“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

7 พ.ย. 2568 03:30 น.

“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

“พอล บียา” วัย 92 ปี ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลก เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 

เนื้อหาเต็ม

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายพอล บียา ประธานาธิบดีแคเมอรูน วัย 92 ปี ผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในทวีปแอฟริกา และถือเป็นประมุขประเทศที่อายุมากที่สุดในโลก ได้เข้าพิธีสาบานตนดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่ออีก 7 ปี ที่รัฐสภาในกรุงยาอุนเด หลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนก่อน

โดยนายบียา ซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2525 หรือกว่า 43 ปี ชนะเลือกตั้งสมัยที่ 8 ด้วยคะแนนราว 54% ทิ้งห่างนายอิสซา ชีโรมา บาการี แข่งหลัก ที่ได้ 35% แต่นายบาการีปฏิเสธผลคะแนน โดยยืนยันว่าเขาต่างหากคือผู้ชนะตัวจริง พร้อมโจมตีทางการว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว

หลังประกาศผลคะแนน กระแสความไม่พอใจปะทุเป็นการประท้วงทั่วประเทศ บางพื้นที่ลุกลามจนเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่แถลงว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวในสหประชาชาติ ระบุยอดผู้ตายอาจสูงถึง 48 ศพ

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้แคเมอรูนครั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากภายในและนานาชาติ หลังนายบาการีปรากฏตัวหาเสียงเพียงครั้งเดียว แต่กลับคว้าชัยชนะและครองอำนาจต่อเป็นสมัยที่ 8 ท่ามกลางคำถามถึงความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งในประเทศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญแคเมอรูนได้ปัดคำร้องร้องเรียนเรื่องการทุจริตเลือกตั้งทั้งหมด 8 ฉบับ โดยเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ หรืออยู่นอกอำนาจในการเพิกถอนผลเลือกตั้ง.

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

6 พ.ย. 2568 20:09 น.

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

“รองนายกฯ บวรศักดิ์” ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง เห็นชอบให้กรมศิลปากรออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง คาดงานทั้งหมดแล้วเสร็จ ต.ค. 69

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการฯ และนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุมด้วย

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ดังนี้ 1.แผนการดำเนินงานการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง รวมทั้งงานออกแบบภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 69 และจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.แผนการดำเนินงานการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบ มอบหมายให้กรมศิลปากร ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบก กรมอู่ทหารเรือ กระทรวงกลาโหม ดำเนินงาน ได้แก่ งานซ่อมสงวนรักษาโครงสร้างช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน โดยกรมสรรพาวุธทหารบก งานทำความสะอาดพื้นผิวราชรถ ราชยาน ด้วยกระบวนการงานทางวิทยาศาสตร์ โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร งานบูรณะซ่อมแซมงานตกแต่งศิลปกรรมและประณีตศิลป์ โดย สำนักช่างสิบหมู่ งานจัดทำเชือกลากราชรถ โดยกองเรือพระราชพิธี กองทัพเรือ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยคาดว่างานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69 โดยเป็นไปอย่างถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สวยงามและสมพระเกียรติยศทุกประการ

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ “ชัตดาวน์” ยืดเยื้อ

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ "ชัตดาวน์" ยืดเยื้อ

6 พ.ย. 2568 15:53 น.

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ “ชัตดาวน์” ยืดเยื้อ

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการฉุกเฉิน เตรียมลดเที่ยวบินลง 10% ที่สนามบินใหญ่ 40 แห่งทั่วประเทศ หลังภาวะ “ชัตดาวน์” หรือการปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลกลาง ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 36 ซึ่งเป็นระยะเวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพราะความกังวลด้านความปลอดภัยจากปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน

คำสั่งนี้ทำให้สายการบินต้องเร่งปรับตารางเที่ยวบินภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง ขณะที่ศูนย์บริการลูกค้าของสายการบินทั่วประเทศมีผู้โทรเข้ามาจำนวนมากเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางในช่วงวันต่อ ๆ ไป นายดัฟฟีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวอาจถูกยกเลิกได้ หากพรรคเดโมแครตยอมเปิดรัฐบาลอีกครั้ง

การปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินราว 13,000 คน และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินอีกกว่า 50,000 คน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบควบคุมการบินทั่วประเทศ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือน (FAA) ระบุว่า มีเที่ยวบินล่าช้ากว่าหลายหมื่นเที่ยว และผู้โดยสารกว่า 3.2 ล้านคนได้รับผลกระทบ

แหล่งข่าวระบุว่า FAA จะเริ่มลดความจุเที่ยวบินลง 4% ในช่วงแรก ก่อนเพิ่มเป็น 5% ในวันเสาร์ 6% ในวันอาทิตย์ และถึง 10% ภายในสัปดาห์หน้า โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศจะไม่ถูกจำกัด คาดว่ามาตรการนี้จะกระทบสนามบินหลัก 30 แห่ง เช่น นิวยอร์ก วอชิงตัน ดีซี ชิคาโก แอตแลนตา ลอสแอนเจลิส และดัลลัส รวมแล้วกว่า 1,800 เที่ยวบิน หรือกว่า 268,000 ที่นั่ง

FAA ระบุว่าการลดเที่ยวบินมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ซึ่งขาดแคลนบุคลากรกว่า 3,500 ตำแหน่ง และต้องทำงานล่วงเวลาเกือบตลอดสัปดาห์ แม้ก่อนเกิดชัตดาวน์

สายการบินหลักอย่าง United, American และ Southwest ต่างเร่งประเมินผลกระทบ โดย United ยืนยันว่าจะยังคงให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศและเส้นทางหลัก ขณะที่จะลดเที่ยวบินภายในประเทศบางส่วน พร้อมอนุญาตให้ผู้โดยสารยกเลิกการเดินทางและขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

สมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (AFA-CWA) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 55,000 คน ประณามรัฐบาลว่า “กำลังทำร้ายประชาชนทั้งประเทศ” พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองพรรคยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน

ภาวะชัตดาวน์ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ทำให้บริการภาครัฐจำนวนมากต้องหยุดชะงัก เจ้าหน้าที่รัฐบาลราว 750,000 คนถูกพักงาน ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยจำนวนมากขาดการช่วยเหลือด้านอาหารและสวัสดิการพื้นฐาน

นายดัฟฟีเตือนว่า หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ อาจเกิด “ความโกลาหลครั้งใหญ่” จนต้องปิดน่านฟ้าบางส่วนของประเทศ ขณะเดียวกัน สายการบินต่าง ๆ เตือนว่าจำนวนผู้โดยสารอาจลดลง หากวิกฤตนี้ไม่คลี่คลาย โดยในวันพุธที่ผ่านมา มีเที่ยวบินล่าช้ากว่า 2,100 เที่ยว และหุ้นของสายการบินใหญ่หลายแห่งร่วงลงราว 1% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด.

ที่มา Reuters

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

6 พ.ย. 2568 14:38 น.

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

เกิดเหตุโครงสร้างโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองอุลซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้พังถล่ม ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 7 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งปฏิบัติการค้นหาอย่างเร่งด่วน

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติของเกาหลีใต้รายงานว่า เหตุโครงสร้างโรงไฟฟ้าในเมืองอุลซานพังถล่ม  เกิดขึ้นเวลาประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สำนักงานใหญ่ของ Korea East-West Power ในเมืองอุลซาน โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว 2 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 7 คนที่ยังไม่สามารถติดต่อได้

หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายสิบนายกำลังเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ขณะที่รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบเพื่อความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทุกประเภท โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซาก

รายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเตรียมรื้อถอนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแห่งนี้ ซึ่งหยุดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบโครงสร้างที่เหลืออยู่และสาเหตุของการถล่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ยังคงถูกสั่งให้อยู่ห่างจากบริเวณเกิดเหตุ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

6 พ.ย. 2568 13:39 น.

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ตำรวจญี่ปุ่น จับกุมเจ้าของร้านนวดเป็นชายอายุ 51 ปี ข้อหาล่อลวงเด็กไทยอายุ 12 ไปค้าบริการ เผยแม่เด็กเป็นคนพาไป ก่อนที่เด็กจะทนไม่ไหวไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง

เด็กหญิงชาวไทยวัยเพียง 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น หลังตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกแม่แท้ ๆ พามาทำงานที่ร้านนวด ในเขตบุนเคียว กรุงโตเกียว ก่อนที่เด็กจะทนไม่ไหว ไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง นำไปสู่การจับกุม นายมาซาโนริ โฮโซโนะ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน

โดยกรมตำรวจนครบาลได้รับแจ้งว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวถูกบังคับให้บริการลูกค้าประมาณ 60 คนภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน ยอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 627,000 เยน ซึ่งตกเป็นของเจ้าของร้านชายและแม่ของเธอ

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเจ้าของร้านถูกตั้งข้อหาละเมิด พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่าผู้ต้องหายอมรับข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยเด็กหญิงรายนี้นับเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ชาวต่างชาติที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกจับกุมโดยกรมตำรวจนครบาลโตเกียว

ทั้งนี้ สื่อของญี่ปุ่นระบุว่าเด็กถูกแม่ทิ้งให้อยู่ลำพังและถูกบังคับให้ทำงานในร้านดังกล่าว ซึ่งภายในร้านยังมีการให้บริการทางเพศบางประเภทอีกด้วย โดยเด็กหญิงและมารดาเดินทางเข้าญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนมิถุนายนด้วยวีซ่าพำนักระยะสั้น 15 วัน หรือวีซ่าท่องเที่ยว  การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอมาเยือนญี่ปุ่น และเธอไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ต่อมาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม มารดาของเธอได้เดินทางกลับประเทศไทย ทิ้งให้ลูกสาวอยู่ลำพัง หลังจากนั้น เด็กหญิงถูกบังคับให้ทำงานอยู่ในห้องที่ร้านจัดหาให้ ได้รับเพียงค่าอาหารเล็กน้อย จนกระทั่งในช่วงกลางเดือนกันยายน เธอจึงเดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโตเกียวและขอความช่วยเหลือ โดยเล่าว่าถูกบังคับให้ทำงาน ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผย

ล่าสุดมีรายงานว่าเด็กหญิงอยู่ในความคุ้มครองของหน่วยงานดูแลเด็ก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังให้การดูแลสภาพจิตใจและเตรียมช่วยเหลือเพื่อส่งตัวกลับประเทศต่อไป.

ที่มา : Asahi

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหยื่อค้ามนุษย์

ฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะภัยพิบัติ” หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ทะลุ 114 ศพ

ฟิลิปปินส์ประกาศ "ภาวะภัยพิบัติ" หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น "คัลแมกี" ทะลุ 114 ศพ

6 พ.ย. 2568 13:18 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะภัยพิบัติ” หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ทะลุ 114 ศพ

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะภัยพิบัติ หลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี หนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดของปี ก่อให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เกาะเซบู ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 71 คน และสูญหาย 127 คน บาดเจ็บอีกกว่า 80 คน รวมทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 114 คน ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมและหน่วยป้องกันภัยพลเรือน

พายุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายและน้ำท่วมเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะเซบู ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตในเซบูถึง 71 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้สูญหายอีก 127 ราย และบาดเจ็บ 82 ราย ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ หน่วยงานท้องถิ่นของจังหวัดเซบูรายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 28 ราย ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในยอดอย่างเป็นทางการของสำนักงานป้องกันพลเรือนแห่งชาติ

สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์มาจากการจมน้ำ โดยพายุได้พัดพาน้ำโคลนจำนวนมหาศาลจากเนินเขาเข้าท่วมเมืองและชุมชนต่าง ๆ ความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยในเซบูนั้นรุนแรงมาก อาคารขนาดเล็กหลายแห่งถูกน้ำพัดหายไป และมีโคลนหนาปกคลุมพื้นที่หลังน้ำลด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าความเสียหายที่เกิดจากพายุครั้งนี้ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า การตัดสินใจประกาศภาวะภัยพิบัติแห่งชาติเป็นผลมาจากความเสียหายที่เกิดจากไต้ฝุ่นคัลแมกี และความกังวลล่วงหน้าต่อพายุอีกลูก คือ “ฟงวอง”  ซึ่งคาดว่าจะพัดเข้าประเทศในสัปดาห์หน้า ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า “เกือบ 10 ภูมิภาค ประมาณ 10 ถึง 12 ภูมิภาค จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นหากมีพื้นที่เกี่ยวข้องจำนวนมากและมีขอบเขตเช่นนี้ นั่นถือเป็นภัยพิบัติระดับชาติ” 

การประกาศภาวะภัยพิบัติแห่งชาติในฟิลิปปินส์ เป็นสถานการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหายอย่างหนัก และการดำเนินชีวิตปกติหยุดชะงัก คำสั่งนี้ให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐบาลมากขึ้นในการเข้าถึงเงินทุนฉุกเฉิน และเร่งรัดการจัดซื้อจัดส่งสินค้าและบริการที่จำเป็นไปยังผู้ประสบภัย

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 400,000 คน ในเซบู ซึ่งมีประชากร 2.5 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นจากภัยพิบัติครั้งนี้

ไต้ฝุ่นคัลแมกี เป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 20 ที่พัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์ในปีนี้ โดยเกิดขึ้นไม่ถึงเดือนหลังจากไต้ฝุ่นสองลูกก่อนหน้านี้ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพืชผล

ไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ในเช้าวันพฤหัสบดี และกำลังเคลื่อนที่ไปยังตอนกลางของเวียดนาม ซึ่งยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายสิบคน

พายุได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางเพิ่มขึ้นจาก 150 กม./ชม. เป็น 155 กม./ชม. และคาดว่าจะขึ้นฝั่งในเวียดนามกลางในเช้าวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ส่งผลให้มีการยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินกว่า 50 เที่ยวในเวียดนาม.

ที่มา BBC

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

6 พ.ย. 2568 12:47 น.

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

ประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบาม ของเม็กซิโก ประกาศว่าจะดำเนินคดีกับชายที่ลวนลามเธอระหว่างออกพบประชาชนในกรุงเม็กซิโกซิตี เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอที่แพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ เธอกล่าวย้ำว่า “ถ้าทำได้กับประธานาธิบดี แล้วผู้หญิงทั่วไปจะปลอดภัยได้อย่างไร”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (4 พ.ย.) โดยมีภาพวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือแสดงให้เห็นขณะที่ประธานาธิบดีเชนบามกำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้สนับสนุนบนถนนใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี  ในกรุงเม็กซิโกซิตี

ในวิดีโอ ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านหลังและพยายามจูบที่คอของเธอ พร้อมกับวางมือลงบนร่างกายของเธอ ซึ่งประธานาธิบดีเชนบามได้ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว และเจ้าหน้าที่ในทีมของเธอได้เข้ามาขัดขวาง

ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเชนบามกล่าวถึงการตัดสินใจดำเนินคดีว่า “ความเห็นของดิฉันคือ หากดิฉันไม่ยื่นเรื่องร้องทุกข์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงเม็กซิโกคนอื่น ๆ? ถ้าพวกเขาทำเช่นนี้กับประธานาธิบดี แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงทุกคนในประเทศของเรา?”

เธอกล่าวต่อว่า “ดิฉันตัดสินใจที่จะฟ้องร้อง เพราะนี่คือสิ่งที่ดิฉันประสบในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะผู้หญิงต้องประสบในประเทศของเรา” พร้อมเสริมว่า “ดิฉันเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนที่ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ตอนที่เป็นนักศึกษา”

นอกจากนี้ เธอยังเสริมว่าได้ตัดสินใจเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดผู้หญิงคนอื่น ๆ ในฝูงชนด้วย และย้ำว่า “ต้องขีดเส้นแบ่ง”

กลุ่มสิทธิสตรีและนักวิจารณ์สตรีนิยมระบุว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของวัฒนธรรม “มาคิสโม่” (Machismo) ที่ฝังรากลึกในสังคมเม็กซิโก ซึ่งผู้ชายเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะคุกคามแม้กระทั่งประธานาธิบดี หากเธอเป็นผู้หญิง

ปัญหาการสังหารสตรี ก็เป็นปัญหาใหญ่ในเม็กซิโก โดยคาดการณ์ว่าคดีฆาตกรรมตามเพศสภาพถึง 98% ไม่มีการลงโทษ แม้ว่าประธานาธิบดีเชนบามเคยให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหานี้ในช่วงหาเสียง แต่ในช่วงการบริหารของเธอยังไม่มีการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเจนในด้านอาชญากรรมรุนแรงส่วนนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีและความปลอดภัยของนักการเมืองโดยทั่วไป ในฐานะประธานาธิบดี เชนบามยังคงยึดแนวทางของอดีตประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ คือการมีการติดต่อใกล้ชิดและสม่ำเสมอกับผู้สนับสนุนตามท้องถนน ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยต่อทีมงานของเธอ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการปฏิสัมพันธ์กับผู้สนับสนุน

เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการสังหาร คาร์ลอส มันโซ นายกเทศมนตรีเมืองอูรูอาปัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงสูง โดยเขาเคยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเชนบาม ให้การสนับสนุนจากรัฐบาลกลางมากขึ้นในการต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด

แม้จะมีเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ประธานาธิบดีเชนบามก็มีความคืบหน้าในการปรับปรุงสถานการณ์ความปลอดภัยที่เลวร้ายของประเทศ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบค้าสารเฟนทานิล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับพันธมิตรของเธอในสหรัฐอเมริกา อย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์.

ที่มา BBC

มาเลเซียคุมตัว “เนมวี” แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

มาเลเซียคุมตัว "เนมวี" แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

6 พ.ย. 2568 12:07 น.

มาเลเซียคุมตัว “เนมวี” แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียควบคุมตัว “เนมวี” (Namewee) หรือชื่อจริง “วี เหมิง ชี” (Wee Meng Chee) แร็ปเปอร์ชื่อดังวัย 42 ปี เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมในคดีการเสียชีวิตของ ไอริส เซียะ (Iris Hsieh) อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวไต้หวันวัย 31 ปี ที่ถูกพบเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ตำรวจระบุว่า เนมวี วัย 42 ปี คือบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับ ไอริส เซียะ หรือ “เซียะ หยูซิน” (Hsieh Yu-hsin)วัย 31 ปี  ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ผู้จัดการโซเชียลมีเดียของเธอกล่าวว่า ไอริสเดินทางมามาเลเซียเพื่อพูดคุยเรื่องวิดีโอโฆษณาที่เนมวีตกลงจะกำกับให้

ก่อนหน้านี้ เนมวีได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้และครอบครองยาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเขายังคงปฏิเสธข้อหา อย่างไรก็ตาม เขาต้องกลับเข้าสู่การควบคุมตัวอีกครั้งเพื่อ “ให้ความช่วยเหลือในการสอบสวน” หลังตำรวจตัดสินใจเปลี่ยนการจัดประเภทการเสียชีวิตของเธอเป็นคดีฆาตกรรม

ทนายความของเนมวีเปิดเผยว่า เขาได้เข้ามอบตัวกับตำรวจในช่วงเช้ามืดวันพุธ และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนเป็นเวลา 6 วัน

ตามรายงานของสื่อมาเลเซีย เนมวีเป็นผู้ติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินเมื่อเวลา 12:30 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม หลังพบ ไอริส เซียะ หมดสติในห้องน้ำ ตำรวจได้จับกุมเนมวีในวันเดียวกันนั้น หลังพบยาเม็ดสีน้ำเงิน 9 เม็ด ซึ่งเชื่อว่าเป็นยาอี ภายในห้องพักของโรงแรม

ตำรวจระบุว่า แม้จะปฏิเสธการใช้ยาเสพติด แต่ผลการตรวจของเนมวีออกมาเป็นบวกสำหรับสารเสพติดหลายชนิด รวมถึงแอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน คีตามีน และ THC (สารในกัญชา) 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 พ.ย.) เนมวีได้ให้การปฏิเสธข้อหายาเสพติดและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการประกันตัว เขาได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด พร้อมกล่าวหาว่าสื่อท้องถิ่นรายงานข่าวแบบ “ไล่ตามสิ่งที่ยังจับต้องไม่ได้”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกัวลาลัมเปอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เนมวี “หลบหนีไปซ่อนตัว” หลังคดีของไอริสถูกเปลี่ยนจาก “การเสียชีวิตโดยฉับพลัน” เป็นคดีฆาตกรรม อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน นายฟาดิลกล่าวว่าตำรวจกำลังรอผลการชันสูตรพลิกศพและผลพิษวิทยาเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

ในช่วงเช้ามืดวันพุธ เนมวีได้โพสต์คลิปบนอินสตาแกรมระบุว่าตนได้เดินทางถึงสถานีตำรวจแล้ว และจะ “ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อตอบคำถามต่อสาธารณะและครอบครัวผู้เสียชีวิต” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ผมจะไม่หนี”

ทั้งนี้ ไอริส เซียะ เป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “เทพธิดาพยาบาล” มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย เธอสำเร็จการศึกษาด้านการพยาบาลจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไต้หวันกลาง และมีผู้ติดตามประมาณ 545,000 คนบนอินสตาแกรม เธอยังมีบัญชีบน OnlyFans และเคยปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลง “China Reggaeton” ของเนมวีเมื่อปี 2020

ส่วนเนมวี เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงจากการทำเพลงเสียดสีสังคมและรัฐบาลบ่อยครั้ง เขามีผู้ติดตาม 3.6 ล้านคนบนยูทูบ และ 856,000 คนบนอินสตาแกรม และเป็นที่นิยมอย่างมากในไต้หวันและจีน เขาเคยถูกทางการมาเลเซียดำเนินคดีหลายครั้งจากเนื้อหาในมิวสิกวิดีโอ เช่น การล้อเลียนเพลงชาติมาเลเซียในปี 2007 และมิวสิกวิดีโอ “Oh My God” ในปี 2016 ที่ถูกมองว่าดูหมิ่นศาสนาอิสลาม.

ที่มา BBC

ทูตจีนเผย “แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15” เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

ทูตจีนเผย "แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15" เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

6 พ.ย. 2568 12:05 น.

ทูตจีนเผย “แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15” เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

จีนพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เน้นพัฒนาคุณภาพสูง พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี พร้อมผลักดันความร่วมมือไทย–จีนในด้านต่างๆ

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเปิดเผยผลการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ที่จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ในที่ประชุมมีการอภิปรายและรับรอง”ข้อเสนอของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15″ แผนนี้เป็นแนวทางและพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะต่อยอดแรงผลักดันและเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีนต่อไป ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทิศทางในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง ในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก แผนพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า และแนวทางรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน จึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จีนได้รับมือกับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความเสี่ยงและความท้าทายหลายประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนก้าวสู่ระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสี่ปีแรกของแผนฯ 14  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะสูงถึงประมาณ 140 ล้านล้านหยวนภายในปี 2568 และมีสัดส่วนช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมากถึง 30% ความเป็นอยู่ของประชาชนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้สุทธิต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนได้สร้างระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และระบบประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลดอัตราการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานได้เร็วที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกำลังประเทศโดยรวมของจีนได้ก้าวสู่ระดับสูงขึ้นอีกระดับ การพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

หลังจากเสร็จสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 การพัฒนาของจีนก็ได้มาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ และการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนก็กำลังจะเริ่มต้น เครื่องยนต์เต็มสูบพร้อมเดินทางครั้งใหม่ รับไม้ต่อ โดยยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีน การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์และการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารประเทศ และเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน ประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนใหม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้ง 14 ฉบับ

โดยมีแก่นเรื่องหลักคือการสร้างประเทศจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จะแล้วเสร็จในปีนี้ การประชุมครั้งนี้ได้เสนอเป้าหมายการพัฒนาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้แก่ ความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพสูง การพัฒนาที่สำคัญในระดับการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่สำคัญในระดับอารยธรรมสังคม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการสร้างประเทศจีนที่งดงาม และความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานนี้ จีนจะมุ่งมั่นต่อไปอีก 5 ปี เพื่อให้บรรลุถึงการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม และบทบาทในเวทีโลกยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในปี พ.ศ. 2578 โดยให้ GDP ต่อหัวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาปานกลาง และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการบรรลุถึงการพัฒนาประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม จีนจะยังคงเขียนบทใหม่ให้กับปาฏิหาริย์ 2 ประการ ซึ่งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว มีคุณูปการในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

การผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูงและการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพสูงเป็นภารกิจหลักของจีนในการสร้างประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการสร้างเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก และยึดแนวคิดการพัฒนาใหม่เป็นทิศทางการพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข็งแรง รวมถึงความก้าวหน้าทางสังคมอย่างรอบด้าน สิ่งสำคัญที่สุดของการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูงคือการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ๆพลังแห่งความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่การประยุกต์ใช้ จีนจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรอบด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างแข็งขัน และวางแผนเชิงรุกสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และพัฒนาเส้นทางใหม่กล่าวคือใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่ไปพัฒนานวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและใช้นวัตกรรมทางอุตสาหกรรมไปกระตุ้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนกำลังยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวบรวมพลังแห่งนวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม นำมาซึ่งพลังและโมเมนตัมที่มากขึ้นให้กับการพัฒนาของตนเองและเศรษฐกิจโลก  “จีนแห่งนวัตกรรม” ที่ก้าวหน้า มั่นใจ และเปิดกว้างมากขึ้น จะสร้างสะพานเชื่อมโยงการพัฒนาและความก้าวหน้าให้กับภูมิภาคและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างมั่นคง การสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของชาติ เป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างความสามัคคีประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์และนำพาประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศในการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเป็นข้อกำหนดสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของจีนในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 จีนได้ดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อสร้างหลักประกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เอาชนะการต่อสู้กับความยากจนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และสร้างสังคมที่มั่งคั่งปานกลางในทุกด้าน สร้างรากฐานที่มั่นคงที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน จีนจะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างมั่งคั่งร่วมกัน โดยดำเนินการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเต็มที่ จัดการการศึกษาที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน เร่งสร้างประเทศจีนที่มีสุขภาวะที่ดี และให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน จัดทำนโยบายและมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันเพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาที่ประชาชนชื่นใจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15

ยึดมั่นในการเปิดกว้างและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน การเปิดกว้างในระดับสูงเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังสำหรับการพัฒนาของจีนเองและเพื่อประโยชน์ของโลกอีกด้วย จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การค้าสินค้าและบริการของจีนอยู่ในอันดับที่หนึ่งและสองของโลก โดยมีการลงทุนในต่างประเทศเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี สร้างงานในท้องถิ่นจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัยของทั้งสองฝ่ายอย่างแข็งขัน นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปิดกว้างที่เป็นอิสระและเปิดกว้างฝ่ายเดียวของจีนกำลังขยายตัวอย่างเป็นระเบียบ เขตการค้าเสรี 22 แห่งของจีนมีมาตรฐานสูงที่สามารถสอดรับกับกฎระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประตูสู่โลกภายนอกของจีนจะไม่มีวันปิดลง มีแต่จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น จีนมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นสนามทดสอบความร่วมมือระดับโลกและผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นเวทีแบ่งปันผลกำไร และเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม จีนเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อสร้างโอกาส ส่งเสริมการพัฒนาที่เปิดกว้าง และบรรลุผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่าย

ปลายเดือนตุลาคม จีนและอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อยกระดับเขตการค้าเสรีเป็นเวอร์ชัน 3.0 พิธีสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในแนวปฏิบัติการค้าเสรีของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบการทำงานที่เป็นระบบและข้อตกลงเชิงสถาบันสำหรับมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า “บนชายแดน” และความร่วมมือในด้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ “หลังชายแดน”  เช่น ความร่วมมือด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นสูงสุดจากแนวปฏิบัติการค้าเสรีของจีนและอาเซียน

จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี ญาติมิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี มิตรภาพระหว่างสองประเทศสืบทอดกันมานับพันปี และแนวคิด “จีน ไทย พี่น้องกัน” มีมาช้านานและทวีคุณค่ามากขึ้น การเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในปี พ.ศ. 2565 ได้นำพาความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทย รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น และแรงขับเคลื่อนความร่วมมือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่อง 12 ปี โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2567 สูงถึง 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับห้าปีก่อนหน้า จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จากสถิติของไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนคิดเป็น 97% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย จีนยังเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนในต่างประเทศมากที่สุด บริษัทไทยที่มีชื่อเสียงหลายรายเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) อย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณธุรกรรมที่คาดการณ์ไว้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ความร่วมมือด้านรถไฟจีน-ไทยได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและส่งเสริมการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังเฟื่องฟู

สำหรับอีกห้าปีข้างหน้า จีนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ขยายการเปิดกว้างในระดับสูงอย่างมั่นคง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ แผนงานและการดำเนินงานเหล่านี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย ซึ่งเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การค้า พลังงานใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่จะมีโอกาสความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค.

พายุโซนร้อน “ฟงวอง” ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

พายุโซนร้อน "ฟงวอง" ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

6 พ.ย. 2568 11:23 น.

พายุโซนร้อน “ฟงวอง” ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พายุดีเปรสชันเขตร้อนที่ก่อตัวอยู่ด้านนอกพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ (PAR) ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้รับชื่อสากลว่า “ฟงวอง” (Fung-wong) ซึ่งมีความหมายว่า “ฟีนิกซ์” (ชื่อยอดเขา) โดยเป็นชื่อของฮ่องกง คาดจะทวีกำลังและพัดเข้าสู่เกาะลูซอนในเร็วๆ นี้

ข้อมูล ณ เวลา 04.00 น. ของวันพฤหัสบดี พบพายุโซนร้อนฟงวองอยู่ห่างจากทางตะวันออกของเกาะมินดาเนาตะวันออกเฉียงเหนือ 1,715 กิโลเมตร และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 65 กม./ชม. และมีลมกระโชกแรงสูงสุด 80 กม./ชม.

สำนักงานบรรยากาศ ภูมิฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ของฟิลิปปินส์ (PAGASA) คาดการณ์ว่า ฟงวองจะทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยจะกลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นจะกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน และอาจจะทวีความรุนแรงถึงขั้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นได้ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน

พายุลูกนี้คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เขต PAR ในช่วงค่ำวันศุกร์หรือเช้ามืดวันเสาร์ ในสถานะพายุไต้ฝุ่น และจะได้รับชื่อเรียกเฉพาะในฟิลิปปินส์ว่า “อูวัน” (Uwan)

PAGASA ยังคงระบุว่า แม้จะยังมีความไม่แน่นอนสูงในการคาดการณ์เส้นทาง แต่ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่พายุจะพัดขึ้นฝั่งบริเวณลูซอนเหนือหรือลูซอนกลาง ในวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน

หน่วยงานด้านสภาพอากาศเตือนว่า สภาพอากาศอาจเริ่มแย่ลงในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน และในวันจันทร์ที่ 10 ถึงวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน “สภาพอากาศที่มีพายุรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ลูซอนเหนือและบางส่วนของลูซอนกลาง

PAGASA อาจประกาศสัญญาณเตือนลมพายุโซนร้อนในพื้นที่ทางตะวันออกของเกาะลูซอนและบางส่วนของเกาะซามาร์ ตั้งแต่ช่วงค่ำวันศุกร์หรือเช้าวันเสาร์ เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้เตรียมรับมือกับลมพายุที่รุนแรง หากพายุฟงวอง กลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ระดับสัญญาณเตือนสูงสุดคือ สัญญาณที่ 5

PAGASA อาจออกคำเตือนคลื่นพายุซัดฝั่ง ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมชายฝั่งในลูซอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของลูซอนกลาง

สภาพทะเลปานกลางถึงปั่นป่วนอาจเริ่มขึ้นในทะเลทางเหนือและตะวันออกของลูซอน และทางตะวันออกของหมู่เกาะวิซายาส์และเกาะมินดาเนาในวันศุกร์หรือวันเสาร์ ส่วนทางตะวันตกและใต้ของเกาะลูซอนอาจมีคลื่นปานกลางถึงปั่นป่วนในช่วงกลางวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

ตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป สภาพทะเลจะเป็นอันตรายต่อเรือทุกชนิดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลูซอนและชายฝั่งตะวันออกของหมู่เกาะวิซายาส์ โดยคลื่นอาจสูงถึงระดับที่ “อันตรายมาก” หรือ “ผิดปกติ”

PAGASA แนะนำให้สาธารณชนเฝ้าติดตามการอัปเดตเกี่ยวกับพายุลูกนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคาดการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา.

ที่มา  Rappler