เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

8 ต.ค. 2568 08:49 น.

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียมออกกม. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ชูมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป

นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เปิดเผยแผนดังกล่าวระหว่างการแถลงต่อรัฐสภาในพิธีเปิดสมัยประชุมฤดูใบไม้ร่วง  โดยกฎหมายจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อหวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป แต่ยังไม่ได้ระบุว่าแพลตฟอร์มใดบ้างที่จะถูกห้าม และมาตรการจะถูกบังคับใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ

โดยล่าสุดร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ระหว่างกำหนดกรอบเวลา แต่มีแนวโน้มว่าจะอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถอนุมัติให้บุตรหลานใช้โซเชียลมีเดียได้ตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป

นายกฯ เฟรเดอริกเซน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียกำลังขโมยวัยเด็กของลูกหลานเราไป เธอยังชี้ว่า ปัจจุบันเด็กผู้ชายชาวเดนมาร์กอายุระหว่าง 11–19 ปี มากถึง 60% เลือกจะอยู่บ้านมากกว่าการออกไปใช้เวลากับเพื่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากการเสพติดเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย

เดนมาร์กไม่ใช่ประเทศแรกที่ออกมาตรการลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ออสเตรเลีย ได้ประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในปลายปี 2024 แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้อย่างไร โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ในข่ายรวมถึง Facebook, Snapchat, TikTok และ YouTube

ขณะที่ในยุโรป กรีซ ก็ได้เสนอแนวคิด อายุแห่งการเป็นผู้ใหญ่ทางดิจิทัล (Age of Digital Adulthood) ต่อสหภาพยุโรป เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเช่นกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โซเชียลมีเดีย

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

8 ต.ค. 2568 05:41 น.

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

ชาวอิสราเอลรวมตัวกันในหลายพื้นที่ เพื่อรำลึกครบรอบ 2 ปีกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซา ในขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพยังไม่คืบหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอิสราเอลออกมารวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 2 ปี การโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกลับไปยังกาซาอีก 251 คน

การโจมตีดังกล่าวนับเป็นวันที่ชาวยิวเสียชีวิตในวันเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) และทำให้อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 67,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยเฉพาะผู้หญิงกับเด็ก

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (7 ต.ค. 2568) ว่า นอกเหนือจากความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงแล้ว อิสราเอลยังแสดงให้เห็นการฟื้นคืนอย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย

“ศัตรูผู้กระหายเลือดของเราโจมตีเราอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายเราได้” เนทันยาฮูระบุ พร้อมประกาศกร้าวว่า “จะทำตามเป้าหมายของสงครามให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งได้แก่ การนำตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา, การกำจัดระบอบการปกครองของฮามาส และ การทำให้แน่ใจว่ากาซาจะไม่เป็นภัยคุกคามกับอิสราเอลอีกต่อไป”

ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ก็มีแถลงการณ์การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 2 ปีก่อนเช่นกัน โดยระบุว่า “ความน่าสะพรึงกลัวของวันอันมืดมิดนั้นจะยังคงฝังแน่นในความทรงจำของเราทุกคนตลอดไป”

เขายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับ แผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” ที่จะยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าสลดนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลอิสราเอลเลื่อนพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการออกไปจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังจากสิ้นสุดเทศกาลวันหยุดสำคัญของชาวยิว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการจัดกิจกรรมขึ้นทั่วประเทศเมื่อวันอังคาร

ที่กรุงเทลอาวิฟ ครอบครัวของชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตจากการโจมตีของฮามาส ร่วมกันจัดพิธีรำลึกและมีการถ่ายทอดสดทางช่องโทรทัศน์ทั่วอิสราเอล ขณะที่มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยพร้อมกันทั่วประเทศเป็นเวลา 1 นาทีด้วย

ในขณะเดียวกัน ทีมเจรจาของอิสราเอลและฮามาสไปรวมตัวกันที่เมืองพักตากอากาศ ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm el-Sheikh) ริมทะเลแดงของอียิปต์แล้ว เพื่อเจรจาทางอ้อมเป็นวันที่ 2 เพื่อหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปาเลสไตน์กล่าวว่า การประชุมช่วงเช้าจบลงโดยไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับแผนการถอนกำลังของอิสราเอลออกจากกาซา ตามข้อเสนอของสหรัฐฯ กับประเด็นเรื่องหลักประกันที่ฮามาสต้องการเพื่อมั่นใจว่าอิสราเอลจะไม่กลับมาสู้รบอีก หลังสิ้นสุดข้อตกลงในระยะแรก

อีกด้านหนึ่ง ที่หน้าบ้านของนายเนทันยาฮูในกรุงเยรูซาเลม มีผู้คนมารวมตัวกันเพื่อแสดงการสนับสนุนครอบครัวตัวประกัน โดยประเมินกันว่า ณ ตอนนี้ยังมีตัวประกันอยู่ในฉนวนกาซาอีก 48 ราย แต่คาดว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ผลสำรวจความคิดเห็นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ชาวอิสราเอลประมาณ 70% ต้องการให้สงครามยุติลงเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน

ที่จุดจัดงานเทศกาล “โนวา” ซึ่งถูกฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน มีผู้คนเดินทางไปรวมตัวกันที่นั่นในวันอังคาร ท่ามกลางเสียงระเบิดและปืนใหญ่ถูกยิงเข้าสู่ฉนวนกาซา ที่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร

ส่วนที่เมืองกาซาซิตีมีรายงานการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่ในช่วงเช้ามืดของวันอังคารในย่านตัล อัล-ฮาวา (Tal al-Hawa), ริมาล (Rimal) และ นัสร์ (Nasr) ทางตะวันตก และในย่านเชค ร็อดวาน (Sheikh Radwan) ทางตะวันออก รวมถึงค่ายผู้ลี้ภัย ชาตี (Shati) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ

นางอีมาน อัล-วาฮิดี ผู้พลัดถิ่นในกาซาซิตี ผู้เสียลูกชายวัย 17 ปี ไปในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปีก่อน บอกกับ BBC ว่า “เมื่อยามค่ำคืนมาถึง ความกลัวก็ตามมากับมันด้วย”

“ฉันและลูกสามคนกลัวการโจมตีทางอากาศ ตลอดทั้งคืนเรานอนกอดกัน โดยเฉพาะลูกคนเล็กสุดที่ซบศีรษะอยู่กับฉันตลอดทั้งคืน” นางอัล-วาฮิดี กล่าว “ทุกวินาทีเราต้องคอยดูข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และฉันกลัวว่าการหยุดยิงครั้งนี้จะไม่สำเร็จ และสงครามจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

8 ต.ค. 2568 03:58 น.

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

นักปีนเขาหลายร้อยคนที่ติดบนยอดเขาเอเวอเรสต์มาหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือครบทุกคนแล้ว โดยมีหลายคนที่เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ

สำนักข่าว ซีซีทีวี ของจีนรายงานในวันอังคารที่ 7 ต.ค. 2568 นักปีนเขาทั้งหมด 580 คน ที่ติดอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบตท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายตลอดหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือลงไปยังเมืองชูดัง (Qudang) กับเมืองข้างเคียงในทิเบตได้ครบทุกคนแล้ว พร้อมกับคนนำทางท้องถิ่น, คนเลี้ยงจามรี และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 300 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพานักปีนเขากลุ่มสุดท้ายจำนวนประมาณ 10 คน ไปจนถึงจุดนัดพบที่มี อุปกรณ์ทำความร้อน, ออกซิเจน และเสบียงฉุกเฉินอื่น ๆ แล้ว แต่ยังไม่ถึงเมืองชูดัง

ทั้งนี้ นักปีนเขากลุ่มดังกล่าวติดอยู่บนเขาหิมาลัยที่ความสูงมากกว่า 4,900 ม. หลังจากหิมะตกหนักกัดขวางเส้นทางไปสู่ไหล่เขาด้านตะวันออกของยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาว “โกลเดนวีก” (Golden Week) นาน 8 วันของจีน

ตามปกติแล้ว เดือนตุลาคมเป็นเดือนที่อากาศแจ่มใสและมีอุณหภูมิพอเหมาะ จนกลายเป็นหนึ่งในเดือนยอดนิยมสำหรับไปปีนเขาเอเวอเรสต์

เมื่อสัปดาห์ก่อน นักปีนทางไกลหลายร้อยคนมุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินเขาที่ “หุบเขาคาร์มา” (Karma Valley) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่มีความงดงามและสามารถนำไปสู่บริเวณฐานของเอเวอเรสต์ ซึ่งสามารถมองเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนี้ได้

อย่างไรก็ตามในคืนวันศุกร์ (3 ต.ค.) กลับมีหิมะตกหนัก และหนักขึ้นอีกในช่วงสุดสัปดาห์จนคนนำทางท้องถิ่นไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้นักปีนเขาติดอยู่บนภูเขาสูง ตามด้วยปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่ ซึ่งมีทั้งตำรวจ, นักดับเพลิง และอาสาสมัครชาวทิเบตจำนวนหลายร้อยคนถูกส่งไปเข้าร่วม

ผู้ประสบภัยหลายคนบอกกับสื่อหลังจากได้รับความช่วยเหลือแล้วว่า สมาชิกในกลุ่มของพวกเขาหลายคนเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำแม้จะใส่ชุดหนาเพียงพอแล้วก็ตาม เนื่องจากสัมผัสกับอากาศเย็นเป็นเวลานาน นอกจากนั้น พวกเขายังแทบไม่ได้นอนเนื่องจากหิมะตกหนักมาก จนพวกเขาต้องกวาดหิมะทุกๆ 10 นาที มิเช่นนั้นเต็นท์อาจพังลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

8 ต.ค. 2568 02:37 น.

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

นายกเทศมนตรีหญิงซึ่งเพิ่งได้รับการเลือกตั้งที่เมืองทางตะวันตกของเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านของตัวเธอเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และตอนนี้อาการอยู่ในภาวะวิกฤต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง ไอริส ชตอลเซอร์ วัย 57 ปี สมาชิกพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SPD) ฝ่ายกลางซ้าย เพิ่งได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแฮร์เด็คเคอ (Herdecke) ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกคนร้ายซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร แทงเมื่อวันอังคารที่ 7 ต.ค. 2568

ข่าวระบุว่า นางชตอลเซอร์ มีบาดแผลหลายแห่งที่บริเวณหน้าอกและช่องท้อง โดยเธอได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองโบคุม ซึ่งใกล้กับเมืองแฮร์เด็คเคอ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ และแพทย์ต้องทำการผ่าตัดใหญ่เพื่อช่วยชีวิตเธอเอาไว้

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า ลูกบุญธรรมทั้งสองคนของนางชตอลเซอร์ ได้แก่ ลูกสาววัย 17 ปี กับลูกชายวัย 15 ปี เป็นผู้โทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเวลาเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่น

ต่อมา เด็กทั้งสองถูกนำตัวไปสอบปากคำและเพื่อการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยผู้สื่อข่าวในที่เกิดเหตุระบุว่า เห็นวัยรุ่นคนหนึ่งขึ้นรถตำรวจสายตรวจ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นลูกบุญธรรมของนางชตอลเซอร์หรือไม่

ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวว่า กำลังตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รวมถึงเรื่องในครอบครัวด้วย เนื่องจากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุความรุนแรงในครอบครัวของนางชตอลเซอร์มาแล้ว และมีการลงบันทึกประจำวันกับตำรวจด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ กล่าวประณามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “การกระทำที่ชั่วร้าย” พร้อมกับขอให้นายกเทศมนตรีชตอลเซอร์ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

8 ต.ค. 2568 01:21 น.

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

สื่อจีนแฉว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ขอเป็นประธานพิธีลงนามสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้

สำนักข่าว เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ (scmp) รายงานเมื่อ 7 ต.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในรัฐบาลและนักการทูต 4 คน ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร้องขอเป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่นายทรัมป์ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้

ชาติอาเซียนหวังจะใช้การประชุมสุดยอดซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค. เพื่อเจรจาขอให้นายทรัมป์ผ่อนปรนมาตรการภาษีที่เข้มงวด ซึ่งสหรัฐฯ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะที่นายทรัมป์ก็กำลังเดินหน้าแคมเปญการเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” เพื่อหวังจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

การปะทะตามแนวชายแดนไทยกับกัมพูชานาน 5 วันเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ศพ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกลงที่จะเริ่มการเจรจาสันติภาพ หลังจากที่นายทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกการเจรจาเรื่องภาษี หากไม่มีการหยุดยิง จนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในที่สุด แต่สถานการณ์ก็เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากในรัฐบาลมาเลเซียและนักการทูตจำนวน 4 คนยืนยันว่า ทรัมป์ต้องการจัดพิธีพิเศษนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของการริเริ่มกระบวนการสันติภาพนี้ ซึ่งรวมถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 7 ต.ค. ซึ่งมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานอาเซียนเป็นตัวกลางเจรจา

“ใช่แล้ว นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขามาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์” แหล่งข่าวรายหนึ่งผู้ไม่ขอเปิดเผยนาม กล่าวถึงการมาเยือนของทรัมป์

ทั้งนี้ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเดินหน้าแคมเปญเพื่อคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ โดยเขาอ้างว่าช่วยยุติสงครามและความขัดแย้งถึง 7 จุดทั่วโลกนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม

เว็บไซต์ข่าว โพลิติโก (Politico) ของสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนเปิดเผยว่า การจัดพิธีลงนามคือหนึ่งในเงื่อนไขที่นายทรัมป์ตั้งไว้เพื่อแลกกับการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนั้น ผู้จัดการประชุมยังได้รับคำขอให้ตัดเจ้าหน้าที่จีนออกจากการประชุมด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า จะมีพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยแหล่งข่าวคนหนึ่งยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่พิธีจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย นอกจากนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยจะเห็นด้วยหรือไม่

อนึ่ง นอกจากนายทรัมป์แล้ว คาดว่าจะมีบุคคลระดับสูงอีกหลายคนมาเข้าร่วมการประชุมอาเซียนในปีนี้ รวมถึง นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล และนายไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : scmp

3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

8 ต.ค. 2568 00:09 น.

3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

3 นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2025 ไปครอง จากผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งปูทางไปสู่คอมพิวเตอร์อันทรงพลังในยุคใหม่

เมื่อ 7 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 (พ.ศ.2568) ให้แก่ ศ.จอห์น คลาร์ก, ดร.มิเชล เดโวเร็ต และ ดร.จอห์น มาร์ตินิส จากผลงาน “การทดลองที่เปิดเผยการทำงานจริงของฟิสิกส์ควอนตัม”

คณะกรรมการผู้มอบรางวัลโนเบลระบุในแถลงการณ์ว่า “เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ ได้มอบโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมยุคต่อไป ซึ่งรวมถึง การเข้ารหัสควอนตัม (quantum cryptography), คอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computers) และ เซนเซอร์ควอนตัม (quantum sensors)”

ผู้ชนะรางวัลโนเบลได้ทำการทดลองในช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยใช้ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างจากตัวนำยิ่งยวด (superconductors) และแสดงให้เห็นว่า คุณสมบัติทางกลศาสตร์ควอนตัม สามารถทำให้เป็นรูปธรรมในระดับที่ใหญ่ขึ้นมาก หรือในระดับ มหภาค (macroscopic scale) ได้

ทั้งนี้ เทคโนโลยีควอนตัมเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว เช่น ทรานซิสเตอร์ ในไมโครชิปคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

ศ.คลาร์ก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเบิร์กลีย์ สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในงานประกาศรางวัลว่า เขารู้สึกอึ้งมากที่ได้รับรางวัลโนเบล และเสริมว่า “ผมกำลังพูดผ่านโทรศัพท์มือถือ และผมก็คิดว่าคุณเองก็เช่นกัน และเหตุผลพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้โทรศัพท์มือถือทำงานได้ คืองานวิจัยทั้งหมดนี้”

อนึ่ง ดร.เดโวเร็ต เกิดในฝรั่งเศส เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานตาบาร์บารา ในสหรัฐฯ ที่เดียวกันกับ ดร.มาร์ตินิส ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมของ Google จนกระทั่งเขาลาออกในปี 2020 (พ.ศ. 2563)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

7 ต.ค. 2568 23:44 น.

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

เขื่อนของโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำในเวียดนามแตก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมหลายพื้นที่ ชาวบ้านได้อพยพล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เขื่อนของโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ บักแค 1 (Bac Khe 1) ในตำบล ตันเตียน (Tan Tien) จังหวัด หลั่งเซิน (Lang Son) ทางภาคเหนือของเวียดนามได้ “แตก” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 ต.ค. 2568 หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องอันเป็นอิทธิพลของไต้ฝุ่น “แมตโม” ทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหมดต้องอพยพอย่างเร่งด่วน

ตามการเปิดเผยของนาย เหงียน มัญ ต๋วน (Nguyen Manh Tuan) รองประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลตันเตียน ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-7 ตุลาคม ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งในเวลา 9.00 น. ของวันที่ 7 ต.ค. ทั้งปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำบักแคต่างอยู่ที่ 1,181 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเที่ยงวัน ปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกก็เพิ่มเป็น 1,562 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในเวลาประมาณ 13:30 น. เขื่อนบักแค 1 ก็แตกออกบางจุด

โรงไฟฟ้าพลังน้ำบักแค 1 ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน บักแค (Bac Khe) มีกำลังผลิตติดตั้ง 2.4 เมกะวัตต์ พื้นที่รับน้ำ 325 ตารางกิโลเมตร และมีอ่างเก็บน้ำที่รองรับน้ำได้ 1.572 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่รอยแตกมีความกว้างประมาณ 4–5 เมตร และลึก 3-4 เมตร

การประเมินเบื้องต้นพบว่า สาเหตุของการพังทลายของเขื่อนเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งทำให้น้ำไหลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1,572 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนทำให้ส่วนที่เป็นคอนกรีตบริเวณปากทางน้ำไหลเข้า (water intake) แตกเสียหาย เขื่อนที่แตกยังทำลายห้องควบคุมกลาง และสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายในด้านทรัพย์สิน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเวียดนามระบุว่า เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบเขื่อน และตรวจพบรอยร้าว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแตกหัก จึงมีการประกาศเตือนทันที และอพยพครัวเรือนประมาณ 200–300 หลังคาเรือน ในสี่หมู่บ้านท้ายน้ำไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

การพังทลายของเขื่อนและฝนที่ตกต่อเนื่องจะทำให้เกิดน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในตำบลใกล้เคียง เช่น ทัดแค (That Khe) และ จ่างดิ่ญ (Trang Dinh) แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ยังไม่มีเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเกิดขึ้น

ขณะนี้ ทางการกำลังระดมกำลังตำรวจ ทหาร ทีมแพทย์ และหน่วยกู้ภัย เพื่อช่วยในการอพยพและการสนับสนุนฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากถนนหลายส่วนของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3B ถูกตัดขาดจากเหตุน้ำท่วมรุนแรง

รัฐบาลท้องถิ่นยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการประเมินความเสียหายและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : vietnamplus

ครูญี่ปุ่น “ทำงานหนักที่สุด” ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

ครูญี่ปุ่น "ทำงานหนักที่สุด" ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

7 ต.ค. 2568 16:31 น.

ครูญี่ปุ่น “ทำงานหนักที่สุด” ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

ผลสำรวจระหว่างประเทศเผย ครูในประเทศญี่ปุ่นยังคงมีชั่วโมงการทำงานยาวนานที่สุดในบรรดาสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประเทศอื่น ๆ โดยทำงานเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 10-14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้มีความพยายามปฏิรูปเงื่อนไขการทำงานและลดชั่วโมงล่วงเวลามาหลายปี

ผลสำรวจระหว่างประเทศด้านการเรียนการสอนและการเรียนรู้ (TALIS) ประจำปี 2024 ที่เผยแพร่โดย OECD เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ยืนยันว่า ครูชาวญี่ปุ่น ยังคงมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุดในบรรดาประเทศและภูมิภาคที่เข้าร่วมการสำรวจ โดยครองตำแหน่งนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2018

โดยพบว่าครูประถมในญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ย 52.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนครูมัธยมต้น ในญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ย 55.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้รวมถึง “งานล่วงเวลาที่นำกลับไปทำที่บ้าน” ซึ่งเป็นงานที่ทำในช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนับว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกิน 10 ชั่วโมง

แม้ว่าชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของครูญี่ปุ่นจะลดลงเล็กน้อยที่ 4.0 ชั่วโมงสำหรับทั้งระดับประถมและมัธยมต้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อน แต่ก็ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยสากลอย่างมาก โดยค่าเฉลี่ยสากล อยู่ที่ 40.4 ชั่วโมง สำหรับครูประถม และ 41.0 ชั่วโมง สำหรับครูมัธยม ขณะที่ชั่วโมงการทำงานของครูญี่ปุ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล ถึง 11.7 ชั่วโมง (ประถม) และ 14.1 ชั่วโมง (มัธยมต้น)

การวิเคราะห์ชั่วโมงการทำงานแสดงให้เห็นว่า ครูญี่ปุ่นใช้เวลาในการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรและงานธุรการ ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด

โดยกิจกรรมนอกหลักสูตร ครูมัธยมต้นในญี่ปุ่นใช้เวลาเฉลี่ย 5.6 ชั่วโมง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 1.7 ชั่วโมง ส่วนงานธุรการ ครูประถมใช้เวลา 4.5 ชั่วโมง และครูมัธยมต้นใช้เวลา 5.2 ชั่วโมง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.7 และ 3.0 ชั่วโมงตามลำดับ

กระทรวงศึกษาธิการฯ ญี่ปุ่นยอมรับว่า แนวทางการศึกษาแบบองค์รวมที่เน้นการพัฒนาทั้งความรู้ คุณธรรม และสุขภาพกาย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชั่วโมงการทำงานยาวนาน

นอกจากภาระงานที่หนักแล้ว ผลสำรวจยังพบว่า การขาดแคลนครู เป็นปัญหาที่ถูกระบุมากที่สุดว่าเป็นอุปสรรคต่อการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ

ครูใหญ่โรงเรียนประถม 40.7% ชี้ว่าประสบปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากผลสำรวจครั้งก่อน และครูใหญ่โรงเรียนมัธยมต้น 35.6% ชี้ว่าการขาดแคลนครูเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างประเทศมากกว่า 10 จุด

เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการฯ ญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า แม้จะยังมีความท้าทาย แต่ความพยายามในการปฏิรูปก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอย่างจริงจังในฐานะประเด็นสำคัญต่อไป.

ที่มา THE MAINICHI

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

7 ต.ค. 2568 15:26 น.

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงหมายเลข 50 ในเมืองแซคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกเรือบนเครื่อง ได้แก่ นักบิน พยาบาล และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินทางการแพทย์

จัสติน ซิลเวีย โฆษกหน่วยดับเพลิงแซคราเมนโต เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเพิ่งส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลและกำลังบินกลับฐาน ก่อนเกิดเหตุขัดข้องทางอากาศ เวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น “น่าทึ่งมากที่ไม่มีใครบนถนนได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่เครื่องตกกลางถนนพอดี” พร้อมเผยว่าผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็วทำให้รถทุกคันชะลอความเร็วทัน

หนึ่งในผู้บาดเจ็บติดอยู่ใต้เครื่อง เธอได้รับการช่วยเหลือโดยทีมดับเพลิงร่วมกับประชาชนบนทางหลวงกว่า 15 คน ที่ช่วยกันยกร่างเครื่องขึ้นเพียงพอให้ดึงตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ทางหลวงแคลิฟอร์เนีย (CHP) ระบุว่า ต้องปิดช่องทางขาออกของทางหลวงหมายเลข 50 ชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บกู้ซากเฮลิคอปเตอร์

บริษัท REACH Air Medical Services เจ้าของเครื่อง ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อทีมงานและครอบครัว พร้อมยืนยันว่ากำลังตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์และติดตามอาการของลูกเรือทั้งสามคนที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล

ภาพจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นแถวรถยนต์ยาวเหยียดติดค้างอยู่ด้านหลังจุดเกิดเหตุ โดยมีควันสีขาวลอยออกจากซากเฮลิคอปเตอร์

ลิซา แคปแลน สมาชิกสภาเมืองแซคราเมนโต ซึ่งร่วมเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังที่เกิดเหตุ กล่าวว่า “ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักถึงความเสียสละของนักบินและเจ้าหน้าที่แพทย์ที่เสี่ยงชีวิตทำงานเพื่อช่วยผู้อื่นในทุกวัน” โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียด.

ที่มา AFP

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

7 ต.ค. 2568 12:34 น.

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

ทางการอินโดนีเซียประกาศยุติปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 7 ตุลาคม หลังจากที่อาคารของโรงเรียนประจำอิสลามอัล โคซินี ในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ได้เกิดเหตุพังถล่มลงมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากปัญหาโครงสร้าง ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวม 61 ศพ

นายอับดุล มูฮารี หัวหน้าศูนย์ข้อมูล ภัยพิบัติ และการสื่อสารของสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยร่วมได้ดำเนินการอพยพและทำความสะอาดซากปรักหักพังเสร็จสิ้นแล้ว และไม่มีกิจกรรมของเครื่องจักรหนักในสถานที่เกิดเหตุอีกต่อไป โดยเศษคอนกรีตและซากปรักหักพังถูกปรับระดับให้เสมอกับพื้นดินทั้งหมด

นายอับดุลกล่าวว่า จากปฏิบัติการช่วยเหลือตลอด 7 วัน ทีมกู้ภัยได้อพยพ ร่างผู้เสียชีวิตรวม 61 ศพ ออกจากซากปรักหักพังของอาคารละหมาด ซึ่งรวมถึง 7 ชิ้นส่วนของร่างกาย ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

พล.ต. บูดี อีราวาน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของ BNPB กล่าวเสริมว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าชิ้นส่วนร่างกายทั้ง 7 ชิ้น มาจากเหยื่อ 2 ราย ที่เคยระบุว่ายังไม่พบหรือไม่ โดยจะต้องรอผลการยืนยันหลังเสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์

ข้อมูลสรุปโดยละเอียดระบุว่า จากจำนวนเหยื่อที่บันทึกไว้ทั้งหมด 165 คน มีผู้ เสียชีวิต 61 ศพ และสามารถระบุตัวตนแล้ว 17 ราย และมีผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย 104 คน

เหตุการณ์อาคารถล่มครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชายวัยรุ่น กำลังเข้าร่วมพิธีละหมาดในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่สามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา KOMPAS