จีนประกาศเป้าหมายใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7–10% ภายในปี 2578

จีนประกาศเป้าหมายใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7–10% ภายในปี 2578

25 ก.ย. 2568 08:31 น.

จีนประกาศเป้าหมายใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7–10% ภายในปี 2578

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ประกาศแผนลดคาร์บอนครั้งใหญ่ต่อที่ประชุมด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 7–10% ภายในปี 2578

วันที่ 24 กันยายน 2568 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศระดับสูงของสหประชาชาติ (UN Climate Summit) โดยประกาศแผนลดคาร์บอนครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 7–10% ภายในปี 2578 นอกจากนี้จะเพิ่มพลังงานลม และแสงอาทิตย์ 6 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2563 ตลอดจนสร้างสังคมรับมือสภาพภูมิอากาศ ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ผู้นำจีนระบุว่า จีนจะผลักดันยานยนต์ไร้มลพิษให้เป็น “กระแสหลัก” และวางแผนสร้าง “สังคมที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” ได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ผ่านมาจีนได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกกว่า 31% ของการปล่อยทั้งหมด   

โดยการประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการรวมตัวของผู้นำกว่า 100 ประเทศ ก่อนการเจรจาสำคัญด้านภูมิอากาศโลกที่จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในอีกประมาณ 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ทางด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เปิดการประชุมด้วยการย้ำถึง  ความเร่งด่วนในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอ็น ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า สหภาพยุโรปได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดมากขึ้น ทำให้การปล่อยคาร์บอนลดลงแล้วเกือบ 40% นับตั้งแต่ปี 1940 แม้ยังไม่ได้ประกาศแผนใหม่อย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกันนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งโจมตีแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อวันก่อน ก็ถูกผู้นำหลายประเทศพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา

ทางด้าน นายลูอิซ อินาซีโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล เจ้าภาพการประชุมครั้งต่อไป ย้ำว่า ไม่มีใครปลอดภัยจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำแพงพรมแดนไม่อาจหยุดภัยแล้งหรือพายุได้ ธรรมชาติไม่เคยเกรงกลัวระเบิดหรือเรือรบ และไม่มีประเทศใดอยู่เหนืออีกประเทศหนึ่ง  พร้อมเตือนว่าหากพวกเรายอมให้กระแสปฏิเสธความจริงชนะ สุดท้ายเราทุกคนจะต่างเป็นผู้แพ้. 

รัฐบาลทรัมป์เสนอแผนสันติภาพ 21 ข้อแก่ผู้นำอาหรับ หวังยุติสงครามกาซา

รัฐบาลทรัมป์เสนอแผนสันติภาพ 21 ข้อแก่ผู้นำอาหรับ หวังยุติสงครามกาซา

25 ก.ย. 2568 05:49 น.

รัฐบาลทรัมป์เสนอแผนสันติภาพ 21 ข้อแก่ผู้นำอาหรับ หวังยุติสงครามกาซา

ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนสันติภาพ 21 ข้อให้ผู้นำชาติอาหรับพิจารณาแล้ว และเชื่อว่าจะมีความคืบหน้าเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธที่ 24 ก.ย.2568 ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำเสนอแผนสันติภาพ 21 ข้อเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซาแก่ผู้นำอาหรับแล้ว ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

นายวิตคอฟฟ์แสดงความมั่นใจว่า จะมีการฝ่าทางตันบางอย่างเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด

“เรามีการประชุมที่มีประสิทธิภาพมาก” วิตคอฟฟ์กล่าวถึงการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะผู้แทนของสหรัฐฯ กับผู้นำชาติอาหรับ ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และอียิปต์ “เราได้นำเสนอสิ่งที่เราเรียกว่าแผน 21 ข้อของทรัมป์สำหรับสันติภาพในตะวันออกกลาง ในฉนวนกาซา”

“ผมคิดว่ามันเป็นแผนที่ตอบสนองต่อความกังวลของอิสราเอล รวมถึงความกังวลของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ด้วย” นายวิตคอฟฟ์กล่าว “และเราก็หวัง หรืออาจถึงขั้นมั่นใจ ว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราจะสามารถประกาศความก้าวหน้าบางอย่างได้”

ทั้งนี้ อิสราเอลกำลังถูกนานาชาติประณามอย่างหนักจากการทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งใกล้จะครบสองปีแล้วโดยไม่มีวี่แววของการหยุดยิง ความขัดแย้งนี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงและคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 65,000 คน ตามรายงานของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และทำให้เกิดความอดอยาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กบฏฮูตีในเยเมน ส่งโดรนโจมตีภาคใต้อิสราเอล บาดเจ็บ 20 ราย สาหัส 2

กบฏฮูตีในเยเมน ส่งโดรนโจมตีภาคใต้อิสราเอล บาดเจ็บ 20 ราย สาหัส 2

25 ก.ย. 2568 04:59 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ส่งโดรนโจมตีภาคใต้อิสราเอล บาดเจ็บ 20 ราย สาหัส 2

กบฏฮูตีอ้างตัวเป็นผู้ส่งโดรนโจมตีเมืองทางใต้ของอิสราเอลเมื่อวันพุธ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย สาหัส 2 คน โวปฏิบัติการประสบความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าโดรนลำหนึ่งถูกส่งมาจากเยเมน เข้าโจมตีเมืองเอลัต บริเวณชายฝั่งทะเลแดงทางตอนใต้ของอิสราเอล ขณะที่หน่วยกู้ภัยเผยว่า การโจมตีทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย ในจำนวนนี้มี 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แขนขา

กลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งควบคุมพื้นที่กว่าครึ่งในเยเมน และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ โดยอ้างว่า ส่งโดรน 2 ลำไปโจมตีเป้าหมาย 2 จุดในอิสราเอล และปฏิบัติการประสบความสำเร็จ

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทหารของ IDF พร้อมด้วยตำรวจถูกส่งไปยังเมืองเอลัต หลังจากได้รับรายงานการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) โดยทหารกับตำรวจช่วยอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ และส่งเฮลิคอปเตอร์ไปอพยพผู้บาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุด้วย

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า “ขอให้ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับในเมืองเอลัตฟื้นตัวโดยเร็ว” “ผู้ก่อการร้ายฮูตีไม่ยอมเรียนรู้จากอิหร่าน เลบานอน และฉนวนกาซา และจะต้องเรียนรู้ด้วยวิธีที่ยากลำบาก”

“ใครก็ตามที่ทำร้ายอิสราเอลจะต้องถูกทำร้ายคืนเจ็ดเท่า” นายคัตซ์กล่าว

ทั้งนี้ กบฏฮูตียิงมิสไซล์หรือส่งโดรนโจมตีอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าทำเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเหตุการณ์ล่าสุดก็นับเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดของกบฏฮูตีในแง่ของจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 กลุ่มฮูตีส่งโดรนโจมตีกรุงเทลอาวิฟ ชนอาคารอพาร์ตเมนต์ใกล้กับสำนักงานสาขาของสถานทูตสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพและบาดเจ็บ 10 ราย ขณะที่เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดรนของฮูตีโจมตีสนามบิน รามอน ทางเหนือของเมืองเอลัต มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

25 ก.ย. 2568 03:32 น.

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

เหตุซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเมืองดัลลัสทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ศพแล้ว ขณะที่ตำรวจเชื่อว่าแรงจูงใจน่าจะมาจากอุดมการณ์ทางการเมือง หลังพบข้อความต่อต้าน ICE บนกระสุน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุคนร้ายซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) ในเมืองดัลลัส ของรัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ก.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ศพแล้ว บาดเจ็บอีก 1 คน โดยการสืบสวนพบว่า คนร้ายเขียนข้อความ “ต่อต้าน ICE” (ANTI-ICE) บนลูกกระสุนที่ยังไม่ได้ใช้

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) โพสต์ภาพลูกกระสุนดังกล่าวผ่าน X พร้อมระบุว่า “แม้ว่าการสืบสวนจะยังคงดำเนินต่อไป แต่การตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจทางอุดมการณ์เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้”

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงแบบไม่เลือกหน้า เข้าไปที่อาคารสำนักงาน ICE รวมถึงรถตู้ที่จอดอยู่ในทางเข้าที่มีการรักษาความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งเป็นจุดที่เหยื่อถูกยิง

ส่วนนายโจเซฟ รอธร็อก เจ้าหน้าที่พิเศษที่รับผิดชอบสำนักงานภาคสนามของ FBI ในดัลลัส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกับการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การกระทำความรุนแรงที่มีเป้าหมาย” แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับตัวตนของผู้ต้องสงสัย

พบข้อความ
พบข้อความ “ANTI-ICE” บนกระสุนของคนร้าย

ทั้งนี้ สำนักงาน ICE ที่ถูกโจมตีเป็นสำนักงานภาคสนามไม่ใช่ศูนย์กักกันผู้อพยพเข้าเมือง และผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกยิงเสียชีวิต เป็นผู้อพยพที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเอาไว้

คนร้ายเปิดฉากยิงใส่อาคารสำนักงานจากอาคารข้างเคียงเมื่อเวลาประมาณ 06.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 2 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนอีก 1 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนที่หนึ่งในผู้บาดเจ็บจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนร้ายก็ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 2 สัปดาห์หลังจากที่นาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมที่ถูกสังหาร ถูกมือปืนซุ่มยิงระหว่างงานอีเวนต์ที่เมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ซึ่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีทางการเมืองระลอกใหม่ในสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลคนอื่นๆ ออกมากล่าวโทษองค์กรเสรีนิยมว่าปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบและสนับสนุนความรุนแรงต่อฝ่ายขวา โดยที่ไม่แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างใดๆ

เมื่อวันจันทร์ นายทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่งพิเศษ ประกาศให้ ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ (antifa) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใดๆ เชื่อมโยงกลุ่ม antifa กับการเสียชีวิตของเคิร์ก

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดนับเป็นเหตุโจมตีสถานที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิครั้งที่ 3 ในรัฐเท็กซัสในปีนี้ หลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมมีตำรวจถูกยิงที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองแพรรีแลนด์ และในเดือนเดียวกัน ชายชาวมิชิแกนวัย 27 ปีถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตหลังจากเปิดฉากยิงใส่สถานีลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ ในเมืองแมคอัลเลน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

25 ก.ย. 2568 02:49 น.

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมแพทย์จากหลายประเทศที่ร่วมทำการวิจัยเผยว่า พวกเขาสามารถรักษาโรคฮันติงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่โหดร้ายที่สุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำลายเซลล์สมองอย่างต่อเนื่อง มีอาการคล้ายกับโรคสมองเสื่อม (dementia) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) และโรคเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neurone disease) รวมกัน

ศาสตราจารย์ซาราห์ ทาบริซี ผู้นำการวิจัยในส่วนของสหราชอาณาจักร อธิบายทั้งน้ำตาว่า ทีมแพทย์สามารถชะลอโรคฮันติงตันในผู้ป่วยได้ถึง 75% ซึ่งหมายความว่า อาการที่ปกติจะทรุดลงในหนึ่งปีจะใช้เวลาถึงสี่ปีหลังจากการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ไปอีกหลายสิบปี

ทีมนักวิจัยใช้วิธีการรักษาแบบใหม่คือการบำบัดด้วยยีน (gene therapy) ผ่านการผ่าตัดสมองที่ละเอียดอ่อนซึ่งใช้เวลานานถึง 12 ถึง 18 ชั่วโมง

ตามปกติแล้วอาการแรกเริ่มของโรคฮันติงตันมักจะปรากฏในช่วงอายุ 30 หรือ 40 ปี และปกติจะเสียชีวิตภายใน 20 ปี แต่ด้วยวิธีการใหม่นี้ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการออกมาเลยหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ศาสตราจารย์ทาบริซี ผู้อำนวยการศูนย์โรคฮันติงตันแห่งมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน (UCLH) กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้น “น่าทึ่งมาก เราไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะสามารถชะลอการลุกลามของโรคในทางคลินิกได้ถึง 75%”

ทีมวิจัยไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยทั้ง 29 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยออกมา แต่มีผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งต้องเกษียณจากงานด้วยเหตุผลทางการแพทย์ สามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง ส่วนผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมก็ยังคงเดินได้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าพวกเขาอยู่ในช่วงที่ต้องใช้รถเข็นแล้วก็ตาม

คาดกันว่าการรักษาเยียวยาโรคฮันติงตันนี้อาจยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความหวังอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยโรคที่ทำร้ายผู้คนในช่วงวัยสำคัญของชีวิต และสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวมากมาย

ทั้งนี้ โรคฮันติงตันเกิดจากความผิดปกติของดีเอ็นเอส่วนที่เรียกว่า ยีนฮันติงติน (huntingtin gene) ซึ่งหากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ ลูกที่เกิดมามีโอกาสถึง 50% ที่จะได้รับยีนที่ผิดปกติ และในที่สุดก็จะพัฒนาไปเป็นโรคฮันติงตันด้วยเช่นกัน

การกลายพันธุ์นี้จะเปลี่ยนโปรตีนปกติที่จำเป็นในสมอง ซึ่งเรียกว่าโปรตีนฮันติงติน (huntingtin protein) ให้กลายเป็นโปรตีนที่ทำลายเซลล์ประสาท เป้าหมายของการรักษานี้จึงเป็นการหาทางลดระดับโปรตีนที่เป็นพิษนี้อย่างถาวรในการรักษาเพียงครั้งเดียว

ทีมวิจัยดำเนินการรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมที่ล้ำสมัย โดยผสมผสานการบำบัดด้วยยีนและการยับยั้งการแสดงออกของยีน (gene silencing) เข้าด้วยกัน

การรักษาเริ่มต้นด้วยการฉีดไวรัสที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งมีลำดับพันธุกรรมที่ได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นพิเศษ เข้าไปในสมองส่วนลึก โดยใช้การสแกนด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แบบเรียลไทม์เพื่อนำทางสายสวนขนาดเล็ก (microcatheter) ไปยังสมอง 2 ส่วน ได้แก่ caudate nucleus และ putamen ซึ่งต้องใช้เวลาผ่าตัด 12-18 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ไวรัสจะทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์ขนาดจิ๋ว โดยส่งดีเอ็นเอชิ้นใหม่เข้าไปในเซลล์สมองและเริ่มทำงาน สิ่งนี้จะเปลี่ยนเซลล์ประสาทให้กลายเป็นโรงงานสำหรับสร้างการบำบัดเพื่อป้องกันการตายด้วยตัวเองของเซลล์

เซลล์เหล่านั้นจะสร้างชิ้นส่วนเล็กๆ ของสารพันธุกรรม (เรียกว่า microRNA) ซึ่งออกแบบมาเพื่อดักจับและปิดการใช้งานคำสั่ง (เรียกว่า messenger RNA) ที่ถูกส่งมาจากดีเอ็นเอของเซลล์สำหรับสร้างโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ (mutant huntingtin) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระดับของโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ในสมองลดลง

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามปีหลังการผ่าตัด โรคนี้ชะลอตัวลงโดยเฉลี่ย 75% โดยอิงจากการวัดความสามารถในการรับรู้, การทำงานของกลไกในร่างกาย และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ร่วมกัน

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าการรักษานี้ช่วยรักษาเซลล์สมองได้ โดยระดับของสารนิวโรฟิลาเมนท์ในน้ำไขสันหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการตายของเซลล์สมอง และควรจะเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 หากโรคดำเนินต่อไป แต่กลับมีระดับต่ำกว่าตอนเริ่มต้นการทดลอง

ทีมวิจัยระบุว่า การรักษานี้ถือว่าปลอดภัย แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะมีอาการอักเสบจากไวรัสที่ทำให้ปวดศีรษะและสับสน ซึ่งอาการดังกล่าวหายไปเองได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์

ศาสตราจารย์ เอ็ด ไวลด์ จาก UCLH คาดการณ์ว่า การรักษานี้คาดว่า “จะคงอยู่ตลอดชีวิต” เพราะเซลล์สมองไม่ได้ถูกสร้างใหม่เหมือนกับเลือด กระดูก และผิวหนัง ที่ได้รับการสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง ปัจจุบันในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และยุโรป มีผู้ป่วยโรคฮันติงตันประมาณ 75,000 คน และอีกหลายแสนคนที่เป็นพาหะของยีนกลายพันธุ์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะพัฒนาไปเป็นโรคนี้ในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

24 ก.ย. 2568 23:15 น.

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบของสนามบินทั่วโลกปั่นป่วน

เมื่อ 24 ก.ย. 2568 สำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCA) เปิดเผยว่า ตำรวจจับกุมตัวชายอายุในช่วง 40 ปีคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบเช็คอินอัตโนมัติและระบบขึ้นเครื่องของสนามบินหลายแห่งในยุโรปใช้การไม่ได้นานหลายวันเมื่อสัปดาห์ก่อน

NCA ระบุว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมในมณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา (23 ก.ย.) โดยต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามกฎหมายการใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด (Computer Misuse Act) ก่อนที่เขาจะได้รับการประกันตัวแบบมีเงื่อนไข

“แม้ว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าในเชิงบวก แต่การสืบสวนเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังคงดำเนินต่อไป” นายพอล ฟอสเตอร์ หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์แห่งชาติของ NCA ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. บริษัท “คอลลินส์ แอโรสเปซ” (Collins Aerospace) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินที่เรียกว่า Muse แก่สายการบินต่างๆ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางออกจากเมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน บรัสเซลส์ เบอร์ลิน และดับลิน ประสบปัญหาการเดินทาง

เจ้าหน้าที่สนามบินบรัสเซลส์ ต้องใช้ไอแพดและแล็ปท็อปเพื่อเช็คอินผู้โดยสารทางออนไลน์ ขณะที่ผู้โดยสารคนหนึ่งที่สนามบิน “เบอร์ลิน บรันเดินบวร์ก” บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผู้โดยสารได้รับตั๋วขึ้นเครื่องบินที่เขียนด้วยลายมือ

ในแถลงการณ์เมื่อเช้าวันพุธ (24 ก.ย.) สนามบินเบอร์ลินระบุว่า ปัญหาการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

24 ก.ย. 2568 21:59 น.

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรัฐเท็กซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่คนร้ายตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงอาวุธเข้าใส่อาคารสำนักงานภาคสนามของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ก.ย. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 2 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ตำรวจเมืองดัลลัสเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 6.40 น. วันพุธที่ 24 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามือปืนเปิดฉากยิงจากอาคารใกล้เคียง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ส่วน น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คนร้ายตัดสินใจใช้อาวุธปืนจบชีวิตตัวเอง

“ถึงแม้เรายังไม่ทราบแรงจูงใจของคนร้าย แต่เราก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของ ICE กำลังเผชิญกับความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” น.ส.โนเอมระบุ และเสริมว่า “ความรุนแรงนี้จะต้องหยุดลง โปรดสวดภาวนาให้กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา”

ทั้งนี้ สำนักงานของ ICE ที่เกิดเหตุในครั้งนี้ เป็นแห่งเดียวกับที่เคยถูกขู่วางระเบิดเมื่อเดือนสิงหาคม โดยในตอนนั้น จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าไปในสำนักงาน ICE ก่อนจะข่มขู่ว่า ตัวเขาพกระเบิดมาด้วย ก่อนที่ชายคนนี้ซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า แบรตตัน ดีน วิลกันสัน ชาวอเมริกันอายุ 36 ปี จะถูกจับกุมตัวในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น "รากาซา" ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

24 ก.ย. 2568 17:12 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ได้ขึ้นฝั่งเกาะไห่หลิง ใกล้เมืองหยางเจียง ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันนี้ โดยมีความเร็วลมสูงสุดที่พัดขึ้นฝั่งใกล้ศูนย์กลางราว 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน เปิดเผยว่ามีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงระบุว่า พายุรากาซาได้อ่อนกำลังลงจากระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่น เป็นพายุไต้ฝุ่นรุนแรงแล้ว แต่ยังคงมีอันตรายจากลมกระโชกแรงถึงลมพายุที่รุนแรง ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของฮ่องกง โดยพบผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 62 คน

ส่วนที่ไต้หวัน สำนักงานดับเพลิงรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 15 รายในเมืองฮวาเหลียน ทางตะวันออกของไต้หวัน และมีผู้สูญหายอีก 17 ราย หลังจากที่ระดับน้ำในทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน บนภูเขาล้นแนวกั้นและเข้าท่วมเมืองในช่วงที่พายุไต้ฝุ่นรากาซา พัดผ่าน ส่งมวลน้ำปริมาณมหาศาลเข้าท่วมเมืองกวงฟู่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายทั้งหมดอยู่ในเมืองกวงฟู่ ซึ่งกระแสน้ำได้พัดสะพานข้ามแม่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งพังทลายลง

ข้อมูลของรัฐบาลไต้หวันระบุว่า ประชาชนประมาณ 5,200 คน หรือประมาณ 60% ของประชากรเมืองกวงฟู่ ได้ขึ้นไปหลบภัยที่ชั้นสูงของบ้านเรือนของตนเอง ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือได้ออกไปพักอยู่กับครอบครัว รัฐบาลประเมินว่าทะเลสาบสันดอนกั้นดังกล่าวมีปริมาณน้ำ 15.4 ล้านตัน ซึ่งสามารถเติมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกได้ประมาณ 36,000 สระ นักธรณีวิทยาบางคนบรรยายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “คลื่นสึนามิจากภูเขา”

ทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน เกิดขึ้นหลังจากเกิดดินถล่มครั้งใหญ่จากพายุไต้ฝุ่นวิภาในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก

แม้ว่าระดับน้ำท่วมในเมืองจะลดลงแล้ว แต่ยังคงมีโคลนหนาและเศษซากจำนวนมากหลงเหลืออยู่ และทีมค้นหายังคงลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ภัยพิบัติครั้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางทั่วไต้หวัน โดยหลายคนแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวเมืองฮวาเหลียน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เต็มไปด้วยข้อความสนับสนุน การบริจาค และการเรียกร้องให้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคมากขึ้น.

ที่มา BBC

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

24 ก.ย. 2568 15:32 น.

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

ศาลเกาหลีใต้ได้เปิดการพิจารณาคดีทางอาญาเป็นครั้งแรกจากข้อหาปั่นหุ้นและทุจริต สำหรับ คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งจากความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึก 

คิม กอนฮี ถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจากหลายข้อหา ซึ่งรวมถึงการปั่นหุ้นและการทุจริต เธอเดินทางไปศาลกลางกรุงโซลด้วยตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประกบ

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสวมชุดสูทสีเข้มและรวบผมไว้ด้านหลัง โดยติดหมายเลขนักโทษ 4398 ไว้ที่หน้าอก การพิจารณาคดีเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่ศาลยืนยันตัวตนและอาชีพ ซึ่งเธอตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่มีงานทำ” นอกจากนี้ เธอยังแจ้งวันเดือนปีเกิดและปฏิเสธที่จะขอให้มีคณะลูกขุนเข้าร่วมในการพิจารณาคดี

คดีนี้ทำให้เกาหลีใต้มีทั้งอดีตประธานาธิบดีและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาในเวลาเดียวกัน

คิม กอนฮี ตกเป็นเป้าในการตรวจสอบมาอย่างยาวนานจากข้อกล่าวหาว่าเธอมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปี 2022 หลังจากมีคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยนักบวชฝ่ายซ้ายคนหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพเธอกำลังรับมอบกระเป๋าหรูแบรนด์ดิออร์ นอกจากนี้เธอยังถูกกล่าวหาว่าเข้าแทรกแซงกระบวนการเสนอชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคของอดีตสามี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การพิจารณาคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การที่ทั้งอดีตประธานาธิบดี ยุน และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง อาจต้องถูกเรียกตัวมาให้การพร้อมกันในข้อหาที่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้ใช้สิทธิวีโตกฎหมายพิเศษสามฉบับที่ผ่านโดยรัฐสภาซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายค้าน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาต่อคิม กอนฮี โดยการวีโต้กฎหมายครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา AFP 

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

24 ก.ย. 2568 12:52 น.

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาลในวันนี้ ชาวเน็ตต่างนึกย้อนถึงเหตุในญี่ปุ่นที่เมืองฟุกุโอกะเมื่อปี 2016 ซึ่งเกิดถนนทรุดขนาดใหญ่พอกัน แต่ที่น่าทึ่งคือญี่ปุ่นสามารถซ่อมเสร็จได้ในเวลาเพียง 7 วัน

โดยเหตุการณ์ที่ฟุกุโอกะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2016 เวลาประมาณ 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถนนขนาด 5 เลนใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ใกล้กับสถานีรถไฟฮากาตะ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง เกิดทรุดตัวลงเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์ กว้างประมาณ 30 x 27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร  ซึ่งสาเหตุเกิดจากการก่อสร้างใต้ดินบริเวณใกล้เคียง

แม้เหตุดังกล่าวไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แต่ทำให้เกิดไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และการจราจรในพื้นที่หยุดชะงัก 

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ทางการได้เร่งส่งคนงานลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถถมถนนจนเกือบเต็มถนนในเวลาเพียง 2 วัน และซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันที่ 15 พ.ย. 2016 ซึ่งครบ 1 สัปดาห์พอดี

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับคำชื่นชมในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งผู้คนทั่วโลกที่ยกย่องญี่ปุ่น ที่สามารถจัดการวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอยู่เสมอ.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ