นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

11 พ.ย. 2568 04:57 น.

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้วหลังอยู่ในนั้น 3 สัปดาห์จากทั้งหมด 5 ปี เนื่องจากศาลอนุญาตให้ออกมาอยู่นอกเรือนจำระหว่างรอการอุทธรณ์คดีได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว หลังจากถูกจำคุกมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากทั้งหมด 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรม หลังศาลอุทธรณ์กรุงปารีสให้การอนุญาตภายใต้เงื่อนไขหลายข้อ รวมถึงห้ามออกนอกประเทศ

นายซาร์โกซี วัย 70 ปี ถูกส่งเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 21 ต.ค. หลังศาลกรุงปารีสตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดระดมทุนอย่างผิดกฎหมายสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2550 ของเขาด้วยเงินจาก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบียที่เสียชีวิตไปแล้ว

อดีตผู้นำฝรั่งเศสรายนี้ปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด หลังได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสินดังกล่าวแล้ว โดยมีการกำหนดการพิจารณาคดีอุทธรณ์ครั้งใหม่ในฤดูใบไม้ผลิหน้า โดยในระหว่างนั้น นายซาร์โกซีจะต้องอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากผู้พิพากษาตัดสินว่า ความผิดของเขาร้ายแรงเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความของซาร์โกซีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกรุงปารีส เพื่อขอให้ปล่อยตัวเขาออกมาอยู่นอกเรือนจำในระหว่างรอการพิจารณาคดีอุทธรณ์ ซึ่งในวันจันทร์ ศาลได้อนุมัติคำขอปล่อยตัวดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขว่า นายซาร์โกซีจะถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ใด ๆ จากกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนั้น เขาจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด และถูกห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ ก่อนการพิจารณาคดีอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น

หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายซาร์โกซีโพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า พลังงานของเขาทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวคือการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา “ความจริงจะปรากฏ… จุดจบของเรื่องราวนี้ยังไม่ได้ถูกเขียนขึ้น”

ทั้งนี้ มีผู้เห็นรถยนต์ของนายซาร์โกซีออกจากเรือนจำลา ซองเต (La Santé) ในกรุงปารีส ก่อนเวลา 15:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากที่ศาลอนุมัติให้ปล่อยตัวก่อนกำหนด และจากนั้นก็มีผู้พบเห็นเขาเดินทางถึงบ้านพักทางตะวันตกของกรุงปารีส

ในการพิจารณาอดีตคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลกรุงปารีส นายซาร์โกซีบรรยายถึงความยากลำบากระหว่างถูกขังคุก โดยระบุว่ามันทั้ง “ทรมาน” และเป็น “ฝันร้าย” พร้อมยืนยันว่า เขาไม่เคยมีความคิดที่จะขอเงินจากนายกัดดาฟี และเขาจะไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ

นายซาร์โกซียังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ทำให้เขาทนช่วงเวลาที่อยู่ในคุกได้ โดยระบุว่า “พวกเขาแสดงความเป็นมนุษย์ที่พิเศษมากออกมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , the guardian

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

11 พ.ย. 2568 03:27 น.

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

ทางการมาเลเซียขยายพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายเหตุเรือขนผู้อพยพล่มใกล้เกาะลังกาวีเพิ่มอีก โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 หน่วยลาดตระเวนทางทะเลของประเทศมาเลเซียยกระดับการค้นหา ผู้สูญหายจากเหตุเรือขนผู้อพยพล่มที่นอกชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยตอนนี้มีการพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ โดย 12 รายในน่านน้ำของมาเลเซีย ขณะที่อีก 9 ราย พบในน่านน้ำไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน มาเลเซียกำลังดำเนินการค้นหาผู้สูญหายร่วมกับทางการไทย ภายในพื้นที่ขนาด 877 ตร.กม.ใกล้เกาะลังกาวี ทางตอนเหนือของมาเลเซีย กับเกาะตะรุเตา ทางตอนใต้ของไทย

นายไครูล อาซฮาร์ นูรุดดิน ผู้บัญชาการตำรวจเกาะลังกาวีกล่าวว่า ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนลงเรือมุ่งหน้ามายังมาเลเซียเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และถูกย้ายลงเรือเล็กในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่เรือลำเล็กซึ่งบรรทุกผู้อพยพประมาณ 70 คน ล่มใกล้เกาะลังกาวีในวันเดียวกัน ขณะที่ชะตากรรมของเรืออีกลำที่บรรทุกผู้โดยสาร 230 คนยังคงไม่ชัดเจน

ด้านนายรอมลี มุสตาฟา หัวหน้าสำนักงานกิจการทางทะเลของมาเลเซีย กล่าวว่า หากไม่มีเสื้อชูชีพ การอยู่รอดเป็นเวลา 24 ชั่วโมงนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่บางคนอาจกำลังยึดเกาะวัตถุที่ลอยน้ำอยู่ ทำให้ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไป แม้สภาพอากาศจะไม่เป็นมิตรนัก โดยตอนนี้ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 คน

นายรอมลีบอกอีกว่า หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 ศพ ในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ 21 ศพแล้ว โดยไม่ได้เปิดเผยสัญชาติหรือเชื้อชาติของพวกเขา ส่วนร่างที่กู้คืนได้ 7 ศพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันว่าเป็นชาวโรฮิงญาทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจมาเลเซียเปิดเผยในวันจันทร์ว่า ผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้แล้ว เพื่อรอการสอบสวนในความผิดฐานลักลอบเข้าเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

11 พ.ย. 2568 01:10 น.

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาออกแถลงการณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ว่าพวกเขาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยยืนยันว่าเป็นระเบิดเก่าที่ยังไม่ได้เก็บกู้ พร้อมแสดงความกังวลที่ไทยระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วม

กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำพูดของผู้นำไทยซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วม หลังมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชามีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำกล่าวของผู้นำไทย ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทย ซึ่งได้ลงนามและเป็นสักขีพยานโดย ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025”

“มีรายงานว่า เหตุทุ่นระเบิดระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยบริเวณ พนมทรอป ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ถูกใช้เป็นเหตุผลในการระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมของไทย และยังรวมถึงการยกเลิกการกำหนดการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า กัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่บริเวณชายแดนติดกับประเทศไทย เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีคือ เขตทุ่นระเบิดส่วนใหญ่จากสงครามกลางเมืองกัมพูชาเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ตลอดแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ยังไม่ได้รับการเก็บกู้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอยืนยันว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามปฏิญญาร่วม ซึ่งได้รับการลงนามท่ามกลางเสียงชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศ กัมพูชาในฐานะผู้สนับสนุนและรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ และจะไม่มีทางทำเช่นนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Facebook

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

10 พ.ย. 2568 23:49 น.

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายขู่จะมีมาตรการทางกฎหมายกับสำนักข่าว BBC จากกรณีอื้อฉาวที่สื่อเจ้านี้ตัดต่อคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ จนดูเหมือนว่าเขาสนับสนุนการก่อจลาจลที่รัฐสภา

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ยืนยันว่า พวกเขาได้รับจดหมายขู่จะดำเนินคดีทางกฎหมายจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อันเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาวเรื่องการตัดต่อคำปราศรัยของนายทรัมป์ ทำให้ดูเหมือนว่าผู้นำสหรัฐฯ รายนี้สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564

ข้อความในจดหมายระบุว่า ทีมทนายความของทรัมป์ยังยื่นคำขาดต่อ BBC ด้วยว่า ให้ถอนสารคดีที่มีการตัดต่อ ดังกล่าวออกทั้งหมด รวมถึงขอโทษ และชดเชยอย่างเหมาะสมให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย.นี้

หาก BBC ไม่ปฏิบัติตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิทางความยุติธรรม… รวมถึงการ ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกของ BBC บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “เราจะทบทวนจดหมายฉบับนี้ และจะตอบสนองโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ การตัดต่อดังกล่าวเกิดขึ้นในสารคดี “Panorama” โดยหนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความภายในของ BBC ที่รั่วไหลออกมา ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าในสารคดีนี้มีการตัดต่อคำพูดสองส่วนจากคำปราศรัยของนายทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นำมาต่อกัน ทำให้ดูเหมือนว่านายทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภา

ในคำปราศรัยจริง นายทรัมป์กล่าวในส่วนหนึ่งว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา และเราจะให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกรัฐสภาที่กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำส่วนที่แยกกันกว่า 50 นาทีมาต่อกัน ทำให้เขาดูเหมือนพูดว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา… และผมจะอยู่กับพวกคุณที่นั่น และเราจะสู้ เราจะสู้จนตาย”

กรณีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้ BBC ได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จนกระทั่งในวันอาทิตย์ นายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC กับนาง เดโบราห์ เทิร์นเนส หัวหน้าฝ่ายข่าวของ BBC ตัดสินใจยื่นใบลาออก ขณะที่นายซาเมียร์ ชาห์ ประธานบริษัท BBC ออกแถลงการณ์ขอโทษในวันจันทร์ สำหรับความผิดพลาดในการตัดสินใจที่เกิดขึ้น

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฟ้องร้องสำนักข่าวต่าง โดยเขาฟ้องสื่อในสหรัฐฯ ไปแล้วหลายเจ้านับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เมื่อปี 2567 บริษัท Disney ต้องจ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์ ให้กับมูลนิธิประธานาธิบดีทรัมป์ และอีก 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับค่าทนายความของเขา เพื่อยุติคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับนายจอร์จ สเตฟาโนพูลอส ผู้ประกาศข่าวของ ABC News

ส่วน Meta ตกลงที่จะจ่ายเงิน 25 ล้านดอลลาร์ เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของทรัมป์ ภายหลังเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม ขณะที่นายทรัมป์ได้ตกลงระงับข้อพิพาททางกฎหมายกับ CBS News เกี่ยวกับการสัมภาษณ์รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ที่ออกอากาศในรายการ 60 Minutes

และปัจจุบัน เขากำลังมีคดีความกับหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The Wall Street Journal

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังขยายวงกว้างออกไป จนอาจกลายเป็นวิกฤตต่อการดำรงอยู่ของ BBC เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังใช้ความผิดพลาดนี้โจมตี BBC อย่างรุนแรง และในอังกฤษกำลังเกิดกระแสเลิกจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นรายได้หลักของสื่อเจ้านี้

“BBC กำลังเผชิญกับการโจมตีที่มีการประสานงานและมีแรงจูงใจทางการเมือง” นายจอห์น ซิมป์สัน นักข่าวอาวุโสของ BBC เขียนไว้บน X เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับชื่นชมนายเดวีกับนางเทิร์นเนส และระบุว่า “ตอนนี้เรากำลังมีการต่อสู้อย่างแท้จริงที่ต้องทำเพื่อการแพร่ภาพสาธารณะ เพราะสิ่งนั้นก็กำลังถูกคุกคามอยู่เช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , the guardian

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

10 พ.ย. 2568 22:57 น.

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใกล้กับ “ป้อมแดง” หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญในกรุงนิวเดลี ทำให้รถยนต์หลายคันถูกไฟลุกไหม้ และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ

เมื่อ 10 พ.ย. 2568 สำนักงานตำรวจกรุงนิวเดลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดใกล้กับ “ป้อมแดง” (Red Fort) หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่มีประชากรหนาแน่นของเมืองหลวงแห่งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 11 คน

นายสันชัย ตยากี โฆษกตำรวจนิวเดลี ระบุว่า ระเบิดเกิดขึ้นภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้กับ “ป้อมแดง” แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่า สาเหตุของการระเบิดเกิดจากอะไรกันแน่

ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นแสดงให้เห็นเปลวไฟและควันพวยพุ่งออกมาจากรถยนต์มากกว่าหนึ่งคัน บนถนนที่ผู้คนพลุกพล่านเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในส่วนเมืองเก่าของเดลี ทำให้ตำรวจต้องพยายามเคลียร์ฝูงชนที่มารวมตัวกันบริเวณที่เกิดเหตุ

รองหัวหน้าหน่วยดับเพลิงของกรุงนิวเดลีกล่าวว่า มีรถยนต์อย่างน้อย 6 คัน กับรถสามล้อเครื่องอีก 3 คัน ถูกไฟลุกไหม้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว

“เราได้ยินเสียงดังมาก หน้าต่างของเราสั่นเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับสถานีโทรทัศน์ NDTV ของอินเดีย

ทั้งนี้ “ป้อมแดง” หรือเป็นที่รู้จักกันในอินเดียว่า “ลาล กิลา” (Lal Qila) เป็นป้อมปราการในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในสมัยจักรวรรดิโมกุล เป็นสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอินเดีย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมตลอดทั้งปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

10 พ.ย. 2568 16:33 น.

พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

ซากเรือโบราณ อายุราว 400-600 ปี ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งนอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม หลังจากที่พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าอาจเป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ซากเรือลำนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน ตัวเรือมีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร และมีโครงสร้างซี่โครงไม้ที่ยังคงความสมบูรณ์เกือบทั้งหมด แม้จะอยู่ภายใต้ท้องทะเลอันโหดร้ายมานานหลายร้อยปี แต่เรือได้จมลงใต้น้ำอีกครั้งก่อนที่ทางการจะสามารถกู้คืนได้

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่นอนของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าเรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองในภูมิภาคสำหรับผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมยื่นขอใบอนุญาตเพื่อขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากซากเรือปรากฏขึ้นอีกครั้งภายหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขากล่าวว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” พร้อมเสริมว่า ครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือถูกสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่าง ๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่ามันสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อ การค้าทางทะเล หรือ ปฏิบัติการทางเรือ” โดยซากเรือโบราณนี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง และการที่เรือต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้.

ที่มา AFP

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

10 พ.ย. 2568 15:22 น.

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วันนี้ (10 พ.ย.) และเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกัมปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้.

ที่มา AP

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

10 พ.ย. 2568 12:25 น.

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

หน่วยงานทางการของไทยและมาเลเซียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ จากเหตุเรือที่บรรทุกผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เดินทางมาจากพม่า ล่มใกล้ชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยคาดว่ามีผู้โดยสารบนเรือประมาณ 70 คน

เจ้าหน้าที่มาเลเซียระบุว่า ยังไม่ทราบชะตากรรมของเรืออีกลำที่มีผู้โดยสารราว 230 คน แต่พบผู้รอดชีวิตแล้ว 13 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ด้านเจ้าหน้าที่ไทยพบศพเพิ่มอีก 4 ศพ รวมถึงเด็ก 2 คน ซึ่งรวมกับศพ 7 ศพที่หน่วยงานทางทะเลของมาเลเซียพบก่อนหน้า

เหตุเรือล่มครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องหลบหนีความรุนแรงในเมียนมาและสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ทำให้หลายคนเสี่ยงเดินทางทางทะเลมายังมาเลเซียและอินโดนีเซีย

รัฐยะไข่ของพม่าซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวโรฮีนจาเผชิญความขัดแย้ง ความอดอยาก และความรุนแรงทางชาติพันธุ์มานานหลายปี โดยหลังการปราบปรามอย่างโหดร้ายของกองทัพพม่าในปี 2017 มีชาวโรฮีนจากว่า 1.3 ล้านคนต้องลี้ภัยไปอยู่ในบังกลาเทศ

ที่เกาะลังกาวี ใกล้พื้นที่ค้นหา หน่วยงานทางทะเลมาเลเซียระบุว่าทั้งไทยและมาเลเซียได้ระดมเครื่องบินและเรือลงพื้นที่ค้นหาผู้รอดชีวิต โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ และคาดว่าปฏิบัติการค้นหาอาจใช้เวลานานถึง 7 วัน

รอมลี มุสตาฟา ผู้อำนวยการหน่วยงานทางทะเลประจำรัฐเกดะห์และปะลิสของมาเลเซีย เปิดเผยว่า เรือดังกล่าวเดินทางออกจากพม่าใกล้ชายแดนบังกลาเทศเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน และบางส่วนของผู้โดยสารได้ย้ายไปเรืออีกลำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยในบรรดาผู้รอดชีวิต 13 คน มี 11 คนเป็นชาวโรฮีนจา และอีก 2 คนเป็นชาวบังกลาเทศ

ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ มีชาวโรฮีนจากว่า 5,100 คน เดินทางทางเรือออกจากเมียนมาและบังกลาเทศ และมีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายเกือบ 600 คน

เจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการทางทะเลของไทยเผยว่า ศพที่พบในน่านน้ำไทย 4 ศพเป็นเด็ก 2 คน อายุราว 10–12 ปี และผู้ใหญ่ 2 คน โดยในจำนวนนี้มีหญิง 2 รายที่ถือบัตรผู้ลี้ภัยระบุว่าเป็นชาวโรฮีนจา.

ที่มา Reuters

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ”

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง "ซูฮาร์โต" อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น "วีรบุรุษแห่งชาติ"

10 พ.ย. 2568 12:07 น.

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ”

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศยกย่องนายซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีผู้ปกครองประเทศยาวนานกว่า 30 ปี ให้เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ” ระหว่างพิธีเนื่องในวันวีรบุรุษแห่งชาติ แม้จะเผชิญเสียงคัดค้านจากนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่มองว่าซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริตร้ายแรงในยุคที่เขาปกครองประเทศ

ในการประกาศกฤษฎีกาโดยเลขานุการฝ่ายทหารของประธานาธิบดี นายซูฮาร์โตถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับเกียรติ 10 คน ที่ได้รับตำแหน่งวีรบุรุษแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งปัจจุบันรายชื่อวีรบุรุษแห่งชาติมีมากกว่า 200 คน รวมถึงประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยคนแรก และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและนักวิชาการศาสนาอิสลาม

พิธีวันวีรบุรุษแห่งชาติที่จัดขึ้นในวันนี้ (10 พ.ย.) มีประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตซึ่งเป็นอดีตลูกเขยของนายซูฮาร์โต เป็นประธาน หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการประกาศครั้งนี้ สำนักงานของนายปราโบโวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีมีสิทธิในการมอบตำแหน่งนี้ให้กับผู้ที่ตนเลือก

อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2551 ขณะอายุ 86 ปี เคยปกครองอินโดนีเซียด้วย กำปั้นเหล็กนานกว่าสามทศวรรษ หลังจากยึดอำนาจในปี 2510 ภายหลังความพยายามก่อรัฐประหารที่ประสบความล้มเหลว

การปกครองของเขาเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง การคอร์รัปชัน และ การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาชิกภาคประชาสังคม นักเคลื่อนไหว และนักวิชาการประมาณ 500 คน ได้ร่วมกันเผยแพร่จดหมายร้องขอไปยังประธานาธิบดีปราโบโว ให้ระงับการยกย่องนายซูฮาร์โต โดยระบุว่าการมอบตำแหน่งนี้เป็นการทรยศต่อเหยื่อของเขาและค่านิยมประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างอันตราย

ด้านคณะกรรมาธิการผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง หรือ Kontras ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย ระบุว่า การยกย่องซูฮาร์โตเป็นวีรบุรุษแห่งชาติเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม และช่วยทำให้การลอยนวลพ้นผิดเป็นเรื่องปกติ

นายดิมัส บากุส อาร์ยา ผู้ประสานงาน Kontras กล่าวว่า “ซูฮาร์โต ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความรุนแรงของรัฐ และความผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สมควรได้รับการมอบตำแหน่งวีรบุรุษแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม นายปราเสตโย ฮาดี เลขาธิการแห่งรัฐ ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจของรัฐบาล โดยกล่าวว่า “เป็นส่วนหนึ่งของการให้เกียรติแก่บรรพบุรุษของเรา โดยเฉพาะผู้นำของเรา ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้สร้าง คุณูปการอันยิ่งใหญ่ ให้กับชาติและประเทศ”

ลูกสาวของซูฮาร์โต คือ นางซิติ ฮาร์ดียันติ รุกมานา ซึ่งเข้าร่วมในพิธี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “โปรดระลึกถึงสิ่งที่พ่อของฉันได้ทำ ตั้งแต่เขายังหนุ่มจนกระทั่งชรา การต่อสู้ทั้งหมดของเขาเพื่อประเทศนี้และประชาชนชาวอินโดนีเซีย”

วีรบุรุษแห่งชาติคนใหม่อีก 9 คนที่ได้รับตำแหน่งพร้อมกัน รวมถึง มาร์ซินาห์ นักเคลื่อนไหวแรงงานที่ถูกสังหาร และอดีตประธานาธิบดี อับดูร์เราะห์มาน วาฮิด ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2009.

ที่มา AFP

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ "ชัตดาวน์" 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

10 พ.ย. 2568 11:31 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลางที่ดำเนินมานานถึง 40 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ ( 9 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 60 ต่อ 40 เสียง ผ่านขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงทิม เคน, ดิก เดอร์บิน, แม็กกี ฮัสซัน, ฌาน ชาฮีน และแจ็กกี โรเซน ลงคะแนนสนับสนุนข้อตกลงนี้ ร่วมกับพรรคเดโมแครตสายกลางอีกหลายคน ขณะที่นายแรนด์ พอล เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียวที่ลงมติคัดค้าน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาระหว่างวุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรค โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูการดำเนินงานของรัฐบาลทั่วประเทศ แต่ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมาก และอาจเผชิญแรงต้านจากเดโมแครตบางส่วนในขั้นตอนต่อไป

ตลอดช่วงชัตดาวน์กว่า 40 วัน มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่บริการสาธารณะหลายด้านหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการคมนาคม ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากคำสั่งลดเที่ยวบินร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ล่าสุดมีเที่ยวบินยกเลิกกว่า 2,700 เที่ยว และล่าช้ากว่า 10,000 เที่ยวทั่วประเทศ สนามบินนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตาได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่าหากชัตดาวน์ยังดำเนินต่อไป ชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่สามารถเดินทางในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าได้ เนื่องจากเที่ยวบินจะลดลงอย่างมาก

เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ผ่านวุฒิสภากำหนดให้ฟื้นงบประมาณโครงการบัตรอาหาร (SNAP) สำหรับชาวอเมริกันรายได้น้อยกว่า 42 ล้านคน ยกเลิกคำสั่งปลดพนักงานรัฐหลายพันคนในช่วงเดือนที่ผ่านมา และรับประกันการลงมติต่ออายุเงินอุดหนุนค่าประกันสุขภาพตามกฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งกำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้

วุฒิสมาชิกทิม เคน ระบุว่า ข้อตกลงนี้ “คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกปลดโดยไม่เป็นธรรม และรับประกันการจ่ายเงินย้อนหลังตามกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้ “ยังไม่ตอบโจทย์วิกฤตสาธารณสุข” เนื่องจากให้เพียงสิทธิ์ลงมติขยายอุดหนุนสุขภาพ แทนที่จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าข้อตกลงนี้จะเป็นเพียงการจัดสรรงบชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลกลับมาทำงานได้จนถึงเดือนมกราคม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างกลับจากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ว่า “ดูเหมือนเรากำลังเข้าใกล้จุดจบของชัตดาวน์แล้ว”

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังชาวอเมริกันต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจและการบริหารรัฐอย่างหนักจากวิกฤตชัตดาวน์ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา.

ที่มา AFP ABC News