ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

13 พ.ย. 2568 11:51 น.

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปี และลูกสาววัย 25 ปี ฐานหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างตัวเป็นหมอดูและซินแส ก่อนฉ้อโกงเงินรวมเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากกลุ่มชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่อยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

แม่ลูกคู่หนึ่ง ซึ่งคนแม่กล่าวอ้างตนเองเป็นหมอดูและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากเหยื่อชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่อยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

หญิงผู้เป็นแม่ วัย 53 ปี ถูกจับกุมในย่านโดเวอร์ ไฮตส์ ในนครซิดนีย์ เมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) พร้อมกับลูกสาววัย 25 ปี ตำรวจระบุว่า ทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินที่ “มีความซับซ้อนสูง” ผู้เป็นแม่ถูกกล่าวหาว่า โน้มน้าวให้เหยื่อกู้เงิน โดยบอกพวกเขาว่าเธอทำนายเห็น “มหาเศรษฐี” ในอนาคตของพวกเขา และเธอก็จะเก็บส่วนแบ่งไว้เอง

ผู้เป็นแม่ถูกปฏิเสธการประกันตัวและมีกำหนดขึ้นศาลในวันพฤหัสบดี โดยเธอเผชิญข้อหา 39 กระทง รวมถึงการเป็นผู้นำกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรและการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินโดยไม่สุจริตผ่านการหลอกลวง ส่วนลูกสาวได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและมีกำหนดขึ้นศาลในเดือนมกราคม โดยเธอถูกตั้งข้อหา 7 กระทง รวมถึงการจัดการรายได้จากอาชญากรรมอย่างประมาทเลินเล่อและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาชญากร

ระหว่างการจับกุมในตอนเช้ามืดที่คฤหาสน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของทั้งคู่ ตำรวจได้ยึดเอกสารทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าถือหรูหรา ทองคำแท่งหนัก 40 กรัม มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และชิปคาสิโนมูลค่า 6,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจในชุมชนของเธอ ในฐานะหมอดู เธอจะทำนายดวงชะตาให้กับลูกค้า ซึ่งบางคนได้เปิดเผยว่ากำลังประสบปัญหาทางการเงิน จากนั้นเธอก็จะทำนายว่าจะมีมหาเศรษฐีเข้ามาช่วยเหลือ และ “จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด” หากพวกเขายอมกู้เงิน

ในการจับกุมพนักงานสอบสวนยังได้อายัดทรัพย์สินประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเพิ่มเติมจากทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ถูกยึดไปแล้วจากการสอบสวนในวงกว้างของเครือข่ายนี้ที่เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว

ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ “Strike Force Myddleton” ขึ้นเพื่อสืบสวนกลุ่มอาชญากรที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมยไปเพื่อขอสินเชื่อสำหรับ “รถผี” ซึ่งเป็นรถยนต์หรูที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กำกับการสืบสวน กอร์ดอน อาร์บินจา ผู้บัญชาการหน่วยอาชญากรรมทางการเงินกล่าวว่า “สิ่งที่เริ่มต้นจากการสอบสวนการให้สินเชื่อรถยนต์ที่เป็นการฉ้อโกง ได้ขยายไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนที่สุดเครือข่ายหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นในอาชีพการทำงาน”

ตำรวจกล่าวหาว่ากิจกรรมของกลุ่มอาชญากรนี้รวมถึง “การฉ้อโกงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้านขนาดใหญ่ต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง”

จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald แม่ลูกคู่นี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกขนานนามว่า “Penthouse Syndicate” เนื่องจากผู้นำที่ถูกกล่าวหาของเครือข่ายนี้อาศัยอยู่ในห้องชุดเพนต์เฮาส์มูลค่า 18 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในซิดนีย์ ตำรวจอ้างว่า กลุ่มนี้ฉ้อโกงธนาคารรายใหญ่ของออสเตรเลียมูลค่าสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตให้การอนุมัติสินเชื่อเพื่อช่วยให้เครือข่ายซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในซิดนีย์

มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาฐานฉ้อโกงและฟอกเงินไปแล้วกว่าสิบคน ในคดีที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ตำรวจระบุว่าพวกเขาคาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นไปที่ “ผู้สนับสนุนมืออาชีพ” ของกลุ่มอาชญากร เช่น ทนายความ นักบัญชี และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์.

ที่มา BBC

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

13 พ.ย. 2568 11:05 น.

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ “ชัตดาวน์”  รวม 43 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพียงประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 222 ต่อ 209 เสียง เห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงัก

ร่างกฎหมายซึ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนหน้านี้ จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณจนถึงวันที่ 30 มกราคม โดยจะทำให้หน่วยงานของรัฐกลับมาเปิดทำการได้เร็วที่สุดภายในวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อใด ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้รวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และจะเพิ่มขึ้นอีกราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะชัตดาวน์ช่วยให้บริการสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการบิน มีเวลาฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง รวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้ครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขณะเดียวกัน หน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังต้องหยุดรายงานตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคมอาจไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งนี้ฉุดจีดีพีสหรัฐฯ ลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ส่วนใหญ่คาดว่าผลกระทบจะค่อย ๆ ฟื้นคืนในช่วงต่อไป การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้ขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ให้คำมั่นว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ในระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเพิ่งชนะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ กล่าวสุนทรพจน์สุดท้ายในสภา ก่อนลาออกจากตำแหน่ง โดยเรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ภาวะชัตดาวน์จะสิ้นสุดลง แต่ไม่มีฝ่ายใดถือว่าชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ระบุว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครตสำหรับวิกฤตครั้งนี้

นอกจากนี้ การกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังพรรคเดโมแครตเปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ย้อนหลังอีกด้วย.

ที่มา Reuters

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

13 พ.ย. 2568 09:45 น.

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

เกิดเหตุระทึกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเด็กชายวัยเพียง 10 ปี ถูกจระเข้ขนาดใหญ่งับลำตัวก่อนลากลงน้ำ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านได้ยินเสียงร้องกระโดดลงไปช่วยชีวิตทันเวลา

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นที่จังหวัด กาลิมันตันตะวันออก ของอินโดนีเซีย ขณะเด็กชายมูฮัมหมัด ซากี รามาดานี เด็กยวัย 10 ปี กำลังเดินกลับบ้านพร้อมเพื่อน ๆ หลังเลิกเล่นริมแม่น้ำ

ทันใดนั้น จระเข้ความยาวราว 12 ฟุต หรือเกือบ 4 เมตร ได้พุ่งตัวเข้ามากัดเข้าที่ลำตัวของซากี ก่อนลากร่างเขาจากสะพานไม้ตกลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเพื่อน ๆ ที่พยายามเรียกให้คนมาช่วย

เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังไปถึงกลุ่มชาวประมงในละแวกนั้น รวมถึง อันดี อิจูร์ อายุ 35 ปี ที่รีบวิ่งเข้ามาและพยายามต่อสู้กับจระเข้เพื่อช่วยเด็กชาย

คลิปที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นบรรยากาศตึงเครียด ชาวบ้านหลายคนร้องไห้และกรีดร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ผู้ชายหลายคนพยายามช่วยกัน งัดปากจระเข้ที่กำลังอาละวาดอย่างรุนแรง

ระหว่างการต่อสู้ จระเข้ตัวนั้นยิ่งดุร้ายขึ้น มันฟาดร่างเด็กชายกับเสาไม้ของบ้านริมแม่น้ำ และพยายามหมุนตัวเพื่อปลิดชีวิตเหยื่อ แต่ในที่สุดมันก็ต้องถอยหนีไปเมื่อมีชายหลายคนกระโดดลงมาช่วยกัน เด็กชายซากีถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำในสภาพบาดเจ็บเกือบทั้งตัว มีรอยถลอกและฟกช้ำทั่วลำตัวและใบหน้า ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

ฮูจาเนีย แม่บ้านวัย 35 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอได้ยินเสียงเด็กร้องกับเสียงน้ำกระเพื่อม พอออกมาดู ก็เห็นซากีอยู่ในปากจระเข้ มันกัดตรงลำตัวด้านซ้าย ซึ่งเธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ขณะที่สุยัตโน ชาวประมงวัย 67 ปี ที่กระโดดลงน้ำไปช่วยเด็กชาย กล่าวว่า เขาเห็นจระเข้หมุนตัวเด็กสามรอบ เขาจึงรีบโดดลงไปคว้าหางมันไว้ แต่แรงของมันมหาศาลจนแทบหลุดมือ ทุกคนที่ลงไปช่วยพยายามใช้มือเปล่างัดปากมันออก จนสุดท้ายเราก็ช่วยเด็กไว้ได้

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่ เขตอีสต์คูไต เชื่อว่าน้ำในแม่น้ำที่สูงจากน้ำขึ้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้จระเข้ หลงเข้ามาใกล้หมู่บ้าน โดยล่าสุดทางการได้เตือนไปยังประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการให้เด็ก ๆ เล่นใกล้แม่น้ำในช่วงกลางคืน เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกจระเข้ทำร้าย

ประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยของ จระเข้ถึง 14 สายพันธุ์ โดยเฉพาะ จระเข้น้ำกร่อยขนาดใหญ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเขตร้อนของประเทศ

นักอนุรักษ์ระบุว่า การที่จระเข้เริ่มเข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งการทำประมงเกินขนาดที่ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง รวมถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยจากการพัฒนาแนวชายฝั่งเพื่อทำการเกษตรและเหมืองแร่ดีบุก ในหลายพื้นที่ของอินโดฯ ชาวบ้านยังใช้แม่น้ำเป็นที่อาบน้ำหรือจับปลาแบบดั้งเดิม ทำให้โอกาสการที่คนจะถูกจระเข้ทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จระเข้

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต “เมกะมิลเลียนส์” พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต "เมกะมิลเลียนส์" พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

13 พ.ย. 2568 08:20 น.

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต “เมกะมิลเลียนส์” พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

นักเสี่ยงโชคมีลุ้น ลอตเตอรีเมกะมิลเลียนส์ ของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่ในงวดล่าสุด ส่งผลให้แจ็กพอตสะสมพุ่งสูงถึง 965 ล้านดอลลาร์หรือ ราว 35,000 ล้านบาท ลุ้นรางวัลอีกรอบศุกร์นี้

สำนักงานลอตเตอรีสหรัฐฯ ระบุว่า ในการออกรางวัลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ถูกรางวัลลอตเตอรีเมกะมิลเลียนส์ที่ตรงครบทั้ง 6 หมายเลข ส่งผลให้แจ็กพอตสะสมพุ่งสูงถึง 965 ล้านดอลลาร์หรือ ราว 35,000 ล้านบาท รอลุ้นรางวัลอีกรอบศุกร์นี้ว่าจะมีใครคว้ารางวัลแจ็กพอตได้หรือไม่

แม้แจ็กพอตเมกะมิลเลียนส์ (Mega Millions) ปัจจุบันยังไม่ติด 10 อันดับแรกของลอตเตอรี่ที่มีรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แต่หากมีผู้ถูกรางวัลในรอบนี้ จะถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 8 ของ Mega Millions นับตั้งแต่เกมเริ่มในปี 2002 โดยปีนี้มีผู้โชคดีถูกแจ็กพอต Mega Millions แล้ว 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา หมายความว่าการออกรางวัลวันศุกร์นี้จะเป็นงวดที่ 40 ติดต่อกัน ที่ยังไม่มีใครถูกแจ็กพอต ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ลอตเตอรี่คู่แข่งอย่าง Powerball ซึ่งเคยมีรางวัลใหญ่ระดับตำนานถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ถูกรางวัล 2 รายอยู่ในรัฐมิสซูรีและเท็กซัส

สลาก Mega Millions จำหน่ายใน 45 รัฐทั่วสหรัฐฯ รวมถึงกรุงวอชิงตันดีซี และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในราคาชุดละ 5 ดอลลาร์ หรือราว 180 บาท อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะถูกรางวัลแจ็กพอตนั้นน้อยมาก คิดเป็น 1 ใน 290,472,336 หรือประมาณ หนึ่งในเกือบสามร้อยล้าน แต่ถ้าเล่นเพื่อหวังรางวัลเล็ก ๆ ก็พอมีลุ้น เพราะสถิติระบุว่า โอกาสถูกรางวัลใดรางวัลหนึ่งอยู่ที่ 1 ใน 23.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอตเตอรี

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

13 พ.ย. 2568 05:59 น.

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

สื่อในประเทศจีนยังออกมาโจมตีนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกล่าวว่าอาจมีการตอบสนองทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นเรื่องความเห็นของนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นในประเด็นเรื่องไต้หวัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยสื่อจีนยังคงเผยแพร่บทวิจารณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องในโตเกียวให้ขับไล่ทูตจีนออกจากประเทศ

นางทาคาอิจิจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเธอแสดงความเห็นในรัฐสภาว่า การโจมตีไต้หวันของจีนอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากญี่ปุ่นได้

คำพูดดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ ขณะที่นาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนในจังหวัดโอซากาก็โพสต์ข้อความในลักษณะคุกคาม ซึ่งทางการญี่ปุ่นระบุว่า เป็นโพสต์ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำการร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนในเรื่องนี้แล้ว

ขณะที่ฝ่ายนางทาคาอิจิกล่าวหลังจากเกิดเรื่องว่า เธอจะงดเว้นจากการแสดงความเห็นเช่นนั้นอีก และเมื่อวันอังคารรัฐบาลญี่ปุ่นก็เรียกร้องให้มีการร่วมมือกันเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หลายชิ้นจากสื่อจีนบ่งชี้ว่า ปัญหานี้อาจไม่จบลงง่ายๆ

เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ CCTV (ซีซีทีวี) ของรัฐบาลจีน ระบุในบทบรรณาธิการว่า ความเห็นของนางทาคาอิจินั้นมีลักษณะและผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และล้ำเส้นของฝ่ายจีน

ขณะที่บัญชีของ Yuyuan Tantian ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CCTV โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยใช้คำพ้องเสียงในภาษาจีนเพื่อล้อนางทาคาอิจิว่า “เป็นตัวสร้างปัญหา” และโจมตีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า “หัวของเธอโดนลาเตะหรืออย่างไร?” “ถ้าเธอยังคงพ่นคำพูดที่ไม่มีขอบเขตเช่นนี้ ทาคาอิจิอาจจะต้องชดใช้!”

บทบรรณาธิการของ CCTV ยังเปรียบเทียบการอ้างอิงถึง “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” ของทาคาอิจิ กับการที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปี 2474 ด้วย

ในขณะที่จีนโจมตีนางทาคาอิจิอย่างหนัก ผู้นำทางการเมืองระดับสูงบางคนในโตเกียวก็ออกมาเสนอแนะให้ขับนาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนออกจากประเทศ เนื่องจากเขาคอมเมนต์ว่า จะตัดศีรษะสกปรกที่ยื่นเข้ามา ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา

ด้านนายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า ความเห็นของนายเซวียะ เสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นในหมู่ชาวจีน และต้องได้รับการจัดการ

“หากสิ่งนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม สถานการณ์อาจบานปลายขึ้นอย่างมาก ดังนั้นนี่จึงไม่สามารถถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวหรือเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวได้”

สื่อในประเทศจีนยังออกมาโจมตีนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกล่าวว่าอาจมีการตอบสนองทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นเรื่องความเห็นของนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นในประเด็นเรื่องไต้หวัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยสื่อจีนยังคงเผยแพร่บทวิจารณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องในโตเกียวให้ขับไล่ทูตจีนออกจากประเทศ

นางทาคาอิจิจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเธอแสดงความเห็นในรัฐสภาว่า การโจมตีไต้หวันของจีนอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากญี่ปุ่นได้

คำพูดดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ ขณะที่นาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนในจังหวัดโอซากาก็โพสต์ข้อความในลักษณะคุกคาม ซึ่งทางการญี่ปุ่นระบุว่า เป็นโพสต์ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำการร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนในเรื่องนี้แล้ว

ขณะที่ฝ่ายนางทาคาอิจิกล่าวหลังจากเกิดเรื่องว่า เธอจะงดเว้นจากการแสดงความเห็นเช่นนั้นอีก และเมื่อวันอังคารรัฐบาลญี่ปุ่นก็เรียกร้องให้มีการร่วมมือกันเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หลายชิ้นจากสื่อจีนบ่งชี้ว่า ปัญหานี้อาจไม่จบลงง่ายๆ

เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ CCTV (ซีซีทีวี) ของรัฐบาลจีน ระบุในบทบรรณาธิการว่า ความเห็นของนางทาคาอิจินั้นมีลักษณะและผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และล้ำเส้นของฝ่ายจีน

ขณะที่บัญชีของ Yuyuan Tantian ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CCTV โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยใช้คำพ้องเสียงในภาษาจีนเพื่อล้อนางทาคาอิจิว่า “เป็นตัวสร้างปัญหา” และโจมตีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า “หัวของเธอโดนลาเตะหรืออย่างไร?” “ถ้าเธอยังคงพ่นคำพูดที่ไม่มีขอบเขตเช่นนี้ ทาคาอิจิอาจจะต้องชดใช้!”

บทบรรณาธิการของ CCTV ยังเปรียบเทียบการอ้างอิงถึง “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” ของทาคาอิจิ กับการที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปี 2474 ด้วย

ในขณะที่จีนโจมตีนางทาคาอิจิอย่างหนัก ผู้นำทางการเมืองระดับสูงบางคนในโตเกียวก็ออกมาเสนอแนะให้ขับนาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนออกจากประเทศ เนื่องจากเขาคอมเมนต์ว่า จะตัดศีรษะสกปรกที่ยื่นเข้ามา ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา

ด้านนายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า ความเห็นของนายเซวียะ เสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นในหมู่ชาวจีน และต้องได้รับการจัดการ

“หากสิ่งนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม สถานการณ์อาจบานปลายขึ้นอย่างมาก ดังนั้นนี่จึงไม่สามารถถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวหรือเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

13 พ.ย. 2568 04:25 น.

รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

(ภาพนาย เปโตร โคติน ประธานบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติ Enerhoatom, นายเฮอร์มัน ฮาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยูเครน และประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี)

รัฐมนตรีพลังงานและรัฐมนตรียุติธรรมของยูเครนลาออก หลังมีชื่อพัวพันในคดีคอร์รัปชันภาคพลังงานของประเทศ ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 น.ส.สวิตลานา ฮรินชุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน กับนาย เฮอร์มัน ฮาลุชเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากมีการสืบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในภาคพลังงานของประเทศ

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คนลาออก หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชันหลายหน่วยงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่หลายคน ว่าบงการแผนการยักยอกเงินมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคพลังงาน รวมถึงการยักยอกภายในบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติ Enerhoatom ด้วย

ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวบางรายเป็น หรือเคยเป็น คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีเซเลนสกี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฮอร์แมน ฮาลุชเชนโก กับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่สำคัญคนอื่น ๆ ถูกกล่าวหาว่า เรียกรับเงินสินบนจากผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งกำลังเสริมการป้องกันให้แก่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อต้านทานการโจมตีของรัสเซีย

ผู้ที่ถูกกล่าวหายังรวมถึง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โอเลกซีย์ เชอร์นิชอฟ และ ตีมูร์ มินดิช ผู้เป็นนักธุรกิจและเจ้าของร่วมของสตูดิโอโทรทัศน์ Kvartal95 ซึ่งเป็นต้นสังกัดเก่าของเซเลนสกี โดยมีรายงานว่า นายมินดิชหลบหนีออกจากประเทศไปแล้ว

นายฮาลุชเชนโกกล่าวว่าจะปกป้องตนเองจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่ น.ส.ฮรินชุกโพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “ฉันไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ภายในขอบเขตของกิจกรรมทางวิชาชีพของฉัน”

ทั้งนี้ สำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (Nabu) และสำนักงานอัยการพิเศษต่อต้านการทุจริต (Sap) ระบุว่า การสืบสวนซึ่งใช้เวลา 15 เดือนในการดำเนินการและรวมถึงการบันทึกเสียงกว่า 1,000 ชั่วโมง เปิดเผยถึงการมีส่วนร่วมในการคอร์รัปชันของสมาชิกหลายคนในรัฐบาลยูเครน

ตามข้อมูลของ Nabu ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เรียกเก็บเงินสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมาของ Enerhoatom คิดเป็นมูลค่าระหว่าง 10% ถึง 15% ของมูลค่าสัญญา และเงินจำนวนมหาศาลนี้ก็ถูกฟอกในแผนการดังกล่าว จากนั้นเงินจะถูกโอนออกนอกยูเครนไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงรัสเซียด้วย

ด้านอัยการกล่าวหาว่า รายได้จากแผนการดังกล่าวถูกฟอกผ่านสำนักงานในกรุงเคียฟที่เชื่อมโยงกับครอบครัวของอันดรีย์ เดอร์คาช อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติยูเครนและปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิกของรัสเซีย

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา Nabu เผยแพร่ข้อความใหม่จากการสอบสวนและการดักฟังโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพวกเขาก็ให้คำมั่นว่า จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังเกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียทวีความรุนแรงในการโจมตีโรงงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน รวมถึงสถานีไฟฟ้าย่อยที่จ่ายไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง และเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาการทุจริตในยูเครน ซึ่งยังคงมีการระบาดอย่างกว้างขวาง แม้ Nabu และ Sap จะพยายามจัดการตลอด 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

13 พ.ย. 2568 03:49 น.

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลกเตือนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ แนะนานาชาติใช้เรื่องสุขภาพเป็นเหตุผลในการรับมือกับภาวะโลกร้อนดีกว่าเรื่องธารน้ำแข็ง

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมากล่าวว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการด้านสุขภาพ ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) เนื่องจาก วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็คือวิกฤตด้านสุขภาพด้วยเช่นกัน

ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด COP ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเขาเรียกร้องให้มีการให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นในการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.เทดรอสกล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวาว่า “สุขภาพคือเหตุผลที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ แต่สุขภาพกลับเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศมานานเกินไปแล้ว”

“การโน้มน้าวผู้คนถึงความเร่งด่วนในการปกป้องสุขภาพของตนเองหรือของบุตรหลานนั้น ง่ายกว่าการปกป้องธารน้ำแข็งหรือระบบนิเวศมาก ทั้งสองสิ่งมีความสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งอยู่ใกล้ตัวกว่ามาก”

ดร.เทดรอสกล่าวอีกว่า วันพฤหัสบดีจะเป็นวันเพื่อสุขภาพของการประชุม COP30 เนื่องจากบราซิลในฐานะเจ้าภาพจะประกาศแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เน้นด้านสุขภาพ พร้อมด้วยมาตรการที่จะช่วยประเทศต่าง ๆ เตรียมความพร้อมของระบบสุขภาพและตอบสนองต่อผลกระทบด้านสุขภาพ

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตด้านสุขภาพ” ดร.เทดรอสย้ำ

ด้านนาย รือดิเกอร์ เครช หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ WHO กล่าวเสริมว่า “แม้ว่าเราจะเห็นการอภิปรายด้านสุขภาพมากมายในการประชุม COP แต่เรายังไม่เห็นพื้นที่อย่างเป็นทางการสำหรับการเจรจาด้านสุขภาพเลย”

“ถึงเวลาแล้วที่สุขภาพจะกลายเป็นประเด็นสำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการ และเราหวังว่าจะได้เห็นสิ่งนี้ในการประชุม COP31 ในปีหน้า” นายเครชกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

13 พ.ย. 2568 00:07 น.

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้ ป้อมแดง ในกรุงนิวเดลี เพิ่มขึ้นเป็น 12 ศพแล้ว โดยตำรวจกำลังสืบสวนว่าเหตุการณ์นี้ เชื่อมโยงกับการจับกุมผู้ต้องสงสัยในแคชเมียร์หรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของอินเดีย กำลังเป็นผู้นำการสืบสวนเหตุระเบิดรถยนต์ในเมืองหลวงกรุงนิวเดลี ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ในขณะที่บุคลากรของโรงพยาบาลท้องถิ่นเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 12 ศพแล้ว

แหล่งข่าว 3 คนที่คุ้นเคยกับการสืบสวนบอกกับสื่อว่า ตำรวจกำลังสืบสวนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดกับการจับกุมกลุ่มชาย 7 คนพร้อมด้วยอาวุธและวัสดุทำระเบิด ในแคว้นแคชเมียร์เมื่อก่อนหน้านี้หรือไม่

โดยก่อนเกิดเหตุระเบิดในกรุงนิวเดลีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาได้จับกุมชาย 7 คน ซึ่งรวมถึงแพทย์ 2 คน ในการสืบสวนต่อต้านการก่อการร้ายและปฏิบัติการตรวจค้นหลายจุดในแคชเมียร์ กับในรัฐหรยาณาและอุตตรประเทศที่อยู่ติดกับเดลี

แถลงการณ์ของตำรวจแคชเมียร์ระบุว่า ตำรวจพบปืนพก 2 กระบอก ปืนไรเฟิลจู่โจม 2 กระบอก และวัสดุสำหรับทำระเบิดหนัก 2,900 กิโลกรัมระหว่างการบุกเข้าตรวจค้น

“การสืบสวนเผยให้เห็นระบบนิเวศของผู้ก่อการร้ายปกคอขาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนทำงานวิชาชีพและนักศึกษาที่ถูกทำให้เป็นพวกหัวรุนแรง โดยติดต่อกับผู้บงการจากต่างชาติที่ดำเนินการจากปากีสถานและประเทศอื่น ๆ” ตำรวจแคชเมียร์กล่าว

ตำรวจเสริมด้วยว่า ชายกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธ จาอิช-อี-โมฮัมหมัด (Jaish-e-Mohammad) และ อันซาร์ กัซวัต-อุล-ฮินด์ (Ansar Ghazwat-ul-Hind) ในปากีสถาน ซึ่งอินเดียขึ้นบัญชีทั้งสองกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

12 พ.ย. 2568 22:50 น.

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

สมาชิกสภาฝ่ายเดโมแครตเผยแพร่อีเมลใหม่ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ โดยที่ในอีเมล เอปสตีนระบุอย่างชัดเจนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ รู้เรื่องเด็กผู้หญิง

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (House Oversight Committee) เผยแพร่อีเมลส่วนตัวฉบับใหม่ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องโทษคดีใคร่เด็ก โดยในนั้นเขาอ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

ชื่อของนายทรัมป์ถูกกล่าวถึงในอีเมลส่วนตัว 3 ฉบับ ที่ส่งแลกเปลี่ยนกันระหว่างนายเอปสตีน, นางกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา และนายไมเคิล วูล์ฟ ซึ่งเป็นนักเขียน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 โดยที่นายทรัมป์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนอีเมลครั้งนี้ หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดแต่อย่างใด

“สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลได้รับอีเมลใหม่จากกองมรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามอย่างรุนแรงเกี่ยวกับโดนัลด์ ทรัมป์ และการรับรู้ของเขาเรื่องอาชญากรรมอันน่าสะพรึงกลัวของเอปสตีน” สมาชิกพรรคเดโมแครตโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธ

“อ่านด้วยตัวคุณเอง ถึงเวลาที่จะยุติการปิดบังนี้และเผยแพร่ไฟล์เหล่านั้นออกมา”

ในอีเมลฉบับหนึ่ง ที่ส่งถึงนายวูล์ฟเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 นายเอปสตีนเขียนอย่างชัดเจนว่า “ทรัมป์บอกว่าเขาขอให้ผมลาออก ไม่มีวันเป็นสมาชิก… แน่นอนว่าเขารู้เรื่องเด็กผู้หญิงเพราะเขาขอให้กิสเลนหยุด”

ในอีเมลอีกฉบับจากเดือนเมษายน 2554 เอปสตีนอ้างกับนางแม็กซ์เวลล์ว่า ทรัมป์เคย “ใช้เวลาหลายชั่วโมง” กับเหยื่อรายหนึ่ง ซึ่งมีการปิดบังชื่อไว้ “ฉันอยากให้เธอรู้ว่าคนที่ยังไม่เผยตัวคือทรัมป์… [เหยื่อ] ใช้เวลาหลายชั่วโมงที่บ้านของผมกับเขา… แต่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

นายวูล์ฟส่งอีเมลอีกฉบับถึงนายเอปสตีนในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นคืนที่มีการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน โดยวูล์ฟบอกกับเอปสตีนว่า “คืนนี้ CNN กำลังวางแผนจะถามทรัมป์เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับคุณ ไม่ว่าจะออกอากาศสดหรือในการพูดคุยหลังเวทีก็ตาม”

เอปสตีนตอบว่า “ถ้าเราสามารถร่างคำตอบให้เขาได้ คุณคิดว่ามันควรเป็นอย่างไร?” ซึ่งวูล์ฟตอบกลับว่า “ฉันคิดว่าคุณควรปล่อยให้เขาผูกคอตัวเอง” “ถ้าเขาบอกว่าเขาไม่เคยอยู่บนเครื่องบิน (ของเอปสตีน) หรือไม่เคยมาบ้าน นั่นจะทำให้คุณมีแต้มต่อด้านการประชาสัมพันธ์และการเมืองที่ล้ำค่า”

“คุณสามารถแขวนเขาในทางที่อาจสร้างประโยชน์เชิงบวกให้กับคุณ หรือ หากดูเหมือนว่าเขามีโอกาสชนะจริงๆ คุณก็สามารถช่วยเขาได้ เพื่อสร้างบุญคุณเอาไว้” วูล์ฟระบุในอีเมลซึ่งมีต่อว่า “แน่นอนว่า เป็นไปได้เช่นกันที่เมื่อถูกถาม เขาจะตอบว่า เจฟฟรีย์เป็นคนดีเยี่ยม และถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นเหยื่อของความถูกต้องทางการเมือง ซึ่งจะถูกสั่งห้ามในยุคสมัยของทรัมป์”

อนึ่ง ตามบันทึกการประชุมจากการดีเบตดังกล่าว นายทรัมป์ไม่เคยได้รับคำถามเกี่ยวกับนายเอปสตีนเลย

นายทรัมป์เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่า เขาผิดใจกับเอปสตีน เพราะอดีตนักการเงินชื่อดังรายนี้ “ขโมย” หญิงสาวที่ทำงานในสปาของเขาที่มาร์-อา-ลาโก หลายครั้งเกินไป ซึ่งรวมถึง เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ผู้ล่วงลับด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เผชิญวิกฤตเกี่ยวกับเอกสารในคดีของนายเอปสตีนนานหลายเดือนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากนายทรัมป์หาเสียงเอาไว้เมื่อปีก่อนว่า จะเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับคดีนี้ แต่กระทรวงยุติธรรมกับ FBI กลับประกาศในเดือนมิถุนายนว่า จะไม่มีการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีก

เรื่องดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสความไม่พอใจและความโกลาหลแม้แต่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหว MAGA ซึ่งเป็นฐานเสียงของนายทรัมป์เอง เนื่องจากพรรคเดโมแครตกับสมาชิกรีพับลิกันหัวขบถต่างพยายามผลักดันให้มีการเผยแพร่เอกสารในคดีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

12 พ.ย. 2568 19:51 น.

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความประณามไทย อ้างไทยใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนชาวกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมตรวจสอบ

เมื่อ 12 พ.ย. 2568 เกิดเหตุยิงปะทะกันรอบใหม่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ของไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็ก AK-47 เข้ามาก่อนประมาณ 30 นัด ก่อนที่กกล.บูรพา ได้ยิงเตือนและดำเนินการโต้ตอบเหตุการณ์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง ตรวจสอบฝ่ายไทยไม่ได้รับการสูญเสีย

ด้าน สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความประณามไทย อ้างใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนชาวกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย พร้อมเรียกร้องให้มีการสืบสวนอิสระเพื่อหาความจริง โดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติเข้าร่วมด้วย

โพสต์ของ ฮุน มาเนต ระบุว่า “ผมขอประณามการใช้ความรุนแรงของฝ่ายไทยต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจัน ในช่วงเย็นของวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน”

“การกระทำนี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อเจตนารมณ์ด้านมนุษยธรรม รวมถึงข้อตกลงที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกลงใช้กลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในการวัดระยะและปักหลักเขตแดนชั่วคราว และให้คงสถานการณ์เดิมไว้จนกว่าการวัดจะเสร็จสิ้น และรอการตัดสินของ JBC”

“ผมขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจัน รวมถึงการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศโดยทันที”

“ผมขอเรียกร้องให้มีการเปิดการสอบสวนอย่างเป็นอิสระในกรณีนี้ และขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อค้นหาความจริง หาผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และมอบความเป็นธรรมให้กับพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการยิงครั้งนี้”

“ในขณะเดียวกัน ผมขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพลเมืองของเราในทันที โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและชีวิตของพวกเขาเป็นอันดับแรก”

“กัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ตามเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เพื่อก้าวไปสู่การยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook