3 นักวิทย์คว้าโนเบลเคมี 2025 จากการศึกษา โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์

3 นักวิทย์คว้าโนเบลเคมี 2025 จากการศึกษา โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์

8 ต.ค. 2568 23:45 น.

3 นักวิทย์คว้าโนเบลเคมี 2025 จากการศึกษา โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์

3 นักวิทยาศาสตร์คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2025 จากการศึกษาและพัฒนา โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การดูดก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศโลกในอนาคตได้

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบล ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2025 ให้แก่ ดร.ซูซูมุ คิตางาวะ, ดร.ริชาร์ด ร็อบสัน และ ดร. โอมาร์ เอ็ม. ยากี จากการพัฒนาโครงสร้างโมเลกุลใหม่ที่สามารถดักจับก๊าซในปริมาณมหาศาลไว้ภายใน ซึ่งอาจเป็นการปูทางไปสู่การดูดซับก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศ หรือเก็บเกี่ยวความชื้นจากสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลทรายได้

ไฮเนอร์ ลิงค์เค ประธานคณะกรรมการผู้มอบรางวัล ได้เปรียบเทียบโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งเรียกกันว่า “โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์” (metal-organic framework – MOF) ว่าเปรียบเหมือนกระเป๋าถือวิเศษไร้ก้นในภาพยนตร์ซีรีส์ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” หรือกระเป๋าพรมวิเศษของแมรี่ ป๊อปปิ้นส์ ที่ภายนอกดูเล็ก แต่จุสิ่งของได้มากอย่างน่าประหลาดใจ

อนึ่ง ดร.ร็อบสัน วัย 88 ปี สังกัดอยู่กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลีย ส่วน ดร.คิตางาวะ วัย 74 ปี อยู่กับมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ ดร.ยากี วัย 60 ปี สังกัดอยู่กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์

นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนทำงานแยกกัน แต่ก็ต่อยอดความก้าวหน้าของกันและกันมาตลอดหลายทศวรรษ โดยเริ่มจากผลงานของร็อบสันในช่วงทศวรรษ 1980

พวกเขาสามารถออกแบบโครงสร้างอะตอมที่เสถียรซึ่งคงไว้ซึ่ง “ช่องว่าง” ที่มีขนาดเฉพาะเจาะจง ทำให้ก๊าซหรือของเหลวสามารถไหลเข้าและออกได้ โดยโครงสร้างเหล่านี้เปรียบเสมือนฟองน้ำประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้เป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการโนเบลเผยโมเดลโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์จำลอง
คณะกรรมการโนเบลเผยโมเดลโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์จำลอง

ช่องว่างดังกล่าวสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดของโมเลกุลจำเพาะที่นักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรต้องการกักเก็บไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ, คาร์บอนไดออกไซด์ หรือมีเทน

นายคิม เจลฟ์ส นักเคมีเชิงคำนวณจาก ราชวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า “การควบคุมในระดับนั้นค่อนข้างหาได้ยากในทางเคมี” และ “มันมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงสำหรับการกักเก็บก๊าซ”

โครงสร้างในปริมาณที่ค่อนข้างน้อยนี้ ซึ่งเป็นการรวมจุดโลหะ (metal nodes) และแท่งอินทรีย์ (organic rods) เข้าด้วยกัน คล้ายกับชิ้นส่วนตัวต่อที่สามารถสับเปลี่ยนกันได้ในของเล่นอย่าง Tinker Toys จะสร้างช่องว่างที่มีการจัดระเบียบจำนวนมากและมีพื้นที่ผิวภายในที่มหาศาล

นายเจลฟ์ส ยกตัวอย่างว่า โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์เพียงไม่กี่กรัมอาจมีพื้นที่ผิวมากเท่ากับสนามฟุตบอล ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาใช้เพื่อขังโมเลกุลของก๊าซไว้กับที่ได้

ขณะที่นาง โดโรธี ฟิลลิปส์ ประธานสมาคมเคมีอเมริกันกล่าวว่า “หากคุณสามารถกักเก็บก๊าซพิษได้ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาระดับโลกได้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน นักวิจัยทั่วโลกกำลังสำรวจความเป็นไปได้ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการใช้โครงข่ายโลหะ-อินทรีย์เพื่อกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศและมลพิษจากแหล่งอุตสาหกรรม ตลอดจนการเก็บเกี่ยวความชื้นจากอากาศในทะเลทราย ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดหาน้ำดื่มสะอาดในพื้นที่แห้งแล้งได้

นักวิทยาศาสตร์ยังกำลังสำรวจการใช้วัสดุเหล่านี้สำหรับการนำส่งยาเข้าสู่ร่างกายแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted drug delivery) อีกด้วย

คณะกรรมการโนเบลยังระบุถึงศักยภาพในการใช้โครงข่ายนี้เพื่อแยกสารเคมีที่คงอยู่ตลอดไป (forever chemicals) ออกจากน้ำ เช่น สารเพอร์ฟลูออโรอัลคิลและโพลีฟลูออโรอัลคิล หรือ PFAS เป็นกลุ่มสารเคมีที่มีมานานหลายทศวรรษและได้แพร่กระจายไปในอากาศ น้ำ และดินแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

หมีบุกซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น กัด-ข่วนลูกค้าบาดเจ็บ 2 ราย

หมีบุกซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น กัด-ข่วนลูกค้าบาดเจ็บ 2 ราย

8 ต.ค. 2568 14:26 น.

หมีบุกซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น กัด-ข่วนลูกค้าบาดเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อหมีขนาดใหญ่บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองนุมาตะ จังหวัดกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น ทำร้ายลูกค้าที่กำลังจับจ่ายซื้อของได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ก่อนหลบหนีไป ท่ามกลางความกังวลของประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจและโรงเรียนได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเข้าเรียน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ สาเหตุการบุกรุกน่าจะมาจากผลไม้จำพวกโอ๊ก ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมี “มีผลผลิตน้อยมาก” ในปีนี้

เมื่อเวลาประมาณ 19:30 น. ของวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุหมีตัวหนึ่ง ซึ่งมีความยาวประมาณ 140 เซนติเมตร บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองออนดะ อำเภอนูมาตะ จังหวัดกุนมะ

หมีได้เข้าทำร้ายลูกค้าชาย 2 ราย ที่อยู่ภายในร้านและบริเวณลานจอดรถ โดยรายแรกถูกทำร้ายที่แขนและขา ส่วนอีกรายถูกข่วนเข้าที่แขนและแผ่นหลัง ทั้งสองรายได้รับบาดเจ็บ

ทางร้านค้าระบุว่า ในขณะเกิดเหตุมีลูกค้าอยู่ภายในร้านประมาณ 30 ถึง 40 คน หมีตัวดังกล่าวได้เข้าทำลายความเสียหายบริเวณตู้แช่ปลาสดและซูชิ ก่อนจะหลบหนีออกจากร้านไป

ในเช้าวันที่ 8 ตุลาคม ตำรวจได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่โดยรอบ โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ 2 นาย ประจำตามเส้นทางไปโรงเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเวลาเข้าเรียนของโรงเรียนประถมและมัธยมต้น และจัดรถตำรวจลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาประมาณ 10:30 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม มีรายงานว่า พบหมี 1 ตัวติดกับดักอยู่ในพื้นที่อื่นของเมือง แต่เจ้าหน้าที่จากสำนักเกษตรและป่าไม้ของเมืองกล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นหมีตัวเดียวกันกับที่ก่อเหตุหรือไม่ และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนความเชื่อมโยง

ด้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่เกิดเหตุ ได้ทำการซ่อมแซมตู้แช่ที่เสียหาย และเปิดให้บริการตามปกติในวันดังกล่าว

จังหวัดกุนมะได้ออกประกาศเตือน เนื่องจากปีนี้ผลไม้จำพวกโอ๊ก หรือ ดองกุริ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของหมีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนจำศีลในฤดูหนาว มีผลผลิตอยู่ในระดับที่ “น้อยมาก” ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่หมีจะออกมาหาอาหารในเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์

ผลการสำรวจเกี่ยวกับผลผลิตโอ๊ก เช่น ต้นบีช และต้นมิซุนาระ ในจังหวัด เมื่อเดือนที่ผ่านมา สรุปได้ว่า ผลผลิตของต้นบีชอยู่ในระดับ “น้อยมากที่สุด” ส่วนมิซุนาระและโคนาระ อยู่ในระดับ “น้อยมาก” และผลผลิตโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับ “น้อยมาก” นับเป็นครั้งแรกที่มีผลผลิตน้อยมากเช่นนี้ นับตั้งแต่ปี 2020

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หมีจะกินดองกุริเพื่อสะสมไขมันเพื่อเตรียมจำศีล จังหวัดฯ ระบุว่า ในปีที่ผลผลิตไม่ดี หมีมีความเสี่ยงสูงที่จะออกมาในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เพื่อหาอาหาร

จังหวัดกุนมะมีรายงานเหตุหมีทำร้ายคนหลายครั้งในปีนี้ โดยเมื่อเดือนสิงหาคม ชายที่กำลังตกปลาในหมู่บ้านซึมาโกอิถูกหมีทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส และเมื่อเดือนที่แล้ว ชายที่กำลังเก็บเกาลัดในเมืองมินาคามิ ก็ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

จังหวัดกุนมะได้เรียกร้องให้ประชาชนดำเนินการป้องกันตนเอง เช่น การกำจัดผลไม้ที่ไม่ต้องการเก็บเกี่ยว เช่น ลูกพลับที่ขึ้นตามสวนหลังบ้าน และตัดพุ่มไม้ที่หมีสามารถใช้เป็นที่กำบังเพื่อซ่อนตัวได้.

ที่มา NHK

อิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือกาซาในน่านน้ำสากล ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

อิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือกาซาในน่านน้ำสากล ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

8 ต.ค. 2568 13:02 น.

อิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือกาซาในน่านน้ำสากล ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

กลุ่มพันธมิตรกองเรือเพื่อเสรีภาพ (FFC) ซึ่งเป็นเครือข่ายระหว่างประเทศของกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนปาเลสไตน์ และจัดภารกิจทางทะเลเพื่อฝ่าการปิดล้อมกาซาของอิสราเอล เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เปิดเผยว่า กองเรือของพวกเขาที่พยายามลำเลียงความช่วยเหลือไปยังฉนวนกาซาที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ถูกกองกำลังอิสราเอลสกัดกั้นใน น่านน้ำสากล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ถือเป็นการสกัดกั้นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลระบุในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่า เรือและผู้โดยสารของกองเรือปลอดภัย และได้ถูกนำตัวไปยังท่าเรือของอิสราเอลแล้ว คาดว่าจะมีการเนรเทศออกไปโดยเร็ว

“ความพยายามที่ไร้ผลอีกครั้งในการฝ่าฝืนการปิดล้อมทางทะเลที่ถูกต้องตามกฎหมายและรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่สู้รบได้สิ้นสุดลงโดยเปล่าประโยชน์” กระทรวงฯ ระบุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลเพิ่งสกัดกั้นเรือบรรทุกความช่วยเหลือประมาณ 40 ลำ และควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวมากกว่า 450 คน ในกองเรือซูมุดโลก ที่พยายามส่งเสบียงเข้าสู่ฉนวนกาซาเช่นกันเมื่อไม่กี่วันก่อน

FFC กล่าวว่า กองกำลังอิสราเอลได้ “ปล้น” กองเรือด้านมนุษยธรรม และเสริมว่า “เรือถูกสกัดอย่างผิดกฎหมาย ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นนักมนุษยธรรม แพทย์ และนักข่าวจากทั่วโลก ถูกนำตัวไปโดยขัดต่อเจตจำนง และถูกควบคุมตัวในสภาพที่ไม่ทราบรายละเอียด”

FFC ยืนยันว่า “กองทัพอิสราเอลไม่มีอำนาจทางกฎหมายเหนือน่านน้ำสากล” และ “กองเรือของเราไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ”

กองเรือดังกล่าวบรรทุกความช่วยเหลือมูลค่ากว่า 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในรูปของยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ช่วยหายใจ และผลิตภัณฑ์โภชนาการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลในกาซาที่ขาดแคลนอย่างหนัก ตามที่เปิดเผยผ่านบัญชีอินสตาแกรมของพันธมิตรฯ

ทางการกาซาระบุว่า มีประชาชนประมาณ 67,000 คน ถูกสังหาร และฉนวนปาเลสไตน์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของอิสราเอล นับตั้งแต่การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

ขณะที่อิสราเอลระบุว่า มีประชาชน 1,200 คนถูกสังหาร และ 251 คนถูกนำตัวไปยังกาซาในฐานะตัวประกันในการโจมตีของกลุ่มฮามาสในครั้งนั้น.


ที่มา Reuters

มาเก๊าเปิด “โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน” แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

มาเก๊าเปิด "โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน" แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

8 ต.ค. 2568 12:29 น.

มาเก๊าเปิด “โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน” แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

มาเก๊า เมืองศูนย์กลางคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้เปิดตัวโรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโนแห่งแรกที่รวมบริการทางการแพทย์หรูหราเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับรีสอร์ต โดยมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้น และกระจายแหล่งรายได้ของเมืองนอกเหนือจากธุรกิจคาสิโน

มาเก๊า เขตบริหารพิเศษของจีน ซึ่งเคยแซงหน้าลาสเวกัสขึ้นเป็นศูนย์กลางการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว กำลังพยายามปรับโฉมตนเองให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 ต.ค.)  มาเก๊าได้เปิดตัวโรงพยาบาลในรีสอร์ตแห่งแรก โดยให้บริการทางการแพทย์หรูหรา เช่น การตรวจสุขภาพ, การสแกนขั้นสูง และการทำศัลยกรรมความงาม 

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใน สตูดิโอ ซิตี้ ซึ่งเป็นรีสอร์ตคาสิโนและความบันเทิงธีมฮอลลีวูด ที่บริหารโดย Melco Resorts and Entertainment ในฮ่องกง

นายลอเรนซ์ โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเครือรีสอร์ต กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในมาเก๊า สร้างงาน และนำบริการด้านสุขภาพกับการพักผ่อนมารวมไว้ในที่เดียว

โรงพยาบาลรีสอร์ตแห่งนี้เปิดตัวโดยความร่วมมือกับ iRad Hospital ซึ่งเป็นกลุ่มบริการสุขภาพเอกชนในฮ่องกงที่เชี่ยวชาญด้านการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ 

แถลงการณ์ของ Melco Resorts ระบุว่า แนวคิดที่ “ปฏิวัติวงการ” นี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากภูมิภาคและต่างชาติ กระตุ้นให้มีการเข้าพักที่นานขึ้น และมีการใช้จ่ายที่สูงขึ้นทั้งในส่วนของรีสอร์ตและในเมือง

นายเดนนิส แทม ประธานกิตติมศักดิ์ของ iRad กล่าวว่า มาเก๊าดึงดูดนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนต่อปี และมี “โอกาสที่เหนือชั้น” ในการเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

นายโฮระบุว่า โครงการโรงพยาบาลนี้สอดคล้องกับแผนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ของมาเก๊า

มาเก๊าซึ่งอาศัยรายได้หลักจากธุรกิจการพนันมาอย่างยาวนาน โดยดึงดูดผู้มาเยือนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย แต่หลังจากแซงหน้าลาสเวกัสในด้านรายได้จากการพนันแล้ว มาเก๊าก็ประสบปัญหาในการขยายเศรษฐกิจออกไปนอกเหนือจากความบันเทิง

ในปัจจุบัน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเล่นคาสิโนยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลมาเก๊าส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงกำลังทำงานเพื่อพัฒนาภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี และการจัดกิจกรรม เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจคาสิโน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษหน้า โดยภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมนี้ไปแล้ว เช่นเกาหลีใต้ ที่ดึงดูดผู้ป่วยที่มีฐานะเพื่อมาทำศัลยกรรมความงาม ส่วนสิงคโปร์ มีชื่อเสียงด้านโรงพยาบาลเอกชนสำหรับการรักษาทางการแพทย์ขั้นสูง ขณะที่อินเดีย เป็นที่นิยมเนื่องจากมีค่ารักษาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก และตุรกี ที่มีชื่อเสียงเรื่องบริการทางการแพทย์ที่มีราคาย่อมเยา รวมถึงการปลูกถ่ายอวัยวะและการทำทันตกรรม.

ที่มา BBC

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

8 ต.ค. 2568 12:01 น.

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

เกิดเหตุโจมตีสุดสะเทือนใจในประเทศพม่า เมื่อมีเครื่องพารามอเตอร์บินต่ำเหนือฝูงชนก่อนทิ้งระเบิดใส่ผู้ร่วมงานเทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” ดับ 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง  ที่เมืองชองอู ตอนกลางของประเทศพม่า หรือ เมียนมา กลายเป็นเหตุโศกนาฎกรรม หลังจากที่มีพารามอเตอร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกองทัพ บินมาทิ้งระเบิดใส่ฝูงชนที่มาร่วมงาน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพ และบาดเจ็บอีก 47 คน ตามรายงานของ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ BBC Burmese

เทศกาลตะดิ่งจุ๊ตเป็นงานสำคัญของชาวพุทธในเมียนมา จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จกลับจากสวรรค์ของพระพุทธเจ้า แต่ในปีนี้งานดังกล่าวยังมีการจุดเทียนและรวมตัวประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารที่ก่อรัฐประหารในปี 2021 ควบคู่ไปด้วย

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐบาลทหาร (People’s Defence Force – PDF) เปิดเผยว่า ประชาชนราว 100 คนกำลังร่วมงานและจุดเทียนรำลึก ก่อนที่พารามอเตอร์จะบินมาถึงและทิ้งระเบิดสองลูกลงกลางฝูงชน

โดยเจ้าหน้าที่ PDF รายหนึ่งระบุว่า พวกเขาทราบข่าวว่าจะมีการโจมตีทางอากาศ จึงพยายามยุติการชุมนุมให้เร็วที่สุด แต่เครื่องพารามอเตอร์มาถึงก่อนเวลาที่คาดไว้ พวกเขามาถึงและโปรยระเบิดภายในเพียง 7 นาที

พยานในพื้นที่ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงมาก จนยากจะระบุตัวผู้เสียชีวิต บางศพไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และเด็กหลายคนถูกแรงระเบิดฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นส่วนสมบูรณ์ 

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการโจมตีพลเรือนที่น่ากังวล หลังพบว่ากองทัพเมียนมาเริ่มใช้พารามอเตอร์โจมตีชุมชนมากขึ้น เนื่องจากขาดแคลนอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ จากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรนานาชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โจ ฟรีแมน นักวิจัยของแอมเนสตี้ประจำเมียนมากล่าวว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ ชี้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนอันโหดร้ายว่า พลเรือนในเมียนมาต้องการการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน

เขายังเรียกร้องให้ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งเตรียมประชุมสุดยอดในปลายเดือนนี้ เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร และทบทวนแนวทางที่ล้มเหลวในการปกป้องประชาชนเมียนมา มาตลอดเกือบ 5 ปี

ทั้งนี้ ผู้ร่วมงานเทศกาลใช้เวทีจุดเทียนเพื่อประท้วงการเกณฑ์ทหาร การเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และเรียกร้องให้ปล่อยตัว อองซาน ซูจี พร้อมนักโทษการเมืองทั้งหมด

รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2021 แต่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีทางเสรีและเป็นธรรมได้ และอาจเป็นเพียงเครื่องมือให้รัฐบาลทหารคงอำนาจต่อไป.

ที่มา :  BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พม่า

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

8 ต.ค. 2568 11:38 น.

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้จัดการเจรจาทวิภาคีกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ณ กรุงเปียงยาง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายคิมได้ให้การต้อนรับนายทองลุนด้วยตนเอง ในพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือ ฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม และมีการยิงสลุต 21 นัด

ผู้นำทั้งสองได้หารือกันถึงแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ หลังจากนั้นนายคิมได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศลาว

การเดินทางมาเยือนเกาหลีเหนือของประธานประเทศนายทองลุนในครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อร่วมงานฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วันก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้

การเยือนของประมุขแห่งรัฐจากต่างประเทศถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักสำหรับเกาหลีเหนือ ซึ่งกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ เนื่องมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ อีกทั้งยังคงมีข้อจำกัดในการรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด

นอกจากประธานประเทศลาวแล้ว ยังคาดว่า นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ก็จะเดินทางมาเยือนกรุงเปียงยางเพื่อเข้าร่วมการเฉลิมฉลองในปลายสัปดาห์นี้เช่นกัน.

ที่มา Reuters

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

8 ต.ค. 2568 11:15 น.

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปมากกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 129,920 บาท) ต่อออนซ์ เมื่อเช้าวันพุธในตลาดเอเชีย ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าก็แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา การพุ่งขึ้นครั้งนี้สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ทองคำได้ปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีราคาสูงขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลก

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ”  หรือ “ชัตดาวน์” ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว

ทั้งนี้ ทองคำถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ซึ่งคาดว่าจะยังคงรักษามูลค่าหรือเพิ่มมูลค่าขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเศรษฐกิจถดถอย โดยราคาทองคำที่ใช้ซื้อ-ขายกันในตลาดโลก ซึ่งเป็นราคาสำหรับการซื้อขายทันที ได้ปรับขึ้นเกิน 4,009 ดอลลาร์ ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันพุธตามเวลาในเอเชีย ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเชื่อมั่นของตลาด ได้แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

นายคริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร OCBC ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณสาธารณะ เป็น “แรงหนุนสำหรับราคาทองคำ” นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำในช่วงที่มีการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งก่อน ๆ โดยราคาทองคำเคยปรับขึ้นเกือบ 4% ระหว่างการปิดทำการนานหนึ่งเดือนในช่วงสมัยแรกของทรัมป์

นายเฮง คูน ฮาว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของธนาคาร UOB กล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในเดือนที่ผ่านมานั้นเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ และเสริมว่าการขึ้นราคายังเชื่อมโยงกับ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงการที่ผู้ซื้อที่ไม่ใช่มืออาชีพ หรือที่เรียกว่า นักลงทุนรายย่อย หันมาซื้อทองคำมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ราคาทองคำอาจปรับลดลงได้ หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลง

นายหว่องกล่าวว่า ทองคำ “มักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความไม่แน่นอน แต่เครื่องป้องกันนี้ก็สามารถถูกคลายออกได้” ยกตัวอย่างเช่นในเดือนเมษายน ราคาทองคำเคยลดลงประมาณ 6% หลังจากที่ทรัมป์ล้มเลิกความคิดที่จะไล่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกจากตำแหน่ง

นายเฮงชี้ให้เห็นว่า ในปี 2022 มูลค่าของทองคำเคยดิ่งลงจาก 2,000 ดอลลาร์ เหลือ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19

ความเสี่ยงสำคัญต่อการพุ่งขึ้นของทองคำในปัจจุบัน คือการ กลับมาของภาวะเงินเฟ้ออย่างกะทันหัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม นายหว่องกล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำเมื่อเร็ว ๆ นี้ สะท้อนถึงความคาดหวังที่ว่าเฟด จะ ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

8 ต.ค. 2568 11:10 น.

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตำรวจรัฐฟลอริดาจับกุมตัวเด็กชายวัย 15 ปี หลังโพสต์ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก โดยถูกบุกจับที่บ้านพัก ฐานละเมิดเงื่อนไขกักบริเวณจากคดีเก่าที่เพิ่งเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักงานนายอำเภอเทศมณฑลโวลูเซีย ในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ จับกุมตัวนายชามารี สเลเตอร์ อายุ 15 ปี  หลังโพสต์ข้อความขู่บนอินสตาแกรมว่า “อยากทำร้ายใครสักคนให้หนัก” พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายสเลเตอร์ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนสปรูซครีกไฮสคูล ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดต่อไป ทางตำรวจจึงได้เดินทางไปที่บ้านและควบคุมตัวเขาไว้ได้โดยไม่มีเหตุรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การโพสต์ข่มขู่ในสื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นความผิดร้ายแรงและอาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายจริง

จากการสอบสวนพบว่า นายสเลเตอร์ยังละเมิดเงื่อนไขการกักบริเวณในบ้านจากคดีเก่าที่ถูกจับเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังไปขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจพอร์ตออเรนจ์ ระหว่างเข้าตรวจสอบเหตุขู่วางระเบิดบนรถโรงเรียน

ทางด้านสำนักงานนายอำเภอออกแถลงเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ช่วยเตือนบุตรหลานถึงความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและส่วนตัวจากการโพสต์ข้อความข่มขู่ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ภัยคุกคามบนโซเชียลมีเดียมีผลตามมาจริง พ่อแม่ต้องช่วยย้ำกับลูกให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของการกระทำแบบนี้.

ที่มา Facebook / Volusia Sheriff’s Office

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ "หะลอง" ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

8 ต.ค. 2568 10:31 น.

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุญี่ปุ่นเตือนภัย พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” จ่อเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ เตือนประชาชนบนเกาะโองาซาวาระ ระวังลมกรรโชกแรงและคลื่นทะเลสูง

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนว่า พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” (Halong) ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเหนือผืนน้ำทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อาจทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนเข้าใกล้ หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ (9 ต.ค.) ซึ่งจะทำให้เผชิญกับลมแรงและทะเลปั่นป่วนในวันพุธ และอาจรุนแรงขึ้นอีกในวันพฤหัสบดี

โดยสำนักข่าว NHK รายงานว่า เมื่อเวลาเที่ยงวันอังคาร (7 ต.ค.) ไต้ฝุ่นหะลองอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมลมแรงสูงสุดใกล้ศูนย์กลางถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วลมกระโชกสูงสุดคาดว่าจะถึง 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนบน หมู่เกาะโองาซาวาระ เฝ้าระวังลมแรงและคลื่นสูงอย่างใกล้ชิดในขณะที่ตามการคาดการณ์ พายุลูกนี้จะยังคงทวีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันพุธ และมีแนวโน้มจะเบี่ยงทิศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ในวันพฤหัสบดีในลักษณะ “พายุไต้ฝุ่นกำลังแรงมาก”.

ที่มา NHK

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

8 ต.ค. 2568 09:52 น.

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว เร่งอัปเดตแผนที่ภัยแผ่นดินไหวทั่วประเทศ หลังจากรัฐยะโฮร์เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า ดาโต๊ะ สรี หวง ติออง ซี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย เปิดเผยข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยาที่พบรอยเลื่อนมีพลังใน 6 รัฐอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว ได้แก่ ปะหัง ตรังกานู เปรัก เนกรีเซมบิลัน ในคาบสมุทรมาเลเซีย รวมถึงอีกสองรัฐบนเกาะบอร์เนียวคือ ซาบาห์ และ ซาราวัก  

โดยระบุว่า จากการศึกษาของกรมทรัพยากรแร่และธรณีวิทยาที่มีการทำแผนที่รอยเลื่อนมีพลัง (active fault mapping) และแผนที่ธรณีไหวเชิงโครงสร้าง (seismotectonic map) แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 รัฐมีโซนรอยเลื่อนที่อาจเกิดการสั่นสะเทือนได้ในอนาคต 

การศึกษาข้อมูลมีขึ้นหลังจากรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของประเทศเผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเหตุสั่นสะเทือนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับแนวรอยเลื่อนเมอร์ซิง (Mersing Fault Zone) 

รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าวว่า แผนที่นี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินและคาดการณ์ภัยแผ่นดินไหวได้แม่นยำขึ้น โดยขณะนี้มาเลเซียอยู่ระหว่างการปรับปรุง “แผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวแห่งชาติ” (Malaysian Seismic Hazard Map)” ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และหน่วยงานเทคนิคอื่นๆ โดยการปรับปรุงครั้งนี้จะรวมข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด การมีอยู่ของรอยเลื่อนมีพลัง วัสดุธรณีและผลการสำรวจดิน เพื่อให้แผนที่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุด  

รายงานนี้มีขึ้นหลังเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในรัฐยะโฮร์ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ 2.5 ถึง 4.1 แมกนิจูด ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 มีความแรง 3.5 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองบาตูปาฮัต ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 25 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยฯ ชี้ว่าเป็นกระบวนการทางธรรมชาติในการปลดปล่อยพลังงานเทคโทนิกสะสมในแนวรอยเลื่อนโบราณเพื่อปรับสมดุลเปลือกโลก พร้อมยืนยันว่าจากข้อมูลปัจจุบัน ยะโฮร์และพื้นที่โดยรอบยังคงอยู่ในเขตปลอดภัย 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังเตรียมเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้าและเฝ้าระวังภัยธรรมชาติทั่วประเทศ โดยจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายตรวจจับแผ่นดินไหว และสึนามิระยะที่ 2 ภายใต้แผนมาเลเซียฉบับที่ 13 โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการเสริมความแข็งแรงให้สถานีตรวจจับ 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง สร้างสถานีใหม่ 2 แห่งในเมืองเซกามัตและมูอาร์ รัฐยะโฮร์ และอัปเกรดสถานีเดิมในยะโฮร์บาห์รู บาตูปาฮัต และเกลังปาตะห์ เพื่อให้สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนระดับต่ำได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา Bernama