลังอาวุธนิวเคลียร์ไว้

เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 2006 และถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องมาตลอด อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสู่สาธารณะจนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่า เกาหลีเหนือมีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลายแห่ง รวมถึงที่ศูนย์นิวเคลียร์ยองบยอน ซึ่งเคยถูกระงับการใช้งานหลังการเจรจาในอดีต แต่ภายหลังได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021.

ที่มา AFP

เด็กอินโดฯ ป่วยกว่า 1,000 คน จากโครงการอาหารกลางวันฟรีรัฐบาล

เด็กอินโดฯ ป่วยกว่า 1,000 คน จากโครงการอาหารกลางวันฟรีรัฐบาล

25 ก.ย. 2568 11:25 น.

เด็กอินโดฯ ป่วยกว่า 1,000 คน จากโครงการอาหารกลางวันฟรีรัฐบาล

โครงการอาหารกลางวันฟรีของรัฐบาลอินโดนีเซียเผชิญวิกฤตอีกครั้ง หลังพบนักเรียนมากกว่า 1,000 คนในจังหวัดชวาตะวันตกมีอาการอาหารเป็นพิษภายในสัปดาห์เดียว ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากองค์กรเอ็นจีโอให้ระงับโครงการชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าการบริหารจัดการมีปัญหาและส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กๆ

เกิดเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่ในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย โดยมีเด็กนักเรียนมากกว่า 1,000 คน ล้มป่วยจากการรับประทานอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเรือธงของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต

นายเดดี มุลยาดี ผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันตก เปิดเผยว่า พบการป่วยใน 4 พื้นที่ โดยเหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากเพิ่งมีนักเรียน 800 คน ในจังหวัดชวาตะวันตกและสุลาเวสีกลาง ป่วยจากสาเหตุเดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

รายงานระบุว่า ในวันจันทร์ที่ผ่านมา มีนักเรียนกว่า 470 คนในเขตบันดุงตะวันตกมีอาการป่วยหลังรับประทานอาหารกลางวันฟรี และในวันพุธก็เกิดการระบาดอีก 3 จุดในเขตเดียวกันและในพื้นที่ซูกาบูมี ส่งผลให้มีเด็กป่วยเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 580 คน

ผู้ว่าฯ มุลยาดีกล่าวว่า ต้องมีการประเมินผู้รับผิดชอบโครงการนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาการจัดการด้านสุขอนามัย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง “บาดแผลทางใจของนักเรียนหลังจากรับประทานอาหารนี้เข้าไป”

โครงการอาหารกลางวันฟรีมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการขยายการเข้าถึงให้แก่ประชากร 83 ล้านคนจากทั้งหมด 280 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ ด้วยงบประมาณสูงถึง 171 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีหน้า ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานและการควบคุมดูแล

นายดาอัน ฮินดายานา หัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติที่ดูแลโครงการนี้ กล่าวว่าได้สั่งระงับการทำงานของครัวที่เกิดเหตุการณ์อาหารเป็นพิษแล้ว

ด้านผู้ว่าฯ มุลยาดีชี้ว่าปัญหาหลักคือครัวแต่ละแห่งต้องทำอาหารในปริมาณมากเกินไปและตั้งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียน ทำให้ต้องเริ่มทำอาหารตั้งแต่เช้ามืดหรือแม้แต่ตอนกลางคืน “เมื่ออาหารยังอุ่นอยู่ก็ถูกนำไปใส่ถาดและปิดฝา ทำให้มันบูดเสียได้” เขากล่าว

สถานีโทรทัศน์ Kompas TV เผยแพร่ภาพศูนย์กีฬาทางตะวันตกของเมืองบันดุง ที่ถูกดัดแปลงเป็นศูนย์รักษาพยาบาลชั่วคราว มีนักเรียนจำนวนมากนอนบนเตียงพับและบนพื้น บางส่วนถูกนำตัวออกมาจากอาคารโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

จากข้อมูลของหน่วยงานคลังสมอง Network for Education Watch ระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัวโครงการในเดือนมกราคม มีเด็กนักเรียนทั่วประเทศอย่างน้อย 6,452 คน ที่ป่วยจากอาหารเป็นพิษในลักษณะเดียวกันนี้.

ที่มา Reuters

โดรนปริศนาป่วนสนามบินเดนมาร์ก 4 แห่ง สั่งปิดฉุกเฉิน

โดรนปริศนาป่วนสนามบินเดนมาร์ก 4 แห่ง สั่งปิดฉุกเฉิน

25 ก.ย. 2568 11:06 น.

โดรนปริศนาป่วนสนามบินเดนมาร์ก 4 แห่ง สั่งปิดฉุกเฉิน

เกิดเหตุการณ์โดรนปริศนาบินวนเหนือสนามบิน 4 แห่งในเดนมาร์ก ส่งผลให้หนึ่งในนั้นต้องปิดให้บริการชั่วคราวเป็นเวลาหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหามูลเหตุจูงใจและผู้กระทำผิด หลังเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ สนามบินโคเปนเฮเกนและออสโลก็ถูกสั่งปิดจากเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกัน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุการณ์โดรนไม่ทราบฝ่ายบินวนเหนือสนามบิน ออลบอร์ก (Aalborg), เอสบีเยร์ก (Esbjerg), เซินเดอร์บอร์ก (Sønderborg) และฐานทัพอากาศ สกรึดสตรุป (Skrydstrup) ในเดนมาร์ก ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของสนามบินอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่า โดรนได้บินเข้ามาในบริเวณพื้นที่หวงห้ามและบินออกไปเองในเวลาต่อมา โดยสนามบินออลบอร์กซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศต้องประกาศปิดการให้บริการชั่วคราวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย

นายเยสเปอร์ บอยการ์ด แมดเซน หัวหน้าสารวัตรตำรวจเขตจัตแลนด์เหนือ แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่สนามบินออลบอร์กว่า “ไม่สามารถสกัดโดรนเหล่านี้ได้ ซึ่งมันบินครอบคลุมพื้นที่กว้างมากเป็นเวลาหลายชั่วโมง และในขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้ควบคุมโดรนได้”

ตำรวจเขตจัตแลนด์ใต้เปิดเผยว่าได้รับรายงานการพบเห็นโดรนหลายครั้งที่สนามบินเอสบีเยร์กและเซินเดอร์บอร์กเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สนามบินทั้งสองแห่งไม่ได้ถูกสั่งปิด เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตามกำหนดการจนถึงช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี

ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าโดรนเหล่านี้มีไฟส่องสว่างและสามารถมองเห็นได้จากภาคพื้นดิน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโดรนประเภทใด หรือมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับหน่วยข่าวกรองของเดนมาร์ก (PET) และกองทัพ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคาร นางเมตเต เฟรเดริคเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้กล่าวว่าประเทศของเธอเผชิญกับการ “โจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุด” หลังจากโดรนขนาดใหญ่บินวนเหนือสนามบินโคเปนเฮเกน และทำให้สนามบินต้องถูกปิดเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน

ที่มา AFP

รัสเซียเตรียมเริ่มทดลอง “วัคซีน mRNA” รักษามะเร็งผิวหนังเมลาโนมา หากสำเร็จแล้วจะให้ประชาชนใช้ฟรี

รัสเซียเตรียมเริ่มทดลอง "วัคซีน mRNA" รักษามะเร็งผิวหนังเมลาโนมา หากสำเร็จแล้วจะให้ประชาชนใช้ฟรี

25 ก.ย. 2568 10:27 น.

รัสเซียเตรียมเริ่มทดลอง “วัคซีน mRNA” รักษามะเร็งผิวหนังเมลาโนมา หากสำเร็จแล้วจะให้ประชาชนใช้ฟรี

เผยคณะนักวิทยาศาสตร์ของรัสเซียพร้อมจะเริ่มการทดลองทางคลินิกของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ  สำหรับรักษาโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา แบบเฉพาะบุคคลภายใน 6 สัปดาห์ข้างหน้า หากสำเร็จแล้วจะให้ประชาชนใช้ฟรี

วันที่ 23 กันยายน 2568 คณะนักวิทยาศาสตร์ของรัสเซียพร้อมจะเริ่มการทดลองทางคลินิกของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) สำหรับรักษาโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (melanoma) แบบเฉพาะบุคคลภายในหกสัปดาห์ข้างหน้า โดยคาดว่าการเปิดตัวครั้งแรกจะเกิดขึ้นในอีก 1-1.5 เดือนข้างหน้า โดยมีผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังจำนวน 60 รายเข้าร่วม

นักวิจัยพบว่าขนาดของเนื้องอกลดลงและความก้าวหน้าของเนื้องอกช้าลงถึง 60-80% ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค นอกจากนี้ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น

อเล็กซานเดอร์ กินท์สเบิร์ก หัวหน้าศูนย์ระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติกามาเลยา เผยว่าได้ยื่นเอกสารที่จำเป็นไปยังกระทรวงสาธารณสุขของรัสเซียเพื่อรอการอนุมัติวัคซีนตัวดังกล่าวแล้ว และจะเริ่มผลิตวัคซีนชุดแรกทันทีหลังจากได้รับอนุมัติ พร้อมเสริมว่าได้คัดเลือกกลุ่มผู้ป่วยไว้เรียบร้อยแล้วและวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมของผู้ป่วยเหล่านั้นเพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล หากสำเร็จแล้วจะให้ประชาชนใช้ฟรี

การทดลองก่อนคลินิกเผยว่าวัคซีนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและลดโอกาสมะเร็งแพร่กระจายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอตัวต่อไปจะพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งปอด ชนิดเซลล์ไม่เล็ก (NSCLC)

ขณะที่เป้าหมายเบื้องต้นของวัคซีนนี้คือมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก นอกจากนี้ การพัฒนาวัคซีนสำหรับมะเร็งกลิโอบลาสโตมาและมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาบางชนิด รวมถึงมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาบริเวณดวงตา อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นสูงและมีความก้าวหน้าอย่างมาก.

ที่มา Tass

ฮ่องกงฟื้นตัว หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดถล่ม – ไต้หวันปรับยอดผู้เสียชีวิตเหลือ 14 ราย

ฮ่องกงฟื้นตัว หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดถล่ม – ไต้หวันปรับยอดผู้เสียชีวิตเหลือ 14 ราย

25 ก.ย. 2568 08:49 น.

ฮ่องกงฟื้นตัว หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดถล่ม – ไต้หวันปรับยอดผู้เสียชีวิตเหลือ 14 ราย

ฮ่องกงเริ่มฟื้นตัวแล้วในวันพฤหัสบดี หลังเผชิญผลกระทบจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาที่สร้างความเสียหายหนักเมื่อวันก่อน ขณะที่ ไต้หวันปรับลดจำนวนผู้เสียชีวิตเหลือ 14 ราย จากเดิมที่รายงานไว้ 17 ราย

ฮ่องกงต้องหยุดชะงักเกือบทั้งเมืองตั้งแต่บ่ายวันอังคาร หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดเข้าพื้นที่ โดยทางการได้ประกาศสัญญาณเตือนไต้ฝุ่นระดับสูงสุด หรือระดับ 10 ตลอดทั้งวันพุธ ก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่งที่เมืองหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน ขณะที่คลื่นยักษ์ซัดชายฝั่งด้านตะวันออกและใต้ เกิดน้ำท่วมในหลายย่าน รวมถึงโรงแรมฟูลเลอร์ตันที่ถูกน้ำทะเลทะลักเข้ามาจนกระจกแตกและท่วมล็อบบี้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้บาดเจ็บ และโรงแรมยืนยันว่ายังคงเปิดให้บริการตามปกติ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (พฤหัสบดี 25 ก.ย.) สนามบินนานาชาติฮ่องกงกลับมาเปิดให้บริการแล้ว โดยสายการบินต่าง ๆ ทยอยกลับมาทำการบินตั้งแต่ 6 โมงเช้า และคาดว่าจะรองรับเที่ยวบินมากกว่า 1,000 เที่ยวตลอดวัน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะและธุรกิจหลายแห่งกลับมาเปิดทำการ ยกเว้นโรงเรียนอนุบาลและบางโรงเรียนที่ยังคงปิดชั่วคราว

ด้านเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งซ่อมแซมถนนที่พังทลาย เก็บกวาดต้นไม้ล้มกว่า 1,000 ต้น และจัดการเหตุน้ำท่วมราว 85 จุดทั่วเมือง

ขณะที่ ไต้หวันซึ่งเผชิญพายุรากาซาตั้งแต่วันจันทร์ ได้ปรับจำนวนผู้เสียชีวิตลงเหลือ 14 ราย หลังพบว่ามีการนับซ้ำจากตัวเลขเดิม 17 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากเหตุน้ำล้นทะเลสาบกั้นเขาในเขตฮวาเหลียน ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมเมืองกวางฝู่

จำนวนผู้สูญหายล่าสุดอยู่ที่ 33 คน ลดลงจากตัวเลขที่สูงถึง 152 คนเมื่อวันก่อน  ซึ่งถึงแม้รัฐบาลไต้หวันจะมีระบบจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ แต่ชาวบ้านบางส่วนวิจารณ์ว่า การเตือนภัยอพยพครั้งนี้ไม่เพียงพอ โดยมีเพียงการขอความร่วมมือไม่ได้บังคับอย่างจริงจัง โดยนายกรัฐมนตรีโช จุงไถ ประกาศตั้งคณะสอบสวนหาสาเหตุข้อบกพร่องในการอพยพครั้งนี้แล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮ่องกง

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ถล่มไต้หวัน ดับแล้ว 17 ศพ สูญหายอีก 17 ราย บ้านพัง-รถถูกน้ำพัดว่อน

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ถล่มไต้หวัน ดับแล้ว 17 ศพ สูญหายอีก 17 ราย บ้านพัง-รถถูกน้ำพัดว่อน

25 ก.ย. 2568 08:42 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ถล่มไต้หวัน ดับแล้ว 17 ศพ สูญหายอีก 17 ราย บ้านพัง-รถถูกน้ำพัดว่อน

ไต้หวันอ่วมหนัก  พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่มภาคตะวันออก ฝนเทกระหน่ำจนเขื่อนกั้นน้ำแตกในเมืองฮัวเหลียน บ้านเรือน-รถยนต์จมหาย เสียชีวิต 17 ศพ อีก 17 คนยังสูญหาย เจ้าหน้าที่เร่งกู้ภัยเต็มกำลัง

วันที่ 24 กันยายน 2568  สำนักข่าวท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (Ragasa) ได้พัดถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกของไต้หวันอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดฝนตกต่อเนื่องและทำให้ทะเลสาบกั้นน้ำ ในเมืองฮัวเหลียน ล้นทะลัก

ทางการยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 ศพ บาดเจ็บอีก 32 ราย และสูญหาย 17 ราย โดยผู้เสียชีวิตและสูญหายส่วนใหญ่อยู่ในเมืองฮัวเหลียน ส่วนผู้บาดเจ็บกระจายอยู่ทั้งฮัวเหลียนและเมืองทางตอนใต้ เช่น เกาสง

ภาพจากพื้นที่ประสบภัยเผยให้เห็นสายน้ำโคลนไหลทะลักท่วมอาคารจำนวนมาก และซัดรถยนต์ลอยไปกับกระแสน้ำอย่างน่าหวาดเสียว แม้ล่าสุดเจ้าหน้าที่ระบุว่าน้ำในหลายพื้นที่ได้ลดระดับลงแล้ว แต่ฝนยังคงตกต่อเนื่อง และมีการประกาศเตือนภัยอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทหาร ถูกส่งเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในเมืองฮัวเหลียน พร้อมทั้งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น.

คนงานเหมืองทองรอดปาฏิหาริย์ หลังติดอยู่ในเหมืองถล่มนาน 43 ชั่วโมง

คนงานเหมืองทองรอดปาฏิหาริย์ หลังติดอยู่ในเหมืองถล่มนาน 43 ชั่วโมง

25 ก.ย. 2568 08:31 น.

คนงานเหมืองทองรอดปาฏิหาริย์ หลังติดอยู่ในเหมืองถล่มนาน 43 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยโคลอมเบียสามารถช่วยเหลือคนงานเหมืองทองทั้ง 23 คนออกมาได้สำเร็จ หลังติดอยู่ใต้ดินจากเหตุเหมืองถล่มนานกว่า 43 ชั่วโมง

คนงานเหมืองทยอยออกมาจากปล่องเหมืองทองคำที่พังถล่ม ท่ามกลางเสียงปรบมือและน้ำตาแห่งความดีใจของครอบครัวที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก โดยภาพจากวิดีโอของสำนักงานเหมืองแร่แห่งชาติ เผยให้เห็นว่าคนงานบางส่วนสามารถเดินออกมาได้ด้วยตัวเอง โดยใช้เชือกปีนขึ้นมาจากทางเข้าที่ลาดชัน ขณะที่สถานะสุขภาพโดยรวมยังไม่มีการเปิดเผย

ปากทางเข้าหลักของเหมืองทองเกิดการถล่มเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากความผิดพลาดทางธรณีวิทยา ทำให้คนงานติดอยู่ภายในเป็นเวลานานเกือบสองวันเต็ม

เหมืองดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ของบริษัท Aris Mining Corp. จากแคนาดา แต่มีสหกรณ์ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน โดยทางบริษัทเปิดเผยว่า ระหว่างการกู้ภัย เจ้าหน้าที่ได้จัดส่งอาหาร น้ำ และระบบระบายอากาศไปให้แก่ผู้ติดค้างในเหมืองเพื่อประคองชีวิตจนกว่าการช่วยเหลือจะเสร็จสิ้น

Aris Mining ระบุว่า เหมืองแห่งนี้มีพนักงานประมาณ 60 คน และถือเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของการผลิตทองคำรวมในพื้นที่ โดยบริษัทมีสัมปทานเหมือง 2 แห่งในโคลอมเบีย ผลิตทองรวมราว 6.6 ตันในปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากรัฐบาลชี้ว่า โคลอมเบียผลิตทองคำได้ประมาณ 67 ตันต่อปีในปี 2024 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม รายงานด้านสิทธิมนุษยชนปี 2023 ระบุว่า มากกว่า 80% ของการทำเหมืองทองในโคลอมเบียเป็นการทำเหมืองเถื่อน ไม่มีใบอนุญาต ถูกควบคุมโดยทั้งชาวบ้านและกลุ่มกบฏติดอาวุธ ส่งผลให้เกิดสภาพการทำงานที่อันตรายและเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบ่อยครั้ง

เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เพิ่งมีรายงานพบร่างคนงาน 7 รายในเหมืองทองผิดกฎหมายจังหวัดกาวกา หลังใช้เวลาค้นหานานถึง 9 วัน สะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่ย่ำแย่ในอุตสาหกรรมเหมืองทองของประเทศ.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหมืองถล่ม