BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

14 พ.ย. 2568 05:15 น.

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

สำนักข่าว BBC ขอโทษโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีตัดต่อสุนทรพจน์จนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่พวกเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ ต่อกรณีส่วนหนึ่งของสารคดีในรายการ Panorama มีการตัดต่อคำพูดส่วนต่างๆ ของนายทรัมป์มารวมกันจนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่ BBC ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอค่าชดเชยของเขา

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ผ่านหน้า “การแก้ไขและการชี้แจง” บนเว็บไซต์ของ BBC โดยระบุว่า “เรายอมรับว่า การตัดต่อของเราทำให้เกิดความรู้สึกว่า เรากำลังเผยแพร่สุนทรพจน์ที่ต่อเนื่องกัน แต่ที่จะเป็นข้อความที่ถูกตัดมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ความตั้งใจของเรา”

“และการตัดต่อดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องโดยตรงให้มีการใช้ความรุนแรง” แถลงการณ์ระบุ โดยสื่อถึงเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564 และว่าพวกเขาจะไม่นำสารคดีเรื่อง Trump: A Second Chance? มาออกอากาศอีกในทุกช่องทางของ BBC

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ BBC เกิดขึ้นหลังจาก ทนายความของนายทรัมป์ส่งจดหมายถึงพวกเขา และขู่ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BBC เป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เว้นแต่ BBC จะมีการถอนคำพูด, ขอโทษ และชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสมให้แก่นายทรัมป์ โดยขีดเส้นตายให้ BBC ตอบกลับภายในวันศุกร์นี้

ด้านโฆษกของ BBC ระบุว่า ทนายความได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังทีมทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อตอบสนองต่อจดหมายที่ได้รับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว

โฆษกบอกอีกว่า “นายซามีร์ ชาห์ ประธานบีบีซี ได้ส่งจดหมายส่วนตัวแยกอีกฉบับไปยังทำเนียบขาว เพื่อแจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบอย่างชัดเจนว่า ตัวเขาและองค์กรขออภัยสำหรับการตัดต่อคลิปวิดีโอสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกนำเสนอในรายการ”

“แต่ถึงแม้ว่า BBC จะเสียใจอย่างยิ่งต่อวิธีการตัดต่อคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีมูลเหตุสำหรับการฟ้องร้องหมิ่นประมาท”

ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา” หลังจากนั้น สุนทรพจน์ก็ดำเนินต่อไปนานร่วม 50 นาทีก่อนที่นายทรัมป์จะพูดประโยคว่า “และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

แต่ในรายการ Panorama ที่ออกอากาศเมื่อปี 2567 ในสารคดีแสดงให้เห็นนายทรัมป์พูดว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะอยู่ตรงนั้นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต” อย่างต่อเนื่องกัน

นายทรัมป์โจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก และกล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่า สุนทรพจน์ของเขาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 ถูกตัดต่อ และวิธีการที่มันถูกนำเสนอก็เป็นการหลอกลวงผู้ชม

ผลพวงจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่บีบีซี และ น.ส.เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ BBC ออกมาขอโทษล่าสุด สำนักข่าว เดลี เทเลกราฟ เพิ่งแฉว่ามีคลิปที่ถูกตัดต่อในลักษณะใกล้เคียงกันอีกคลิป ถูกเผยแพร่ผ่านรายการ Newsnight เมื่อปี 2565 ขณะที่ BBC ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

14 พ.ย. 2568 03:49 น.

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

(นาย เฉิน ป๋อ-หยวน [ซ้าย] กับนาย ปา ฉง)

ตำรวจจีนออกประกาศจับอินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน พร้อมตั้งรางวัลนำจับมูลค่านับล้านบาท ด้านไต้หวันระบุว่าจีนพยายามสร้างความหวาดกลัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ตำรวจจีนออกประกาศจับ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ที่พวกเขากล่าวหาว่า “แบ่งแยกดินแดน” พร้อมเสนอเงินรางวัล 250,000 หยวน (ราว 1.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการตามจับกุม 2 คนนี้

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ในไต้หวันแล้วหลายสิบคน ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งรัฐบาลไทเประบุว่า นี่เป็นความพยายามของจีนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวไต้หวัน

ตำรวจในเมืองเฉวียนโจว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไต้หวันโดยมีช่องแคบไต้หวันคั่นกลาง ระบุในแถลงการณ์ว่า อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คนได้แก่นาย ปา ฉง (Pa Chiung) และ เฉิน ป๋อ-หยวน (Chen Po-yuan) หรือชื่อในวงการว่า แมนนัม พีวายซี (Mannam PYC) เป็นกลุ่มแร็ปเปอร์ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และปลุกปั่นความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเวลานาน

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีส่วนสำคัญในการช่วยจับกุมบุคคลทั้งสองจะได้รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 250,000 หยวน

ด้านนาย เฉิน กับนาย ปา ฉง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ออกแถลงการณ์คนละฉบับ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของตำรวจจีนผ่านบัญชี Threads ของพวกเขา

ข้อความของนาย เฉิน ระบุว่า “ผมจะยืนหยัดเพื่อตัวเอง ลมยิ่งแรง ผมก็จะยิ่งมั่นคง” ส่วนนาย ปา ฉง กล่าวว่า เขาเพิ่งเห็นข่าวหลังจากตื่นนอนเท่านั้น และ “ดูเหมือนว่าผมได้กลายเป็น พูม่า เสิน ไปแล้ว” โดยอ้างถึงชื่อของ สส.ไต้หวันที่ถูกจีนเริ่มทำการสอบสวนเมื่อเดือนก่อน หลังถูกกล่าวหาว่าทำกิจกรรมหนุนการแบ่งแยกดินแดน

ขณะที่รัฐบาลไต้หวันออกมาระบุว่า จีนกำลังพยายามนำ “ความหวาดกลัวสีแดง” ซึ่งเป็นสีของพรรคคอมมิวนิสต์ เข้ามาในไต้หวัน ด้วยการพยายามใช้อำนาจศาลข้ามพรมแดน และกล่าวหาชาวไต้หวันว่าพยายามแบ่งแยกดินแดน และจีนกำลังพยายามปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ ด้วยการเล่นงานอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้

“ประกาศจับเหล่านี้เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น” นาย เหลียง เหวิน-เจี๋ย โฆษกรัฐสภาฝ่ายกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

14 พ.ย. 2568 01:42 น.

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเผย ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ พร้อมขอให้ไทยกับกัมพูชาใจเย็นลง แล้วกลับไปสานต่อการเจรจา

สำนักข่าว เบอร์นามา ของมาเลเซียรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียพร้อมจะจัดการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้ หลังความขัดแย้งที่แนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง

นายโมฮาหมัดคาดว่าการเจรจาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลังจากได้หารือกับ ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี โดยมาเลเซียพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อสันติภาพ

“หากเป็นไปได้ (การเจรจา) จะจัดขึ้นที่มาเลเซีย เพราะระหว่างสองประเทศนั้น พวกเขาได้สูญเสียเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อกันไปแล้ว” นายโมฮาหมัดกล่าว “พวกเขาได้ติดต่อเรามาแล้ว กัมพูชาได้ร้องขอให้จัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ คล้ายกับไทยที่ขอให้เราสานต่อความพยายามในการรักษาสันติภาพและการหยุดยิง เราเสียใจและเศร้าใจกับเรื่องนี้”

“เพราะว่า หลังจากการลงนามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์โดยผู้นำกัมพูชาและไทย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ทั้งสองฝ่ายดูมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับมีความขัดแย้งบางอย่างที่ชายแดน”

นายโมฮาหมัดบอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ประเทศไทยได้ระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารหลายนายที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ไทยอ้างว่ากัมพูชาวางไว้

“แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่… ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป” นายโมฮาหมัดกล่าว

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียรายนี้บอกอีกว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนไม่ได้ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน แต่พวกเขาก็กำลังสังเกตการณ์และรายงานพัฒนาการในพื้นที่ไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bernama

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

13 พ.ย. 2568 23:57 น.

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งใส่ตลาดกลางแจ้งของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย ขณะที่คนขับรถอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองบูชอน ซึ่งห่างจากกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้เพียง 20 กม. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 โดยรถวิ่งไถไปตามทางเดินเป็นระยะทางถึง 150 ม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาดกลางแจ้ง ก่อนที่รถบรรทุกสีน้ำเงินจะเร่งความเร็วไถไปตามทางเดินที่มีแผงลอยเรียงรายอยู่ และพุ่งชนร้านค้าแห่งหนึ่ง

ตามรายงานของสำนักข่าว ยอนฮัป ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 รายเกิดอาการหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินระบุว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวดูเหมือนจะวิ่งถอยหลังเป็นระยะทางประมาณ 28 ม. ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งเข้าไปในตลาดกลางแจ้ง โดยคนขับ ซึ่งไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมาแต่อย่างใด อ้างกับตำรวจว่า จู่ๆ รถก็เร่งความเร็วขึ้นมาเองอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ตั้งใจ

คนขับรถรายนี้มีอายุอยู่ในช่วง 60 ปี โดยเขาถูกตำรวจควบคุมตัวแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ส่วนรถคันที่เกิดเหตุจะถูกส่งให้แก่เจ้าหน้าที่สืบสวน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

13 พ.ย. 2568 22:54 น.

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาแล้ว และทั้งคู่ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างสันติ ขณะที่มาเลเซียพร้อมจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้ง

เมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา เรื่องเหตุการณ์ยิงตอบโต้ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้ว โดยทุกฝ่ายยังย้ำจุดยืนในการแก้ปัญหาอย่างสันติต่อไป

โพสต์ของนายอันวาร์ระบุว่า “ผมได้พูดคุยกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในความพยายามเพื่อสันติภาพ ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตามแนวชายแดนร่วมกันของทั้งสองประเทศ”

“ผู้นำทั้งสองท่านได้ให้การตอบรับในเชิงบวกและยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นไปตามความเข้าใจที่ได้ตกลงกันภายใต้ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ผมขอย้ำจุดยืนของมาเลเซียอีกครั้งว่า มิตรภาพและการหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศจะต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นตามข้อตกลงที่ได้สรุปไว้ที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากนี้ ผมยังได้แสดงความพร้อมของมาเลเซียที่จะสานต่อบทบาทของเราในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยในการกำหนดเส้นทางสู่สันติภาพนี้”

“นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้แสดงความซาบซึ้งต่อจุดยืนของมาเลเซียและความรับผิดชอบที่เราแบกรับไว้ ไม่เพียงในฐานะประธานอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นในฐานะมิตรประเทศและเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มุ่งมั่นต่อสันติภาพในภูมิภาคด้วย”

“ขอให้ทั้งสองประเทศยังคงแสดงความมุ่งมั่นและกล้าหาญที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเสถียรภาพตลอดแนวชายแดน เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคและความปลอดภัยของประชาชนของพวกเขาต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook/anwaribrahimofficial

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ "เพนนี" 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

13 พ.ย. 2568 15:31 น.

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการผลิตเหรียญเพนนีอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเหรียญ 1 เซนต์ ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมากว่า 230 ปี หลังต้นทุนการผลิตสูงกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า และแทบจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1793 โดยในยุคนั้นเหรียญหนึ่งสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้หนึ่งชิ้น ทว่าปัจจุบันแทบไม่มีค่าในทางปฏิบัติ หลายคนเก็บรวมไว้ในโหลหรือกล่องขยะในบ้าน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญสูงถึงเกือบ 4 เซนต์

แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนกดปุ่มปั๊มเหรียญเพนนีสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้สื่อมวลชนชม โดยเหรียญชุดสุดท้ายบางส่วนจะถูกนำออกประมูล

แม้จะยุติการผลิต แต่เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จะยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ เลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่เผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดผลิตเหรียญเพนนีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายของการปั๊ม เหล่าพนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่อยู่ด้วยกันมานาน ก่อนจะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

การตัดสินใจเลิกผลิตเหรียญเพนนีเกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว เป็นเรื่องสิ้นเปลือง!” ทรัมป์ระบุในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนมองว่าเป็นเหรียญนำโชคหรือของสะสม ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนเลิกผลิต เนื่องจากเหรียญเริ่มขาดตลาดโดยไม่มีแนวทางจากรัฐบาลว่าจะจัดการการทอนเงินอย่างไร บางร้านเลือกปัดเศษราคาลงเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ขณะที่บางแห่งขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่ายหรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนีให้เหตุผลว่า จะช่วยลดต้นทุนของรัฐ ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับประเทศอื่น เช่น แคนาดา ที่ยุติการผลิตเพนนีตั้งแต่ปี 2012

ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา แม้เหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ กล่าวว่า การเลิกผลิตเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนตัวตนของเรา เราเลือกสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”.

ที่มา AP

พบ “เคตามีน” ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

พบ "เคตามีน" ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

13 พ.ย. 2568 14:26 น.

พบ “เคตามีน” ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

เจ้าหน้าที่ทางการเกาะเจจูของเกาหลีใต้ กำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง หลังพบห่อเคตามีนจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทั่วเกาะ สร้างความวิตกเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเกาะเจจูในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

ตามรายงานของหน่วยยามฝั่งเกาหลี การค้นพบครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน เมื่ออาสาสมัครทำความสะอาดชายฝั่งที่หาดกวังชีกี ในเมืองซอกวีโพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเจจู พบเคตามีนหนัก 20 กิโลกรัม อยู่ภายในถุงพลาสติกที่ปะปนกับขยะทะเล หลังจากนั้น 40 วัน ก็มีการค้นพบหีบห่อลักษณะเดียวกันนี้อีก 10 ครั้ง ตามชายหาดต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะ

ยาเสพติดแต่ละหีบห่อมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ปิดผนึกอย่างแน่นหนาในถุงพลาสติกที่มีฉลากเป็นชาจีนประเภทต่าง ๆ เช่น ชาอู่หลง ยอดรวมที่เก็บรวบรวมได้จนถึงขณะนี้อยู่ที่ 29 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 970,000 โดส เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ครั้งเดียวที่ 0.03 กรัม

เคตามีนที่ถูกยึดได้นี้มีมูลค่าในท้องตลาดโดยประมาณ 8.7 หมื่นล้านวอน (ราว 1,915 ล้านบาท) โดยมีมูลค่ากิโลกรัมละประมาณ 3 พันล้านวอน ทั้งนี้ เคตามีนเป็นยาชาที่มีฤทธิ์หลอนประสาท ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการหลงผิดและประสาทหลอนได้

เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ายาเสพติดเหล่านี้มาถึงชายฝั่งเจจูได้อย่างไร โดยพนักงานสอบสวนกำลังสำรวจความเป็นไปได้หลายทาง เช่น การทำธุรกรรมยาเสพติดทางทะเลอย่างผิดกฎหมาย การทิ้งสิ่งของผิดกฎหมายระหว่างการไล่ล่าของตำรวจ หรือการสูญหายโดยอุบัติเหตุจากการลักลอบขนส่งทางทะเล

นายคิม ยอง-บอม หัวหน้าแผนกยาเสพติดของหน่วยยามฝั่งเจจู กล่าวว่า “เนื่องจากพื้นที่ที่พบยาเสพติดคาบเกี่ยวกับบริเวณที่ขยะทะเลมักจะสะสม เราเชื่อว่าหีบห่อเหล่านี้ลอยเข้าสู่ชายฝั่งทางเหนือของเจจูตามกระแสน้ำในมหาสมุทร” เขากล่าวเสริมว่า “เมื่อพิจารณาว่ามีการพบหีบห่อลักษณะเดียวกันในเมืองโพฮังและเกาะสึชิมะของญี่ปุ่น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะลอยมาจากต่างประเทศ”

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ DNA และการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์อื่น ๆ แต่ “ยังไม่พบเบาะแสสำคัญใด ๆ” โดยทางการกำลังประสานงานกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อติดตามแหล่งที่มา

ประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลว่า ยาเสพติดบางส่วนอาจถูกเก็บไปโดยพลเรือนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง “น่ากังวลว่าต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนหลังจากการค้นพบครั้งแรกจึงจะเริ่มการค้นหาอย่างเต็มรูปแบบ” นายพัค ชาวบ้านวัย 49 ปี กล่าว “หากเจจูกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ศูนย์กลางยาเสพติด’ มันจะทำลายชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของเราอย่างร้ายแรง”

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 พ.ย.) เจ้าหน้าที่กว่า 800 นาย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหน่วยยามฝั่ง ตำรวจในพื้นที่ นาวิกโยธิน หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และทีมอาสาสมัครทำความสะอาดชายฝั่ง ได้ดำเนินการ ค้นหาร่วมกันทั่วทั้งเกาะ

มีการส่งสุนัขตำรวจดมกลิ่นยาเสพติดไปตามพื้นที่ชายฝั่งทางเหนือ รวมถึงพื้นที่อีโฮ-ดง ของเกาะเจจู เพื่อค้นหาหีบห่อยาเสพติดเพิ่มเติม และยังพบเคตามีนต้องสงสัยอีก 1 กิโลกรัม ซึ่งห่อด้วยถุงชาเขียว ใกล้กับโขดหินบนเกาะอูโด

นายคัง กวี-บง หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมรุนแรงของสำนักงานตำรวจจังหวัดเจจู กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบด้วยว่ามีการหมุนเวียนของเคตามีนลักษณะเดียวกันนี้ภายในเกาะเจจูหรือไม่ “เรากำลังมุ่งเน้นการสอบสวนเพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเหล่านี้ถูกนำไปจำหน่าย หรือใช้ในอาชญากรรมอื่น ๆ”.


ที่มา The Korea Times

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

13 พ.ย. 2568 14:20 น.

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

โรงเรียนชายแดนที่ จ.ศรีสะเกษ ยังคงเปิดเรียนตามปกติ พร้อมเฝ้าระวังเข้ม ผอ.ยันที่ผ่านมา ครู-นักเรียนซักซ้อมแผนอพยพ และจัดเตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพียง 12 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงใกล้จุดปะทะทางทหาร ได้เปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แม้ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนจะยังคงตึงเครียด และอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรงเรียนแห่งนี้เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ยิงปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2554 โดยขณะนั้นมีกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาตกใส่หลังคาอาคารเรียนจนได้รับความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต้องเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน 

ล่าสุดในวันนี้ บรรยากาศภายในโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เด็กนักเรียนจำนวนมากแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย เดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ ท่ามกลางการดูแลของคณะครูและผู้บริหารโรงเรียน โดยไม่มีการประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โรงเรียนได้เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงเปิดเรียนตามปกติ นักเรียนและครูต่างปฏิบัติงานและเรียนหนังสือตามตารางเดิม โรงเรียนของเราอยู่ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนก็จริง แต่เราไม่ตื่นตระหนก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และการอพยพอยู่เสมอ เราทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่า หากมีเหตุปะทะเกิดขึ้นจริง จะสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด

ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสภาพจิตใจของคณะครูและนักเรียนยังคงดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา เรามีการจัดเตรียมหลุมหลบภัย และบังเกอร์จำนวน 18 แห่งไว้ทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ดีว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใด และทำอย่างไรให้ปลอดภัย

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

13 พ.ย. 2568 14:02 น.

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร กลุ่มติดอาวุธDKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับ ขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC)  ประกาศแถลงการณ์ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไป สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA 

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายจะมู สว่าง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลัง ขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์ 

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

ที่มา :กระทรวงการคลังสหรัฐฯ

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง "วันสอบซูนึง"

13 พ.ย. 2568 12:52 น.

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

ประเทศเกาหลีใต้เข้าสู่วันสำคัญของเยาวชนทั้งประเทศกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ หรือ “ซูนึง” ซึ่งเป็นการสอบที่มีความสำคัญสูงสุดในชีวิตนักเรียนเกาหลีใต้ เพราะเป็นกุญแจสู่การเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เส้นทางอาชีพที่มั่นคง และแม้กระทั่งชีวิตแต่งงานในอนาคต โดยทางการสั่งระงับเที่ยวบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที และตลาดหุ้นเลื่อนเวลาเปิดทำการไปหนึ่งชั่วโมง

การสอบวัดความถนัดทางวิชาการเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย (College Scholastic Ability Test) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ซูนึง” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความก้าวหน้าทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และแม้กระทั่งการแต่งงานที่ดี และถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ได้เริ่มขึ้นที่ศูนย์สอบ 1,310 แห่ง ทั่วประเทศเมื่อเวลา 08:40 น. ตามเวลาในเกาหลีใต้

กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีผู้สมัครสอบในปีนี้รวมทั้งสิ้น 554,174 คน เพิ่มขึ้น 31,504 คน หรือร้อยละ 6 จากปีที่แล้ว และเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายและผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วคิดเป็นร้อยละ 67.1 และร้อยละ 28.9 ของจำนวนผู้สมัครสอบทั้งหมดตามลำดับ

ด้วยเดิมพันที่สูงลิ่ว รัฐบาลเกาหลีใต้จึงไม่ประมาท โดยมีการดำเนินมาตรการหลายอย่างในวันที่นักเรียนหลายคนถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตวัยรุ่นของพวกเขา โดยมีการประกาศห้ามบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที ในช่วงการสอบฟังภาษาอังกฤษ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ธนาคารและหน่วยงานราชการสั่งให้พนักงานเริ่มงานช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดบนท้องถนน

คิม มิน-แจ วัย 18 ปี กล่าวขณะที่เขาเดินเข้าสู่ศูนย์สอบในกรุงโซลเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี “ผมกังวลมาก ๆ แต่เนื่องจากผมเตรียมตัวมามาก ผมจะทำให้ดีที่สุด”  เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ผู้ปกครองของเขา “กังวลยิ่งกว่า” ตอนที่เขาออกจากบ้าน โดย “พวกเขาพยายามทำให้แน่ใจว่าผมมีทุกอย่างครบถ้วน”

กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง เปิดเผยว่า เที่ยวบินทั้งหมด 140 เที่ยวบิน รวมถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศ 75 เที่ยวบิน จะถูกปรับเปลี่ยนตารางเวลาตั้งแต่เวลา 13:05 น. ถึง 13:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากการสอบ ส่วนอากาศยานที่กำลังบินอยู่ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน จะต้องคงระดับการบินอยู่ที่ระดับความสูง 3 กิโลเมตรขึ้นไป ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศ

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยปกติเปิดตั้งแต่เวลา 09:00 น. จนถึง 15:30 น. ได้เปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมงเพื่อลดความแออัดของการจราจรในช่วงเช้า และจะปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมง ส่วนในกรุงโซล มีการเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งของบริการรถไฟใต้ดิน 29 เที่ยว ระหว่างเวลา 06:00 น. ถึง 10:00 น. เพื่อช่วยให้นักเรียนเดินทางไปยังศูนย์สอบได้ทันเวลา

ขณะที่โรงเรียนมัธยมยงซานในกรุงโซล เต็มไปด้วยสื่อมวลชนและตำรวจจราจร ในช่วงที่นักเรียนทยอยเข้ามาตั้งแต่เช้าเพื่อเข้าสอบซูนึง ที่ใช้เวลาตลอดทั้งวัน

ที่ประตูโรงเรียนยงซาน มีนักเรียนรุ่นน้องในระดับมัธยมต้น ซึ่งจะต้องเข้าสอบซูนึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มาให้กำลังใจผู้เข้าสอบรุ่นพี่ โดยถือป้ายให้กำลังใจและตะโกนคำขวัญ รวมถึง: “ขอให้ได้คะแนน 100 ในการสอบซูนึง”

คัง ดง-อู วัย 16 ปี กล่าวว่า “ผมมาที่นี่เพื่อให้กำลังใจรุ่นพี่ การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมมีแรงจูงใจที่จะเรียนให้หนักขึ้นในช่วงสองปีข้างหน้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบซูนึงของตัวเอง”

มีข้อห้ามหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ หนึ่งในนั้นคือ การหลีกเลี่ยงซุปสาหร่ายเป็นอาหารกลางวัน เนื่องจากเชื่อกันว่าเส้นที่ลื่นของซุปอาจทำให้นักเรียน “ลื่น” หรือทำข้อสอบพลาดในบททดสอบที่มีความสำคัญสูงนี้ ซึ่งเป็นความเชื่อโชคลางที่กำหนดเมนูอาหารในวันสอบมาอย่างยาวนาน

หลังจากส่งลูก ๆ ไปยังศูนย์สอบแล้ว ผู้ปกครองมักจะเดินทางไปโบสถ์หรือวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสวดภาวนาขอให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ฮัน ยู-นา วัย 50 ปี แม่ของผู้เข้าสอบคนหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ฉันจะไปวัดใกล้บ้านเพื่อสวดมนต์พร้อมกับแม่คนอื่น ๆ ในช่วงเวลาสอบ” เธอกล่าว ฮัน ซึ่งเป็นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาเอกชน กล่าวว่า ตารางการสวดมนต์ของเธอจะสะท้อนตามตารางการสอบของลูกชาย โดยจะพักเมื่อลูกชายพัก และจะรับประทานอาหารกลางวันเมื่อลูกชายรับประทานอาหารกลางวัน “ลูกชาย ยอง-วู ของแม่ แม่หวังว่าลูกจะทุ่มเทให้ดีที่สุดจนจบ แม่รักลูกนะ” เธอกล่าวถึงลูกชายของเธอ

มีนักเรียนลงทะเบียนเข้าสอบมากกว่า 550,000 คน แม้ว่าจำนวนผู้เข้าสอบจริงมักจะน้อยกว่าเล็กน้อย

รอบการรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 2026 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสี่ปีทั้งหมด ต้องพิจารณาประวัติความรุนแรงในโรงเรียนของนักเรียน ในการตัดสินใจรับเข้าเรียน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหยื่อการบูลลี่ได้ออกมาพูดในลักษณะคล้ายกับกระแส #MeToo โดยกล่าวหาว่าผู้กระทำผิดหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและเรียกร้องความยุติธรรม

ก่อนหน้านี้ การนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ข้อบังคับ สส. คัง คยอง-ซุก เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ปฏิเสธผู้สมัคร 45 คน เนื่องจากมีประวัติความรุนแรงในโรงเรียนในการรับเข้าเรียนรอบที่ผ่านมา.

ที่มา AFP  Yonhap