ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

10 ต.ค. 2568 12:11 น.

ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกประกาศยกเลิกการแจ้งเตือนสึนามิในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปาเลาแล้ว ในวันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 นอกชายฝั่งทางใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่แตกตื่นหนีตาย มีรายงานความเสียหายต่ออาคารและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก ได้ประกาศยกเลิกการแจ้งเตือนสึนามิสำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ปาเลา และอินโดนีเซีย หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.4 นอกชายฝั่งทางใต้ของฟิลิปปินส์ โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ไม่พบภัยคุกคามจากสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งนี้อีกต่อไป”

ก่อนหน้านี้ สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาของฟิลิปปินส์ (PHIVOLCS) ได้รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้น้ำนอกชายฝั่ง จังหวัดดาเวา โอเรียนทัล เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดยศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมานายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 44 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 20 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงแรกมีการรายงานขนาดความรุนแรงอยู่ที่ 7.6 ก่อนจะปรับลงเหลือ 7.4 

นายเอดนาร์ ดายังฮิรัง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนประจำภูมิภาค 11 เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ได้รับการยืนยันจากผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวแล้วอย่างน้อย 1 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเด็กหลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากอาการเป็นลมหมดสติและมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย

ก่อนหน้าการยกเลิกเตือนภัย PHIVOLCS ได้เตือนว่าอาจเกิดคลื่นสึนามิความสูง 1 เมตร ซัดเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งแปซิฟิกของประเทศในช่วงเวลา 09:43 น. ถึง 11:43 น. ตามเวลาท้องถิ่น และได้แนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งในพื้นที่เสี่ยงอพยพขึ้นสู่ที่สูง หรือย้ายเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ทันที

นายเอ็ดวิน จูบาฮิบ ผู้ว่าการจังหวัดดาเวา เดล นอร์เต กล่าวว่า “ผู้คนและพนักงานในศาลากลางต่างแตกตื่นอลหม่าน” พร้อมทั้งระบุว่าได้รับรายงานการเกิด รอยแตกร้าวและความเสียหายต่ออาคารหลายแห่ง

ในเมืองมานาย จังหวัดดาเวา โอเรียนทัล ผู้คนพากันวิ่งหนีออกจากโรงยิมทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว ขณะที่กำลังมีการจัดงานเทศกาล โดยมีครูสองคนเป็นลมหมดสติเนื่องจากความตกใจและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีครูคนอื่นๆ ถูกพบเห็นว่าใช้เก้าอี้ยกขึ้นเหนือศีรษะเพื่อป้องกันเศษซากปรักหักพังที่อาจตกลงมา

ผู้อำนวยการดายังฮิรัง เปิดเผยว่า เมืองมานาย ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งที่มีประชากรหนาแน่น มีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างอาคาร โบสถ์ และอาคารพาณิชย์หลายแห่ง นอกจากนี้บ้านของตนเองในเมืองมานายก็ได้รับรายงานว่ามีรอยร้าวหลังเกิดแผ่นดินไหวด้วย

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกแถลงการณ์สั่งการให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายฝั่ง ในหลายจังหวัดของเขตวิซายัสและมินดาเนาทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว “ถึงพี่น้องร่วมชาติในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ โปรดตั้งสติและติดตามสถานการณ์ ย้ายไปยังพื้นที่สูงและอยู่ห่างจากชายฝั่งจนกว่าทางการจะประกาศว่าปลอดภัย” พร้อมสั่งการให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย กองทัพ ยามฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินการอพยพ เปิดสายสื่อสารฉุกเฉิน และประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังระบุว่า กำลังเตรียมการสำหรับปฏิบัติการค้นหา กู้ภัย และบรรเทาทุกข์ และพร้อมที่จะส่งทีมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์ปลอดภัย ขณะที่กระทรวงสังคมสงเคราะห์ได้เตรียมพร้อมเรื่องอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ และกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน

ขณะที่สำนักงานรองประธานาธิบดีได้เรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เข้ารับการปฐมพยาบาลทางจิตใจ เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและความกลัว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 11 วัน หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดเซบู ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 ราย และ PHIVOLCS ยังเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วย.

ที่มา ABS-CBN

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

10 ต.ค. 2568 11:41 น.

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

สถานการณ์ที่ร้านทองหลายแห่งในฮ่องกงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสัปดาห์นี้ หลังจากราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวฮ่องกงต่างพากันนำทองคำในครอบครอง ตั้งแต่ทองคำแท่งไปจนถึงแหวนและสร้อยคอ ออกมาขายเพื่อทำกำไรจากราคาที่ทะยานขึ้นถึง 50% ในปีนี้

ที่ร้านทอง Chong Kee ใกล้กับย่านศูนย์กลางธุรกิจของฮ่องกง มีผู้คนกว่า 50 คนยืนต่อคิวยาวเหยียดหน้าร้าน พร้อมกับทองคำแท่ง สร้อยข้อมือ สร้อยคอ และเครื่องประดับต่างๆ ในมือ เพื่อรอแลกเป็นเงินสด

เธเรส แลม ทนายความหญิงซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต่อคิวอยู่ เผยว่าเธอกำลังจะขายทองคำที่เก็บสะสมมานานถึง 20 ปี ซึ่งมีทั้งทองคำแท่งและสร้อยข้อมือ โดยเธอวางแผนจะขายทองคำแท่งขนาด 5 ตำลึง (ประมาณ 6 ออนซ์) หลายแท่ง ซึ่งแต่ละแท่งมีมูลค่าเกือบ 222,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 934,920 บาท)

แลมกล่าวว่า “เป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่จะขาย ฉันเก็บทองนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว”  พร้อมเสริมว่าเธอจะได้กำไรหลายเท่าจากเงินลงทุน และตั้งใจจะขายเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าราคาทองจะยังคงสูงขึ้นไปอีก “ทองคำเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยมากสำหรับฉันในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนแบบนี้ มันจับต้องได้และเก็บไว้ได้ตลอดไป แถมยังรักษามูลค่าได้ดีด้วย”

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย จนกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2025

ร้าน Chong Kee ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าให้ราคารับซื้อคืนที่น่าสนใจ ได้หยุดแจกบัตรคิวในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี หลังจากมีผู้มารับคิวครบ 300 คนแล้ว บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการใช้ไฟพ่นไปที่ทองคำเพื่อทดสอบความบริสุทธิ์ ขณะที่เจ้าของร้านต้องชั่งน้ำหนักทองและนับเงินสดส่งให้ลูกค้าอย่างไม่หยุดหย่อน

เทอเรนซ์ ฮัง วัย 34 ปี เล่าว่าเขาได้นำทองของครอบครัวที่สะสมมานานหลายปี น้ำหนักรวมประมาณ 400 กรัม มาขาย ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับทองที่ลูกชายได้รับเป็นของขวัญตอนอายุครบหนึ่งเดือนด้วย

“เรากำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศเร็วๆ นี้ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะขาย เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับชีวิตใหม่ของเรา” เขากล่าว โดยมีภรรยาและลูกชายยืนอยู่ข้างๆ และเปิดเผยว่ามีแผนจะย้ายไปอยู่ที่สกอตแลนด์ เขาได้รับเงินสดจากการขายทองครั้งนี้ไปประมาณ 430,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

นายชง เจ้าของร้าน กล่าวว่า “ตอนนี้ยุ่งมาก ความต้องการสูงจริงๆ คนอยากจะขายอย่างเดียว” โดยหน้าร้านมีป้ายเขียนด้วยลายมือติดไว้ว่า “วันนี้ไม่รับลูกค้าเพิ่มแล้ว กรุณากลับมาใหม่เช้าพรุ่งนี้เพื่อรับบัตรคิว แล้วรอเรียกตามหมายเลข”

สถานการณ์ในฮ่องกงแตกต่างจากตลาดทองคำในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งผู้จัดการร้านค้าหลายแห่งระบุว่ามีผู้บริโภคมาซื้อทองคำมากกว่าขาย โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเครื่องประดับสไตล์เก่ามาแลกเปลี่ยนเป็นดีไซน์ใหม่ๆ เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าราคาทองจะปรับตัวสูงขึ้นอีก.

ที่มา Reuters

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ทรัมป์สร้าง "ดีลกาซา" สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ "ไบเดน" ทำไม่ได้

10 ต.ค. 2568 11:07 น.

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ดีลประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกาซาเกิดขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมด ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่รัฐบาลโจ ไบเดน พยายามเกือบสองปีแต่ล้มเหลว นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของทรัมป์กับผู้นำอิสราเอลและประเทศอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากยุโรปและอาหรับที่ต้องการยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อทีมเจรจาของกลุ่มฮามาส ในประเทศกาตาร์ ดูเหมือนจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยิ่งผลักดันโอกาสแห่งสันติภาพให้ห่างไกลออกไป การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ และเสี่ยงที่จะขยายสงครามไปทั่วภูมิภาค จนดูเหมือนว่าการเจรจาทางการทูตได้พังทลายลงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ข้อตกลงการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในที่สุด ความสำเร็จนี้เป็นเป้าหมายที่ทั้งตัวเขาและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันมาเกือบสองปี

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปลดอาวุธของฮามาส การบริหารกาซา และการถอนทหารอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ยังคงต้องเจรจาต่อ แต่หากข้อตกลงนี้เป็นผลสำเร็จ นี่อาจกลายเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สำคัญที่สุดของทรัมป์ในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของไบเดนไม่สามารถบรรลุได้ สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์ และความสัมพันธ์ที่สำคัญกับอิสราเอลและโลกอาหรับ ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งนี้

ความสัมพันธ์แนบแน่นที่ไบเดนไม่เคยมี

ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมาตลอด ทรัมป์เคยย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม และยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผยในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

การสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหล่านี้ อาจทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ในการกดดันอิสราเอลอย่างลับๆ โดยมีรายงานว่า ผู้เจรจาของทรัมป์ได้กดดันเนทันยาฮูอย่างหนัก จนต้องยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันบางส่วน และการที่ทรัมป์ได้ออกโรงกดดันนายกรัฐมนตรีอิสราเอลถึงขั้นที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทรัมป์มีเหนือผู้นำอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของไบเดนกับรัฐบาลเนทันยาฮูมีความตึงเครียดมากกว่า ไบเดนต้องระมัดระวังทุกก้าวเดิน เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองภายในพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสงครามกาซา ในขณะที่ทรัมป์ได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฐานเสียงพรรครีพับลิกัน ทำให้เขามีอิสระในการดำเนินงานทางการทูตมากกว่า

สายสัมพันธ์ทางธุรกิจช่วยหนุนการสนับสนุนจากชาติอาหรับ

หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในโดฮา ซึ่งทำให้พลเมืองกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดต่อเนทันยาฮูว่า สงครามต้องยุติลง การโจมตีบนแผ่นดินกาตาร์ถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทรัมป์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดยืนของชาติอาหรับในการยุติสงคราม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทรัมป์กับรัฐกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งมีทั้งการดำเนินธุรกิจกับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดจนการเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ ในปีนี้ ได้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดของเขา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ทรัมป์ไม่แวะเยือนอิสราเอลแต่ไปเยือนเมืองหลวงของประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้เขาได้รับฟังเสียงเรียกร้องซ้ำๆ ให้ยุติสงคราม

ภายในหนึ่งเดือนหลังการโจมตีในโดฮา นายกฯ เนทันยาฮูได้โทรศัพท์ขอโทษกาตาร์ด้วยตนเอง และในวันเดียวกันนั้น ผู้นำอิสราเอลได้ลงนามในแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมสำคัญในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากความสัมพันธ์ของทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดโอกาสให้เขากดดันอิสราเอลได้ ประวัติความสัมพันธ์กับผู้นำมุสลิมก็ช่วยให้ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา และอาจช่วยให้พวกเขาโน้มน้าวให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงได้

อิทธิพลของยุโรปกดดันอิสราเอล

การประณามอิสราเอลจากทั่วโลกต่อการปฏิบัติการในกาซา ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายถึงขีดสุด ทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติมากขึ้น

เมื่ออิสราเอลเข้าควบคุมเส้นทางเสบียงอาหาร และประกาศแผนโจมตีเมืองกาซาซิตี ประเทศสำคัญในยุโรป นำโดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไขของวอชิงตันอีกต่อไป นำไปสู่ความแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป

ในที่สุด ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างพันธมิตรยุโรป-อาหรับ กับกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล และทรัมป์ได้เลือกพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ข้อตกลงสันติภาพของฝรั่งเศส-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ มีการอ้างถึงการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ในอนาคต ทำให้ทรัมป์บีบเนทันยาฮูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ยุติสงคราม

แม้ว่าสไตล์การทูตที่ฉีกแนวของทรัมป์มักจะสร้างความตกตะลึง แต่สุดท้ายก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด ซึ่งในสถานการณ์นี้ การดำเนินงานที่ดูไม่เป็นไปตามแบบแผนของเขา ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสามารถปลดล็อกทางตันที่ยืดเยื้อมานานได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้ทำให้อิสราเอลตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คน และถอนทหารบางส่วนออกจากกาซา ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และทำให้การสิ้นสุดของสงครามในกาซาซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 67,000 คน เป็นไปได้ในที่สุด.

ที่มา BBC

ครอบครัวเท็กซัสเจอเซอร์ไพรส์ใหญ่ อุปกรณ์ NASA ไซส์เท่ารถ ตกลงบนฟาร์ม

ครอบครัวเท็กซัสเจอเซอร์ไพรส์ใหญ่ อุปกรณ์ NASA ไซส์เท่ารถ ตกลงบนฟาร์ม

10 ต.ค. 2568 10:48 น.

ครอบครัวเท็กซัสเจอเซอร์ไพรส์ใหญ่ อุปกรณ์ NASA ไซส์เท่ารถ ตกลงบนฟาร์ม

ครอบครัวชาวเท็กซัสตะลึง อุปกรณ์ยักษ์ติดโลโก้ “NASA” ร่วงลงกลางฟาร์มพร้อมร่มชูชีพขนาดมหึมา หลังหลุดจากบอลลูนวิจัยอวกาศ

เหตุการณ์สุดแปลกนี้เกิดขึ้นกับ แอนน์ วอลเตอร์ ชาวเมืองเอดมันสัน ทางตอนเหนือของรัฐเท็กซัส ซึ่งเล่าว่าในตอนแรกเธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เพราะมันมีขนาดใหญ่กว่าที่คิดมาก ตอนมองขึ้นไปไม่รู้เลยว่ามันขนาดไหน แต่พอมันตกลงมาเห็นชัดเลยว่าร่มชูชีพน่าจะกว้างราว 30 ฟุต หรือ ประมาณ 9 เมตร

หลังจากนั้น วอลเตอร์โทรแจ้งสำนักงานนายอำเภอท้องถิ่น และได้รับการยืนยันว่า NASA กำลังตามหาชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สูญหาย จากภารกิจวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากศูนย์บอลลูนวิทยาศาสตร์โคลัมเบีย (Columbia Scientific Balloon Facility) ของ NASA ได้ติดต่อกลับมาหาเธอ โดยอธิบายว่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ บอลลูนวิจัยไร้คนขับที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูงกว่า 20 ไมล์ หรือ ราว 32 กิโลเมตร เพื่อทำการทดลองทางดาราศาสตร์

ภารกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ดวงดาว กาแล็กซี และหลุมดำ โดยบอลลูนถูกปล่อยขึ้นจากเมือง ฟอร์ตซัมเนอร์ รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่อุปกรณ์ตกลงมาประมาณ 225 กิโลเมตรทางตะวันตก

นายอำเภอ เดวิด โคชราน แห่งเขตเฮล เคาน์ตี ยืนยันว่าทางสำนักงานของเขาได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ NASA ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เพื่อขอความช่วยเหลือในการค้นหาอุปกรณ์ที่สูญหาย

วอลเตอร์เล่าว่า เจ้าหน้าที่จากศูนย์บอลลูนเดินทางมาพร้อมรถบรรทุกและเทรลเลอร์ เพื่อเก็บกู้ชิ้นส่วนกลับไป โดยเธอและครอบครัวไม่พลาดที่จะ ถ่ายภาพและวิดีโอไว้เป็นที่ระลึก

แม้จะเกิดเหตุการณ์สะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ แต่จนถึงขณะนี้ NASA ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากหน่วยงานยังได้รับผลกระทบจากการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่สามารถปฏิบัติงานได้

อย่างไรก็ตาม ตารางภารกิจบนเว็บไซต์ของศูนย์บอลลูนแสดงให้เห็นว่า NASA มีการวางแผนปล่อยบอลลูนวิจัยต่อเนื่อง จากฟอร์ตซัมเนอร์หลายเที่ยวในเดือนนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นาซา

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal

10 ต.ค. 2568 10:39 น.

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อ ขณะที่เนื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่” 

วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) กล่าวเตือนว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่” (New normal) พร้อมเสริมว่าเศรษฐกิจโลกดีกว่าที่กลัว แต่แย่กว่าที่ควร โดยความยืดหยุ่นทั่วโลกยังไม่ถูกทดสอบอย่างเต็มที่ แต่มีสัญญาณว่าการทดสอบนี้อาจมาถึงในไม่ช้า

นางจอร์เจียวา กล่าวว่า นโยบายภาษีศุลกากรกำลังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และผลกระทบเต็มรูปแบบของมันยังคงไม่ได้ปรากฏออกมา ขณะเดียวกันสินค้าปริมาณมากที่ก่อนหน้านี้จะไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ แต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดในประเทศอื่นๆ อาจจุดชนวนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรรอบสอง

โดยมองว่า ตลาดการเงินยังคงมีเสถียรภาพโดยทั่วไป แม้เผชิญความปั่นป่วนทางนโยบาย และหากมีการปรับฐานอย่างฉับพลัน สภาพการณ์ทางการเงินที่ตึงตัวยิ่งขึ้นอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยกระตุ้นเหล่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกยังคงมองการค้าเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงดำเนินนโยบายอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกัน ระบุว่า IMF ได้ปรับแก้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกปี 2568 เหลือร้อยละ 3 ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เดือนกรกฎาคม.

ด่วน แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าฟิลิปปินส์ ประกาศเตือนภัยสึนามิ

ด่วน แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าฟิลิปปินส์ ประกาศเตือนภัยสึนามิ

10 ต.ค. 2568 09:44 น.

ด่วน แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าฟิลิปปินส์ ประกาศเตือนภัยสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวความแรง 7.4 ที่ฟิลิปปินส์ ทางการต้องประกาศเตือนภัยสึนามิ ครอบคลุมบางส่วนของอินโดนีเซียด้วย คาดคลื่นอาจสูงราว 3 เมตร

ทางการฟิลิปปินส์ได้ออก ประกาศเตือนภัยสึนามิ เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังเกิดเหตุ แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด บริเวณภูมิภาคมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ คาดว่าสึนามิจะมาถึงก่อนเวลา 11.43 น.ตามเวลาในท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียก็ได้ประกาศเตือนสึนามิ เช่นกันในพื้นที่ สุลาเวสีตอนเหนือและภูมิภาคปาปัว ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวกว่า 300 กิโลเมตร โดยสำนักงานธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นสึนามิได้

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและป้องกันภัยของทั้งสองประเทศขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่ง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอพยพหากจำเป็น ขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ด้านศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก ออกประกาศแจ้งเตือนเมื่อเวลา 09.32 น. ระบุว่า คลื่นสึนามิอาจสูงได้ถึง 3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ บริเวณชายฝั่งบางส่วนของฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังคาดว่า คลื่นอาจสูงราว 1 เมตรเหนือระดับน้ำขึ้นปกติ บริเวณชายฝั่งของ อินโดนีเซียและปาเลา โดยหน่วยงานเฝ้าระวังเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์

“คิม จองอึน” ให้คำมั่นจะเปลี่ยนเกาหลีเหนือเป็น “สวรรค์แห่งความมั่งคั่ง” ฉลองครบ 80 ปีก่อตั้งพรรค

"คิม จองอึน" ให้คำมั่นจะเปลี่ยนเกาหลีเหนือเป็น "สวรรค์แห่งความมั่งคั่ง" ฉลองครบ 80 ปีก่อตั้งพรรค

10 ต.ค. 2568 09:44 น.

“คิม จองอึน” ให้คำมั่นจะเปลี่ยนเกาหลีเหนือเป็น “สวรรค์แห่งความมั่งคั่ง” ฉลองครบ 80 ปีก่อตั้งพรรค

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือประกาศคำมั่นกลางงานฉลองครอบรอบ 80 ปีก่อตั้งพรรคแรงงาน จะสร้างประเทศเกาหลีเหนือให้กลายเป็นดินแดนสวรค์ที่มั่งคั่งและงดงามที่สุดในโลก พร้อมพัฒนาแสนยานุภาพนิวเคลียร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568  สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็น “สวรรค์สังคมนิยมที่มั่งคั่งและงดงาม” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานแห่งเกาหลี  

ทางด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า คำกล่าวของนายคิม จองอึน มีขึ้นระหว่างพิธีเฉลิมฉลองที่สนามกีฬาเมย์เดย์ ในกรุงเปียงยาง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีแขกต่างประเทศและสมาชิกจากหลายองค์กรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยเขากล่าวว่า จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้เป็นดินแดนที่มั่งคั่งและงดงามยิ่งกว่าเดิม เป็นสวรรค์สังคมนิยมที่ดีที่สุดในโลก 

นอกจากนี้ คิม จองอึน กล่าวรำลึกถึงเส้นทางของพรรคแรงงาน โดยย้ำว่า เกาหลีเหนือจำเป็นต้องดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์ เพื่อรับมือภัยคุกคามจาก “พวกจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ” ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองทั่วโลกในทศวรรษ 1990  

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า แม้ปัจจุบันเกาหลีเหนือยังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและการทหารจากศัตรูอย่างรุนแรง แต่เกียรติภูมิในเวทีโลกของเกาหลีเหนือ ในฐานะสมาชิกผู้ซื่อสัตย์ของฝ่ายสังคมนิยมกำลังเพิ่มขึ้นทุกปี และหากประชาชนร่วมมือกัน เขาเชื่อว่าอีกเพียงไม่กี่ปีในจิตวิญญาณเดียวกัน ประเทศจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้อย่างน่าทึ่ง

รายงานระบุว่า เดิมทีเกาหลีเหนือคาดว่าจะจัดขบวนสวนสนามทางทหารขนาดใหญ่ในช่วงเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดี แต่คาดว่าถูกเลื่อนออกไปเป็นคืนวันศุกร์เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตก

ทั้งนี้ พิธีฉลองครบรอบจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงศิลปะ ดอกไม้ไฟ และการแสดงมวลชน โดยมีบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าร่วม ได้แก่ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน นายดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย และนายโต ลัม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม.

เวียดนามน้ำท่วมอ่วม พายุแมตโมซ้ำเติมความเสียหาย

เวียดนามน้ำท่วมอ่วม พายุแมตโมซ้ำเติมความเสียหาย

10 ต.ค. 2568 09:23 น.

เวียดนามน้ำท่วมอ่วม พายุแมตโมซ้ำเติมความเสียหาย

เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรงจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นแมตโม แม้พายุไม่ขึ้นฝั่งเวียดนามโดยตรง โดยฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้ดินถล่ม บ้านเรือนจมใต้น้ำ ประชาชนต้องอพยพหนีภัย

เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรงจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นแมตโม หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำในแม่น้ำล้นตลิ่ง ถนนหนทางจมน้ำ และดินถล่มหลายจุด ซ้ำเติมพื้นที่ที่เพิ่งเผชิญพายุและพายุดีเปรสชันมาแล้วถึง 4 ลูกตั้งแต่เดือนกันยายน โดยหลายชุมชนถูกตัดขาด บ้านเรือนจมใต้น้ำ และประชาชนหลายพันคนต้องอพยพหนีภัย

ด้านสื่อของรัฐรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และมีบ้านเรือนกว่า 16,000 หลังถูกน้ำท่วม บางหลังจมน้ำถึงหลังคา

ในจังหวัดบั๊กนิญ ทหารและชาวบ้านช่วยกันเสริมแนวคันกั้นน้ำยาวกว่า 30 กิโลเมตร ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเกาเพิ่มสูงจนทะลักท่วมหลายอำเภอ โดยขณะนี้ระดับน้ำท่วมสูงเกินสถิติในปี 1971 และ 1986 แล้ว ยังมีจังหวัดทางตอนเหนืออีก 3 แห่ง ได้แก่ ไทยเหงียน, กาวบั่ง และลางเซิน ที่ยังคงมีน้ำท่วมสูงถึง ราว 3 เมตร โดยเฉพาะที่จังหวัดไทยเหงียน คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยังคง ยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 3 วัน  หลายหมู่บ้านยังคงต้องใช้เรือสัญจรเข้าออก 

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋นห์ ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน มูลค่า 140,000 ล้านด่ง หรือราว 5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้แล้ว.

ที่มา : Hanoitimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุแมตโม

พารามอเตอร์อาวุธร้ายใหม่ของกองทัพพม่า : โจมตีจากฟ้าประชาชนรับเคราะห์

พารามอเตอร์อาวุธร้ายใหม่ของกองทัพพม่า : โจมตีจากฟ้าประชาชนรับเคราะห์

10 ต.ค. 2568 08:43 น.

พารามอเตอร์อาวุธร้ายใหม่ของกองทัพพม่า : โจมตีจากฟ้าประชาชนรับเคราะห์

  • พารามอเตอร์กลายมาเป็นอาวุธสังหารล่าสุดของกองทัพพม่า โดยเป็นยุทโธปกรณ์ต้นทุนต่ำ แต่ก็ยังสร้างความสูญเสียได้ไม่น้อย  กลายเป็นภัยคุกคามชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางสงครามกลางเมือง
  • เหตุโจมตีประชาชนในงานเทศกาลตะดิ่งจุ๊ต ไม่ใช่การใช้พารามอเตอร์โจมตีเป้าหมายครั้งแรก เฉพาะในเดือนมกราคม 2025 เพียงเดือนเดียว มีรายงานการโจมตีด้วยพารามอเตอร์ถึง 8 ครั้งในเขตตองทะห์, พะเล็ตตวา และสะกาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 คน 
  • ทหารสามารถฝึกควบคุมพารามอเตอร์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ต่างจากนักบินเครื่องบินรบที่ต้องฝึกหลายปี กองทัพพม่าจึงตั้งศูนย์ฝึกและฐานบินหลายแห่งเพื่อเตรียมพลร่มเหล่านี้

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่เมืองชองอูในภูมิภาคสะกาย ทางตอนกลางของเมียนมา เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางงานเทศกาลตะดิ่งจุ๊ต หรือเทศกาลวันเพ็ญเดือนสิบ หลังจากเครื่องพารามอเตอร์ หรือร่มบินติดเครื่องยนต์ ซึ่งกองทัพพม่า (เมียนมา) ใช้เป็นอาวุธทางอากาศรูปแบบใหม่ บินเหนือศีรษะผู้คนเกือบร้อยคนที่มาร่วมจุดเทียนฉลองและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลทหาร แล้วทิ้งระเบิดลงใส่ฝูงชน

เหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียง 7 นาที แต่ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย หนึ่งในผู้รอดชีวิตวัย 30 ปีเล่าว่า ตอนนั้นเขาคิดว่าขาเขาขาดไปแล้ว เขาต้องคลานไปซ่อนในคูน้ำจนเพื่อนมาช่วย พร้อมประณามว่านี่คือการสังหารหมู่ และกองทัพทำมันอย่างเปิดเผย

พารามอเตอร์คืออะไร? อาวุธราคาถูกแต่สังหารได้จริง

พารามอเตอร์คือ ร่มบินติดเครื่องยนต์ที่นักบินสามารถควบคุมทิศทางได้เอง มักใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กและสามารถบรรทุกน้ำหนักเฉลี่ยราว 160 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับพลร่มพร้อมระเบิดหลายลูก

ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า พารามอเตอร์ของกองทัพพม่า (เมียนมา) มักติดตั้งระเบิดขนาด 120 มม. หนักราว 16 กิโลกรัมต่อชิ้น และสามารถบินได้ต่ำกว่า 300 เมตร ทำให้เล็งเป้าหมายได้แม่นยำกว่าการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินรบทั่วไป

เครื่องพารามอเตอร์ 1 ลำสามารถบินได้นานถึง 3 ชั่วโมง ใช้น้ำมันทั่วไป และมีระบบ GPS นำทาง ซึ่งเพียงพอสำหรับโจมตีเป้าหมายในระยะประชิด

นอกจากนี้ ทหารสามารถฝึกควบคุมพารามอเตอร์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ต่างจากนักบินเครื่องบินรบที่ต้องฝึกหลายปี กองทัพเมียนมาจึงตั้งศูนย์ฝึกและฐานบินหลายแห่งเพื่อเตรียมพลร่มเหล่านี้

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเผยว่า พารามอเตอร์จำนวนมากถูกผลิตใน โรงงาน Heavy Industry No.10 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของกองทัพที่รับผิดชอบการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของพารามอเตอร์คือ บินช้า คือบินได้ไม่เกิน 65 กม./ชม. และเสียงดังเหมือนเลื่อยยนต์ ทำให้สามารถถูกยิงตกได้ง่าย จึงมักถูกใช้ในเวลากลางคืน และไม่สามารถบินในสภาพอากาศแปรปรวนได้

อาวุธคนจนของกองทัพเมียนมา

แม้เหตุการณ์ล่าสุดจะเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุด แต่พารามอเตอร์ถูกใช้หลายครั้งก่อนหน้านี้แล้ว โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในวันคริสต์มาส ปี 2024 ที่เขตมยิงยัน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายต่อต้าน

เฉพาะเดือนมกราคม 2025 เพียงเดือนเดียว มีรายงานการโจมตีด้วยพารามอเตอร์ถึง 8 ครั้งในเขตตองทะห์, พะเล็ตตวา และสะกาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 คน ตามข้อมูลจากฐานข้อมูล ACLED

นักวิเคราะห์จากสถาบัน Myanmar Institute for Peace and Security ระบุว่า พารามอเตอร์คืออาวุธราคาถูก ใช้งานเร็ว ฝึกง่าย และสามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างโดรนกับเครื่องบินรบได้ และมันกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของกองทัพที่ต้องการครองน่านฟ้าในต้นทุนต่ำ

สาเหตุที่กองทัพพม่า (เมียนมา) หันมาใช้พารามอเตอร์มากขึ้น เนื่องจากเครื่องบินรบจำนวนมากถูกทำลายหรือเสียหายจากสงครามกลางเมือง และมีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสูง

ประชาชนตกเป็นเป้าโจมตี

ประชาชนในพื้นที่ที่มีกำลังต่อต้านน้อย มักตกเป็นเป้าโจมตีของพารามอเตอร์ โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ หลายครอบครัวต้องสร้าง บังเกอร์หลบภัยใต้ดินราคา 500,000 จ๊าด หรือราว 7,800 บาท ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับผู้มีรายได้ขั้นต่ำเพียง 4,800 จ๊าด หรือเพียง 75 บาทต่อวัน

สงครามกลางเมืองเมียนมาทวีความรุนแรง

ตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 2021 มีประชาชน เสียชีวิตนับหมื่นและพลัดถิ่นนับล้านคน สงครามยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี โดยฝ่ายกบฏสามารถยึดพื้นที่ไว้ได้ราวครึ่งประเทศ

แม้กองทัพสูญเสียพื้นที่จำนวนมาก แต่ล่าสุดกลับเร่งโต้กลับด้วย ปฏิบัติการทางอากาศและการทิ้งระเบิดอย่างหนัก พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธและเทคโนโลยีจากจีน ซึ่งรวมถึง โดรน, ระบบอาวุธ, ช่างเทคนิค และการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ให้ฝ่ายต่อต้าน

รายงานจากสถาบัน Stimson Center ชี้ว่า จีนยังคงหนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะเดียวกัน จีนยังพยายามกดดันกลุ่มกบฏตามแนวชายแดนให้หยุดส่งอาวุธ เช่น โดรนและยานไร้คนขับ (UAV) ให้กับฝ่ายต่อต้าน ทำให้สมดุลอำนาจในสนามรบเปลี่ยนไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  พม่า

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

10 ต.ค. 2568 06:19 น.

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันตามข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นทันทีหรือไม่

เมื่อ 9 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน ซึ่งพวกเขาลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว

“รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบการดำเนินงานสำหรับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากรัฐบาลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการอนุมัติ แต่สื่อของอิสราเอลระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังไปยังแนวรบจุดที่ยังคงควบคุมพื้นที่ของฉนวนกาซาเอาไว้ประมาณ 53% จากแผนที่ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่ถือเป็นการถอนกำลังเฟสที่ 1 ของอิสราเอล จากทั้งหมด 3 เฟส

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนานาชาติจำนวน 200 นาย ซึ่งรวมถึงทหารจากสหรัฐฯ, อียิปต์, กาตาร์, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นผู้กำกับดูแล, สังเกตการณ์ และ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดหรือการรุกล้ำการหยุดยิงในฉนวนกาซา

หลังจากนั้น การนับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจะเริ่มขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นกลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ การส่งคืนร่างของตัวประกันผู้เสียชีวิต 28 รายจะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

นอกจากนั้น ตามแผนของนายทรัมป์ อิสราเอลจะส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตชาวกาซา 15 รายต่อการส่งคืนร่างของตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน

รถบรรทุกหลายร้อยคันที่บรรทุกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็จะเริ่มเข้าสู่ฉนวนกาซาด้วย เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก

แผนของนายทรัมป์ระบุว่า รถบรรทุกส่งความช่วยเหลือจะเข้าสู่กาซาวันละ 600 คัน แต่แหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงแรกจะมีรถบรรทุกเข้าไปขั้นต่ำ 400 คัน ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากแผนการสันติภาพระยะแรกนี้ประสบความสำเร็จ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งเรื่องรายละเอียดของแผนการระยะที่เหลือ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกัน และอาจทำให้ยากที่จะบรรลุข้อตกลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc