จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

17 ต.ค. 2568 06:42 น.

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกฟ้องร้องคดีอาญาตามกฎหมายรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ และอาจต้องนอนคุกหลายปีหากผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอห์น โบลตัน วัย 76 ปี อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์อย่างเปิดเผย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งมีโทษจำคุกหลายสิบปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นเอกสารคำฟ้องคณะลูกขุนใหญ่ในรัฐแมริแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. 2568 และคณะลูกขุนได้เห็นพ้องว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินให้ฟ้องร้องนายโบลตันได้

การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ FBI ได้เข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของนายโบลตันเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ

การฟ้องร้องนี้ยังทำให้นายโบลตัน กลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ รายที่ 3 ที่ถูกตั้งข้อหาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI และ เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวยอร์ก

ตามเอกสารคำฟ้องความยาว 26 หน้าที่ยื่นต่อศาลในกรีนเบลท์ รัฐแมริแลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี นายโบลตันถูกตั้งข้อหาถึง 8 กระทง ฐานเผยแพร่ข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) และ 10 กระทง ฐานครอบครองข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) อย่างผิดกฎหมาย

อัยการกล่าวหาว่า เขาได้เผยแพร่ข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย โดยใช้อีเมลส่วนตัวและแอปพลิเคชันส่งข้อความอื่น ๆ ซึ่ง “เอกสารเหล่านี้ได้เปิดเผยข่าวกรองเกี่ยวกับการโจมตีในอนาคต, ศัตรูต่างชาติ, และความสัมพันธ์นโยบายต่างประเทศ”

เอกสารคำฟ้องระบุเพิ่มเติมว่า “เอกสารเหล่านี้รวมถึงข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้นำของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนข้อมูลที่เปิดเผยถึงแหล่งที่มาและวิธีการเก็บข้อมูลที่ใช้ในการได้รับถ้อยแถลงเกี่ยวกับศัตรูต่างชาติ”

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายโบลตันอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดข้อหาละ 10 ปี และคาดว่าเขาจะเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ในวันศุกร์นี้

ปัจจุบันนายโบลตันยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวการฟ้องร้อง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ด้านนายแอบบี โลเวลล์ ทนายความของเขา กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีต้นตอมาจากบันทึกประจำวัน ที่นายโบลตันได้จดบันทึกไว้ตลอดอาชีพการทำงานในราชการเป็นเวลา 45 ปี “เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายท่านในประวัติศาสตร์ ท่านทูตโบลตันเก็บสมุดบันทึกประจำวันไว้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา”

เขายังอธิบายบันทึกเหล่านั้นว่าเป็น “ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นข้อมูลลับ, แบ่งปันกับเฉพาะครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น และเป็นที่รับรู้ของ FBI มาตั้งแต่ปี 2564”

ทั้งนี้ นายโบลตันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในคณะบริหารชุดแรกของทรัมป์เมื่อปี 2562 โดยหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ออกในปี 2563 ชื่อ “The Room Where It Happened” (ห้องที่เหตุการณ์เกิดขึ้น) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงเวลาที่เขาทำงานภายใต้การนำของทรัมป์ และนำเสนอภาพของประธานาธิบดีที่ขาดความรู้เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ และการตัดสินใจของเขามีแรงผลักดันหลักมาจากความปรารถนาที่จะได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง

ทำเนียบขาวได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อระงับการตีพิมพ์หนังสือดังกล่าว โดยอ้างว่าหนังสือนี้มีข้อมูลลับและยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง แต่ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธคำร้อง และหนังสือเล่มนี้ก็ถูกเผยแพร่ในอีกไม่กี่วันต่อมา

หลังจากนั้น กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็เปิดการสอบสวนว่า นายโบลตันได้จัดการข้อมูลลับอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างในหนังสือหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

17 ต.ค. 2568 04:34 น.

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

ผลการศึกษาใหม่พบว่า ป่าฝนเขตร้อนในออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่คายก๊าซคาร์บอนออกมามากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ต.ค. 2568 ว่า ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร “Nature” ระบุว่า ป่าฝนเขตร้อนในประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในปริมาณมากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยปกติแล้ว ป่าฝนถือเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (carbon sinks) เนื่องจากพวกมันดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา โดยต้นไม้ใหม่จะช่วยชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากต้นไม้ที่ตายแล้ว

แต่การศึกษาล่าสุดซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากป่าในรัฐควีนส์แลนด์ พบว่า อุณหภูมิที่สูงมากทำให้ จำนวนต้นไม้ที่ตายมีมากกว่าจำนวนต้นไม้ที่กำลังเติบโต

หัวหน้าคณะวิจัยของการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เนื่องจากความพยายามดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ระบบนิเวศ เช่น ป่าฝน สามารถดูดซับคาร์บอนได้

ดร. ฮันนาห์ คาร์ล จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ซิดนีย์ กล่าวว่า “แบบจำลองในปัจจุบันอาจประเมินความสามารถของป่าเขตร้อน เรื่องการช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงเกินไป”

รายงานพบว่า ด้วยจำนวนต้นไม้ใหม่ที่น้อยลง ลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เรียกว่า ชีวมวลเนื้อไม้ (woody biomass) ได้กลายมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน

ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ป่าไม้ช่วยยับยั้งผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่งานของเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย”

ดร. คาร์ล เสริมว่า การที่จำนวนต้นไม้ตายเพิ่มขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง, ความแห้งแล้งในชั้นบรรยากาศ และภัยแล้ง

ข้อมูลจากป่า 20 แห่งในรัฐควีนส์แลนด์ ที่เก็บมาตลอดระยะเวลา 49 ปีชี้ว่า จำนวนของพายุไซโคลนที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น กำลังทำให้มีต้นไม้ตายมากขึ้น และทำให้ต้นไม้ใหม่เติบโตได้ยากขึ้น

ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ในการศึกษานี้ เรามีหลักฐานว่าป่าเขตร้อนชื้นของออสเตรเลีย เป็นป่าแห่งแรกในโลกที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง [ชีวมวลเนื้อไม้] เช่นนี้ … และนั่นมีความสำคัญอย่างแท้จริง มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึงก็เป็นได้”

ด้านแพทริก เมียร์ ผู้เขียนอาวุโสของรายงานการศึกษานี้ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า “เป็นไปได้ที่ป่าเขตร้อนทั้งหมดจะตอบสนองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” แต่เสริมว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินอย่างยุติธรรม

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยมลพิษต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก โดยพวกเขาเพิ่งประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนใหม่ โดยให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 62% เมื่อเทียบกับระดับในปี 2005 ในช่วงทศวรรษหน้า

อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก ที่พวกเขาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้โครงการก๊าซที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ คือ North West Shelf ของบริษัท Woodside สามารถดำเนินการต่อไปได้อีก 40 ปี

รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่าออสเตรเลียมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนว่า ไม่มีชุมชนใดที่จะรอดพ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่ “ต่อเนื่อง, ซับซ้อน และเกิดขึ้นพร้อมกัน” ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

17 ต.ค. 2568 03:01 น.

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันจะนำศพตัวประกันกลับประเทศให้ครบทุกคน หลังฮามาสบอกว่าไม่สามารถเข้าถึงศพที่เหลืออีก 19 รายได้

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในพิธีรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ว่า เขามุ่งมั่นที่จะนำศพของตัวประกันที่เสียชีวิตซึ่งยังคงอยู่ในฉนวนกาซากลับคืนมาให้ครบทุกคน และอิสราเอลจะเดินหน้าต่อสู้กับการก่อการร้ายด้วย “กำลังเต็มที่” ต่อไป

เนทันยาฮูย้ำด้วยว่า รัฐบาลพร้อมที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร อีกครั้งหากอิสราเอลถูกโจมตี “การต่อสู้กับการก่อการร้ายของเราจะดำเนินต่อไปด้วยกำลังเต็มที่ เราจะไม่อนุญาตให้ความชั่วร้ายได้ผงาดขึ้นมา เราจะให้คนที่ทำร้ายเราต้องชดใช้อย่างเต็มที่”

คำพูดล่าสุดของผู้นำอิสราเอลเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก กลุ่มฮามาสส่งคืนศพตัวประกันอีก 2 ราย เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา แต่พวกเขาอ้างว่า ไม่สามารถเข้าถึงศพที่เหลืออีก 19 รายได้หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ

ท่าทีของกลุ่มฮามาสทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในอิสราเอล เนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงกาซาซึ่งลงนามกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่สหรัฐฯ ออกโรงเตือนกลุ่มฮามาส แต่ยังไม่ถึงขั้นประณามว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลง

ขณะเดียวกันในวันพฤหัสบดี (16 ต.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าเขายินดีที่จะให้การสู้รบกลับมาดำเนินต่อ โดยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า “หากกลุ่มฮามาส ยังคงเข่นฆ่าผู้คนในกาซาต่อไป … เราจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปและสังหาร”

คาดว่าข้อความของนายทรัมป์สื่อถึงการปะทะกันระหว่างกลุ่มฮามาสกับกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบศพเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ใครจะเป็นผู้ที่เข้าไปและทำการสังหาร โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยปฏิเสธที่จะส่งทหารอเมริกันเข้าปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซา

ทั้งนี้ อิสราเอลยืนยันในวันพฤหัสบดีว่า ร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพล่าสุดที่ฮามาสส่งคืนกลับมาเมื่อวันพุธคือร่างของตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไปจริง โดยเป็นศพของนาย อินบาร์ ฮายแมน และจ่าสิบเอก มูฮัมหมัด อัล-อาตราช

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คนแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คนในเรือนจำอิสราเอล และผู้ถูกควบคุมตัวไปจากฉนวนกาซาอีก 1,718 คน

นอกจากนั้น กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุด แต่อิสราเอลพิสูจน์แล้วว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้นไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกัน ทำให้เหลือศพตัวประกันที่ฮามาสต้องหามาคืนให้ได้อีก 19 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

17 ต.ค. 2568 01:08 น.

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เพิ่งคุยโทรศัพท์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ชี้การสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และทั้งสองคนเตรียมพบกันที่ฮังการี เพื่อพูดคุยหาทางยุติสงครามในยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาได้โทรศัพท์คุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยการสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และผู้นำทั้งสองตกลงที่จะพบปะพูดคุยกันในเมืองหลวงของประเทศฮังการี เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน

“ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นการสนทนาที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก ประธานาธิบดีปูตินแสดงความยินดีกับผมและสหรัฐอเมริกาเรื่องความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แห่งสันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งเขากล่าวว่า เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันกันมานานหลายศตวรรษ”

“ผมเชื่อว่าความสำเร็จในตะวันออกกลางจะช่วยในการเจรจาของเราเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซีย/ยูเครนด้วย” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวขอบคุณ เมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง สำหรับการทำงานร่วมกับเด็ก ๆ เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก และกล่าวว่าสิ่งนี้จะดำเนินต่อไป เรายังใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยเกี่ยวกับการค้าขายระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกาเมื่อสงครามยูเครนยุติลงด้วย”

“ในตอนท้ายของการสนทนา เราได้ตกลงกันว่าจะมีการประชุมของที่ปรึกษาระดับสูงของเราในสัปดาห์หน้า การประชุมเบื้องต้นของสหรัฐอเมริกาจะนำโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ พร้อมด้วยบุคคลอื่น ๆ ที่จะได้รับการแต่งตั้งในภายหลัง ส่วนสถานที่จัดการประชุมยังไม่ได้กำหนด”

“จากนั้น ประธานาธิบดีปูตินกับผมจะพบกันในสถานที่ที่ตกลงกันคือ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เพื่อดูว่าเราจะสามารถยุติสงครามอัน “น่าอัปยศ” ระหว่างรัสเซียและยูเครนนี้ได้หรือไม่”

“ผมกับประธานาธิบดีเซเลนสกีจะพบกันในวันพรุ่งนี้ที่ห้องทำงานรูปไข่ เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนทนากับประธานาธิบดีปูติน และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ผมเชื่อว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ในวันนี้มีความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial / @realDonaldTrump

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

16 ต.ค. 2568 23:46 น.

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

ทางการกัมพูชาเตรียมส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 59 คน ที่ถูกควบคุมตัวจากความเชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์กลับเกาหลีใต้ภายในวันศุกร์นี้ หลังคณะทำงานเฉพาะกิจแดนโสมเดินทางเยือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 16 ต.ค. 2568 กัมพูชาวางแผนที่จะเนรเทศพลเมืองชาวเกาหลีใต้ 59 ราย ที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ภายในวันศุกร์นี้ (17 ต.ค.) หลังจากที่รัฐบาลกรุงโซลได้ส่งคณะทำงานเฉพาะกิจไปกัมพูชาเพื่อหาทางแก้ปัญหา

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาจะดำเนินการเนรเทศพลเมืองเกาหลี 59 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือออกจากศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ และผู้ที่ถูกควบคุมตัวในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ กลับประเทศบ้านเกิดในวันศุกร์นี้ โดยร่วมมือกับสถานทูตเกาหลีประจำกรุงพนมเปญ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุว่า มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 ราย ที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาที่สูญหายหรือยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ และมีพลเมืองเกาหลีมากกว่า 60 ราย ถูกทางการกัมพูชาจับกุม เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์

ทั้งนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมของรัฐบาลเกาหลีใต้เดินทางถึงประเทศกัมพูชาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกจ้างงานออนไลน์ที่กำลังขยายวงกว้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวและกักขังพลเมืองเกาหลีใต้ และเพื่อนำผู้ที่ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวกลับประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhup

ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

16 ต.ค. 2568 23:07 น.

ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

ฮุน มาเนต สัญญากับคณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า จะเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อกรณีนักศึกษาที่เสียชีวิตจากการถูกทรมานด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 16 ต.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา แสดงความ “เสียใจอย่างสุดซึ้ง” ต่อกรณีการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจ้างงานออนไลน์ผิดกฎหมายในประเทศของตน และถูกทรมานจนเสียชีวิต พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับความพยายามในการคุ้มครองชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ในประเทศให้มากขึ้น

ฮุน มาเนต มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุมกับคณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ นำโดย น.ส. คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ซึ่งเดินทางเยือนกรุงพนมเปญในสัปดาห์นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมความรุนแรงที่เกิดจากองค์กร ซึ่งมีชาวเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

“นายกรัฐมนตรีฮุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและแสดงความอาลัยต่อการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ยังคงหลบหนี และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา” กระทรวงการต่างประเทศในกรุงโซลระบุในข่าวประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักศึกษาชายชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตในเมืองทางใต้ของกัมพูชา หลังจากถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ขณะที่ผลการชันสูตรชี้ว่า เขาหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการทรมาน ซึ่งการเสียชีวิตของเขาได้จุดชนวนความไม่พอใจในหมู่ชาวเกาหลีใต้ กระตุ้นให้รัฐบาลกรุงโซลดำเนินการในทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ฮุน มาเนต ยังให้คำมั่นว่า จะมีความพยายามอย่างจริงจังในระดับรัฐบาล เพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ และแสดงความหวังที่จะทำงานร่วมกับเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยในปัจจุบัน ฮุน มาเนต เป็นผู้นำคณะกรรมการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์แห่งกัมพูชา (CCOS) ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสูงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้าน น.ส.คิม ได้แสดง “ความเสียใจอย่างยิ่ง” ต่อกรณีการหลอกจ้างงานออนไลน์ที่มุ่งเป้าหมายไปยังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชามากขึ้น พร้อมเรียกร้องขอความร่วมมือและความพยายามอย่างจริงจังจากกัมพูชาในการออกมาตรการตอบโต้เพื่อยุติอาชญากรรมดังกล่าว

น.ส.คิมยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันเพื่อให้สามารถส่งตัวชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาเนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกจ้างงาน กลับประเทศได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ เธอยังขอความร่วมมือในเรื่องขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการส่งศพของผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการชันสูตรพลิกศพและการมอบบันทึกการสอบสวน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการสามารถเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ทางการกัมพูชามีแผนที่จะเนรเทศชาวเกาหลีใต้ 59 ราย ที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงดังกล่าวในวันศุกร์นี้ (17 ต.ค.)

ขณะเดียวกัน น.ส.คิมได้ชี้แจงเรื่องที่เกาหลีใต้ยกระดับการแจ้งเตือนการเดินทางสำหรับกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต่อนายกฯ ฮุน มาเนต ว่า เป็นการตัดสินใจที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เมื่อพิจารณาจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และกรุงโซลจะพิจารณาผ่อนคลายคำเตือนดังกล่าวเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ส่วน ฮุน มาเนต เรียกร้องให้มีการปรับลดระดับคำเตือนการเดินทางลงโดยเร็ว โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับ “ผลกระทบเชิงลบ” ต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของกัมพูชา

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ประกาศห้ามการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เทือกเขาบกกอร์ (Bokor) ในจังหวัดกำปอด, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต และได้ยกระดับการแจ้งเตือนการเดินทาง โดยเรียกร้องให้พลเมืองของตนที่อยู่ในจังหวัดพระสีหนุ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงของการหลอกลวงออนไลน์ เดินทางออกจากพื้นที่

ฮุน มาเนตยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวเชิงลบเกี่ยวกับกัมพูชาที่เพิ่มมากขึ้นในสื่อเกาหลี ซึ่ง น.ส.คิมกล่าวถึงแนวทางเพื่อปรับปรุงการรับรู้สาธารณะในเกาหลีใต้ที่เริ่มติดลบต่อกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดวิกฤตการหลอกลวงจ้างงานนี้ และบอกด้วยว่า ทั้งสองประเทศสามารถสำรวจโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนา เพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงสาธารณะของกัมพูชา

ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต น.ส.คิมได้พบกับนายชัย สินาริธ (Chhay Sinarith) เลขาธิการ CCOS เพื่อหารือแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจทวิภาคีเพื่อตอบสนองต่ออาชญากรรมการหลอกลวง ตามที่ได้มีการวางแผนเอาไว้

นอกจากนั้น ในวันเดียวกันนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมของเกาหลีได้เดินทางเยือนศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดตาแก้ว ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ เพื่อตรวจสอบสถานที่ร่วมกับทางการกัมพูชา และได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhup

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

16 ต.ค. 2568 16:08 น.

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

กองทัพรัสเซีย ได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ระลอกล่าสุดต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานก๊าซในภาคตะวันออก ทำให้เกิดไฟฟ้าดับและระบบหยุดชะงักใน 8 ภูมิภาค

ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่องในฤดูหนาวของทุกปี นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ส่งผลให้ยูเครนต้องประกาศตัดไฟฟ้าฉุกเฉินและต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

นายเซร์กิย โคเรตสกี ซีอีโอของบริษัท นาฟโตก๊าซ (Naftogaz) ระบุในแถลงการณ์ว่า “เกิดความเสียหายและการทำลายในหลายภูมิภาคพร้อมกัน การดำเนินการของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งหลายแห่งต้องหยุดชะงักลง” โดยผู้ดำเนินการโครงข่ายพลังงานยูเครนได้ประกาศตัดไฟฟ้าฉุกเฉินใน 8 ภูมิภาค หลังจากการโจมตีในวันพฤหัสบดี

นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันว่า “มีผู้ได้รับบาดเจ็บ” และมีการเร่งดำเนินการฟื้นฟู และหน่วยบริการฉุกเฉินกำลังทำงานอยู่ทุกพื้นที่

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า การระดมยิงของรัสเซียครั้งนี้ประกอบด้วย โดรน 320 ลำ และขีปนาวุธ 37 ลูก โดยสามารถสกัดโดรนได้ 283 ลำ และขีปนาวุธ 5 ลูก การโจมตีส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคคาร์คิฟทางตอนเหนือ และภูมิภาคปอลตาวาทางตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตก๊าซของบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง DTEK ซึ่งถูกปิดตัวลง

มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีของรัสเซียทำให้การผลิตก๊าซของยูเครนต้องหยุดชะงักไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ และการโจมตีโรงไฟฟ้าทำให้ประชาชนหลายแสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ประธานาธิบดีเซเลนสกี ซึ่งมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ ได้กล่าวเรียกร้องให้ชาติตะวันตกดำเนินการ “กดดัน” ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียต่อไป

ความกดดันดังกล่าวรวมถึงการ คว่ำบาตร และยังอาจรวมถึงการส่งมอบ ขีดความสามารถพิสัยไกล ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในรัสเซียได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพรัสเซีย 2 ราย เมื่อปีที่แล้ว จากกรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และสร้างความเสียหายต่อพลเรือนอย่าง “เกินกว่าเหตุ”.

ที่มา ABC News

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ “มาดูโร”

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ "มาดูโร"

16 ต.ค. 2568 15:43 น.

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ “มาดูโร”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ได้อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองกลาง (CIA) ดำเนินปฏิบัติการลับในประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร โดยรายงานของ นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอาจครอบคลุมถึงการดำเนินการเชิงลับในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน รวมถึงการใช้กำลังรุนแรงได้ในบางกรณี

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า สาเหตุหลักในการอนุมัติครั้งนี้คือการอพยพของชาวเวเนซุเอลาเข้าสู่สหรัฐฯ และการลักลอบค้ายาเสพติด พร้อมกล่าวหาว่า “รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ปล่อยนักโทษออกจากคุกและปล่อยให้เข้ามาในอเมริกา” แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้

เมื่อถูกถามว่า CIA มีอำนาจในการประหารชีวิตมาดูโรหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง โดยกล่าวเพียงว่า “ผมคิดว่าเวเนซุเอลากำลังรู้สึกได้ถึงความร้อนแรง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สั่งการให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ จำนวนมากในแถบตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน และกองทหารได้ดำเนินการโจมตีเรืออย่างน้อย 5 ลำ ที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามใช้แสนยานุภาพทางทหารในรูปแบบใหม่ที่ถูกตั้งคำถามทางกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง.

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์เสนอเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินลงโทษมาดูโรในข้อหาค้ายาเสพติด นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ขยายการเคลื่อนไหวทางทหารในทะเลแคริบเบียนและอ้างว่ามีการโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดอย่างน้อย 5 ครั้ง แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน

รัฐบาลเวเนซุเอลาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และพยายามใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและยึดครองทรัพยากรน้ำมัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ อีวาน กิล ระบุว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและเลขาธิการยูเอ็น

ขณะเดียวกัน สมาชิกสภาคองเกรสบางรายได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดของปฏิบัติการ หลังมีความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจกำลังก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งใหม่โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส โดยวุฒิสมาชิกจีนน์ ชาฮีน กล่าวเตือนว่า “ประชาชนอเมริกันมีสิทธิที่จะรู้ว่ารัฐบาลกำลังนำประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้งหรือไม่”


ที่มา Reuters

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย “3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย "3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

16 ต.ค. 2568 14:15 น.

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย “3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งของศาลแขวงกรุงโซลเมื่อปี 2024 ที่ตัดสินให้ นายชเว แท-วอน มหาเศรษฐีผู้บริหารกลุ่มบริษัท SK Group ต้องจ่ายเงินชดเชยการหย่าเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ประเทศให้กับ นางโน โซ-ยอง อดีตภรรยา เป็นจำนวน 1.38 ล้านล้านวอน (ประมาณ 31,681 ล้านบาท) ซึ่งสื่อเกาหลีใต้ขนานนามว่าเป็นคดีหย่าแห่งศตวรรษ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากนายชเวเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ หรือ แชโบล อย่าง SK Group ขณะที่นางโนเป็นบุตรสาวของ นายโน แท-อู อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ การแต่งงานของทั้งคู่ได้สิ้นสุดลงในปี 2015 หลังจากนายชเวยอมรับว่ามีบุตรกับคนรักใหม่

เดิมทีศาลชั้นต้นในกรุงโซลได้ระบุว่า เงินกองทุนลับ 3 หมื่นล้านวอน ที่มาจากอดีตประธานาธิบดีโน แท-อู บิดาของนางโน มีส่วนช่วยในการเติบโตของ SK Group และควรถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินร่วมของทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า เงินกองทุนลับดังกล่าว “ดูเหมือนจะมีที่มาจากการรับสินบนที่ผิดกฎหมาย” ของอดีตประธานาธิบดี ดังนั้นจึงไม่สามารถถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสได้

นายอี แจ-กึน ทนายความของนายชเว แท-วอน กล่าวว่า “ผมคิดว่านี่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ศาลฎีกาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการตัดสินที่ผิดพลาดในการยอมรับเงินนั้นว่าเป็นส่วนร่วมในทรัพย์สินของคู่สมรส”

แม้ว่าคำสั่งชดเชยทรัพย์สินจะถูกยกเลิกและต้องทบทวนใหม่ แต่ศาลฎีกายังคงยืนตามคำสั่งให้ จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่นางโน โซ-ยอง เป็นจำนวน 2 พันล้านวอน

หลังการตัดสินของศาลฎีกาในวันพฤหัสบดี ราคาหุ้นของ SK Group ได้ปรับลดลง 5.4% เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการยืดเยื้อคดีความของนายชเวกับอดีตภรรยา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าในระยะสั้น โครงสร้างการบริหารของ SK Group ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากนายชเวยังไม่ต้องระดมทุนเพื่อจ่ายค่าชดเชยการหย่าในทันที

ปัจจุบัน นายชเว แท-วอน ยังคงควบคุมบริษัทย่อยที่สำคัญของกลุ่ม SK เช่น SK Telecom, SK Square และ SK Innovation ซึ่งธุรกิจของ SK ครอบคลุมหลายภาคส่วน ตั้งแต่โทรคมนาคม พลังงาน เภสัชกรรม ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์.

ที่มา Yonhap

รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

รัฐมนตรีเกาหลีใต้  พบ "ฮุน มาเนต" หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

16 ต.ค. 2568 13:20 น.

รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้คนที่สอง ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังเกิดเหตุชาวเกาหลีจำนวนมากตกเป็นเหยื่อแก๊งหลอกลวงไปทำงานในกัมพูชา ถูกลักพาตัว ทำร้าย และบางรายเสียชีวิต โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมหาทางร่วมมือสอบสวนและเร่งส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศ

คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้เดินทางถึงประเทศกัมพูชาเมื่อค่ำวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อรับมือกับวิกฤตการหลอกลวงจัดหางานทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงกรณีการลักพาตัวและทารุณกรรมอย่างโหดร้าย 

คณะทำงานชุดนี้ ซึ่งนำโดย คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่สอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ได้พบกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ประธานคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา เพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์โดยเฉพาะ 

นอกจากนี้ ทีมเฉพาะกิจเกาหลีใต้ยังต้องการหารือกับกัมพูชาถึงแผนการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 61 ราย ที่ถูกทางการตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาควบคุมตัวไว้ เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยอาจใช้วิธีจัดเที่ยวบินพิเศษในการส่งตัวกลับประเทศ

นางคิม กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สนามบินเมื่อเดินทางถึงว่า “เรากำลังเตรียมรายละเอียดวิธีการ แต่ยังไม่มีการสรุปขั้นสุดท้าย” 

ก่อนหน้านี้ จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้อยู่ที่ 63 ราย แต่ได้มีการส่งตัวกลับประเทศด้วยเครื่องบินไปแล้ว 2 ราย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดในคดีหลอกลวงจัดหางานแล้ว และรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังผลักดันให้มีการส่งตัวกลับอย่างรวดเร็ว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการทางอาญาของเกาหลีใต้ โดยที่ปรึกษาด้านความมั่นคงระดับสูงของเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะนำตัวพวกเขากลับประเทศให้ได้ภายในสิ้นสัปดาห์นี้

นายคิมยังให้คำมั่นว่าจะประสานงานกับทางการในเวียดนามและกัมพูชาอย่างจริงจัง เพื่อสืบสวนคดีการเสียชีวิตของหญิงชาวเกาหลีใต้ วัย 30 ปี รายหนึ่ง ซึ่งถูกพบศพใกล้ชายแดนระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางการกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา.

ที่มา Yonhap