ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

20 ต.ค. 2568 14:58 น.

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ร่ายมนต์เสน่ห์เทศกาลแห่งแสงสว่าง “Light Unites Us” ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพ 2 ประเทศแน่นแฟ้น

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจาก Ms. Paoloami Tripathi อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเปิดงานฯ โดยปีนี้ ททท. ยกคอนเซปต์ “Light Unites Us” เนรมิตถนนพาหุรัดและคลองโอ่งอ่างให้เต็มไปด้วยแสง สี ศิลปะ และดนตรี ยกระดับเวทีวัฒนธรรมสะท้อนมิตรภาพไทย–อินเดีย ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานนอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด และสร้างโอกาสในการผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ Global Destination ระดับโลก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นเทศกาลที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความเชื่อ และพลังแห่งมิตรภาพ ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนานาชาติผ่านแสงแห่งความหวัง วัฒนธรรม และไมตรีจิต ทั้งยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน และเผยแพร่วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยให้เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย–อินเดีย เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ก่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและขยายระยะเวลาการท่องเที่ยวยามค่ำคืน นำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร ตลอดจนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เทศกาลดีวาลี หรือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง นับเป็นหนึ่งในงานเฉลิมฉลองสำคัญของชาวอินเดียทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะแห่งการขจัดความมืดสู่ความสว่าง” ในปีนี้ ททท. ยกระดับเทศกาลขึ้นเป็น “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ในวันที่ 16–31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง และติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทั้งยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจำนวนและรายได้ การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ ททท. ได้เติมเต็มบรรยากาศพิธีเปิดงานในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ด้วยการแสดงวัฒนธรรมไทย–อินเดีย ชุดปูจา มหาเดฟ อันจารี ศรีคชา สรัสตีวันทนา มหาลักษมีและการกำเนิดพระพิฆเนศ รวมไปถึงขบวนแห่ Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 และการแสดงดนตรีของศิลปิน Jaipuri Brothers จากอินเดีย สร้างความตระการตาและสีสันให้กับงานเทศกาลแห่งแสงสว่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปีนี้พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นย่านวัฒนธรรมและชุมชนดั้งเดิมของชาวอินเดียที่มีการสืบทอดประเพณีและวิถีชีวิตมากกว่า 200 ปี โดยจะเนรมิตถนนพาหุรัดให้สว่างไสวด้วยการประดับไฟวิจิตรและเทคโนโลยีสื่อผสม ตั้งแต่วันที่ 16–31 ตุลาคม เวลา 16.00–22.00 น. ช่วงเวลาเดียวกันในวันที่ 18–20 ตุลาคม 2568 จะมีการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–อินเดียวันละ 4 รอบ อาทิ ระบำโคมอัจจะกัป ระบำโคมบัว นาฏยศิลป์ร่วมสมัย การแสดงผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์คลาสสิก (Bharatanatyam) และนาฏศิลป์พื้นบ้านของอินเดีย (Bihu – อัสสัม) รวมถึงการแสดงสมัยใหม่ เช่น India Contemporary dance และ Bollywood dance ตามด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ จ๊ะ นงผณี, Musketeers, ปราง ปรางทิพย์, Mirrr, มีนตรา อินทิรา และ ZANI ซึ่งจะมอบเสียงเพลงและพลังแห่งความสุขให้ตลอดค่ำคืน

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย ที่ ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00-22.00 น. และในวันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและผู้ร่วมงานผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025”     ส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทยตั้งแต่ 16-20 ตุลาคม 2568 รับเทียนที่ระลึกและสิทธิพิเศษส่วนลดในการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ สยามพิวรรธน์, Central Group, King Power, Big C, One Bangkok, Erb, ซื่อสัตย์ iSnack, Jula’s herb และอีกมากมาย 

เทศกาลดีวาลีในย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองของชาวอินเดียและไทย    แต่ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความหวัง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าที่เคย.

ที่มา : ททท.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เทศกาลดีวาลี

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

20 ต.ค. 2568 14:29 น.

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ยืนยันทางการได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานชาวไทย ที่ถูกฮามาสสังหารและลักพาตัวไป กลับคืนสู่ดินแดนอิสราเอลแล้ว เตรียมส่งร่างกลับสู่ประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยแถลงข่าวยืนยัน ได้รับร่างของนายสนธยา อัครศรี แรงงานชาวไทย ที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหารระหว่างการโจมตีอย่างโหดเหี้ยมทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กลับมายังอิสราเอลแล้ว เนื่องมาจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 

โดยนายสนธยา อัครศรี อายุ 30 ปี ทำงานในสวนผลไม้ของคิบบุตซ์เบเอรีมานานหลายปี เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในประเทศไทย ก่อนจะถูกกลุ่มฮามาสบุกเข้ามาบริเวณพื้นที่ชายแดนอิสราเอลสังหาร หลังจากนั้นร่างของเขาถูกนำไปยังฉนวนกาซา และถูกกลุ่มฮามาสเก็บไว้เป็นเวลากว่าสองปี โดยเขาเป็นหนึ่งในตัวประกันไทยสองคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้กลับบ้าน

ทั้งนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยแถลงว่า “แรงงานไทยมีบทบาทสำคัญมากในภาคการเกษตรของอิสราเอล เราซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งในความทุมเทของพวกเขา ชาวอิสราเอลทั้งประเทศเสียใจอย่างสุดซึ้งและร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับครอบครัวของคุณสนธยา ผู้ที่เราจะจดจำไว้ตลอดไป ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงมุ่งมั่นที่จะนำร่างของคุณสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ตัวประกันชาวไทยรายสุดท้ายกลับคืนสู่มาตุภูมิ”.

ที่มา : สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แรงงานไทย

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

20 ต.ค. 2568 14:10 น.

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ จนถึงสิ้นเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบปี ท่ามกลางปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจีนสั่งควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของผู้นำจีนในสัปดาห์นี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยเมื่อวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า เศรษฐกิจจีนเติบโต 4.8% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบหนึ่งปี และลดลงจาก 5.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีปัจจัยหลักมาจากการปะทุของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ทำให้การสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางระหว่างสองประเทศสั่นคลอน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้การควบคุมแร่หายากของจีนทันที โดยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะพบหารือกับเจ้าหน้าที่จีนในสัปดาห์นี้ที่มาเลเซีย เพื่อพยายามบรรเทาความตึงเครียด และเตรียมจัดการประชุมระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

อีกปัจจัยสำคัญคือ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ของจีนยังคงดำเนินต่อไป โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงถึง 13.9% ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนกันยายน ภาคส่วนนี้ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับการตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า เศรษฐกิจยังแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ โดยการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 8.4% ในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชย “การใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา” ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

รัฐบาลจีนได้พยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศด้วยมาตรการต่างๆ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อ กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้.

ที่มา BBC

แฉกลุ่มธุรกิจ “ปรินซ์ กรุ๊ป” ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

แฉกลุ่มธุรกิจ "ปรินซ์ กรุ๊ป" ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

20 ต.ค. 2568 12:32 น.

แฉกลุ่มธุรกิจ “ปรินซ์ กรุ๊ป” ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

สส. เกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูล พบกลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ของกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาและถูกนานาชาติคว่ำบาตรฐานพัวพันอาชญากรรมร้ายแรง ได้ทำการซุกซ่อนเงินกว่า 91,000 ล้านวอน (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) ไว้ในบัญชีของธนาคารเกาหลีใต้ที่เปิดสาขาในกัมพูชา ผ่านการทำธุรกรรมหลายสิบครั้ง ท่ามกลางปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

นายคัง มิน-กุก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างถึงข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินว่า กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ของกัมพูชา ซึ่งถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเครือข่ายหลอกลวงระดับโลก  ได้ทำธุรกรรมทางการเงินรวม 52 ครั้ง ที่สาขาของธนาคารเกาหลีใต้ 5 แห่งในกัมพูชา ด้วยยอดรวมกว่า 197,000 ล้านวอน (ประมาณ 4,550 ล้านบาท) โดยเงินกว่า 91,000 ล้านวอน ยังคงถูกฝากไว้ที่สาขาของธนาคารเกาหลีใต้ในกัมพูชา

โดยเป็นเงินที่ฝากไว้กับ KB Bank จำนวน 56,000 ล้านวอน, Jeonbuk Bank จำนวน 27,000 ล้านวอน และ Woori Bank จำนวน 7,000 ล้านวอน

ปรินซ์ กรุ๊ปเป็นที่จับตาอย่างมาก หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง เช่น การลักพาตัว การทรมาน และการฆาตกรรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัทนี้แล้ว ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้อง นายเฉิน จื้อ ประธานกลุ่มบริษัท ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเกาหลีใต้ก็กำลังดำเนินการเพื่อพิจารณาการคว่ำบาตรกลุ่มบริษัทนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

การเปิดเผยข้อมูลนี้มีขึ้นหลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อชาวเกาหลีใต้ 64 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และกำลังเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาในฐานะผู้ต้องสงสัย

การส่งตัวกลับครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ที่ถูกหลอกล่อโดยเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้ โดยทีมจากรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ถูกส่งไปยังกัมพูชาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงกลุ่มปรินซ์ กรุ๊ป ด้วย.

ที่มา Yonhap

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ "เคเคพาร์ก" ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม "สตาร์ลิงก์" กว่า 30 ชุด

20 ต.ค. 2568 12:04 น.

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด

กองทัพพม่าบุกตรวจยึดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ชื่อดัง “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด พร้อมพบแรงงานกว่า 2,000 คน หลังรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี เปิดโปงการขยายตัวของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติที่หวนกลับมาดำเนินการอีกครั้งในพื้นที่ชายแดน

กองทัพพม่าแถลงวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า ได้ทำการบุกจู่โจมศูนย์กลางการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือสแกมเมอร์ และสามารถยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมสตาร์ลิงก์ได้ หลังจากการสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพีเปิดเผยว่ามีการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดมืด

ศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่บังคับใช้แรงงานในการต้มตุ๋นชาวต่างชาติด้วยแผนธุรกิจหรือกลโกงโรแมนซ์ สแกม ได้เฟื่องฟูอย่างมากในพื้นที่ชายแดนของพม่า นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นความร่วมมือข้ามชาติของทางการไทย จีน และพม่า ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการปล่อยตัวคนงานประมาณ 7,000 คน ซึ่งหลายคนอ้างว่าถูกค้ามนุษย์มาบังคับทำงาน

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของเอเอฟพีเผยให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วในพื้นที่ของศูนย์สแกมเมอร์ และมีการติดตั้งอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ ซึ่งเป็นบริการของ อีลอน มัสก์ บนหลังคาอาคารเหล่านั้น

“The Global New Light of Myanmar” สื่อของรัฐบาลพม่า รายงานว่ากองทัพได้ดำเนินการปฏิบัติการใน “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย-พม่า และ “ยึดชุดรับสัญญาณและอุปกรณ์เสริมของสตาร์ลิงก์ได้ 30 ชุด” รายงานระบุว่า กองทัพเข้าควบคุมอาคารประมาณ 200 หลัง และพบคนงานเกือบ 2,200 คน อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รายงานว่า ปฏิบัติการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้หลอกเอาเงินจากผู้คนไปได้ถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023

ทั้งนี้ บริการดาวเทียมสตาร์ลิงก์ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้งานในพม่า แต่จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเครือข่ายเอเชียแปซิฟิก (APNIC) พบว่าสตาร์ลิงก์กลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มียอดการใช้งานสูงสุดในพม่าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม จนถึง 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างอาคารสำนักงานและหอพักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่ประมาณ 27 แห่ง ของศูนย์สแกมเมอร์ที่เรียงรายอยู่ตามแม่น้ำเมยตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า

แม้ว่าพม่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเกิดความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองในปี 2021 แต่ขบวนการดังกล่าวก็ยังคงเฟื่องฟูในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเช่นกัน โดยเมื่อวันจันทร์ ตำรวจเกาหลีใต้ก็ประกาศว่าได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 45 ราย ที่ถูกส่งตัวจากกัมพูชา ฐานเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางไซเบอร์.


ที่มา AFP

เปิดรายการ “อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

เปิดรายการ "อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

20 ต.ค. 2568 12:01 น.

เปิดรายการ “อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

ฝรั่งเศสเผยรายการอัญมณีล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ จำนวน 8 ชิ้นที่ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ทั้งหมดมาจากศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นของราชวงศ์ฝรั่งเศส หรือผู้ปกครองจักรวรรดิ 

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ยืนยันว่าคนร้ายสามารถขโมยเครื่องประดับโบราณจำนวน 8 ชิ้น ออกจากตู้จัดแสดงนิรภัย 2 ตู้ภายในห้องจัดแสดงอะพอลโล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์  ซึ่งเป็นของล้ำค่าที่เคยเป็นสมบัติของราชสำนักฝรั่งเศส

ของที่ถูกขโมยประกอบด้วย

1.มงกุฎจากชุดเครื่องประดับของ สมเด็จพระราชินีมารี-อามาลี และ สมเด็จพระราชินีออร์แตนซ์

2.สร้อยคอจากชุดเครื่องประดับไพลินของราชินีทั้งสอง

3.ต่างหูไพลิน 1 ข้างจากชุดเดียวกัน

4.สร้อยคอมรกตจากชุดเครื่องประดับของ จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ พระมเหสีของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1

5.ต่างหูมรกต 1 คู่ จากชุดเดียวกันของจักรพรรดินีมารี-หลุยส์

6.เข็มกลัดโบราณที่รู้จักกันในชื่อ “เข็มกลัดพระบรมสารีริกธาตุ (Reliquary brooch)”

7.มงกุฎของ จักรพรรดินีอูชีนี พระมเหสีของนโปเลียนที่ 3

8.เข็มกลัดขนาดใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของจักรพรรดินีอูชีนี

นายแอนโธนี อามอเร ผู้เชี่ยวชาญด้านการโจรกรรมศิลปะ และผู้ร่วมเขียนหนังสือ Stealing Rembrandts: The Untold Stories of Notorious Art Heists ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราห์ ว่าของที่ถูกขโมยนั้น “ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ใช่แค่ในแง่ของตัวเงิน แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ”

เขากล่าวเสริมว่า มันไม่เหมือนกับการขโมยภาพวาดชิ้นเอกที่สื่อจะเผยแพร่ภาพทันที ของพวกนี้อาจถูกแยกชิ้นส่วน แล้วขายเป็นอัญมณีทีละเม็ด ซึ่งแทบไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาจากไหน. 

ที่มา อัลจาซีราห์

เครดิตภาพ Louvre Museum

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

20 ต.ค. 2568 11:25 น.

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในงานฉลองครบรอบ 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่มีรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เข้าร่วม เมื่อสะเก็ดจากกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงแสดง พุ่งตกใส่รถยนต์อย่างน้อย 2 คัน บนทางหลวง ของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรถในขบวนอารักขาของรองประธานาธิบดีเอง แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับยิ่งโหมโรงให้ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวและผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียร้อนระอุขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) ชิ้นส่วนกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกจุดในการแสดงระหว่างพิธีฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 250 ปีของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้พุ่งตกใส่รถยนต์อย่างน้อย 2 คัน บนทางหลวงระหว่างรัฐ สาย 5 ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า เกิดเหตุการณ์ที่กระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่ง “ระเบิดกลางอากาศก่อนกำหนด” และพุ่งตกใส่รถยนต์สองคันที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนอารักขาของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ซึ่งเข้าร่วมในงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ และทางตำรวจได้แจ้งให้หน่วยนาวิกโยธินทราบ ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกการยิงกระสุนจริงเพิ่มเติมในทันที

นายโทนี โคโรนาโด หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ชายแดนของตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล” พร้อมเสริมว่าการฝึกซ้อมลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเหนือทางด่วนที่มีการสัญจร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกี่ยวกับการตัดสินใจ ปิดทางหลวงระหว่างรัฐ สาย 5 บางส่วน เพื่อจัดงานฉลอง

นายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวถึงการตัดสินใจปิดทางหลวงก่อนเกิดเหตุว่า เป็นการกระทำเนื่องจาก “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตที่รุนแรง และการรบกวนสมาธิผู้ขับขี่ รวมถึงการระเบิดที่ดังและไม่คาดคิด” ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานรองประธานาธิบดี ได้ออกมาโต้แย้งก่อนจะทราบเรื่องสะเก็ดกระสุนตก โดยกล่าวหาผู้ว่าการรัฐว่า พยายามสร้างความหวาดกลัว

นายวิลเลียม มาร์ติน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของรองประธานาธิบดีแวนซ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่จะมีรายงานเหตุการณ์สะเก็ดกระสุนว่า “ถ้านิวซัมต้องการต่อต้านการฝึกซ้อมที่รับประกันว่ากองทัพของเราจะเป็นกองกำลังที่อันตรายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก เขาก็ทำได้เลย”

หลังเกิดเหตุ ผู้ว่าการนิวซัม ตอบโต้ว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ และ เจ.ดี. แวนซ์ เอาชีวิตผู้คนไปเสี่ยงเพื่อจัดฉากแสดง”

กองกำลังรบนอกประเทศนาวิกโยธินที่ 1 ที่แคมป์เพนเดิลตัน ออกแถลงการณ์ว่า รับทราบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ กระสุนขนาด 55 มิลลิเมตร ที่ถูกยิงระหว่างงาน และอยู่ระหว่างการสอบสวน

ในรายงานของตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่ระบุว่า เห็นกระสุนปืนใหญ่ในเขตทางหลวงและเกิดระเบิด ใกล้กับช่องทางวิ่งมุ่งหน้าไปทางใต้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งระบุว่า ได้ยินเสียงคล้ายก้อนกรวดตกลงมากระทบรถจักรยานยนต์ของเขา และพบชิ้นส่วนสะเก็ดหลายชิ้น ซึ่งรวมถึงชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฝากระโปรงหน้ารถตรวจการณ์บุบ

การแสดงครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษในสหรัฐอเมริกา โดยมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จริง เช่น เครื่องบินรบ เรือรบ เฮลิคอปเตอร์ และการยิงกระสุนจริงจากปืนใหญ่ลากจูง.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

20 ต.ค. 2568 10:48 น.

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

ตำรวจเกาหลีใต้เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 59 ราย จากทั้งหมด 64 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับหลากหลายกลโกงออนไลน์ ทั้งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้รัก และ “ขบวนการเชือดหมู”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยจำนวน 59 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ

ผู้ต้องสงสัย 64 ราย ถูกส่งตัวกลับถึงเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) โดยมี 1 ราย ถูกจับกุมทันทีด้วยหมายจับที่ออกไว้ก่อนแล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ 63 ราย มี 4 ราย ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา และ 1 ราย ถูกปล่อยตัวหลังจากอัยการปฏิเสธคำขอหมายจับของตำรวจ ทำให้เหลือผู้ที่ถูกขอหมายจับในล็อตนี้ 59 ราย

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ทันทีที่เครื่องบินลงจอดและถูกนำตัวออกจากเครื่องบินโดยสวมกุญแจมือ โดย 45 ราย ถูกส่งไปยังจังหวัดชุงนัมทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 19 ราย ถูกส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ

นายปาร์ค ซอง-จู ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับมามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหลากหลายประเภท ทั้ง คอลเซ็นเตอร์, โรมานซ์ สแกม (หรือ หลอกให้รัก) และการฉ้อโกงแบบ “No-show”

นายวี ซอง-รัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นมีทั้ง “ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจและผู้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ”

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีพลเมืองเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำงานในแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา จำนวนรวม 200,000 คน  ซึ่งบางรายถูกบังคับภายใต้การขู่เข็ญให้ดำเนินกลโกงที่เรียกว่า “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อก่อนที่จะขโมยเงินไป

การส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนในประเทศต่อกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นฝีมือของขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว.

ที่มา Yonhap

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้ ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้  ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

20 ต.ค. 2568 10:41 น.

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้ ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

เกาหลีใต้เผยพบทหารเกาหลีเหนือข้ามเส้นแบ่งเขตแดนทางบกที่มีการป้องกันแน่นหนาระหว่างสองเกาหลีเข้ามายังฝั่งใต้โดยสมัครใจคาดแปรพักตร์จากระบอบเผด็จการ ล่าสุดถูกคุมตัวมาสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ระบุว่า กองทัพได้ควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือ 1 นายที่ข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร บริเวณแนวหน้ากลางของคาบสมุทรเกาหลีในวันอาทิตย์ พร้อมเผยว่ากำลังพลของฝ่ายใต้ได้ตรวจพบและติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนดังกล่าว ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรับตัวไว้ในความดูแลอย่างปลอดภัย ขณะที่สำนักข่าว Yonhap รายงานก่อนหน้านี้ว่าทหารรายดังกล่าวได้ข้ามพรมแดนสำเร็จและตั้งใจแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้

เส้นแบ่งเขตทหาร (MDL) ตั้งอยู่กลางเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดหนาแน่นและมีกองกำลังทั้งสองฝ่ายคอยสอดส่องอย่างเข้มงวด การหลบหนีโดยตรงผ่านเส้นทางนี้จึงเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับเส้นทางผ่านจีน

ฮง มิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเอกภาพแห่งชาติเกาหลี (KINU) กล่าวกับ AFP ว่าความคุ้นเคยของทหารรายนี้กับภูมิประเทศอาจช่วยให้เขาสามารถหลบเลี่ยงพื้นที่ที่เต็มไปด้วยกับระเบิดได้ และเสริมว่า เหตุการณ์นี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับทางการเปียงยาง เพราะทหารคนดังกล่าวอาจเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพเกาหลีเหนือบริเวณชายแดน

ตามข้อมูลของกระทรวงเอกภาพเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีชาวเกาหลีเหนือกว่า 34,000 คน ที่หลบหนีออกจากประเทศเข้าสู่เกาหลีใต้ โดยส่วนใหญ่จะเดินทางผ่านจีนก่อนเข้าสู่ประเทศที่สาม เช่น ไทย ก่อนเดินทางต่อมายังโซล

ในปี 2024 มีผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ 236 คน เดินทางถึงเกาหลีใต้ โดยในจำนวนนี้ 88% เป็นผู้หญิง ทั้งนี้ผู้ที่หลบหนีจากเกาหลีเหนือมักถูกเปียงยางตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ หรือเศษสวะมนุษย์

หลังจากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ ผู้แปรพักตร์จะถูกส่งต่อให้กับหน่วยข่าวกรองของโซลเพื่อทำการตรวจสอบประวัติและซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและข้อมูลจากฝั่งเหนือ

ทั้งสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะสงครามทางเทคนิค เพราะสงครามเกาหลีปี 1950–1953 สิ้นสุดลงด้วยเพียงข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ประกาศแนวทางที่อ่อนโยนกว่าต่อเปียงยาง เมื่อเทียบกับอดีตผู้นำสายแข็ง ยุน ซอกยอล โดยในเวทีสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยนายอีให้คำมั่นว่าจะยุติวงจรแห่งความตึงเครียด และจะไม่ดำเนินนโยบายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  เกาหลีเหนือ

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

20 ต.ค. 2568 09:01 น.

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิป นาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส อย่างใจเย็น ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย ก่อนกวาดอัญมณีล้ำค่าไป 8 ชิ้น ใช้เวลาปล้นทั้งหมดไม่ถึง 7 นาที

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ขณะที่ถูกต้อนอพยพออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส โดยในขณะที่กำลังวิ่งผ่านห้องแสดง “อะพอลโล” พบว่ามีชายสวมเสื้อกั๊กสีเหลือง ปลอมตัวเป็นคนงานของพิพิธภัณฑ์กำลังพยายามตัดกระจกตู้โชว์ ลักษณะท่าทางไม่ได้รีบร้อน และในตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำห้องจัดแสดง และไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแต่อย่างใด

ตำรวจเปิดเผยว่า เหตุปล้นอุกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9.30-9.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 19 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเป็นช่วงเช้าที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดทำการ ว่า โจร 4 คน ใช้รถลิฟต์สำหรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ผ่านทางระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน เพื่อเข้าถึงห้องจัดแสดง “อะพอลโล”  โดยโจร 2 คนตัดกระจกด้วยเครื่องตัดชนิดใช้แบตเตอรี่ และเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นพวกเขาข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งทำให้มีการอพยพผู้คนออกจากอาคาร และขโมยสิ่งของจากตู้จัดแสดงกระจก 2 ตู้

กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ว่า สัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการ ด้วยการติดต่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยและปกป้องผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าโจรที่สวมหน้ากากเข้ามาก่อเหตุอย่างใจเย็น และทุบตู้จัดแสดง ที่บรรจุเครื่องเพชรพลอยเอาไว้ โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปล้นที่ไม่มีความรุนแรง เป็นมืออาชีพมาก ก่อนจะอธิบายว่า โจรกลุ่มนี้ดู มีประสบการณ์  โดยมีแผนการที่เตรียมมาอย่างดีเพื่อหลบหนีด้วยสกูตเตอร์ 2 คัน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน และกำลังศึกษาภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี.

เครดิตภาพ : France Policia