คนงานแอฟริกาใต้รับ นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

คนงานแอฟริกาใต้รับ นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

10 ต.ค. 2568 04:34 น.

คนงานแอฟริกาใต้รับ นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

คนงานฟาร์มหมูแอฟริกาใต้ให้การต่อศาลในการสืบสวนคดีฆาตกรรมหญิงสาว 2 คนเมื่อปีก่อน โดยอ้างว่า เขาถูกนายจ้างบังคับให้ทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอาเดรียน เดอ เวต คนงานฟาร์มหมูชาวแอฟริกาใต้วัย 21 ปี พยานคดีฆาตกรรมหญิงผิวดำ 2 รายที่ฟาร์มหมูใกล้เมือง โปโลควาเน (Polokwane) ในจังหวัดลิมโปโป ทางเหนือของแอฟริกาใต้เมื่อปีก่อน ให้การในศาลสูงโปโลควาเน ในวันพฤหัสบดีที่ 9 ต.ค. 2568 โดยเขาเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ

ในตอนแรก นาย เดอ เวต กับนาย ซาคาเรียฟ์ โยฮันเนส โอลิวิเยร์ นายจ้างของเขา กับชายอีกคนคือนาย วิลเลียม มูโซรา ถูกฟ้องร้องในข้อหาฆาตกรรม น.ส.มาเรีย มัคกาโต อายุ 45 ปี กับ น.ส.ลูเซีย เอ็นโดลวู อายุ 34 ปี ซึ่งบุกรุกเข้ามาในสวนเพื่อหาอาหารเมื่อคืนวันที่ 17 ส.ค. 2567

อย่างไรก็ตาม นาย เดอ เวต ได้รับการยกฟ้องข้อหาฆาตกรรมและกลายมาเป็นพยานในคดีนี้

นายเดอ เวต ให้การในศาลว่า เขาเปิดฉากยิงไปที่หญิงทั้งสองคนพร้อมกับนายโอลิวิเยร์ ก่อนที่เขาจะได้รับคำสั่งให้กำจัดศพ ซึ่งนาย เดอ เวต ยืนยันว่า ตัวเขาถูกบังคับให้ทิ้งร่างในคอกหมู

ในคืนวันเกิดเหตุ ตัวเขากับนายโอลิวิเยร์ วัย 60 ปี ติดอาวุธด้วยปืนไรเฟิลล่าสัตว์ เฝ้ารอผู้บุกรุกเข้ามาในฟาร์ม โดยหลังจากรอประมาณ 30 นาที พวกเขาก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน และเดินมาทางพวกเขา ทั้งคู่จึงเปิดฉากยิงและได้ยินเสียงคนกรีดร้อง พวกเขาจึงเดินไปดูและพบร่างคนนอนคว่ำหน้าอยู่

หลังจากนั้น นายเดอ เวต กับนายโอลิวิเยร์ก็แยกย้ายกันกลับไปนอน ก่อนที่ในเช้าวันต่อมา พวกเขาจะพบว่า ร่างดังกล่าวเป็นศพผู้หญิง ซึ่งนายเดอ เวต อ้างว่า นายโอลิวิเยร์บอกให้เขาช่วยขนศพไปทิ้งไว้ในคอกซึ่งมีหมูอยู่ 8-10 ตัว

ในวันต่อมา พวกเขาก็พบศพผู้หญิงอีกรายอยู่ห่างจากจุดที่พบศพแรกประมาณ 25 ม. ซึ่งนายโอลิวิเยร์, นายเดอ เวต กับนายมูโซรา วัย 50 ปี ช่วยกันนำศพไปทิ้งในคอกหมูเช่นเดียวกับศพแรก

ต่อมาในวันอังคารที่ 20 ส.ค. 2567 ทั้งสามคนกลับไปที่คอกหมูและพบว่า หมูกัดกินศพของหญิงทั้ง 2 รายไปมากแล้ว โดยมีการเผยรูปสภาพศพในศาลด้วย

นายจอร์จ เซกูคูน อัยการรัฐ สอบถามนายเดอ เวต ว่า จุดประสงค์ของการนำศพไปไว้ในคอกหมูคืออะไร ซึ่งเขาตอบว่า เรากำลังทำลายหลักฐาน เพราะเมื่อหมูหิวจัดพอสมควร มันจะกินทุกอย่าง”

นายเดอ เวต ยังกล่าวอีกว่า นายโอลิวิเยร์ ได้ใช้เครื่องเจียร (angle grinder) ตัดปืนไรเฟิลล่าสัตว์ออกเป็นชิ้น ๆ และเผาชิ้นส่วนที่เป็นไม้ของปืน จากนั้นพวกเขาก็โยนอาวุธที่ถูกตัดเป็นชิ้น ๆ รวมถึงปลอกกระสุนที่ใช้แล้วลงไปในบ่อบาดาล

คดีนี้สร้างความไม่พอใจไปทั่วแอฟริกาใต้ และยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดทางเชื้อชาติระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาวในประเทศให้รุนแรงขึ้น และความตึงเครียดนี้รุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ชนบทของประเทศ แม้ว่าระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติที่เรียกว่า การถือผิว (apartheid) จะสิ้นสุดลงเมื่อ 30 ปีที่แล้วก็ตาม

ที่ดินทำกินส่วนบุคคลส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือของชนกลุ่มน้อยผิวขาว ในขณะที่คนงานในฟาร์มส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและได้รับค่าจ้างต่ำ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชากรผิวดำ ขณะที่เกษตรกรผิวขาวหลายคนบ่นถึงอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด

สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด

10 ต.ค. 2568 03:56 น.

สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด

ทางการสหรัฐฯ สืบสวนความปลอดภัยของรถยนต์ “เทสลา” เพิ่ม หลังมีรายงานหลายสิบฉบับว่า ระบบขับอัตโนมัติทำให้รถยนต์ขับผิดเลนและไม่จอดเมื่อเจอไฟแดง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนบริษัท เทสลา หลังจากมีรายงานว่า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของบริษัทละเมิดกฎหมายจราจรหลายข้อ รวมถึงการขับรถผิดเลนและการไม่หยุดรถเมื่อเจอไฟแดง

สำนักงานจัดการความปลอดภัยจราจรทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHTSA) ระบุในเอกสารการสืบสวนว่า พวกเขาทราบว่ามีรายงานอย่างน้อย 58 ฉบับที่ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ได้กระทำการละเมิดจราจรดังกล่าว

คาดกันว่า มีรถยนต์ประมาณ 2.9 ล้านคันที่ติดตั้งเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่จะอยู่ภายใต้การสอบสวนนี้

NHTSA ระบุว่า การประเมินเบื้องต้นของพวกเขาจะตรวจสอบขอบเขต, ความถี่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัย ของโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบภายใต้การควบคุมดูแล (Full Self-Driving (Supervised))

ในโหมดดังกล่าว รถยนต์จะสามารถเปลี่ยนเลนและเลี้ยวได้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ขับขี่ต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมที่จะเข้าควบคุมรถได้ตลอดเวลา

ตามรายงานของ NHTSA มีอุบัติเหตุ 6 ครั้งที่เกิดจากรถยนต์หยุดที่สัญญาณไฟจราจรก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไปในขณะที่ไฟยังเป็นสีแดงอยู่ และมีอุบัติเหตุ 4 ครั้งที่ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

NHTSA ระบุว่า เทสลาได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ที่ฝ่าไฟแดง บริเวณสี่แยกแห่งหนึ่งในรัฐแมรีแลนด์ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

NHTSA จะสืบสวนรายงานเรื่องที่รถยนต์ขับเข้าไปในเลนสวนขณะเลี้ยวด้วย โดยรายงานบางฉบับระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการแจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือให้โอกาสเข้าแทรกแซงเลย

ทั้งนี้ เทสลากำลังถูก NHTSA สืบสวนเรื่องกลไกการล็อกประตูของรถยนต์อยู่แล้ว หลังเกิดเหตุเด็กถูกขังอยู่ภายในรถยนต์รุ่น Model Y หลายครั้ง และบางกรณี เจ้าของรถต้องเลือกที่จะทุบกระจกเพื่อนำเด็กออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง

บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง

10 ต.ค. 2568 02:24 น.

บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง

การแข่งขันบาสเกตบอล NBA กลับคืนสู่ประเทศจีนแล้ว หลังจากโดนแบนไป 6 ปีจากปัญหาเรื่องฮ่องกง โดยจะมีการแข่งขันพรีซีซัน 2 เกมแรกในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NBA) จะได้จัดการแข่งขันในประเทศจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีในสัปดาห์นี้ หลังจากความสัมพันธ์ระหว่าง NBA กับทางการจีนย่ำแย่ลง เนื่องจากการแสดงจุดยืนเรื่องการประท้วงในฮ่องกงเมื่อหลายปีก่อน

NBA มีกำหนดจัดการแข่งขันช่วงพรีซีซัน 2 นัดในวันศุกร์และวันอาทิตย์ระหว่างทีม บรูคลิน เน็ตส์ และ ฟีนิกซ์ ซันส์ ณ สนามกีฬาในโรงแรมและคาสิโน “เวเนเชียน มาเก๊า”

ทั้งนี้ ความนิยมของกีฬาบาสเกตบอลในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อ เหยา หมิง ผู้เล่นชาวจีน ถูกดราฟต์เข้าทีม ฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ ในปี 2545 และ NBA ประเมินเอาไว้ในปี 2562 ว่า มีคนเล่นบาสเกตบอลในจีนมากถึง 300 ล้านคน

แต่ในปี 2562 ทางการจีนแบน NBA จากการดำเนินงานทั้งหมด หลังจากนาย ดาริล มอรีย์ ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม ฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ ในขณะนั้น ได้โพสต์ข้อความสนับสนุนผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ว่า “Fight For Freedom. Stand With Hong Kong.” (ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ยืนหยัดเคียงข้างฮ่องกง)

ในตอนนั้น ฮ่องกงถูกปกคลุมไปด้วยการประท้วงอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อต้านการเสื่อมถอยของเสรีภาพในการพูดและสิทธิในการชุมนุม จนสุดท้ายจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง โดยยืนยันว่าสิ่งนี้จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

จีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน NBA ทางช่องโทรทัศน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของจีนทันที หลังจากที่ NBA ปฏิเสธจะขอโทษหรือลงโทษนาย ดาริล มอรีย์

อย่างไรก็ตาม หลังจากนายมอรีย์ออกมาขอโทษในภายหลัง กระแสความไม่พอใจในจีนก็ค่อยๆ ลดลง การถ่ายทอดการแข่งขัน NBA ก็ค่อยๆ กลับมาบนช่องโทรทัศน์ของจีนอีกครั้ง และการแข่งขันล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก NBA และอาลีบาบา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ได้ประกาศความร่วมมือเมื่อปลายปี 2567 โดยนาย โจเซฟ ไช่ ประธานของบริษัท อาลีบาบา เป็นเจ้าของทีม บรูคลิน เน็ตส์

นอกจากนี้จะเป็นครั้งแรกที่บาสเกตบอล NBA ได้กลับมาจัดในจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีแล้ว นี่ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 ที่ NBA ได้จัดที่มาเก๊า ซึ่งเป็นเขตบริหารพิเศษเช่นเดียวกับฮ่องกง และขึ้นชื่อเรื่องคาสิโน

NBA ระบุว่า การแข่งขันนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเจาะกลุ่มผู้ชมบาสเกตบอลอเมริกันที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศจีน โดยนาย อดัม ซิลเวอร์ ผู้บริหารสูงสุดของ NBA บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า มีความสนใจใน NBA อย่างมหาศาลทั่วประเทศจีน

เมื่อปี 2565 เครือข่ายโทรทัศน์กีฬา ESPN ของสหรัฐฯ ประเมินว่า มูลค่าของ NBA China ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการการดำเนินงานในประเทศจีนสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.64 แสนล้านบาท)

แฟนบาสเกตบอลชาวจีนก็รู้สึกตื่นเต้นที่ NBA จะกลับมาจัดในจีนอีกครั้ง เช่นนาย หลิว อี้เจ๋อ จากเมืองเซียะเหมิน บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า “พวกเราเตรียมตัวและวางแผนสำหรับเรื่องนี้ล่วงหน้าถึงสองเดือน” “มันรู้สึกพิเศษกว่าปกติ เพราะเราเป็นแฟน NBA มานานแล้ว เราดูมาตั้งแต่ปี 2541 สมัยของ ไมเคิล จอร์แดน และทีม ชิคาโก บูลส์”

ขณะที่ โมล เจิง ผู้เดินทางมาจากหางโจว บอกกับรอยเตอร์สว่า “ผมเชื่อว่าในอนาคต เมื่อ NBA เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศจีน ผู้เล่นดาวเด่นจะมาที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อพบกับพวกเราด้วยตัวเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นอร์เวย์หวั่นทรัมป์ตอบโต้หากชวดโนเบลสันติภาพ ยืนยันเลือกไว้แล้ว

นอร์เวย์หวั่นทรัมป์ตอบโต้หากชวดโนเบลสันติภาพ ยืนยันเลือกไว้แล้ว

10 ต.ค. 2568 01:19 น.

นอร์เวย์หวั่นทรัมป์ตอบโต้หากชวดโนเบลสันติภาพ ยืนยันเลือกไว้แล้ว

นักการเมืองในนอร์เวย์ออกมาเตือนรัฐบาลให้เตรียมรับมือการตอบโต้จากสหรัฐฯ หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ขณะที่คณะกรรมการยืนยันว่า พวกเขาเลือกผู้ที่จะได้รางวัลไว้ก่อนแล้ว

เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว ก่อนจะมีการประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2025 ในขณะที่นักการเมืองนอร์เวย์ต่างเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-นอร์เวย์ หากโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้รับรางวัลนี้

คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ชี้แจงอย่างชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ต.ค. 2568) ว่า พวกเขาเลือกผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2025 ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว หลายวันก่อนที่อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะลงนามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกภายใต้แผนการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ผลักดัน

เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลาและองค์ประกอบของคณะกรรมการอิสระห้าคนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญโนเบลและผู้สังเกตการณ์ชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่ ทรัมป์ จะได้รับรางวัล ทำให้เกิดความกังวลภายในประเทศว่า ผู้นำสหรัฐฯ รายนี้จะตอบสนองอย่างไรต่อการถูกมองข้ามอย่างเปิดเผยเช่นนี้

น.ส.คีร์สตี เบิร์กสเตอ ผู้นำพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้ายของนอร์เวย์ และโฆษกด้านนโยบายต่างประเทศของพรรค ออกมาเตือนว่า นอร์เวย์ต้อง “เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์”

“โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังนำสหรัฐฯ ไปสู่ทิศทางที่รุนแรงสุดขั้ว โจมตีเสรีภาพในการพูด มีตำรวจลับปิดบังใบหน้าลักพาตัวผู้คนกลางวันแสกๆ และปราบปรามสถาบันต่างๆ และศาล เมื่อประธานาธิบดีมีความไม่แน่นอนและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ แน่นอนว่าเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่าง” น.ส.เบิร์กสเตอ บอกกับหนังสือพิมพ์ Guardian

“คณะกรรมการโนเบลเป็นองค์กรอิสระ และรัฐบาลนอร์เวย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินรางวัล แต่ฉันไม่แน่ใจว่า ทรัมป์ จะทราบเรื่องนั้น เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งที่จะมาจากเขา”

ทั้งนี้ นายทรัมป์พูดมานานแล้วว่า เขาเชื่อว่าตนเองควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นเกียรติที่เคยตกเป็นของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในปี 2552 สำหรับ “ความพยายามอันยิ่งใหญ่ในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประชาชน”

มีรายงานว่าในเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ ได้โทรศัพท์หานาย เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนอร์เวย์ และอดีตเลขาธิการ NATO เพื่อสอบถามเกี่ยวกับรางวัลโนเบล และเมื่อเดือนกันยายน ที่การประชุมสหประชาชาติ นายทรัมป์ก็ได้กล่าวอ้างว่า เขาได้หยุด “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” 7 ครั้ง และบอกเหล่าผู้นำโลกว่า “ใครๆ ก็บอกว่าผมควรได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

นายอาริลด์ เฮิร์มสตัด หัวหน้าพรรคกรีนของนอร์เวย์ กล่าวว่าความเป็นอิสระของคณะกรรมการโนเบลคือสิ่งที่ทำให้รางวัลนี้มีความน่าเชื่อถือ

“รางวัลสันติภาพได้มาจากการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จากการอาละวาดทางโซเชียลมีเดีย และไม่ใช่จากการข่มขู่” เขากล่าว “เป็นเรื่องดีที่ ทรัมป์ สนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดระหว่างอิสราเอลและฮามาส ทุกก้าวที่นำไปสู่การยุติความทุกข์ทรมานในฉนวนกาซาย่อมเป็นที่น่ายินดี แต่การมีส่วนร่วมที่ล่าช้าเพียงครั้งเดียวไม่สามารถลบล้างการสนับสนุนความรุนแรงและความแตกแยกมาหลายปีได้”

ด้านนายคริสเตียน เบิร์ก ฮาร์ปวิเคน ผู้อำนวยการสถาบันโนเบลนอร์เวย์ กล่าวว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายมีขึ้นในการประชุมคณะกรรมการโนเบลครั้งล่าสุดเมื่อวันจันทร์ และยืนยันว่า การตัดสินใจต่างๆ เป็นไปโดยไม่อิงการเมือง

ขณะที่นาย ฮาราลด์ สแตงเฮลเล คอลัมนิสต์และนักวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ Guardian คาดการณ์การตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น หากนายทรัมป์ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ โดยมองว่าการตอบโต้อาจมาในรูปแบบของการขึ้นภาษี (tariffs) การเรียกร้องให้เพิ่มเงินสมทบ NATO หรือแม้กระทั่งการประกาศให้นอร์เวย์เป็นศัตรู

“เขา (ทรัมป์) คาดเดาไม่ได้มากๆ ผมไม่อยากใช้คำว่า ‘กลัว’ แต่มีความรู้สึกว่ามันอาจเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย” สแตงเฮลเล กล่าว “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ที่จะอธิบายให้ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเข้าใจว่ามันเป็นคณะกรรมการที่เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง เพราะพวกเขาไม่เคารพความเป็นอิสระแบบนี้”

นายสแตงเฮลเลบอกอีกว่า หากทรัมป์ได้โนเบลสันติภาพในปีนี้ จะถือเป็น “เรื่องน่าประหลาดใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อินเดียจับเจ้าของ บ.ผลิตยาแก้ไอ ต้นเหตุเด็กดับ 17 ศพ พบสารอันตรายสูงกว่าเกณฑ์เกือบ 500 เท่า

อินเดียจับเจ้าของ บ.ผลิตยาแก้ไอ ต้นเหตุเด็กดับ 17 ศพ พบสารอันตรายสูงกว่าเกณฑ์เกือบ 500 เท่า

9 ต.ค. 2568 14:39 น.

อินเดียจับเจ้าของ บ.ผลิตยาแก้ไอ ต้นเหตุเด็กดับ 17 ศพ พบสารอันตรายสูงกว่าเกณฑ์เกือบ 500 เท่า

ตำรวจอินเดียจับกุมเจ้าของบริษัท ศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ ในรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาแก้ไอที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อย่างน้อย 17 ราย ในรัฐมัธยประเทศ หลังพบสารไดเอทิลีนไกลคอล ปนเปื้อนในปริมาณที่สูงกว่าที่ได้รับอนุญาตเกือบ 500 เท่า

เจ้าหน้าที่ตำรวจในอินเดีย เปิดเผยว่า ตำรวจได้เข้าจับกุม นายเอส. รังกานาธาน เจ้าของบริษัท ศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ (Sresan Pharmaceutical) ผู้ผลิตยาแก้ไอที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอย่างน้อย 17 ราย ในรัฐมัธยประเทศ

เด็กที่เสียชีวิตทั้งหมดมีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเสียชีวิตในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจากการบริโภคยาแก้ไอ “โคลด์ริฟ” (Coldrif) ที่มีสารเคมีอันตราย “ไดเอทิลีน ไกลคอล” (diethylene glycol) ปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าที่อนุญาตเกือบ 500 เท่า

ยาแก้ไอโคลด์ริฟ ของศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ ถูกสั่งห้ามจำหน่ายในหลายพื้นที่ของอินเดียแล้ว หลังจากการทดสอบยืนยันการมีอยู่ของสารเคมีดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว

นายรังกานาธาน เจ้าของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑู ถูกจับกุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในเมืองเจนไน และจะถูกนำตัวขึ้นศาล ก่อนจะถูกส่งตัวจากรัฐทมิฬนาฑูไปยังเมืองชินทวารา ในรัฐมัธยประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ตามกฎหมายของอินเดีย ผู้ผลิตยาต้องทำการทดสอบวัตถุดิบทุกชุดและผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ตาม การส่งออกยาแก้ไอจะต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการที่รัฐบาลกำหนดตั้งแต่ปี 2023 หลังมีรายงานการเสียชีวิตของเด็กกว่า 10 รายในแกมเบีย อุซเบกิสถาน และแคเมอรูน ที่เชื่อมโยงกับยาแก้ไอจากอินเดีย

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าคดีล่าสุดนี้ได้เน้นย้ำถึง “ช่องว่างด้านกฎระเบียบ” ในการคัดกรองยาที่จำหน่ายภายในประเทศของอินเดีย และเตือนว่าอาจมีการส่งออกยาบางส่วนออกไปอย่างไม่เป็นทางการ

ในสัปดาห์นี้ ทางการอินเดียยังได้ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอที่จำหน่ายในประเทศอีกสองชนิด คือ Respifresh และ RELIFE ที่ผลิตโดยบริษัท Shape Pharma และ Rednex Pharmaceuticals ในรัฐคุชราต หลังผลการทดสอบพบว่ามียาสองชนิดนี้มีสารเคมีชนิดเดียวกันปนเปื้อนอยู่

ทั้งนี้ อินเดียได้รับการขนานนามว่าเป็น “ร้านขายยาของโลก” เนื่องจากเป็นผู้ผลิตยาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกในด้านปริมาณ รองจากสหรัฐฯ และจีน โดยอินเดียส่งยาสามัญ คิดเป็น 40% ของยาที่ใช้ในสหรัฐฯ และกว่า 90% ของยาที่ใช้ในหลายประเทศในแอฟริกา.


ที่มา Reuters

ปธน.มาครง เตรียมแต่งตั้งนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ ภายใน 48 ชั่วโมง

ปธน.มาครง เตรียมแต่งตั้งนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ ภายใน 48 ชั่วโมง

9 ต.ค. 2568 13:10 น.

ปธน.มาครง เตรียมแต่งตั้งนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ ภายใน 48 ชั่วโมง

ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสยืนยันว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อยุติข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ หลังนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู ลาออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลายเป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนที่สามในรอบไม่ถึงหนึ่งปีที่ต้องพ้นตำแหน่ง

เลอกอร์นู ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของมาครง ถูกขอให้อยู่ในตำแหน่งต่ออีกสองวันเพื่อเจรจากับพรรคการเมืองต่าง ๆ หาทางออกจากภาวะชะงักงันทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งส่งผลให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภา

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อวันพุธ นายเลอกอร์นูกล่าวว่า ภารกิจของเขา “เสร็จสิ้นแล้ว” แต่ไม่ยืนยันว่าจะถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกพิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ พร้อมย้ำว่าสภาส่วนใหญ่ไม่ต้องการเลือกตั้งใหม่ และตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผ่านร่างงบประมาณภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์และการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 โดยระบุว่า “ผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับความทะเยอทะยานทางการเมืองส่วนตัว”

ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2024 ฝรั่งเศสประสบภาวะ “สภาแขวน” ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญได้ รวมถึงงบประมาณรายปี ปัญหาหลักของรัฐบาลชุดต่าง ๆ คือการจัดการหนี้สาธารณะซึ่งพุ่งสูงถึง 3.4 ล้านล้านยูโร หรือราว 114% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน รองจากกรีซและอิตาลี

นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าอย่างมิเชล บาร์นิเยร์ และฟรองซัวส์ บายรู เคยถูกลงมติไม่ไว้วางใจหลังนำเสนองบประมาณแบบรัดเข็มขัด ขณะที่นายเลอกอร์นูเผยว่าร่างงบประมาณใหม่จะถูกนำเสนอในสัปดาห์หน้า แต่เปิดให้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคฝ่ายค้านทั้งฝ่ายซ้ายและขวายังคงยึดจุดยืนไม่เปลี่ยน แมทิลด์ ปาโนต์ จากพรรคฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน (LFI) พรรคฝ่ายซ้ายจัด เรียกร้องให้มาครงลาออก ส่วนมารีน เลอแปง ผู้นำพรรคแนวร่วมชาติขวาจัด ยืนยันว่าจะลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่ทุกชุด

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น มาครงยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะนับตั้งแต่การลาออกของเลอกอร์นู โดยอดีตนายกรัฐมนตรีระบุเพียงว่า ผู้นำฝรั่งเศส “จะกล่าวต่อประชาชนในเวลาที่เหมาะสม” ขณะที่พันธมิตรทางการเมืองหลายคนเริ่มแสดงท่าทีห่างเหิน รวมถึงกาเบรียล อัตตาล อดีตลูกศิษย์ทางการเมืองของมาครง ที่กล่าวว่า “ไม่เข้าใจแนวทางของประธานาธิบดีอีกต่อไป” และเสนอให้ตั้งผู้เจรจาอิสระเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา BBC

รมว.ต่างประเทศมาเลเซียจะไปคุยเรื่องเลือกตั้งกับพม่าวันนี้

รมว.ต่างประเทศมาเลเซียจะไปคุยเรื่องเลือกตั้งกับพม่าวันนี้

9 ต.ค. 2568 12:20 น.

รมว.ต่างประเทศมาเลเซียจะไปคุยเรื่องเลือกตั้งกับพม่าวันนี้

รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยว่า นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย จะเดินทางเยือนเมียนมาเป็นเวลาหนึ่งวันในวันนี้ เพื่อพูดคุยกับคณะรัฐประหารเมียนมาเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะจัดขึ้นปลายปีนี้ และเพื่อผลักดันความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพที่หยุดชะงัก

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า นายโมฮาหมัด ฮาซัน จะเดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ในฐานะประธานอาเซียน และจะเข้าพบกับผู้นำรัฐบาลทหาร พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย รวมถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่า

ผู้นำทางทหารของพม่าถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการประชุมของอาเซียนตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีในแผนสันติภาพ 5 ข้อ ของอาเซียน ซึ่ง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เคยตกลงไว้หลังก่อรัฐประหารในปี 2021

พม่าซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ได้กำหนดให้มีการลงคะแนนเสียงรอบแรกสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมนี้ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการเลือกตั้งที่หลอกลวง เพื่อเปิดทางให้คณะนายทหารสามารถอยู่ในอำนาจผ่านตัวแทนต่อไปได้ โดยมีเพียงไม่กี่พรรคเท่านั้นที่ลงสมัครในระดับชาติ ขณะที่กลุ่มต่อต้านถูกห้ามลงสมัครหรือปฏิเสธที่จะเข้าร่วม

นายโมฮาหมัดเคยกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า อาเซียนไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้เมียนมาปฏิบัติตามข้อผูกพันด้านสันติภาพแทน

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียระบุว่า นายโมฮาหมัดจะเรียกร้องให้คณะรัฐประหารดำเนินการตามแผนสันติภาพ โดยเน้นย้ำถึง การยุติความเป็นปรปักษ์ การอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยไม่ถูกขัดขวาง และการจัดให้มีการเจรจาอย่างครอบคลุมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพม่า

ทั้งนี้ พม่าตกอยู่ในความรุนแรงนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 โดยคณะนายพลต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธ

ในโพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันพฤหัสบดี นายโมฮาหมัดกล่าวว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังบั่นทอนความพยายามในแผนสันติภาพโดยไม่ได้ระบุรายละเอียด ขณะที่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้เห็นเหตุการณ์ กลุ่มสิทธิ และหลายกลุ่มเปิดเผยว่า รัฐบาลพม่าได้โจมตีพลเรือนในภาคสะกาย ทางตอนกลางของประเทศเมื่อวานนี้ สังหารคนไม่ต่ำกว่า 20 คน ซึ่งเป็นพลเรือนที่ชุมนุมประท้วงเหตุการณ์ที่กองทัพใช้พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่พลเรือนราว 100 คน ที่กำลังร่วมงานในเทศกาลตาดิงยุต  เนื่องในวันออกพรรษาเมื่อค่ำวันจันทร์ คร่าชีวิตคนอย่างน้อย 24 คน.

ที่มา Reuters

ทรัมป์คาดตัวประกันกาซา “จะกลับมาทั้งหมด” วันจันทร์นี้ หลังอิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์คาดตัวประกันกาซา "จะกลับมาทั้งหมด" วันจันทร์นี้ หลังอิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

9 ต.ค. 2568 11:46 น.

ทรัมป์คาดตัวประกันกาซา “จะกลับมาทั้งหมด” วันจันทร์นี้ หลังอิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ตัวประกันทั้งหมดที่ถูกจับตัวไปในกาซา รวมถึงร่างของผู้เสียชีวิต จะ “กลับมาทั้งหมด” ในวันจันทร์นี้ ภายหลังจากที่อิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน 

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อช่วงค่ำวันพุธ (8 ต.ค.) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศแผนสันติภาพ 20 ข้อ ที่มีเป้าหมายยุติสงครามอันโหดร้ายยาวนาน 2 ปี ซึ่งส่งผลให้กาซาพังทลายและเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม

ภายใต้แผนการดังกล่าว กลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมด ขณะที่อิสราเอลจะถอนกำลังทหารกลับไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ ซึ่งทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากการเจรจาทางอ้อมในประเทศอียิปต์

ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าข้อตกลงนี้จะส่งผลกระทบเชิงบวกไปทั่วภูมิภาค โดยอาจรวมถึงการมีส่วนร่วมของ อิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนานของอิสราเอลและสหรัฐฯ “นี่เป็นมากกว่าเรื่องของกาซา นี่คือสันติภาพในตะวันออกกลาง” และเสริมว่าเขาเชื่อว่า “อิหร่านจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์สันติภาพทั้งหมดนี้จริง ๆ”

ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า “โลกได้มารวมกันเพื่อข้อตกลงนี้” ซึ่งถือเป็น “สิ่งที่ดีเยี่ยมสำหรับอิสราเอล เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสำหรับชาวมุสลิม สำหรับประเทศอาหรับ และดีเยี่ยมสำหรับสหรัฐฯ”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงความหวังในการสร้างฉนวนกาซาขึ้นใหม่ให้เป็นศูนย์กลางที่เจริญรุ่งเรือง โดยระบุว่า กาซา “จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และประเทศอื่น ๆ ในพื้นที่ก็จะช่วยเหลือในการสร้างใหม่นี้ เพราะพวกเขามีความมั่งคั่งมหาศาล และพวกเขาต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น” พร้อมทั้งยืนยันว่าสหรัฐฯ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยให้ข้อตกลงนี้ประสบความสำเร็จและช่วยให้ภูมิภาคนี้ยังคงสงบสุข

ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธมีรายละเอียดค่อนข้างจำกัดและยังคงมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข อีกหลายประการ ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้เช่นเดียวกับความพยายามเพื่อสันติภาพในอดีต

รัฐบาลอิสราเอลจะประชุมกันในวันนี้ (9 ต.ค.) เพื่ออนุมัติข้อตกลง หากข้อตกลงได้รับการอนุมัติ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ทันที ฮามาสก็ตกลงตามข้อตกลงนี้เช่นกัน.


ที่มา Reuters

เผยสถิติคนเกาหลีใต้กินบะหมี่กึ่งฯ ต่อหัวมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากคนเวียดนาม คนไทยรั้งอันดับ 3

เผยสถิติคนเกาหลีใต้กินบะหมี่กึ่งฯ ต่อหัวมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากคนเวียดนาม คนไทยรั้งอันดับ 3

9 ต.ค. 2568 11:39 น.

เผยสถิติคนเกาหลีใต้กินบะหมี่กึ่งฯ ต่อหัวมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากคนเวียดนาม คนไทยรั้งอันดับ 3

เกาหลีใต้ครองอันดับ 2 ด้านการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อหัวประชากร รองจากแชมป์เวียดนาม ในขณะที่ไทย ตามมาเป็นอันดับที่ 3 

วันที่ 9 ตุลาคม 2568 สมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก (World Instant Noodles Association — WINA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า เกาหลีใต้ครองอันดับ 2 ของโลกด้าน การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อหัวประชากร รองจากเวียดนาม  โดยในปี 2567 ชาวเกาหลีใต้บริโภค รามยอน หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปทั้งสิ้น 4,100 ล้านซอง หากเทียบเป็นอัตราต่อหัวประชากร ซึ่งมีอยู่ราว 51.75 ล้านคน พบว่าชาวเกาหลีใต้บริโภคเฉลี่ย 79.2 ซองต่อคนต่อปี หากเทียบปริมาณรวมจะอยู่อันดับ 8 ของโลก 

โดยตัวเลขนี้เป็นรองเพียง เวียดนาม ที่บริโภคเฉลี่ย 81 ซองต่อคนต่อปี โดยเวียดนามมีประชากรราว 100 ล้านคน และอยู่ในอันดับ 4 ของโลกในด้านปริมาณรวมที่ 8.14 พันล้านซอง ส่วนประเทศไทย ตามมาในอันดับ 3 ด้วยอัตราเฉลี่ย 57 ซองต่อคนต่อปีอันดับ ต่อไปได้แก่ เนปาล 54  อินโดนีเซีย 52  ญี่ปุ่นและมาเลเซีย 47  ไต้หวัน 40  ฟิลิปปินส์ 39 และ จีนรวมฮ่องกง 31.

สหรัฐฯ รวบนักโทษรายสุดท้ายเหตุแหกคุกนิวออร์ลีนส์ หลังหลบหนีกว่า 5 เดือน

สหรัฐฯ รวบนักโทษรายสุดท้ายเหตุแหกคุกนิวออร์ลีนส์ หลังหลบหนีกว่า 5 เดือน

9 ต.ค. 2568 11:09 น.

สหรัฐฯ รวบนักโทษรายสุดท้ายเหตุแหกคุกนิวออร์ลีนส์ หลังหลบหนีกว่า 5 เดือน

ตำรวจเข้าจับกุมนายเดอร์ริค โกรฟส์ วัย 28 ปี นักโทษคดีฆาตกรรมที่หลบหนีจากเรือนจำในรัฐหลุยเซียนาเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยพบซ่อนตัวในช่องคลานของบ้านหลังหนึ่งในแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ปิดตำนานการหลบหนีสุดอุกอาจของนักโทษทั้ง 10 คน ที่ทิ้งข้อความเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ไว้บนกำแพง

ตำรวจรัฐหลุยเซียนายืนยันการจับกุมตัว นายเดอร์ริค โกรฟส์ วัย 28 ปี นักโทษคนสุดท้ายที่ยังหลบหนี จากเหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ในเรือนจำเมืองนิวออร์ลีนส์ เมื่อ 5 เดือนก่อน โดยถูกจับกุมตัวได้ที่เมือง แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสก่อนจะติดตามไปยังบ้านหลังหนึ่งในเมืองแอตแลนตา ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่กบดานของนายโกรฟส์ รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาหลายกระป๋องเข้าไปในบ้าน ก่อนจะพบนายโกรฟส์ซ่อนตัวอยู่ในช่องคลานบริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งเขาได้เตรียมการซ่อนตัวไว้เป็นอย่างดี

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม นักโทษทั้ง 10 คน ซึ่งรวมถึงนายโกรฟส์ ได้หลบหนีออกจากเรือนจำด้วยวิธีการสุดอุกอาจ โดยการถอดโถส้วมออกจากผนังและทำลายกรงเหล็กกั้นบริเวณโพรง ก่อนจะปีนลงสู่โถงทางเดินและวิ่งข้ามทางหลวง

รายงานยังระบุว่า นักโทษกลุ่มนี้ได้ขีดเขียนข้อความเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ไว้บนกำแพงเหนือรูที่แหกหนีออกมาด้วย เช่น ข้อความว่า “To Easy LoL” (ง่ายเกินไป) และรูปอิโมจิแลบลิ้น รวมทั้งข้อความที่ดูเหมือนจะท้าทายให้เจ้าหน้าที่ตามจับพวกเขาให้ได้

นายโกรฟส์ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมระดับสอง เมื่อเดือนตุลาคม 2024 หลังใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมยิงใส่ผู้คนในงานเทศกาลมาร์ดิกราส์จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เขายังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าและข้อหาอาวุธปืนของรัฐบาลกลางอีกด้วย

อัยการสูงสุดรัฐลุยเซียนาเปิดเผยว่า นายโกรฟส์จะต้องเผชิญกับข้อหาเพิ่มเติม จากการแหกคุกครั้งนี้ และจะดำเนินการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังหลุยเซียนาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา BBC