เกาหลีใต้เตือนภัย “หิมะตกหนักระลอกแรกของฤดูกาล” กรุงโซล แนะประชาชนรับมือสภาพจราจรเป็นอัมพาต

เกาหลีใต้เตือนภัย "หิมะตกหนักระลอกแรกของฤดูกาล" กรุงโซล แนะประชาชนรับมือสภาพจราจรเป็นอัมพาต

5 ธ.ค. 2568 10:32 น.

เกาหลีใต้เตือนภัย “หิมะตกหนักระลอกแรกของฤดูกาล” กรุงโซล แนะประชาชนรับมือสภาพจราจรเป็นอัมพาต

กรุงโซลและพื้นที่โดยรอบเผชิญหิมะตกหนักระลอกแรกของฤดูกาล ทางการต้องออก “ประกาศเตือนภัยพิบัติ” และเตรียมรับมือปัญหาจราจรติดขัด 

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ หิมะได้เริ่มตกหนักทั่วกรุงโซลและจังหวัดคยองกี ด้วยอัตราสะสมมากกว่า 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ต้องยกระดับคำเตือนหิมะตกหนักจากระดับ “เฝ้าระวัง” เป็น “ระมัดระวัง”

ทางด้านกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัติและความปลอดภัยแห่งชาติ ตอบสนองฉุกเฉินขั้นที่ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หิมะเริ่มตกสะสมสูงสุดราว 5 เซนติเมตรในเขตมหานครโซล จังหวัดคังวอนฝั่งตะวันออก และจังหวัดชุงชองใต้ ทางตะวันตกตอนกลาง

ทั้งนี้ หิมะตกหนักทำให้รถยนต์บนทางด่วนสายหลักหลายเส้นเคลื่อนตัวได้ช้า ส่วนบางช่วงต้องปิดการจราจรด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทางการคาดว่า หิมะหรือฝนจะยังตกต่อในพื้นที่ภาคกลางตลอดคืน และอากาศหนาวเย็นจะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ “คองโก–รวันดา” หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ "คองโก–รวันดา" หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

5 ธ.ค. 2568 09:50 น.

ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ “คองโก–รวันดา” หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

โดนัลด์ ทรัมป์ จัดพิธีลงนามสันติภาพ “คองโก–รวันดา” ผู้นำสองประเทศจับมือกันแน่นแฟ้นลงนาม หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง ขณะพื้นที่ภาคตอ.ยังเดือดจากการสู้รบระหว่างทหารกับกองกำลังติดอาวุธ 

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างผู้นำคองโก และรวันดา เพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานในภูมิภาคแอฟริกากลาง แม้ก่อนหน้าการประชุมจะยังมีการสู้รบปะทุขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

พิธีลงนามจัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพ ซึ่งเพิ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันสันติภาพ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”ซึ่งผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของแอฟริกาและของโลก  และแสดงความเชื่อมั่นว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะรักษาคำมั่นตามข้อตกลง

กองทัพคองโกกล่าวหา รวันดา ว่าหนุนกองกำลัง M23 และพยายามล้มข้อตกลงสันติภาพ ขณะกลุ่ม M23 โต้กลับว่าเป็นฝ่ายทหารรัฐบาลที่เปิดฉากโจมตีละเมิดการหยุดยิง ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเมื่อ กองกำลัง M23 เข้ายึดพื้นที่หลายส่วนของภาคตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันและประชาชนต้องอพยพจำนวนมาก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี แห่งคองโก และประธานาธิบดีปอล คากาเม แห่งรวันดา ซึ่งเคยปะทะคารมกันมาหลายปี ต่างประกาศสนับสนุนข้อตกลงฉบับนี้ เช่นเดียวกับผู้นำหลายชาติในภูมิภาคที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ เคนยา แองโกลา บุรุนดี โตโก และรองประธานาธิบดีอูกันดา.

ที่มา BBC

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

5 ธ.ค. 2568 08:46 น.

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

ผู้โดยสารระส่ำ! สายการบิน Indigo สายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,200 เที่ยวทั่วอินเดีย ผู้โดยสารนับพันติดค้างสนามบิน 

สนามบินทั่วอินเดียปั่นป่วนหนักในวันพฤหัสบดี (4 ธ.ค.) หลังสายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง IndiGo ประกาศยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 1,200 เที่ยว ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างเป็นวงกว้าง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลการบินของอินเดียเร่งสอบสวนเหตุโกลาหลครั้งนี้ทันที

ความวุ่นวายเริ่มตั้งแต่วันจันทร์และลุกลามต่อเนื่อง ผู้โดยสารจำนวนมากโพสต์ข้อความบน X  บรรยายบรรยากาศว่าเป็นความโกลาหลเต็มรูปแบบ บางรายต้องรอเครื่องนานถึง 8 ชั่วโมง โดยอ้างว่าไม่พบเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือหรือให้ข้อมูลใด ๆ

ข้อมูลจาก IndiGo ระบุว่า 1,232 เที่ยวบินถูกยกเลิกจนถึงวันพุธ ส่วนจำนวนเที่ยวบินล่าช้ายังไม่ชัดเจน โดย IndiGo ชี้แจงว่าการหยุดชะงักของเที่ยวบินเกิดจากปัญหาเทคนิคเฉียบพลัน, สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย, รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับกฎในการจัดตารางเวลาพนักงานใหม่ ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อเดือนก่อน ซึ่งกฎใหม่นี้บังคับให้สายการบินเพิ่มเวลาพักให้กับนักบินและลูกเรือ เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการบิน แต่ส่งผลให้ IndiGo ยอมรับว่าเกิดผลกระทบเชิงซ้อนที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนระบบปฏิบัติการของสายการบินเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางสายการบินระบุว่ากำลังเร่งแก้ปัญหา ด้วยการจัดหาเที่ยวบินทดแทน, คืนเงินให้ลูกค้า และเร่งฟื้นฟูตารางบินปกติให้เร็วที่สุด

ด้านสำนักงานการบินพลเรือนอินเดีย (DGCA) ได้เปิดการสอบสวนทันที พร้อมสั่งให้ IndiGo ส่งแผนบริหารจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์

ความปั่นป่วนครั้งนี้ถือเป็น อีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์สายการบินตรงเวลา ของ IndiGo ซึ่งปกติได้รับความเชื่อมั่นสูงจากผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว เครื่องบินของ IndiGo กว่า 200 ลำได้รับผลกระทบ หลัง Airbus ส่งคำเตือนให้สายการบินทั่วโลกกว่า 6,000 ลำอัปเดตระบบเป็นการด่วน

ทั้งนี้อินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดการบินที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุด ปริมาณผู้โดยสารทำสถิติสูงสุด 500,000 คนต่อวันในเดือนที่แล้ว ทำให้ความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากส่งผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้นกว่าที่เคย โดยเหตุโกลาหลของ IndiGo จึงถูกจับตามองอย่างมาก เพราะสายการบินนี้ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สายการบินอินเดีย

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

5 ธ.ค. 2568 08:20 น.

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

รัสเซียสั่งบล็อก Roblox แพลตฟอร์มเกมยอดนิยมที่มีผู้ใช้กว่า 8 ล้านคน อ้างเด็กเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเพราะรัฐควบคุมข้อมูลไม่ได้

รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าควบคุมอินเทอร์เน็ตเข้มข้นขึ้นอีกขั้น หลัง Roskomnadzor หน่วยงานกำกับสื่อของรัฐ ประกาศ จำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ชื่อดัง Roblox โดยให้เหตุผลว่าต้องการปกป้องเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าในเกมมี กลุ่มล่อลวงเด็ก, เนื้อหา LGBT, การปลุกปั่นอาชญากรรมรุนแรง, ความเป็นสุดโต่ง และการก่อการร้าย

สถานีโทรทัศน์ของรัฐ RU-RTR เผยแพร่รายงานพิเศษเตือนภัยผู้ปกครอง โดยหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์คือ เยคาเตรีนา ปาฟโลวา แม่เด็กหญิงที่ถูกหลอกซื้อสกุลเงินในเกม จนทำให้เธอ สูญเงินกว่า 240,000 รูเบิล หรือราว 3,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 10 นาที โดยเธอเล่าว่า เด็กเปิดโทรศัพท์พ่อแม่เองได้ เข้าบัญชีธนาคาร แล้วโอนเงินให้มิจฉาชีพได้ง่ายมาก

Roblox ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเกมยอดนิยมที่สุดของรัสเซีย โดยข้อมูลจาก Mediascope ระบุว่าในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Roblox เป็นเกมยอดนิยมอันดับ 2 ของประเทศ มีผู้เล่นเกือบ 8 ล้านคนต่อเดือน

ด้าน สตานิสลาฟ เซเลซเนฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากองค์กรสิทธิ Net Freedom ให้สัมภาษณ์กับ AP ว่า เหตุผลจริงอาจเป็นเรื่องการควบคุมข้อมูลมากกว่าเนื้อหา เนื่องจากหน่วยงานความมั่นคงอย่าง FSB ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในแพลตฟอร์มนี้ได้ ภายใต้กฎหมายรัสเซียปัจจุบัน Roskomnadzor จึงตัดสินใจบล็อกบริการ

รัฐบาลรัสเซียเร่งรัดมาตรการเข้มข้นต่อเนื่อง โดยในวันเดียวกันทางการยังประกาศ จำกัดบริการวิดีโอคอล FaceTime ของ Apple เป็นมาตรการล่าสุดที่สะท้อนถึงความพยายามปิดกั้นการสื่อสารที่รัฐควบคุมไม่ได้

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีการวางนโยบายควบคุมอินเทอร์เน็ตดำเนินมาอย่างยาวนาน ผ่านการออกกฎหมายเข้มงวด และบล็อกเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ

โดยหลังรัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2022 รัฐบาลได้บล็อกโซเชียลมีเดียหลักอย่าง Twitter, Facebook, Instagram แม้ผู้ใช้จะพยายามหลบด้วย VPN แต่มักถูกบล็อกตามไปด้วย ในปีที่ผ่านมาการเข้าถึง YouTube ก็ถูกทำให้ช้าลงโดยเจตนา ตามรายงานของผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกันในปีนี้ รัฐบาลยังสั่งแบนการโทรผ่าน WhatsApp และ Telegram โดยอ้างว่าแอปดังกล่าวถูกใช้ก่ออาชญากรรม พร้อมกันนั้นยังโปรโมตแอปแชตแห่งชาติ ของรัฐชื่อ MAX ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเครื่องมือสอดส่องประชาชนมากกว่า

ที่มา : france24

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Roblox

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ “เรียลไทม์”

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ "เรียลไทม์"

4 ธ.ค. 2568 15:45 น.

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ “เรียลไทม์”

กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ ให้เหยื่อผู้ถูกสะกดรอย (Stalking) สามารถดูตำแหน่งของผู้กระทำผิดแบบเรียลไทม์บนแผนที่ได้ หากผู้ร้ายที่ถูกติดตามด้วยกำไลอิเล็กทรอนิกส์เข้าใกล้ หลังกฎหมายปัจจุบันให้เพียงแค่การแจ้งเตือนด้วยข้อความเท่านั้น หวังเพิ่มความปลอดภัยให้กับเหยื่อจากอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น

ทางการเกาหลีใต้กำลังพัฒนาระบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยให้เหยื่อที่ถูกสะกดรอยตาม สามารถ ติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ของผู้กระทำผิดได้ หากบุคคลดังกล่าวอยู่ใกล้เคียง โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขกฎหมายการติดตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งประกาศโดยกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ปัญหาการสะกดรอยตามได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกี่ยวข้องกับการสะกดรอยตามที่ถูกนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เหยื่อผู้ถูกสะกดรอยตามสามารถรับการแจ้งเตือนผ่านข้อความเมื่อผู้กระทำผิดอยู่ใกล้เคียง แต่การแจ้งเตือนดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยตำแหน่งที่แน่ชัด ของผู้กระทำผิดได้ ทำให้เหยื่อยากที่จะกำหนดทิศทางเพื่อหลบหนี ซึ่งกระทรวงยุติธรรมระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญ

ภายใต้กฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เหยื่อจะได้รับอนุญาตให้ดูตำแหน่งของผู้กระทำผิดได้บนแผนที่ผ่านสมาร์ทโฟนของตน ทำให้พวกเขาสามารถอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ทางการจะติดตามการเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ หรือกำไล EM

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการรวมระบบติดตามนี้เข้ากับ สายด่วนฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจัดกำลังคุ้มครองเหยื่อได้ตามความจำเป็น ซึ่งคาดว่าการบูรณาการระบบจะแล้วเสร็จในปีหน้า

นักวิจารณ์ได้แสดงความกังวลต่อการแพร่หลายของการสะกดรอยตามในเกาหลีใต้ โดยมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงที่กว้างกว่า ทั้งปัญหาการถูกแอบถ่ายด้วยกล้องสอดแนม และการเผชิญกับการคุกคามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดสตรีนิยม

ในปี 2022 ความไม่พอใจของสาธารณชนปะทุขึ้นจากเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาว โดยอดีตเพื่อนร่วมงานชาย ที่สะกดรอยตามเธอมานานหลายปี แม้เธอจะรายงานต่อตำรวจแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ถูกควบคุมตัวหรือได้รับคำสั่งห้ามเข้าใกล้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินว่ามีความเสี่ยง “ต่ำ”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2021 เกาหลีใต้ได้เริ่มใช้กฎหมายต่อต้านการสะกดรอยตาม ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับสูงสุด 30 ล้านวอน (ประมาณ 653,000 บาท) ต่อมาในปี 2023 รัฐสภาเกาหลีใต้ได้แก้ไขกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินคดีกับผู้สะกดรอยตาม

นับตั้งแต่มีการแก้ไขกฎหมาย จำนวนรายงานการสะกดรอยตามก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 7,600 รายงานในปี 2022 เป็นมากกว่า 13,000 รายงาน ในปีที่แล้ว ตามข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม.

ที่มา BBC

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ “BARAK MX” ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ "BARAK MX" ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

4 ธ.ค. 2568 15:07 น.

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ “BARAK MX” ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

เว็บไซต์ DEFENCE SECURITY ASIA รายงานว่ากองทัพอากาศไทยเดินหน้าครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ ทุ่มงบ 3,440 ล้านบาท เตรียมจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ “BARAK MX” จากอิสราเอล เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศยุคใหม่ ทั้งโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธนำวิถี ชี้เป็นระบบ HIMAD ที่ทันสมัยและยืดหยุ่นที่สุดในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของอาเซียน

การตัดสินใจของประเทศไทยในการจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ “BARAK MX” ที่ผลิตโดยอิสราเอล ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สุดในการปรับปรุงความทันสมัยด้านการป้องกันประเทศของกองทัพอากาศไทยในรอบกว่าสองทศวรรษ ขณะที่ไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทวีความผันผวนมากขึ้น

สัญญาจัดซื้อระบบ BARAK MX มีมูลค่า 3.44 พันล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการซื้ออาวุธ แต่เป็นการปรับเทียบกลยุทธ์ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ของไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติ ฐานทัพอากาศทางยุทธศาสตร์ และเขตอุตสาหกรรมสำคัญจากภัยคุกคามทางอากาศที่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ระบบ BARAK MX ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมด้านการป้องกันภัยทางอากาศพิสัยสูงถึงกลาง (HIMAD) ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก มอบขีดความสามารถในการป้องกันหลายชั้น โดยออกแบบมาเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่หลากหลาย เช่น โดรน ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธนำวิถี อาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูง อาวุธแบบดักรออยู่กับที่ (Loitering Munitions) และเครื่องบินรบที่เคลื่อนที่รวดเร็ว คุณสมบัตินี้ทำให้ BARAK MX เป็นหนึ่งในระบบที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้ดีที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

การได้มาซึ่งระบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ช่วงตึงเครียด จากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปจนถึงพื้นที่ชายแดนพม่า ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของไทยในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันภัยทางอากาศที่ล้าสมัย

การบูรณาการระบบ BARAK MX เข้ากับเครือข่ายป้องกันประเทศของไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยยกระดับท่าทีด้านการป้องกันของไทยสู่ระดับที่เทียบเคียงได้กับกองทัพที่มีอำนาจขนาดกลาง โดยไทยเป็น สมาชิกอาเซียนรายแรก ที่นำระบบนี้มาใช้งาน ซึ่งอาจเป็นมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการจัดซื้อของประเทศเพื่อนบ้าน

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งริเริ่มในช่วงกลางปี 2020s มุ่งหวังที่จะรวมสินทรัพย์เรดาร์, เครือข่ายบัญชาการและควบคุม (C2), แท่นยิงสกัดกั้น, และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น เพื่อให้สามารถระบุภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ และควบคุมการยิงจากส่วนกลางได้

ระบบ BARAK MX ถูกออกแบบมาเพื่อสภาพแวดล้อมเครือข่ายดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยมอบความสามารถในการปรับขนาด การเชื่อมต่อแบบ Plug-and-Play และความสามารถในการขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศตามความคืบหน้าของโครงการจัดซื้อในระยะถัดไป

การจัดซื้อ BARAK MX ที่ลงนามในปลายปี 2025 นี้ ครอบคลุมชุดยิงที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย เรดาร์หลายภารกิจ (Multi-Mission Radars), แท่นยิง, โมดูลบัญชาการและควบคุม (Command-and-Control Modules) และขีปนาวุธสกัดกั้นหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อทำลายภัยคุกคามในระยะใกล้ กลาง และไกล

การส่งมอบมีกำหนดเริ่มต้นในปี 2026 และกองทัพอากาศคาดว่าจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2028 หลังจากผ่านขั้นตอนการฝึกอบรม การจำลองสถานการณ์ และการบูรณาการเข้ากับโครงสร้างเรดาร์และระบบ C2 ที่มีอยู่ของไทย.

ที่มา DEFENCE SECURITY ASIA

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

4 ธ.ค. 2568 12:56 น.

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และนักธุรกิจคนดัง ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อศาลในคดีรับและเสนอสินบนรวม 8 กระทง มูลค่ากว่า 176,829 ริงกิต (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) เชื่อมโยงกับการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ ด้านศาลอนุญาตประกันตัว พร้อมสั่งห้ามยุ่งกับพยาน

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม คือนายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน วัย 50 ปี และนักธุรกิจ อัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง วัย 37 ปี ให้การปฏิเสธต่อข้อหาเกี่ยวกับการให้และรับสินบนรวมมูลค่า 176,829.03 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 1,374,263 บาท) ต่อหน้าศาลชั้นต้นกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (4 ธ.ค.) 

นายชัมซุล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเลขานุการการเมืองอาวุโสของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาตามกฎหมายปราบปรามทุจริต มาตรา 17(ก) โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการรับเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากนายเตย์ เพื่อช่วยประสานงานอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

ข้อกล่าวหาแรกระบุว่าเขายอมรับเงินสด 100,000 ริงกิต จากนายเตย์ที่ลานจอดรถโรงแรมมาเจสติก ในกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2023 ในข้อหาที่สอง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 14,580.03 ริงกิต เมื่อ 31 ม.ค. 2024 ที่บ้านพักย่านบูกิตบันดารายา ต่อมาในข้อหาที่สาม เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสดอีก 40,000 ริงกิตเมื่อ 29 ม.ค. ปีที่แล้ว และข้อหาที่สี่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 22,249 ริงกิต

ด้านนายเตย์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาการให้สินบนในช่วงระหว่าง พ.ย. 2023 ถึง มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเท่ากัน โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลพร้อมกับชัมซุลในช่วงเช้า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามทุจริตมาเลเซีย (MACC)

หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายชัมซุลอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมค่าปรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าสินบน หรืออย่างน้อย 10,000 ริงกิต ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 8 ม.ค. โดยอนุญาตให้ประกันตัว 150,000 ริงกิต พร้อมเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อ MACC เดือนละครั้ง ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามยุ่งเหยิงพยานฝ่ายโจทก์

MACC เปิดเผยว่าทั้งสองจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในศาลชาฮ์อาลัมในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่น โซเฟีย รีนี บุยอง ผู้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของชัมซุล ถูกจับกุมเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แต่จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากถูกจัดเป็นพยานฝ่ายโจทก์

ก่อนการเลือกตั้งรัฐซาบาห์เมื่อ 29 พ.ย. เว็บไซต์มาเลเซียกินี รายงานว่านายเตย์กล่าวหาว่าได้โอนเงินรวม 629,000 ริงกิตให้นายชัมซุล เพื่อใช้ปรับปรุงบ้าน ซื้อซิการ์ และตัดสูท โดยข้อมูลนี้เผยแพร่ไม่นานหลังจากนายชัมซุลประกาศลาออก จากกรณีเกี่ยวกับหนังสือรับรองประกอบการประมูลโครงการของรัฐ จนสร้างแรงกระเพื่อมในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรัฐซาบาห์ ซึ่งพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ของนายกฯ อันวาร์ คว้าได้เพียง 1 จาก 22 ที่นั่งที่ลงแข่ง

รายงานระบุว่านายเตย์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพรรครัฐบาลท้องถิ่น Gabungan Rakyat Sabah หลังใบอนุญาตสำรวจแร่ของเขาถูกยกเลิก และเขาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่จากการเผยแพร่วิดีโอแอบถ่ายที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาติดสินบนกับนักการเมืองท้องถิ่น แม้เขาจะยืนยันว่าตนเป็นผู้เปิดโปง แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาร่วมกับนักการเมืองซาบาห์ 2 ราย ในคดีให้และรับสินบนเช่นกัน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุว่าเตย์กำลังตอบโต้หลังไม่ได้รับสัญญาจากภาครัฐ.

ที่มา CNA

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

ปธน.ไต้หวันแนะ "สี จิ้นผิง" ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ "การขยายอาณาเขต"

4 ธ.ค. 2568 12:19 น.

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์กไทมส์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แทนที่จะมุ่งเน้นที่ “การขยายอาณาเขต”

จีนซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับงาน DealBook Summit ของเดอะ นิวยอร์กไทมส์ ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า เศรษฐกิจของไต้หวันคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.37% ในปีนี้ “ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการเติบโตของจีนจะสูงกว่า 4% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ประธานาธิบดีไล่กล่าว ตามสำเนาบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาวันนี้ (4 ธ.ค.) ว่า “เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างแท้จริง”

“เราหวังอย่างจริงใจว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวจีน ไม่ใช่การขยายอาณาเขต” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่า “ไต้หวันเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารชั้นนำ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ธนาคารโลก, Goldman Sachs และ Standard Chartered ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 จะอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5%

ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนด้านนโยบายและการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่ผู้ค้าเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานมีมากกว่าความต้องการ และนักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดจะยังคงอยู่ต่อไปในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มความพยายามในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาในหมู่บริษัทต่าง ๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีของไต้หวันคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้น.

ที่มา Reuters

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

"เมตา" เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

4 ธ.ค. 2568 11:23 น.

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

บริษัท เมตา (Meta) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ได้เริ่มดำเนินการปิดบัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และเธรดส์ (Threads) ในประเทศออสเตรเลียแล้ว ก่อนที่กฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดียจะมีผลบังคับใช้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า

เมตาได้แจ้งเตือนผู้ใช้งานอายุระหว่าง 13 ถึง 15 ปี ตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าบัญชีของพวกเขาจะเริ่มถูกปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบราว 150,000 บัญชีบนเฟซบุ๊ก และ 350,000 บัญชีบนอินสตาแกรม (ส่วน Threads ต้องเข้าถึงผ่านบัญชีอินสตาแกรม เท่านั้น)

มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายของออสเตรเลียที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งกำหนดให้เมตาต้องดำเนินการ “ตามขั้นตอนที่สมเหตุสมผล” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีผู้ใช้งาน หากไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,180 ล้านบาท)

โฆษกของเมตากล่าวว่า บริษัทยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าควรมีแนวทางที่ได้มาตรฐาน เป็นสากล และรักษาความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ร้านค้าแอปพลิเคชันเป็นผู้ตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนการดาวน์โหลด และขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เพื่อลดภาระการยืนยันอายุซ้ำซ้อนในแต่ละแอปฯ

เมตาได้แจ้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ผู้ใช้ที่ถูกระบุว่าอายุต่ำกว่า 16 ปี จะสามารถดาวน์โหลดและบันทึกโพสต์ วิดีโอ และข้อความของตนเองได้ก่อนที่บัญชีจะถูกปิดการใช้งาน

สำหรับเยาวชนที่เชื่อว่าตนเองถูกจัดประเภทว่าอายุต่ำกว่า 16 ปีอย่างผิดพลาด สามารถยื่นเรื่องขอให้มีการทบทวนได้ โดยต้องส่ง “วิดีโอเซลฟี่” เพื่อยืนยันอายุ หรือใช้ใบขับขี่/บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล

นอกเหนือจากแพลตฟอร์มของเมตาแล้ว เว็บไซต์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ YouTube, X (ทวิตเตอร์), TikTok, Snapchat, Reddit, Kick และ Twitch

อานิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย ระบุว่า กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้อง “เจเนอเรชันอัลฟ่า” (Gen Alpha) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และคนรุ่นต่อ ๆ ไป โดยเธอคาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ แต่ยืนยันว่ากฎหมายนี้จะช่วยปกป้องเด็ก ๆ จาก “อัลกอริทึมที่เป็นภัย” ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “โคเคนทางพฤติกรรม” ที่ทำให้เยาวชนเสพติดการหลั่งสารโดพามีนทันทีที่ใช้งานสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การแบนนี้อาจทำให้เยาวชนบางกลุ่มที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อทางสังคม ถูกโดดเดี่ยว และอาจผลักดันให้เด็ก ๆ ไปสู่พื้นที่ออนไลน์ที่การควบคุมดูแลหละหลวมกว่า

ทั้งนี้ จากการศึกษาที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อต้นปี พบข้อมูลน่ากังวล เช่น 96% ของเด็กออสเตรเลียอายุ 10-15 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดย 7 ใน 10 คน เคยประสบกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น เนื้อหาเกลียดชังผู้หญิง ความรุนแรง การส่งเสริมการป่วยเป็นโรคการกินผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย นอกจากนั้น 1 ใน 7 คน รายงานว่าเคยถูกล่อลวงโดยผู้ใหญ่หรือเด็กโต และมากกว่าครึ่งหนึ่ง รายงานว่าเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์

การออกกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียของออสเตรเลียในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในโลก และกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้นำทั่วโลก.

ที่มา BBC

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

4 ธ.ค. 2568 08:50 น.

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ตำรวจมอลโดวาส่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเมื่อวันพุธ หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งเจอโดรนตกในหมู่บ้าน แต่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น และนำกลับไปที่บ้านตัวเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชุมชนเปเปนี เขตซิงเกอร์เร ห่างจากกรุงคีชีเนา ราว 100 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่พบว่าโดรนลำนี้ตกอยู่ตั้งแต่ 4 วันก่อน และถูกชาวบ้านรื้อชิ้นส่วนออกไปแล้วบางส่วน

แม้ตรวจสอบแล้วจะไม่พบวัตถุระเบิดหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ตำรวจยังย้ำเตือนประชาชนอย่างเข้มงวดว่าห้ามจับ ห้ามเคลื่อนย้ายโดรนตกพื้นหรือวัตถุต้องสงสัยทุกชนิด

ทางการมอลโดวายังไม่ระบุชัดว่าโดรนมาจากไหน แต่ระบุว่าเป็นโดรนประเภท “Gerbera” ซึ่งมักใช้ในปฏิบัติการโจมตีแบบเฉพาะกิจหรือภารกิจสอดแนม และมักถูกใช้งานโดยรัสเซียในพื้นที่ยูเครน

นายโอเล็ก เชอร์เนย์ นายกเทศมนตรีของพื้นที่ เปิดเผยว่า เขาเป็นผู้แจ้งเจ้าหน้าที่หลังพบว่าโดรนถูกลากขึ้นรถพ่วงที่ผูกกับรถแทรกเตอร์ โดยกล่าวในคลิปวิดีโอว่าประชาชนคิดว่ามันเป็นของเล่น เขาจึงรีบแจ้งหน่วยงานรัฐ

เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเคสที่มอลโดวาต้องเผชิญ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งมีทั้งโดรนหลงเข้ามาในน่านฟ้า และโดรนตกกระจายหลายจุดภายในประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มอลโดวาน่านฟ้าถูกรุกรานหลายครั้งจากโดรนไร้คนขับระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน และยังพบโดรนลอยไปติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในเขตฟลอเรสติอีกด้วย จนทำให้ทูตรัสเซียถูกเรียกตัวไปชี้แจงที่กระทรวงการต่างประเทศของมอลโดวา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดรน