ศาลสหรัฐฯ สั่ง “จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” จ่ายชดเชย 966 ล้านดอลลาร์ คดีแป้งทาตัวก่อมะเร็ง

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” จ่ายชดเชย 966 ล้านดอลลาร์ คดีแป้งทาตัวก่อมะเร็ง

9 ต.ค. 2568 10:50 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” จ่ายชดเชย 966 ล้านดอลลาร์ คดีแป้งทาตัวก่อมะเร็ง

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน” ชดใช้ 966 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ครอบครัวหญิงชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด หลังพบแป้งทาตัวมีแร่ใยหินปนเปื้อน ขณะที่บริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ทันที

วันที่ 7 ตุลาคม 2568  ศาลในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ มีคำพิพากษาให้บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson)  ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชภัณฑ์ จ่ายเงินชดเชยรวม 966 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,600 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของนางเม มัวร์ หญิงชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมโสธีลิโอมา (Mesothelioma) หรือมะเร็งเยื้อหุ้มปอดอักเสบ เมื่อปี 2564

โดยคณะลูกขุนตัดสินให้บริษัทจ่าย 16 ล้านดอลลาร์ เป็นค่าเสียหายเชิงชดเชย และ 950 ล้านดอลลาร์ เป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ หลังครอบครัวของผู้ตายยื่นฟ้องเมื่อปีเดียวกัน โดยอ้างว่าแป้งเด็กของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันมี เส้นใยแร่ใยหิน (Asbestos) ปนเปื้อน ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดร้ายแรงที่เกิดบริเวณเยื่อหุ้มอวัยวะภายใน

อย่างไรก็ตาม นายอีริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีทั่วโลก ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน แถลงว่า บริษัทจะอุทธรณ์ทันที พร้อมระบุว่าคำตัดสินไม่เป็นธรรมและขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าทนายฝ่ายโจทก์ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เทียมที่ไม่ควรถูกนำเสนอในศาล 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทเผชิญคำสั่งจ่ายค่าเสียหายลักษณะนี้ โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 ศาลรัฐมิสซูรีเคยสั่งให้จ่ายเงิน 72 ล้านดอลลาร์ ให้ครอบครัวหญิงที่เสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่ และในปี 2567 บริษัทก็ยอมจ่าย 700 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีหลอกลวงผู้บริโภคเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ หลังถูกสอบสวนโดยอัยการสูงสุด 43 รัฐ

ทั้งนี้ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน หยุดจำหน่ายแป้งเด็กที่มีส่วนผสมของทัลก์ (Talc) ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563 และยุติการจำหน่ายทั่วโลกในปี 2566 โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สูตรแป้งข้าวโพดแทน ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทกำลังเผชิญคดีฟ้องร้องกว่า 67,000 คดี จากผู้ที่อ้างว่าป่วยเป็นมะเร็งหลังใช้ผลิตภัณฑ์แป้งทัลก์ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่ ขณะที่คดีมะเร็งเมโสธีลิโอมา มีสัดส่วนน้อยแต่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา.

แคลิฟอร์เนียประกาศกฎหมายใหม่ แบนอาหารแปรรูปขั้นสูง “UPFs” ในโรงเรียน เป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ

แคลิฟอร์เนียประกาศกฎหมายใหม่  แบนอาหารแปรรูปขั้นสูง "UPFs" ในโรงเรียน เป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ

9 ต.ค. 2568 10:08 น.

แคลิฟอร์เนียประกาศกฎหมายใหม่ แบนอาหารแปรรูปขั้นสูง “UPFs” ในโรงเรียน เป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ

แคลิฟอร์เนียประกาศกฎหมายใหม่ “ห้ามอาหารแปรรูปขั้นสูง” (ultraprocessed foods-UPFs) ในโรงเรียนทุกแห่งทั่วรัฐ นับเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ เพื่อคุ้มครองสุขภาพเด็กนักเรียนที่รับประทานอาหารโรงเรียนกว่าพันล้านมื้อต่อปี 

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 นายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามในกฎหมาย “อาหารแท้เพื่อเด็กสุขภาพดี” (Real Food, Healthy Kids Act) ที่จะนิยามและสั่งห้ามอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultraprocessed foods) หรือ UPFs ซึ่งเต็มไปด้วยสารเติมแต่ง น้ำตาล เกลือ และไขมันสูง จากเมนูอาหารที่เสิร์ฟให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนทุกแห่งทั่วรัฐ คิดเป็นจำนวนกว่า 1,000 ล้านมื้อต่อปี ถือเป็นการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่เป็นครั้งแรกของสหรัฐฯ 

โดยการลงนามมีขึ้นหลังจากสภานิติบัญญัติของรัฐแคลิฟอร์เนียผ่านร่างเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของขบวนการปฏิรูประบบอาหารทั่วประเทศ

เจสซี กาเบรียล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ผู้เสนอร่างกฎหมาย กล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ในขณะที่วอชิงตันยังมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการกับเขียนรายงาน แคลิฟอร์เนียลงมือจริงเพื่อปกป้องสุขภาพเด็กแล้ว

ทางด้านนายเบอร์นาดัตต์ เดล เคียรา รองประธานอาวุโสประจำรัฐแคลิฟอร์เนียขององค์กรสิ่งแวดล้อม EWG ซึ่งร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้กล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่มาจากรากหญ้า เพราะชุมชนเริ่มตระหนักว่าในอาหาร น้ำ และอากาศของเรามีสารเคมีเต็มไปหมด ถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว 

ทั้งนี้ รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า เด็กอเมริกันโดยเฉลี่ยได้รับพลังงานถึง 2 ใน 3 จากอาหารแปรรูปขั้นสูงที่อุดมไปด้วยสารเคมีและพลังงานส่วนเกิน ขณะที่กฎหมายใหม่นี้ไม่เพียงนิยามคำว่า “อาหารแปรรูปขั้นสูง” เป็นครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์กำหนดว่าอาหารชนิดใดเป็น  อาหารแปรรูปขั้นสูงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อทยอยนำอาหารเหล่านี้ออกจากระบบอาหารของโรงเรียน. 

ที่มา CNN

ไวโอลินของไอน์สไตน์ถูกประมูลกว่า 40 ล้านบาท สูงสุดสำหรับไวโอลินที่ไม่ได้เป็นของนักดนตรีอาชีพ

ไวโอลินของไอน์สไตน์ถูกประมูลกว่า 40 ล้านบาท  สูงสุดสำหรับไวโอลินที่ไม่ได้เป็นของนักดนตรีอาชีพ

9 ต.ค. 2568 10:02 น.

ไวโอลินของไอน์สไตน์ถูกประมูลกว่า 40 ล้านบาท สูงสุดสำหรับไวโอลินที่ไม่ได้เป็นของนักดนตรีอาชีพ

ไวโอลินของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกประมูลด้วยราคาสูงถึง 860,000 ปอนด์ หรือ ราว 40 ล้านบาท สูงสุดสำหรับไวโอลินที่ไม่ได้เป็นของนักไวโอลินอาชีพ

ไวโอลินรุ่นปี ค.ศ.1894 ผลิตโดยช่างชื่อ “ซุนเทอเรอร์” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไวโอลินตัวแรกของไอน์สไตน์ ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 860,000 ปอนด์ หรือ ราว 40 ล้านบาท โดยตอนแรกคาดว่าจะมีราคาประมูลอยู่ที่ราว 300,000 ปอนด์เท่านั้น  ในการประมูลที่จัดขึ้นโดย Dominic Winter Auctioneers เมืองเซิร์นีย์ มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ ประเทศอังกฤษ

นอกจากไวโอลินแล้ว ยังมีหนังสือปรัชญาที่ไอน์สไตน์มอบให้เพื่อนคนหนึ่ง ถูกประมูลขายไปในราคา 2,200 ปอนด์

ทั้งนี้ ราคาทั้งหมดจะต้องบวก ค่าคอมมิชชันอีก 26.4% ทำให้มูลค่ารวมของไวโอลินหลังรวมค่าธรรมเนียมอาจ ทะลุ 1 ล้านปอนด์  หรือ ราว 47 ล้านบาท

ผู้จัดการประมูลเชื่อว่า เมื่อรวมค่าคอมมิชชันแล้ว การขายครั้งนี้อาจเป็น สถิติสูงสุดสำหรับไวโอลินที่ไม่ได้เป็นของนักไวโอลินอาชีพ หรือไม่ได้ผลิตโดยสตราดิวาเรียส โดยสถิติก่อนหน้านี้เป็นของไวโอลินที่เชื่อว่าเคยถูกเล่นบนเรือ ไททานิก 

คริส อัลบิวรี ผู้จัดการอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านของสะสมทางประวัติศาสตร์จาก Dominic Winter Auctioneers กล่าวว่า การประมูลซึ่งใช้เวลาราว 10 นาทีนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษจริง ๆ โดยมีผู้ประมูลทางโทรศัพท์ 3 รายที่แข่งกันอย่างสูสีจนถึงวินาทีสุดท้าย

อัลบิวรีเสริมว่า หลายคนไม่รู้มาก่อนว่าไอน์สไตน์เล่นไวโอลิน โดยไอน์ตไตน์เคยพูดเสมอว่า หากเขาไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาอยากเป็นนักดนตรี เขาเริ่มเรียนไวโอลินตั้งแต่อายุราว 4 ขวบ และเล่นเป็นกิจวัตรตลอดชีวิต

นอกจากนี้ อานจักรยานของไอน์สไตน์ ที่นำมาประมูลในครั้งเดียวกัน ยังไม่มีผู้ซื้อ และอาจถูกนำกลับมาประมูลใหม่ในภายหลัง

ของทั้งหมดที่นำมาประมูลเคยเป็นของ แม็กซ์ ฟอน เลาเออ เพื่อนสนิทและเพื่อนนักฟิสิกส์ของไอน์สไตน์ ซึ่งได้รับมอบจากไอน์สไตน์ในปี ค.ศ.1932 ก่อนที่เขาจะหนีไปสหรัฐอเมริกาเพื่อหลบหนี ลัทธิต่อต้านชาวยิวและนาซีในเยอรมนี

ต่อมา ฟอน เลาเออได้มอบของเหล่านี้ให้กับแฟนคลับของไอน์สไตน์ชื่อ มาร์กาเรเท ฮอมมริช ราว 20 ปีหลังจากนั้น และ เหลนสาวของเธอ เป็นผู้นำสิ่งของเหล่านี้ออกมาประมูลในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ในปี 2018 ไวโอลินอีกตัวหนึ่งที่ไอน์สไตน์ได้รับเป็นของขวัญเมื่อเดินทางถึงสหรัฐฯ ในปี 1933 ก็เคยถูกประมูลไปที่ 516,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 16,839,000 บาท ที่นิวยอร์ก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไอน์สไตน์

อินโดนีเซียพบรังสีปนเปื้อนในโรงงาน 22 แห่ง หลังสหรัฐเรียกคืนกุ้งแช่แข็ง

อินโดนีเซียพบรังสีปนเปื้อนในโรงงาน 22 แห่ง หลังสหรัฐเรียกคืนกุ้งแช่แข็ง

9 ต.ค. 2568 09:31 น.

อินโดนีเซียพบรังสีปนเปื้อนในโรงงาน 22 แห่ง หลังสหรัฐเรียกคืนกุ้งแช่แข็ง

คณะทำงานพิเศษอินโดนีเซียตรวจพบ ร่องรอยของสารกัมมันตรังสี ในโรงงานอุตสาหกรรม 22 แห่ง หลังจากทางการสหรัฐฯ มีคำสั่งเรียกคืนกุ้งแช่แข็งที่อาจปนเปื้อนสารรังสีจากอินโดนีเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคมว่า คณะทำงานพิเศษได้ตรวจพบร่องรอยของสารกัมมันตรังสี ในโรงงานอุตสาหกรรม 22 แห่ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งใกล้กรุงจาการ์ตา หลังจากทางการสหรัฐฯ มีคำสั่ง เรียกคืนกุ้งแช่แข็งที่อาจปนเปื้อนสารรังสีจากอินโดนีเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ออกประกาศ เรียกคืนผลิตภัณฑ์กุ้งแช่แข็ง เมื่อเดือนสิงหาคม หลังตรวจพบ ไอโซโทปกัมมันตรังสีซีเซียม-137  ในกุ้งที่ส่งออกโดยบริษัท PT Bahari Makmur Sejati ของอินโดนีเซีย

จากนั้นรัฐบาลอินโดนีเซียได้ตั้งทีมสอบสวนและตรวจพบว่า สารซีเซียม-137 ปรากฏอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซิกันเด ห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 60 กิโลเมตรทางตะวันตก

บารา ฮาซิบวนโฆษกคณะทำงาน เปิดเผยว่า มีโรงงานอย่างน้อย 22 แห่งในพื้นที่ได้รับการยืนยันว่ามีการปนเปื้อน พร้อมยืนยันว่าทางการกำลังเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด ควบคุมเส้นทางเข้าออกพื้นที่ และตรวจสอบโรงงานอื่น ๆ ที่อาจมีการปนเปื้อนเพิ่มเติม รวมถึงตรวจรถบรรทุกและยานพาหนะทุกคัน ที่ผ่านเข้าออกนิคมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของรังสี โดยรัฐบาลเตรียม จำกัดการนำเข้าเศษเหล็ก (scrap metal) ซึ่งถูกระบุว่าอาจเป็น ต้นตอของการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีครั้งนี้

ขณะที่ หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ตรวจร่างกายคนงานและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้นิคมพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากการสัมผัสสารซีเซียม-137 จำนวน 9 คน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล และปัจจุบันได้กลับบ้านแล้ว

ด้าน ฮานิฟ ไฟโซล นูโรฟิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูง จะถูกอพยพชั่วคราวจนกว่าการกำจัดสารปนเปื้อนจะเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ FDA เตือนว่า การได้รับสารซีเซียมในปริมาณน้อยแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

ฮ่องกงอุณหภูมิทะลุ 33 องศาหลายวัน ตุลาคมร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

ฮ่องกงอุณหภูมิทะลุ 33 องศาหลายวัน ตุลาคมร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

9 ต.ค. 2568 08:46 น.

ฮ่องกงอุณหภูมิทะลุ 33 องศาหลายวัน ตุลาคมร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

ฮ่องกงทุบสถิติอากาศร้อนจัด ครั้งที่ 4 ของเดือนตุลาคม นับเป็นเดือนตุลาคมที่มีวันที่ร้อนจัดมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี ค.ศ. 1884

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา เมืองฮ่องกงได้บันทึก “วันที่อากาศร้อนจัด” เป็นครั้งที่ 4 ของเดือนตุลาคม ส่งผลให้ปีนี้กลายเป็นปีที่มีจำนวนวันอากาศร้อนจัดในเดือนตุลาคมมากที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427)

ปกติในเดือนตุลาคมของปี 2022 และ 2023 ฮ่องกงจะมีเพียง 3 วันที่อุณหภูมิแตะระดับ 33 องศาเซลเซียสขึ้นไป แต่ปีนี้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติเดิมอย่างชัดเจน

สำนักงานอุตุนิยมฯ เปิดเผยว่า อุณหภูมิสูงสุดในวันพุธอยู่ที่ 33.1 องศาเซลเซียส และได้ออกประกาศเตือนอากาศร้อนจัด ซึ่งมีผลต่อเนื่องยาวนานกว่า 11 ชั่วโมง

ด้านหน่วยงานสาธารณสุขของฮ่องกงได้ออกคำแนะนำให้ประชาชน ระวังโรคที่เกิดจากความร้อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

ทั้งนี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮ่องกงต้องเผชิญกับวันที่อากาศร้อนจัดถึง 15 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเดือนกันยายนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า คลื่นความร้อนทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น อันเป็นผลโดยตรงจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร สเปน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็เพิ่งผ่านฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตามรายงานจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของแต่ละประเทศ

ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยฮ่องกงเองก็มีการบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดของเมืองนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาเช่นกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลื่นความร้อน

ทรัมป์เฮ อิสราเอล-ฮามาส ลงนามข้อตกลงสันติภาพระยะแรกแล้ว

ทรัมป์เฮ อิสราเอล-ฮามาส ลงนามข้อตกลงสันติภาพระยะแรกแล้ว

9 ต.ค. 2568 06:58 น.

ทรัมป์เฮ อิสราเอล-ฮามาส ลงนามข้อตกลงสันติภาพระยะแรกแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสลงนามข้อตกลงสันติภาพระยะแรกแล้ว ก่อนที่ฝ่ายอิสราเอลกับฮามาสจะออกมายืนยันเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเองในเวลาต่อมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศในวันพุธที่ 8 ต.ค. 2568 ว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสได้ลงนามเห็นชอบในแผนสันติภาพระยะที่หนึ่งแล้ว หมายความว่าตัวประกันทั้งหมดจะถูกปล่อยตัวในเร็ว ๆ นี้ และอิสราเอลจะถอนทหารไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้

“นี่หมายความว่าตัวประกันทั้งหมดจะถูกปล่อยตัวในเร็ว ๆ นี้ และอิสราเอลจะถอนทหารไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ ในฐานะก้าวแรกไปสู่สันติภาพที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และถาวร ทุกฝ่ายจะได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม!” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

“นี่คือวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับโลกอาหรับและมุสลิม, อิสราเอล, ทุกประเทศเพื่อนบ้าน และสหรัฐอเมริกา และเราขอขอบคุณผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์, อียิปต์ และตุรกี ที่ทำงานร่วมกับเราเพื่อให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้เกิดขึ้นได้ ขอให้ผู้สร้างสันติจงเป็นสุข!”

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์กำลัง “พิจารณาเดินทางไปยังตะวันออกกลาง” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

กลุ่มฮามาสก็ออกมายืนยันเรื่องการลงนามข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่า ข้อตกลงนี้จะยุติสงครามในกาซา, รับประกันการถอนกำลังของกองกำลังยึดครองอย่างสมบูรณ์, อนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงได้, และดำเนินการแลกเปลี่ยนนักโทษ

ฮามาสยังขอบคุณกาตาร์, อียิปต์, ตุรกี, และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความพยายามในการไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องให้ทรัมป์และฝ่ายอื่นๆ ทำให้แน่ใจว่า อิสราเอลจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงอย่างสมบูรณ์

“ชาวกาซาได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ, เกียรติยศ, และวีรกรรมที่ไม่มีใครเทียบได้” ฮามาสระบุ “เราจะไม่มีวันละทิ้งสิทธิของชาติประชาชนของเรา จนกว่าจะบรรลุซึ่งอิสรภาพ, เอกราช, และการตัดสินใจด้วยตัวเอง”

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า นี่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับอิสราเอล โดยเขาจะเรียกประชุมรัฐบาลอิสราเอลในวันพรุ่งนี้เพื่ออนุมัติข้อตกลงและ “นำตัวประกันอันเป็นที่รักของเราทุกคนกลับบ้าน”

เนทันยาฮู ยังกล่าวขอบคุณทหารอิสราเอลและประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมงานของเขา “สำหรับการระดมกำลังเพื่อภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการปล่อยตัวประกันของเรานี้”

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงล่าสุดเกิดขึ้นจากการประชุมทางอ้อมนาน 3 วันที่เมือง ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm El-Sheikh) ของอียิปต์ โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยจากสหรัฐฯ, อียิปต์ และกาตาร์ เป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในกาซา และการปล่อยตัวประกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับชายต้องสงสัย ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงในแคลิฟอร์เนีย คร่า 12 ศพ

สหรัฐฯ จับชายต้องสงสัย ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงในแคลิฟอร์เนีย คร่า 12 ศพ

9 ต.ค. 2568 04:26 น.

สหรัฐฯ จับชายต้องสงสัย ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงในแคลิฟอร์เนีย คร่า 12 ศพ

สหรัฐฯ จับหนุ่มคะนอง จุดไฟทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนนับสิบในแคลิฟอร์เนีย และทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 6,000 หลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ต.ค. 2568 ว่า ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวนาย โจนาธาน รินเดอร์เนคท์ วัย 29 ปี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเกิดไฟป่ารุนแรง ซึ่งทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของย่านแปซิฟิก พาลิเสดส์ (Pacific Palisades) ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนไฟป่าครั้งนี้ได้ชื่อว่า “ไฟป่าพาลิเสดส์” (Palisades fire)

นายบิลล์ เอสเซย์ลี รักษาการอัยการสหรัฐฯ กล่าวว่า นายรินเดอร์เนคท์ ถูกควบคุมตัวที่รัฐฟลอริดาเมื่อวันอังคาร (7 ต.ค.) หลังจากเขาถูกกล่าวหาว่า จุดไฟในวันขึ้นปีใหม่ หลังจากออกเวรขับรถอูเบอร์ ก่อนที่ไฟลุกลามและเผาผลาญพื้นที่ส่วนใหญ่ของย่านแปซิฟิก พาลิเสดส์ ในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

นายเอสเซย์ลีบอกอีกว่า ในเบื้องต้น นายรินเดอร์เนคท์หลบหนีจากที่เกิดเหตุทันทีที่เห็นว่ารถดับเพลิงกำลังมา ก่อนจะกลับไปตามเส้นทางเดิมเมื่อเฝ้าดูไฟไหม้ พร้อมกับถ่ายวิดีโอเอาไว้ด้วย

ทั้งนี้ ไฟป่าพาลิเสดส์ เริ่มขึ้นเมื่อ 7 ม.ค. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 12 ศพ และทำลายบ้านเรือนกับอาคารในแปซิฟิก พาลิเสดส์ ไปมากกว่า 6,000 หลัง

เอกสารคำฟ้องระบุว่า นายรินเดอร์เนคท์แจ้งเจ้าหน้าที่ 911 หลายครั้งเพื่อรายงานเหตุเพลิงไหม้ นอกจากนั้น ในการสอบสวนเมื่อ 24 ก.ค. นายรินเดอร์เนคท์ได้พูดถึงจุดที่ไฟเริ่มไหม้ โดยเป็นข้อมูลที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และนายรินเดอร์เนคท์ก็ไม่ควรรู้ข้อมูลนี้หากไม่ได้เห็นเองกับตา

เอกสารบอกอีกว่า นายรินเดอร์เนคท์ถามแชทจีพีที (ChatGPT) เรื่องบุหรี่ทำให้เกิดไฟไหม้ ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่า ต้องการรักษาหลักฐานว่าตนเองพยายามช่วยในการระงับเพลิงไหม้ และต้องการสร้างหลักฐานเกี่ยวกับคำอธิบายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ยิ่งขึ้นสำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้

แต่การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ได้ข้อสรุปว่า ต้นกำเนิดของไฟป่าพาลิเสดส์ เกิดขึ้นโดยเจตนา น่าจะเกิดจากไฟแช็กที่ใช้จุดบนพืชพรรณหรือกระดาษ โดยเจ้าหน้าที่พบตัวจุดเตาย่างบาร์บีคิว อยู่ในช่องเก็บของหน้ารถของเขาด้วย

นอกจากนั้น นายรินเดอร์เนคท์ยังโกหกเรื่องสถานที่ที่เขาอยู่ตอนเกิดไฟไหม้ โดยอ้างว่า ใกล้ส่วนล่างของเส้นทางเดินป่า

นายเอสเซย์ลีกล่าวเสริมว่า เพลิงไหม้ถูกดับไปในช่วงแรก แต่ยังคงคุอยู่ใต้ดิน ก่อนที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในระหว่างที่เกิดลมแรงในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

อนึ่ง นายเอสเซย์ลีมีโอกาสถูกจำคุกนาน 5-20 ปี หากศาลตัดสินว่าเขามีความผิดจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

ช็อกซูดานใต้ รักสามเส้าเป็นเหตุ ทหารยิงกันตาย 14 ศพ เจ็บอื้อ

ช็อกซูดานใต้ รักสามเส้าเป็นเหตุ ทหารยิงกันตาย 14 ศพ เจ็บอื้อ

9 ต.ค. 2568 03:29 น.

ช็อกซูดานใต้ รักสามเส้าเป็นเหตุ ทหารยิงกันตาย 14 ศพ เจ็บอื้อ

ทหารในซูดานใต้ยิงกันตายถึง 14 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายนาย โดยรายงานเบื้องต้นชี้ว่า สาเหตุเกิดจากรักสามเส้าระหว่างทหารฝ่ายหนุนกับฝ่ายต้านรัฐบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดการปะทะกันระหว่างสมาชิกของ “กองกำลังพิทักษ์บุคคลสำคัญ” (Unified VIP Protection Force) ซึ่งประกอบด้วยทหารฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ต.ค. 2568) โดยการปะทะเกิดขึ้นที่ตลาดแห่งหนึ่ง ใกล้กับภูมิภาคเอบิเย บ็อกซ์ (Abyei Box) บริเวณชายแดนซูดานกับซูดานใต้

ทั้งนี้ ข้อตกลงแบ่งอำนาจระหว่างประธานาธิบดี ซัลวา คีร์ กับนาย ริค มาชาร์ ผู้เป็นคู่ปรับกันมาอย่างยาวนาน สั่นคลอนมานานหลายเดือนแล้ว และเสี่ยงนำซูดานใต้กลับเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองเหมือนช่วงปี 2556-2563 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400,000 ราย

นายถูกฟ้องร้องเมื่อเดือนกันยายนในข้อหาฆาตกรรม, ก่อกบฏ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และถูกปลดออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งในรัฐบาลเอกภาพ ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดจะกลับมาอีกครั้ง โดยโฆษกของนายมาชาร์ประณามการฟ้องร้องนี้ว่าเป็น “การล่าแม่มดทางการเมือง”

สำหรับเหตุปะทะเมื่อวันจันทร์ นายลุล รูอาย โคอัง โฆษกกองกำลังป้องกันของประชาชนซูดานใต้ (SSPDF) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ 2 นาย โดยคนหนึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนนายมาชาร์ ส่วนอีกนายสนับสนุนนายคีร์

“มีรายงานที่ขัดแย้งกันสองฉบับเกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤตนี้: รายงานแรกระบุว่า เป็นความเข้าใจผิดส่วนตัวล้วน ๆ ระหว่างนายทหารสองนายที่ร้านน้ำชา และอีกรายงานกล่าวว่ามันเป็นเรื่องรักสามเส้า” โคอังกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กองบัญชาการใหญ่ของกองทัพในกรุงจูบา เมืองหลวงของซูดานใต้

นายโคอังกล่าวว่า “มีรายงานว่านายทหารทั้งสองนายทะเลาะกันหลังจากได้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้หญิงคนเดียวกัน”

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเมื่อทหารฝ่ายหนุนนายมาชาร์ชักปืนยิงทหารฝ่ายนายคีร์ ทำให้คนคุ้มกันของทั้งสองฝ่ายเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่กัน โดยเหตุความรุนแรงซึ่งเริ่มปะทะขึ้นที่ตลาด ได้ลุกลามไปยังด่านตรวจและค่ายทหาร ทำให้มีทหารเสียชีวิตทั้งหมด 14 ศพ โดย 6 นายมาจากหน่วย SPLA-IO ฝ่ายของนายมาชาร์ ส่วนอีก 8 คนเป็นสมาชิก SSPDF

มีรายงานว่าพลเรือนหนึ่งคนโดนลูกหลงจากการปะทะกันครั้งนี้ด้วย แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเขาได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด ขณะที่มีทหาร 5 นายได้รับบาดเจ็บจากการปะทะและกำลังรับการรักษา

นายโคอังยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเมือง และเจ้าหน้าที่เริ่มสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สลด ตึก 6 ชั้นถล่มบางส่วนในกรุงมาดริด ผู้สูญหาย 4 คนถูกพบเป็นศพ

สลด ตึก 6 ชั้นถล่มบางส่วนในกรุงมาดริด ผู้สูญหาย 4 คนถูกพบเป็นศพ

9 ต.ค. 2568 02:11 น.

สลด ตึก 6 ชั้นถล่มบางส่วนในกรุงมาดริด ผู้สูญหาย 4 คนถูกพบเป็นศพ

ผู้สูญหาย 4 คน ในเหตุอาคารสูง 6 ชั้นในกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน ที่พังถล่มลงมาบางส่วนระหว่างการก่อสร้างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถูกพบว่าเสียชีวิตแล้วทั้งหมด

นายโจเซ ลุยส์ มาร์ติเนซ-อัลเมดา นายกเทศมนตรีกรุงมาดริด เปิดเผยว่า ผู้สูญหาย 2 รายสุดท้ายถูกพบและเก็บกู้ร่างได้ในช่วงเช้าวันพุธ (8 ต.ค.) ราว 15 ชั่วโมงหลังจากหลายชั้นของอาคารหลังนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนถนน อิเลราส (Hileras Street) พังถล่มลงมา

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ผู้หญิงชาวสเปนวัย 30 ปี ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการ และคนงานชาย 3 คน จากประเทศมาลี, กินี, และเอกวาดอร์ ซึ่งมีอายุระหว่าง 30 ถึง 50 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 3 รายด้วย

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทผู้พัฒนา Rehbilita อาคารนี้ซึ่งเคยเป็นสำนักงานมาก่อน อยู่ระหว่างการปรับปรุง “ครั้งใหญ่” เพื่อเปิดให้บริการเป็นโรงแรมระดับสี่ดาว ก่อนที่อาคารจะพังลงมาบางส่วน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ สำนักงานฉุกเฉินของสเปนเปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยหลายชุด ซึ่งใช้ทั้งโดรนและสุนัขดมกลิ่น ถูกส่งมาร่วมในปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย หลังเกิดการถล่มในวันอังคาร โดยพบร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพแรกในคืนวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น

คนงานก่อสร้างคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เขาได้สูบคอนกรีตเข้าไปในชั้นล่างของอาคารจากด้านนอก ก่อนที่โครงสร้างภายในอาคารจะทรุดตัวลง และเขาตัดสินใจวิ่งหนีหลังจากเห็นกลุ่มฝุ่นควันขนาดใหญ่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจมส์ โคมีย์ อดีต ผอ.เอฟบีไอ ขึ้นศาล “ไม่ยอมรับผิด” คดีให้การเท็จต่อสภา

เจมส์ โคมีย์ อดีต ผอ.เอฟบีไอ ขึ้นศาล “ไม่ยอมรับผิด” คดีให้การเท็จต่อสภา

9 ต.ค. 2568 00:59 น.

เจมส์ โคมีย์ อดีต ผอ.เอฟบีไอ ขึ้นศาล “ไม่ยอมรับผิด” คดีให้การเท็จต่อสภา

เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI ขึ้นศาลรัฐบาลกลางเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยเขาปฏิเสธความผิดทั้งหมด ในข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสและข้อหาขัดขวางการสืบสวน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ (FBI) ขึ้นศาลรัฐบาลกลางในวันพุธที่ 8 ต.ค. 2568 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยตัวเขาให้การปฏิเสธความผิดต่อศาล ในข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ และข้อหาขัดขวางการสืบสวนของสภา ในปี 2563 ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายกลางของสหรัฐฯ

โคมีย์เดินทางเข้าสู่ศาลรัฐบาลกลางก่อนเวลา 10.00 น. เล็กน้อย พร้อมกับทีมกฎหมาย รวมถึงภรรยาและ มัวรีน ลูกสาวของเขาที่ถูกไล่ออกจากการเป็นอัยการรัฐบาลกลางเขตใต้ของนิวยอร์กเมื่อเดือนก่อน นอกจากนั้น ทรอย เอ็ดเวิร์ดส์ จูเนียร์ ลูกเขยของโคมีย์ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งอัยการเขตทางตะวันออกของเวอร์จิเนียหลังโคมีย์ถูกฟ้องร้อง ก็เดินทางมาด้วย

ตามรายงานของสำนักข่าว Associated Press การพิจารณาคดีในคดีของนายโคมีย์ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 5 ม.ค. 2569

โคมีย์ต้องเข้ารับการบันทึกประวัติและพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติสำหรับจำเลย ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนที่จะถูกนำตัวขึ้นศาลและอ่านข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการโดยผู้พิพากษาเขตสหรัฐฯ ไมเคิล นัคมานอฟฟ์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางโดยโจ ไบเดนในปี 2021

ทั้งนี้ คณะลูกขุนใหญ่อนุมัติคำฟ้องเมื่อปลายเดือนกันยายน กล่าวหานายโคมีย์ว่า อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ FBI เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องให้การเท็จ มีที่มาจากการไต่สวนของรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2020 โดยข้อหาดังกล่าวถูกยื่นฟ้องก่อนหมดอายุความห้าปีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผู้ยื่นฟ้องร้องข้อกล่าวหาดังกล่าวคือ ลินด์ซีย์ แฮลลิแกน อดีตทนายความส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยทำเนียบขาวจนถึงเดือนกันยายน ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของรัฐเวอร์จิเนีย แทนที่นาย เอริก ซีเบิร์ต ที่ถูกบีบให้ลาออก

ด้านนายแพทริก ฟิตซ์เจอรัลด์ อดีตอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตเหนือของรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นตัวแทนของโคมีย์ ได้แจ้งต่อผู้พิพากษานัคมานอฟฟ์ว่า ทีมกฎหมายของโคมีย์มีแผนที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องคดี และจะโต้แย้งว่าอดีตผู้อำนวยการ FBI ผู้นี้เป็นเหยื่อของการดำเนินคดีที่มุ่งร้ายและเลือกปฏิบัติ

นายฟิตซ์เจอรัลด์ยังกล่าวอีกว่า เขากำลังวางแผนฟ้องร้องพิสูจน์ความถูกต้องทางกฎหมายในการแต่งตั้ง ลินด์ซีย์ แฮลลิแกน เป็นอัยการประจำเขตตะวันออกของรัฐเวอร์จิเนียด้วย โดยนักกฎหมายหลายคนมองว่า มีการทำผิดขั้นตอนในการแต่งตั้งเธอรับตำแหน่ง

อนึ่ง คดีของนายโคมีย์ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำให้กระทรวงยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อลงโทษศัตรูทางการเมืองของเขา

อัยการสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งทางการเมือง แต่โดยปกติแล้ว กระทรวงฯ จะดำเนินการโดยรักษาระยะห่างจากทำเนียบขาว เพื่อธำรงไว้ซึ่งการตัดสินใจที่เป็นอิสระซึ่งจำเป็นต่อการรักษาหลักนิติธรรม แต่ทรัมป์ได้ทำลายบรรทัดฐานนั้น และกล่าวว่าจะมีข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามมาอีก

ทรัมป์ไล่นายโคมีย์ออกจากตำแหน่งในปี 2560 และได้แสดงความไม่พอใจต่ออดีตผู้อำนวยการ FBI ผู้นี้มานานหลายปี เนื่องจากบทบาทของเขาในการสืบสวนความเชื่อมโยงระหว่างการหาเสียงของทรัมป์ในปี 2016 กับรัสเซีย เพื่อดูว่ามีการแทรกแซงจากต่างชาติเกิดขึ้นหรือไม่

การไล่นายโคมีย์ออกเป็นเหตุให้มีการแต่งตั้งอัยการพิเศษ โรเบิร์ต มุลเลอร์ เข้ามารับช่วงต่อในการสืบสวน และรายงานฉบับสุดท้ายของมุลเลอร์ ได้ระบุรายละเอียดหลายกรณีที่ทรัมป์พยายามใช้อิทธิพลต่อการสอบสวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian