จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

1 ก.ย. 2569 10:26 น.

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังรัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันเข้าร่วมการประชุม Pacific Islands Forum ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศปาเลา พร้อมเตือนให้เตรียมรับผลที่ตามมา

เฉียน ป๋อ ทูตพิเศษของจีนด้านกิจการหมู่เกาะแปซิฟิก กล่าวว่า จีนคัดค้านการปรากฏตัวของไต้หวันในงานดังกล่าว และมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าจะมีผลตามมาแน่นอน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าหมายถึงมาตรการใด

เฉียนกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังพิธีเปิดการประชุมที่ปาเลา ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันว่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายคัดค้าน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น การทำเช่นนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ท่าทีของจีนได้รับการตอบโต้จาก แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า การประชุม Pacific Islands Forum เป็นเวทีที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้กำหนดทิศทาง และไม่มีประเทศอื่นเข้ามากำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

“Pacific Islands Forum เป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ใช่ประเทศอื่น” อัลบานีซีกล่าว พร้อมระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเสมือนการรวมตัวของครอบครัวแปซิฟิก และเขาตั้งตารอที่จะมีส่วนร่วมกับการประชุม

ด้าน วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ แสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า Pacific Islands Forum ไม่ได้รับคำสั่งจากประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม

ด้าน หลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมหารือและกิจกรรมคู่ขนานที่จัดขึ้นในช่วงการประชุม Pacific Islands Forum กล่าวว่า ไต้หวันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรของภูมิภาคแปซิฟิก และจะเดินหน้าทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างภูมิภาคแปซิฟิกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข

โดยไต้หวันไม่ได้มีสถานะเป็น คู่เจรจาอย่างเป็นทางการ ของ Pacific Islands Forum เหมือนจีน แต่มีสถานะเป็น หุ้นส่วนด้านการพัฒนา ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป อังกฤษ แคนาดา อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นหนึ่งใน 21 ประเทศและองค์กรที่มีสถานะเป็นคู่เจรจาของกลุ่ม

ประเด็นไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากจีนมองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และคัดค้านการมีความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการปรากฏตัวของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการดึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกหลายประเทศออกจากการมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ประเทศในภูมิภาคนี้ที่ยังคงรับรองไต้หวัน ได้แก่ ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชลล์

อย่างไรก็ตาม ผู้นำของฟิจิ วานูอาตู ซามัว หมู่เกาะโซโลมอน และคิริบาส ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมแทน

ขณะที่ออสเตรเลียแม้จะมีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด แต่รัฐบาลแคนเบอร์รายังคงกังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีนในหมู่เกาะแปซิฟิก และในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนากับประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้จีนเข้ามามีฐานทัพหรือกำลังทหารอย่างถาวรในภูมิภาค

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ ต่างมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับภูมิภาคแปซิฟิกมาอย่างยาวนาน และจับตาการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างจีนกับชาติตะวันตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด นิวซีแลนด์และสหรัฐฯ ยังออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยประกาศว่าจะร่วมกันสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงท่าเรือสำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนหมู่เกาะปะการังของหมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นอีกสัญญาณของการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก.

ที่มา : channelnewsasia

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

1 ก.ย. 2569 10:19 น.

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลระบุ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ สูญหายเกือบ 4,500 คน มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องนานาชาติเร่งรับมือ

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีของเนปาล เรียกร้องประชาคมโลกให้เร่งดำเนินการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังเกิดน้ำท่วมและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ และสูญหายเกือบ 4,500 คน

นายกรัฐมนตรีชาห์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในแม่น้ำโภเตโกสี ในเขตราสุวา ทางตอนเหนือของเนปาล ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งใหญ่ของภูมิภาค ซึ่งเกิดขึ้นหลังหิมะและน้ำแข็งจำนวนมหาศาลบนเทือกเขาหิมาลัยพังถล่มลงมา 

นายกรัฐมนตรีเนปาลยังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่หิมาลัยกำลังเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ภูมิภาคนี้เพิ่มความระมัดระวังและประชาคมโลกให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ส่งผลให้มวลน้ำเย็นจัดและเศษดินหินไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำ สร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลเนปาลประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่อาจสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการพังถล่มได้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติในลักษณะนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก กำลังเผชิญการละลายของน้ำแข็งที่รวดเร็วขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

1 ก.ย. 2569 09:33 น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

ไลโอเนล ริชชี นักร้องชื่อดังระดับตำนานชาวอเมริกัน วัย 77 ปี เข้ารักษาตัวที่ ICU หลังจบการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบมีภาวะขาดน้ำ

ตามรายงานของ TMZ ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานข่าว ระบุว่าไลโอเนล ริชชี (Lionel Richie) เช็กอินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเซนต์หลุยส์ด้วยตัวเอง หลังเสร็จสิ้นการแสดงที่ The Muny เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและทำการทดสอบเพิ่มเติม โดยขณะนี้ยังอยู่ใน ICU และมีความหวังว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ในวันอังคารที่ 1 กันยายน

ก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ชมคอนเสิร์ตสังเกตเห็นว่า ไลโอเนล ริชชี ดูมีอาการไม่ค่อยสู้ดีในช่วงท้ายของการแสดง และเจ้าตัวได้ขอให้ทีมงานนำเก้าอี้ขึ้นมาบนเวที ก่อนจะนั่งร้องเพลงฮิต All Night Long ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายการแสดง

อย่างไรก็ตาม ริชชีสามารถแสดงจนจบได้ ก่อนตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทัวร์ระบุว่าเป็นการเข้ารับการตรวจเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด ขณะที่แหล่งข่าวของ ABC News ระบุว่า นักร้องดังตัดสินใจเข้ารับการรักษาเพื่อความไม่ประมาท

รายงานจากสื่อท้องถิ่น St. Louis American ระบุเพิ่มเติมว่า ริชชีเคยพูดกับผู้ชมระหว่างคอนเสิร์ตครั้งนี้ถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทัวร์ และบอกว่าแพทย์เคยระบุว่าเขามีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ระหว่างการแสดง เขายังดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หลายครั้งเพื่อช่วยชดเชยน้ำในร่างกาย

การเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 เดือน หลังจาก ไลโอเนล ริชชี เคยมีอาการป่วยระหว่างขึ้นเวทีที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เมื่อเดือนมิถุนายน โดยขณะนั้นเจ้าตัวบอกกับผู้ชมว่ารู้สึกเวียนศีรษะและรู้สึกผิดปกติ ก่อนต้องยุติการแสดงและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องเลื่อนการแสดง 2 รอบออกไป ก่อนที่ริชชีจะกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน และต่อมาได้ขอบคุณแฟน ๆ ที่ส่งข้อความให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าเขาสบายดีและรู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ได้รับ

ปัจจุบัน ริชชี อยู่ระหว่างทัวร์ “Sing A Song All Night Long” ร่วมกับวง Earth, Wind & Fire โดยคอนเสิร์ตครั้งต่อไปตามกำหนดการคือวันที่ 26 กันยายน ที่เมืองซานฟรานซิสโก และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อตารางทัวร์หรือไม่

ไลโอเนล ริชชี เป็นเจ้าของเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง Hello, All Night Long, Say You, Say Me และ Dancing on the Ceiling อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการรายการประกวดร้องเพลง American Idol และยังคงได้รับความนิยมจากการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

1 ก.ย. 2569 09:02 น.

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหาย หลังน้ำป่าไหลหลากแกรนด์แคนยอน ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่ท่อส่งน้ำหลักเสียหายหนัก ทางการสั่งปิดที่พักภายในอุทยานและจำกัดการใช้น้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากรุนแรงที่แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่นักเดินป่าและนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 คนยังสูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ หลังฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าซัดผ่านพื้นที่ Bright Angel Canyon และ Phantom Ranch เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่สภาพอากาศยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักและพายุฝนฟ้าคะนองในพื้นที่อีก ทำให้ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันซ้ำ

National Park Service หรือ NPS รายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นได้รับการระบุว่าเป็น จอห์น จิอุสติ หมอจัดกระดูกจากรัฐเทกซัส ซึ่งเดินทางมายังแกรนด์แคนยอนพร้อมเพื่อนเพื่อเดินป่าและตกปลา

จิอุสติและเพื่อนร่วมทริปเดินทางมาถึงพื้นที่เมื่อวันศุกร์ ก่อนเกิดน้ำป่าในวันเสาร์ โดยเพื่อนร่วมทริปอีก 2 คนยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาและตรวจสอบรายชื่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่ช่วงเกิดเหตุ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ได้มากกว่า 60 คน โดยหลายสิบคนต้องออกจากหุบเขาด้วยเฮลิคอปเตอร์ หลังน้ำป่าไหลเชี่ยวและพัดพาทั้งท่อนไม้ เศษหิน และซากวัสดุต่าง ๆ ลงมาตามลำธาร

พื้นที่ Bright Angel Creek และ Phantom Ranch ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกระแสน้ำ โดยสะพานคนเดินหลายแห่งถูกทำลาย ขณะที่เส้นทาง North Kaibab Trail รวมถึง Phantom Ranch และ Bright Angel Campground ถูกสั่งปิดจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

เจ้าหน้าที่เตือนให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังมีเศษซากและโครงสร้างที่ถูกน้ำพัดพามาตกค้างในลำน้ำ และอาจเกิดน้ำป่าเพิ่มเติมจากฝนที่กำลังจะตกลงมา

นอกจากความเสียหายต่อเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว น้ำป่ายังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อ Transcanyon Waterline ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำสำคัญของอุทยาน และขณะนี้ไม่สามารถใช้งานได้

รายงานระบุว่าประมาณ 40% ของท่อส่งน้ำระยะทาง 12.5 ไมล์ หรือราว 20 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ขณะที่โครงการปรับปรุงระบบท่อมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อนเกิดน้ำป่าครั้งนี้

จากปัญหาดังกล่าว NPS จึงประกาศ มาตรการจำกัดการใช้น้ำระดับ 4 ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พร้อมระงับการเข้าพักค้างคืนในโรงแรมและที่พักทั้งหมดภายในอุทยานจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม โดยนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ ขณะที่อนุญาตเฉพาะการตั้งแคมป์แบบไม่มีจุดจ่ายน้ำ และขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

ด้านเจ้าหน้าที่และนักอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าระวังสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่แกรนด์แคนยอนยังมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเพิ่มเติม.

ที่มา : AP

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

1 ก.ย. 2569 08:54 น.

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดนำไปจอดหน้าสถานีตำรวจในเม็กซิโก ก่อนเกิดระเบิดรุนแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย และอาคาร 17 แห่งเสียหาย

วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์บรรจุวัตถุระเบิดถูกนำมาจอดหน้าสถานีตำรวจเทศบาลในเมืองโอคาลิเอนเต ของเม็กซิโก ก่อนเกิดระเบิดรุนแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย และอาคาร 17 แห่งเสียหาย  

เจ้าหน้าที่ระบุว่า รถยนต์คันนี้ถูกนำมาจอดบริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจ ก่อนเกิดระเบิดขึ้นราว 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แรงระเบิดทำให้รถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ กระจกอาคารโดยรอบแตกกระจาย และสร้างความเสียหายไปทั่วบริเวณถนนแคบๆ ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งมีประชากรราว 20,000 คน

โดยหลังเกิดเหตุ ทางการเมืองโอคาลิเอนเตประกาศระงับการเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ รวมถึงระงับกิจกรรมด้านการบริหารบางส่วน แต่ยังคงเปิดให้บริการด้านปฏิบัติการและบริการฉุกเฉินตามปกติ เพื่อรองรับสถานการณ์และดูแลประชาชนในพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่ากำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ โดยตรวจสอบรถยนต์อีก 2 คันที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือแรงจูงใจ.

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

1 ก.ย. 2569 07:58 น.

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

เกิดเหตุหญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงผู้คนในย่านไทม์สแควร์ ก่อนที่ตำรวจนิวยอร์กจะยิงเสียชีวิต ขณะที่เหยื่อถูกยิงดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย 

วันที่ 1 กันยายน 2569 เกิดเหตุหญิงต้องสงสัยใช้อาวุธมีด 2 เล่มทำร้ายไล่แทงประชาชน 2 คนที่เดินผ่านไปมาในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ก่อนถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ขณะที่เหยื่อถูกแทงเป็นผู้หญิงเสียชีวิตจากบาดแผล และเหยื่อที่เป็นผู้ชายอีกคนอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ตำรวจนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า เหตุเกิดก่อนเวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้สี่แยกถนนสาย 42 ตัดกับถนนเซเวนธ์ อเวนิว โดยหญิงต้องสงสัยซึ่งมีอาการตึงเครียด ใช้มีด 2 เล่มข่มขู่ผู้คน ก่อนแทงผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่บริเวณนั้น มีรายงานว่าหลังเกิดเหตุ หญิงต้องสงสัยวิ่งหลบหนีมุ่งหน้าไปยังจุดปฏิบัติการของตำรวจในพื้นที่ ก่อนถูกตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยตำรวจระบุว่าเธอไม่ยอมวางมีดลง แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าพูดคุยและสั่งให้ทิ้งอาวุธ จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงใส่ ส่งผลให้หญิงต้องสงสัยถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์ในช่วงแรกถูกรายงานว่าเป็นเหตุปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธมีด แต่จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า หญิงต้องสงสัยอาจมีอาการเครียดผิดปกติ และยังไม่พบแรงจูงใจที่ชัดเจนในการก่อเหตุ ขณะที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมด.

ที่มา AFP

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

1 ก.ย. 2569 06:07 น.

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

การประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มแล้วที่คีร์กีซสถาน โดย วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ร่วมกับผู้นำอีกหลายสิบประเทศ เข้าร่วมการประชุมระยะเวลา 2 วัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้เปิดฉากการหารือร่วมกันที่ประเทศคีร์กีซสถาน โดยมีผู้นำประเทศอีกนับสิบคนเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดระยะเวลา 2 วัน ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งหวังสร้างดุลอำนาจกับชาติตะวันตก

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ผู้นำตุรกี, นเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย และเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่ม SCO ณ กรุงบิชเคก ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีขององค์การ

การประชุมสุดยอดของ SCO จัดขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานาน 4 ปีครึ่ง และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมานาน 6 เดือนโดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

ก่อนหน้านี้ทั้งปูตินและสี จิ้นผิง เคยใช้การประชุมสุดยอด SCO เป็นเวทีในการผลักดันวิสัยทัศน์โลกแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar world) และแสดงจุดยืนอันเป็นเอกภาพในการต่อต้านชาติตะวันตก

สี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินว่าเขา “มีความสุข” ที่ได้พบกัน พร้อมระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนมีความ “แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” และ “แนวโน้มในอนาคตจะยิ่งสดใสขึ้นไปอีก”

“ความไม่แน่นอนและความไม่สามารถคาดเดาได้ในระเบียบโลก เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ผู้นำจีนกล่าว ขณะที่ปูตินบอกกับสี จิ้นผิง ว่า “ความร่วมมือของเรากำลังดำเนินไปด้วยดีในทุกมิติ” โดยทั้งคู่พบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของรัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสี่ปีครึ่งของสงครามในยูเครน ขณะที่ประเทศตะวันตกพยายามเรียกร้องให้ปักกิ่งกดดันมอสโกเพื่อให้ยุติการรุกราน

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน เปิดเผยกับสื่อรัสเซียว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสงครามยูเครนเพียง “ผ่าน ๆ” เท่านั้น นอกจากนี้ คาดว่าปูตินจะมีการหารือแยกย่อยกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านอีกด้วย

ด้านเปเซชเคียนกล่าวที่กรุงบิชเคก หลังเกิดการยิงตอบโต้กันเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยยืนยันว่าการทำสงครามต่อไปไม่ใช่ผลประโยชน์ของเตหะราน และพวกเขากำลังพยายามเดินหน้าสู่แนวทางการทำข้อตกลงและความเข้าใจร่วมกัน

ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับด้วยว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับ “ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ” ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่านระลอกใหม่ และมุ่งเป้าลงโทษใครก็ตามที่ติดต่อทางธุรกิจหรือให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

1 ก.ย. 2569 05:25 น.

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ อนุญาตให้การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่ทำเนียบขาว สามารถดำเนินต่อไปได้แล้ว หลังจากถูกศาลชั้นต้นสั่งระงับ นับเป็นชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินเปิดทางให้การก่อสร้างห้องบอลรูมมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในทำเนียบขาวสามารถ “ดำเนินต่อไปได้” นับเป็นชัยชนะของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นผู้ผลักดันการก่อสร้างนี้

ด้วยมติ 5 ต่อ 4 เสียง ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้อนุมัติคำร้องฉุกเฉินของคณะทำงานทรัมป์ ซึ่งเป็นการระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยสั่งยับยั้งการก่อสร้างอาคารส่วนเหนือพื้นดินของโครงการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกาสายอนุรักษนิยม ได้ลงมติเห็นต่างร่วมกับผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมอีกสามคน โดยเขียนความเห็นแย้งว่า “การก่อสร้างนี้น่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย” เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว

มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Trust for Historic Preservation – NTHP) เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาล โดยโต้แย้งว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการสั่งดำเนินการก่อสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้สั่งทุบทำลายปีกตะวันออก (East Wing) ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาวเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเพื่อเริ่มสร้างห้องบอลรูม โดยทำเนียบขาวระบุว่าโครงการนี้จะเสร็จสิ้น “เป็นส่วนใหญ่” ภายในเดือนพฤศจิกายน และจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในเดือนสิงหาคม ปี 2571

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้อนุญาตชั่วคราวให้การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาด 90,000 ตารางฟุตต่อไปได้ ในขณะที่ศาลกำลังพิจารณาคำฟ้องที่ต้องการให้ระงับการก่อสร้างทั้งหมด ก่อนที่ในวันจันทร์ ศาลจะเปิดทางให้การก่อสร้างโดยระบุว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น “น่าจะทำเกินขอบเขต” อำนาจของตนในการสั่งระงับการสร้างห้องบอลรูม

แม้ฝ่ายเสียงข้างมากไม่ได้ลงมติชี้ขาดเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของโครงการ แต่ระบุว่า กลุ่ม NTHP “ขาดความชอบธรรม” ในการฟ้องร้องรัฐบาล และคณะทำงานของทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า พวกเขาน่าจะชนะในการโต้แย้งว่า จะเกิดความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ทรัมป์ยืนยันมานานแล้วว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อไม่นานมานี้เขายังระบุว่ามันมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของเขาด้วย หลังเกิดเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นความพยายามลอบสังหารในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม NTHP แย้งว่า การก่อสร้างนี้กำลังสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ต่อโบราณสถานทางประวัติศาสตร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่

ราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่

1 ก.ย. 2569 04:24 น.

ราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่

ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.7% หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันครั้งใหม่ในรอบกว่า 1 เดือน ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโต้กลับการโจมตีของอิหร่านอย่างรุนแรง

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบปิดปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 2.5% หลังจากการเปิดฉากโจมตีทางทหารรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวทั่วโลกอีกครั้ง ในขณะที่ความขัดแย้งยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 2.71% อยู่ที่ 90.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดเพิ่มขึ้น 2.36 ดอลลาร์ หรือ 2.83% อยู่ที่ 85.76 ดอลลาร์ โดยระหว่างวันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 91.52 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่า จะตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพของสหรัฐฯ 2 แห่งในประเทศจอร์แดน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีฐานยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค (Larak Island) จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมานาน 6 เดือนแล้ว และทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน โดยอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลเพื่อตอบโต้อิหร่านอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า จำนวนเรือสินค้าที่มองเห็นได้ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ลดลงเหลือเพียง 5 ลำต่อวัน

“น้ำมันบางส่วนจากอ่าวอาหรับยังคงสัญจรผ่านช่องแคบได้อยู่ ซึ่งช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาได้บ้าง แต่การปะทะทางทหารโดยตรงครั้งแรกในรอบเดือนได้บีบให้บรรดาเทรดเดอร์ต้องกลับมาคำนวณส่วนต่างราคาความเสี่ยงด้านอุปทานในระยะสั้นใหม่อีกครั้ง” นักวิเคราะห์จาก Gelber & Associates ระบุในรายงาน

ปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานคือ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า น้ำมันที่ได้จากข้อตกลงกับเวเนซุเอลาจะถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งลดลงจนใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี

อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน ปริมาณน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ ลดลงราว 3.1 ล้านบาร์เรล เหลืออยู่ที่ 286.6 ล้านบาร์เรล

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า บริษัทของสหรัฐฯ อย่าง Chevron และ GE Vernova ร่วมด้วย ONGC จากอินเดีย, Eni จากอิตาลี และ GeoPark จากโคลอมเบีย เตรียมที่จะลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเวเนซุเอลา หลังจากเจรจามาหลายเดือนเพื่อสรุปโครงการพลังงานในชาติอเมริกาใต้แห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ตอบโต้อย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน โจมตีใส่กันรอบใหม่

ทรัมป์ขู่ตอบโต้อย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน โจมตีใส่กันรอบใหม่

1 ก.ย. 2569 03:17 น.

ทรัมป์ขู่ตอบโต้อย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน โจมตีใส่กันรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะตอบโต้อย่างรุนแรง หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงคราม

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่าง “รุนแรง” หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดฉากยิงตอบโต้กันเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือน ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านออกมาเตือนว่า การสู้รบกับสหรัฐฯ เพิ่มเติมไม่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศของเขา

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเกาะลารัค (Larak) ของอิหร่าน ในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เตหะรานตอบโต้ทันควันด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมานาน 6 เดือนแล้ว และทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน โดยอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลเพื่อตอบโต้อิหร่านอย่างต่อเนื่อง

การยิงตอบโต้กันในครั้งนี้ทำให้นานาชาติหวาดเกรงว่าอาจเกิดการปะทะกันครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างแน่นอน

“เรากำลังจะโจมตีพวกเขาอย่างรุนแรง” ทรัมป์กล่าว ตามรายงานของผู้สื่อข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ที่ได้พูดคุยกับเขาช่วงสั้น ๆ “จะต้องมีการตอบโต้อย่างแน่นอน” ทรัมป์ย้ำ

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาโจมตีฐานปล่อยจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค เพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

ส่วนอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่จอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยระบุว่าเป้าหมายคือกองทัพสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่นั่น แต่ต่อมาในวันจันทร์ ประธานาธิบดี มาห์ซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเจรจา

“เรายังคงพยายามเดินหน้าสู่แนวทางการทำข้อตกลงและความเข้าใจร่วมกัน และเราเชื่อว่าการทำสงครามต่อไปไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของฝ่ายเรา และไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของภูมิภาคนี้” เขากล่าวในการประชุมสุดยอดที่ประเทศคีร์กีซสถาน พร้อมเสริมว่า “ทางออกของปัญหาที่มีอยู่คือการเจรจาและความร่วมมือ”

อนึ่ง การโจมตีตอบโต้กันครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์สงครามค่อนข้างสงบมานานหลายสัปดาห์ โดยคณะทำงานของทรัมป์ได้เปลี่ยนไปเน้นการใช้ “สงครามเศรษฐกิจ” แทน โดยประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติม และจะคว่ำบาตรใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ทรัมป์ได้เรียกอิหร่านว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า กองทัพของอิหร่านถูกทำลายล้าง ระบบการเงินกำลังพังทลาย “และผู้นำของพวกเขาก็อยู่ในภาวะระส่ำระสายอย่างสิ้นเชิง จนไม่สามารถเป็นตัวแทนของประเทศได้อย่างเหมาะสม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna