อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน "ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3" เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

7 ต.ค. 2568 12:10 น.

อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

เป็นครั้งแรกที่ทางการอียิปต์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3,000 ปี หลังปิดบูรณะมายาวนานกว่าสองทศวรรษ

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์ เปิดสุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” (Amenhotep III)  แห่งยุคอาณาจักรใหม่ ในหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) บนฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ ให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังปิดแหล่งโบราณสถานแห่งนี้เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

โดยสุสานแห่งนี้เป็นของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 กษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์โบราณเมื่อกว่า 3,500 ปีก่อน โดยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของหุบผากษัตริย์ ซึ่งเป็นสุสานหลวงอันโด่งดังของอียิปต์ ทางหน่วยงานด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ระบุว่า สุสานแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปีคศ. 1799 ต่อมาได้ถูกปล้นทรัพย์สินไปจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือโลงศพหินสมัยโบราณ (sarcophagus).

ฝูงชนต้อนรับ “เกรตา ทุนแบร์ก” ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก “กองเรือช่วยเหลือกาซา”

ฝูงชนต้อนรับ "เกรตา ทุนแบร์ก" ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก "กองเรือช่วยเหลือกาซา"

7 ต.ค. 2568 11:41 น.

ฝูงชนต้อนรับ “เกรตา ทุนแบร์ก” ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก “กองเรือช่วยเหลือกาซา”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ได้เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเอเลฟเธอริออส เวนิเซลอส ในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ หลังถูกทางการอิสราเอลเนรเทศออกจากประเทศ โดยทุนแบร์กเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือซูรุดโลก” ที่พยายามจะนำความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อฝ่าวงล้อมของอิสราเอล

เธอได้รับการต้อนรับจากกลุ่มผู้ประท้วงที่ส่งเสียงตะโกนว่า “อิสรภาพแก่ปาเลสไตน์” ทันทีที่เดินทางมาถึง ทุนแบร์กกล่าวกับฝูงชนที่สนามบินเอเธนส์ โดยอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่า “ขอพูดให้ชัดเจนเลยว่า กำลังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น” 

“ระบบระหว่างประเทศของเรากำลังทรยศต่อชาวปาเลสไตน์ พวกเขาไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมสงครามที่เลวร้ายที่สุดไม่ให้เกิดขึ้นได้” เธอกล่าว “สิ่งที่เราตั้งใจจะทำกับกองเรือซูมุดโลกคือการก้าวขึ้นมามีบทบาทเมื่อรัฐบาลของเราไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมาย”

“มันเป็นเรื่องน่าอับอายที่ภารกิจแบบนี้ต้องเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ!” เธอกล่าวต่อว่า “ฉันสามารถเล่าเรื่องการถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายและการละเมิดสิทธิ์ในระหว่างถูกคุมขังได้อีกยาวมาก แต่ไม่ใช่เรื่องนั้นที่สำคัญที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกและประชาชนทั่วไป “ยุติการสมรู้ร่วมคิดกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ในกาซา

ด้านรัฐบาลอิสราเอลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อนักเคลื่อนไหวที่ถูกเนรเทศไปยังตุรกี สเปน และอิตาลี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหนักแน่น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากผู้เชี่ยวชาญว่าปฏิบัติการทางทหารในกาซาเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ลุบน่า ตูมา ทนายความจากสมาคม อาดาลอฮ์ ซึ่งเป็นตัวแทนนักเคลื่อนไหวในกองเรือกว่า 470 คน ที่ถูกควบคุมตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เปิดเผยว่ามีนักเคลื่อนไหวราว 150 คน ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคัทซิโอทของอิสราเอล ซึ่งรวมถึงมานด์ลา แมนเดลา หลานชายของเนลสัน แมนเดลา

นอกจากนี้ ตูมาระบุว่า นักเคลื่อนไหว 40 คนในกลุ่มนี้กำลัง ประท้วงอดอาหาร ซึ่งรวมถึงชาวตูนิเซียหลายคน แม้ว่าทนายความของอาดาลอฮ์จะเข้าพบนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่แล้ว แต่ตูมากล่าวหาว่าทางการอิสราเอลได้ละเมิดสิทธิของนักเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่การสกัดกั้นในน่านน้ำสากล การส่งตัวมายังอิสราเอล และการย้ายไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุดซึ่งมีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพและการสร้างความอับอาย

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าสิทธิของนักเคลื่อนไหวได้รับการเคารพตลอดการควบคุมตัว และยังกล่าวหาว่ามีนักเคลื่อนไหวคนหนึ่งกัดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หญิง

ปฏิบัติการสกัดกั้นกองเรือในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงมีการรวมตัวกันที่สนามบินเพื่อต้อนรับผู้ที่ถูกเนรเทศกลับประเทศ โดยนักเคลื่อนไหวหลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงสองวันที่ผ่านมา ได้ให้การถึงการปฏิบัติที่ไม่ดีจากทางการอิสราเอล.

ที่มา AP

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

7 ต.ค. 2568 11:27 น.

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ลอนดอนบุกทลายขบวนการขโมยมือถือส่งจีน คดีใหญ่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ รวบผู้ต้องสงสัย 46 ราย พบเชื่อมโยงแก๊งปล้นรถส่ง iPhone 17  ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายเครือข่ายลักลอบขนโทรศัพท์มือถือที่ถูกขโมยจากอังกฤษส่งขายต่อไปยังจีนกว่า 40,000 เครื่อง ถือเป็นคดีปราบปรามโจรกรรมมือถือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร

การจับกุมนี้เกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการชื่อ “Operation Echosteep” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 หลังเจ้าหน้าที่พบกล่องบรรจุ iPhone จำนวนกว่า 1,000 เครื่อง ที่ถูกทิ้งไว้ใกล้สนามบินฮีทโธรว์ โดยตรวจสอบพบว่ามือถือส่วนใหญ่ เป็นของที่ถูกขโมยจากผู้ใช้ในลอนดอน และมีปลายทางถูกส่งไปยัง ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

ตำรวจเปิดเผยว่า สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทั้งหมด 46 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 11 คนที่ถูกจับได้ขณะพยายามปล้นรถส่งของที่บรรทุก iPhone 17 รุ่นใหม่ล่าสุด

นายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่านกล่าวชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่านี่คือ ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการขโมยโทรศัพท์มือถือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ โดยทางการมุ่งเป้าทั้งหัวหน้าเครือข่ายลักลอบส่งของ รวมถึงพวกโจรข้างถนนที่คอยฉกมือถือจากนักท่องเที่ยวและชาวเมือง

ข้อมูลจากตำรวจนครบาลระบุว่า ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีโทรศัพท์มือถือถูกขโมยในลอนดอนมากกว่า 80,000 เครื่อง โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น อ็อกซ์ฟอร์ดเซอร์คัส, โซโห และโคเวนต์การ์เดน ที่มักเป็นเป้าหมายของแก๊งฉกมือถือ

แหล่งข่าวในตำรวจเผยว่า เครือข่ายลักลอบขนมือถือข้ามประเทศมีการจัดระบบอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ผู้ขโมยในพื้นที่ ไปจนถึงผู้รวบรวมสินค้าและผู้จัดส่งออกต่างประเทศ โดยมือถือเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกรีเซ็ตและขายใหม่ในตลาดมืดของเอเชีย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง การขยายตัวของอาชญากรรมไซเบอร์และการลักขโมยอุปกรณ์เทคโนโลยีในระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่อย่าง iPhone 17 เพิ่งเปิดตัวและเป็นที่ต้องการสูงในตลาด

ตำรวจลอนดอนยืนยันว่าจะ เพิ่มการลาดตระเวนในย่านท่องเที่ยวและจุดขนส่งสาธารณะ พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อสกัดเส้นทางลักลอบส่งออกโทรศัพท์ที่ถูกขโมย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอนดอน

ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

ทรัมป์มั่นใจ "ข้อตกลงสันติภาพกาซา" มีโอกาสสำเร็จสูง

7 ต.ค. 2568 11:10 น.

ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

การเจรจาทางอ้อมเพื่อข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามกาซากำลังดำเนินต่อไปที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มั่นใจว่า “มีโอกาสดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืน แม้กลุ่มฮามาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขสำคัญทั้งหมดในการปลดอาวุธและยุติบทบาทการปกครองกาซา

การเจรจาทางอ้อม เพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายตามแผนสันติภาพของสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา มีกำหนดจะดำเนินต่อไปในวันอังคารนี้ ณ เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากอียิปต์และกาตาร์เป็นผู้จัดการเจรจาแบบไม่เปิดเผยตัว กับคณะผู้แทนจากอิสราเอลและฮามาส แยกกัน

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์และอียิปต์เปิดเผยว่า การประชุมมุ่งเน้นที่การ “สร้างเงื่อนไขภาคสนาม” สำหรับการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่เป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับ นักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

ขณะที่การประชุมดำเนินไปเมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เรามีโอกาสที่ดีจริง ๆ ที่จะทำข้อตกลงได้ และมันจะเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน” พร้อมเร่งให้ทุกฝ่าย “เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” และระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่าเฟสแรกของแผนสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกัน “ควรจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์นี้”

แผนสันติภาพ 20 ข้อดังกล่าว ซึ่งเห็นชอบร่วมกันระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เสนอให้มีการยุติการสู้รบในทันทีและปล่อยตัวประกัน 48 คน (ซึ่งคาดว่ายังมีชีวิตอยู่เพียง 20 คน) แลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวกาซาหลายร้อยคน

นอกจากนี้ แผนยังกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการปกครองกาซา และมีการเปิดประตูสำหรับรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต โดยแผนระบุด้วยว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอ “ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที”

กลุ่มฮามาสได้ตอบรับข้อเสนอส่วนหนึ่ง โดยระบุว่า “เห็นด้วยกับการปล่อยตัวนักโทษอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ตามสูตรการแลกเปลี่ยนที่อยู่ในข้อเสนอของทรัมป์” หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ฮามาส ไม่ได้กล่าวถึงหรือยอมรับ ข้อเรียกร้องสำคัญในแผนโดยเฉพาะเจาะจง คือ การปลดอาวุธ และการยุติบทบาทในการปกครองกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงว่าเห็นชอบกับการมอบการบริหารฉนวนกาซาให้แก่ “องค์กรปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ” ซึ่งขึ้นอยู่กับฉันทามติของชาติปาเลสไตน์ และฮามาสจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “กรอบการทำงานระดับชาติ”

การเจรจารอบนี้เกิดขึ้นในวันครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลตอนใต้โดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ราย และนำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 67,160 ราย ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซา

นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ต่างแสดงการสนับสนุนแผนของทรัมป์ โดยเลขาธิการยูเอ็นกล่าวว่า แผนนี้ “เป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าโศกนี้”

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุโสของอิสราเอลเปิดเผยว่า การเจรจาในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นที่การปล่อยตัวประกันเท่านั้น และให้เวลาฮามาสเพียงไม่กี่วันในการดำเนินการในเฟสนี้ให้เสร็จสิ้น โดยคาดว่าการหารือเหล่านี้จะเป็นการหารือที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม และอาจเป็นตัวกำหนดว่าหนทางสู่การยุติความขัดแย้งจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรือไม่.

ที่มา BBC

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ "ยาสูดพ่นโรคหอบ" ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

7 ต.ค. 2568 10:49 น.

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ผลวิจัยชี้ ยาสูดพ่นโรคหอบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในสหรัฐฯ สร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์กว่า 530,000 คันต่อปี โดยเฉพาะชนิดพ่นละอองแรงดัน ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 98% ของทั้งหมด

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง JAMA (Journal of the American Medical Association) ซึ่งระบุว่า ยาสูดพ่นรักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่ใช้ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2557–2567 สร้างการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 24.9 ล้านตัน หรือสร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ประมาณ 530,000 คันต่อปี

งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลยาแห่งชาติ พบว่า ยาพ่นแบบแรงดัน (Metered-Dose Inhalers) ซึ่งใช้ก๊าซไฮโดรฟลูออโรอัลเคน (HFA) เป็นตัวขับแรงดัน เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก คิดเป็น 98% ของการปล่อยทั้งหมด  ในขณะที่ยาสูดชนิดผงแห้ง (Dry Powder Inhalers) และ ชนิดละอองนุ่ม (Soft Mist Inhalers) อุปกรณ์สูดพ่นยาที่ไม่ต้องใช้แรงดันก๊าซช่วย แต่จะอาศัยแรงสูดลมหายใจของผู้ใช้เอง เพื่อพาอนุภาคยาผงเข้าสู่ปอด กลับมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าอย่างมาก

นายวิลเลียม เฟลด์แมน หัวหน้าทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญโรคปอดจาก UCLA กล่าวว่า การก่อมลพิษเทียบเท่ารถกว่า 530,000 คันต่อปีเป็นเรื่องใหญ่มาก และสิ่งนี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากผู้ป่วยมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่านี้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาพ่นชนิดผงหรือชนิดละอองนุ่มได้ โดยประเทศอย่างสวีเดนและญี่ปุ่นได้ใช้อย่างแพร่หลายโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพทางการรักษา

นักวิจัยระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ราคาและการเข้าถึงยาสูดชนิดผง ซึ่งมักไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกัน ทำให้มีราคาสูง พร้อมย้ำว่า จุดประสงค์ของงานวิจัยไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษผู้ป่วย แต่เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านนโยบายและราคา มีการจัดหายาเหล่านี้ให้ผู้ป่วยอย่างยั่งยืน โดยไม่เพิ่มภาระแก่พวกเขา โดยเริ่มจากระดับนโยบายสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Aljazeera

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

7 ต.ค. 2568 09:30 น.

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

เกิดเหตุสะพานที่ฟิลิปปินส์รับน้ำหนักไม่ไหวพังถล่มยุบตัวลงไปตรงกลางสะพาน หลังรถบรรทุกสิบล้อ 3 คันวิ่งข้ามไปพร้อมกัน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือคนขับและผู้โดยสารบาดเจ็บที่ตกค้าง

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุสะพาน “พิกกะตัน” ระยะทางยาวประมาณ 75 เมตร ในจังหวัดคากายัน ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ พังถล่มลงตรงช่วงกลางสะพาน ระหว่างที่มีรถบรรทุกสิบล้อ 3 คันกำลังวิ่งข้ามไปอยู่บนสะพานพร้อมๆกัน ส่งผลให้รถทั้งหมดร่วงลงมาพร้อมโครงเหล็กที่บิดงอจนเสียรูป

สำนักงานจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น ของเมืองอัลคาลา เปิดเผยว่า สะพานได้ถล่มลงพร้อมรถเทรลเลอร์หลายคัน เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บหลายราย แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะทีมกู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากสะพาน และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล  ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าช่วยอำนวยการจราจรและจัดเส้นทางเบี่ยง หลังสะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมเมืองต่าง ๆ ในจังหวัดคากายัน 

รายงานข่าวระบุว่า สะพานพิกกะตันถือเป็นสะพานแห่งที่สองในจังหวัดนี้ที่ถล่มภายในปีเดียวกัน โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของการพังถล่ม แต่คาดว่าเกิดจากโครงสร้างสะพานเสื่อมโทรมและการรับน้ำหนักเกินพิกัด.

ที่มา Rappler

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

7 ต.ค. 2568 08:17 น.

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

เทย์เลอร์ สวิฟต์  สร้างปรากฏการณ์ “The Life Of A Showgirl” ยอดขายทะลุ 2.7 ล้านก๊อบปี้ในวันแรกในสหรัฐฯ แซงยอดขายสัปดาห์แรกของอัลบั้มก่อนหน้าไปแล้ว

อัลบั้มใหม่ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในวงการเพลง หลังจากอัลบั้มลำดับที่ 12 “The Life Of A Showgirl” ขายได้ 2.7 ล้านก๊อบปี้ในสหรัฐอเมริกาเพียงวันแรกของการวางจำหน่าย (3 ตุลาคม) ทั้งในรูปแบบซีดี ดิจิทัล และแผ่นเสียง ตามรายงานของบริษัทข้อมูลดนตรี Luminate

ตัวเลขนี้ไม่ทำลายสถิติในด้านยอดขายเท่านั้น แต่ยังทำลายสถิติเดิมของเธอเองอย่างขาดลอย เพราะอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง The Tortured Poets Department ที่ออกในปี 2024 เคยมียอดขาย 2.61 ล้านชุดในเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ขณะที่ The Life Of A Showgirl กลับทำได้เกินกว่านั้นภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ อัลบั้มใหม่นี้ยังกลายเป็น อัลบั้มที่มียอดขายสัปดาห์แรกมากที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ Luminate เริ่มเก็บข้อมูลยอดขาย โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวในการขึ้นชาร์ต อันดับหนึ่งในปัจจุบันยังคงเป็นของ Adele กับอัลบั้ม 25 ที่ขายได้ 3.378 ล้านชุดในสัปดาห์แรก เมื่อปี 2015

The Life Of A Showgirl ยังสร้างสถิติใหม่ในหมวด แผ่นเสียง (vinyl) โดยขายได้กว่า 1.2 ล้านแผ่นภายในสัปดาห์แรก ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐฯ แซงหน้าเจ้าของสถิติก่อนหน้าอย่าง The Tortured Poets Department ของเธอเอง ที่เคยทำไว้ 859,000 แผ่น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายคือ กลยุทธ์การออกอัลบั้มหลายเวอร์ชัน  โดยสวิฟต์จับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Target วางจำหน่ายแผ่นซีดี 3 แบบ ได้แก่ It’s Frightening, It’s Rapturous และ It’s Beautiful editions

นอกจากนี้ยังมี เวอร์ชันแผ่นเสียงพิเศษ The Crowd Is Your King สีชมพูระยิบ “Summertime Spritz Pink Shimmer Vinyl” รวมถึงเวอร์ชันสะสมอื่น ๆ และเวอร์ชันมาตรฐานทั้งแผ่นเสียงและคาสเซ็ตสี “Sweat and Vanilla Perfume Portofino Orange Vinyl”

ความแตกต่างของการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ในแต่ละเวอร์ชันยังช่วยกระตุ้นให้แฟนเพลงสายสะสมซื้อซ้ำหลายชุด

ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สวิฟต์ยังประกาศเปิดตัว ซีดีเวอร์ชันใหม่อีก 4 แบบ ที่นำเสนอเพลงจากอัลบั้มในรูปแบบอะคูสติกด้วย 

ไม่เพียงแต่ในวงการเพลงเท่านั้น เทย์เลอร์ สวิฟต์ยังครองรายได้สูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ตลอดสุดสัปดาห์ด้วย งานอีเวนต์เปิดตัวอัลบั้ม “The Official Release Party of a Show Girl” เป็นเวลา 3 วัน ทำรายได้ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1,200 ล้านบาท ตามรายงานจาก Comscore เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เทย์เลอร์ สวิฟต์

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

7 ต.ค. 2568 05:52 น.

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

ไฟไหม้ห้องไอซียูของโรงพยาบาลทางตะวันตกของอินเดีย เป็นเหตุให้มีผู้ป่วยอาการวิกฤตเสียชีวิตถึง 6 ศพ ขณะที่สาเหตุคาดกันว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเพลิงไหม้ที่ห้องดูแลผู้ป่วยวิกฤต หรือห้องไอซียู (ICU) ของโรงพยาบาล “สวาอี มาน สิงห์” (Sawai Man Singh) ในเมืองไจปูร์ ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย เมื่อกลางดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 ต.ค. 2568) เป็นเหตุให้มีผู้ป่วยอาการวิกฤตเสียชีวิตถึง 6 ศพ

ข่าวระบุว่า สาเหตุของเพลิงไหม้อาจเป็นเพราะ “ไฟฟ้าลัดวงจร” โดยในตอนเกิดเหตุมีผู้ป่วยอยู่ในห้องไอซียูทั้งหมด 11 คน โดย 5 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทัน แต่อีก 6 คนซึ่งประกอบด้วยหญิง 2 คน ชายอีก 4 คน เสียชีวิต

หลังเกิดเหตุ ญาติผู้เสียชีวิตออกมากล่าวหาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่า ปล่อยปละละเลยจนทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยญาติคนหนึ่งอ้างว่า “เราเห็นควันและแจ้งเจ้าหน้าที่ (ของโรงพยาบาล) ทันที แต่พวกเขากลับไม่สนใจ และเมื่อไฟเริ่มลุกไหม้พวกเขากลับเป็นคนแรกที่วิ่งหนี”

ญาติอีกคนหนึ่ง ซึ่งสูญเสียแม่จากอุบัติเหตุครั้งนี้ กล่าวหาว่าโรงพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ฉุกเฉินใดๆ เลย ทั้งเครื่องดับเพลิง ถังดับเพลิง หรือแม้แต่น้ำที่จะใช้ดับไฟ

ขณะที่นาย จัคดิช โมดี (Jagdish Modi) รองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่า “ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้คนในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ข้อกล่าวหาเหล่านั้น ไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายคนเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องผู้ป่วย และอพยพผู้ป่วยจากห้อง ICU และวอร์ดต่างๆ”

ด้านนาย บาจันลาล ชาร์มา (Bhajanlal Sharma) มุขมนตรีของรัฐราชสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไจปูร์ ประกาศสืบสวนข้อเท็จจริง และเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อรับประกันความปลอดภัย, การรักษาคนไข้ และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ สวาอี มาน สิงห์ เป็นโรงพยาบาลรัฐ โดยเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในรัฐราชสถาน และต้องรักษาผู้ป่วยวันละหลายพันคน

เพลิงไหม้เกิดขึ้นก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อยในศูนย์อุบัติเหตุ (trauma centre) ของโรงพยาบาล และลุกลามไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ต้องทุบหน้าต่างและต่อสู้กับเพลิงไหม้เป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

7 ต.ค. 2568 04:16 น.

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

เซเลนสกีเผยว่า ผลการตรวจสอบซากมิสไซล์และโดรนที่รัสเซียใช้โจมตียูเครน พบชิ้นส่วนที่ผลิตในสหราชอาณาจักร กับชาติพันธมิตรประเทศอื่นๆ จำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาพบชิ้นส่วนที่ผลิตในต่างประเทศมากกว่า 100,000 ชิ้น อยู่ภายในโดรนกับมิสไซล์ที่รัสเซียใช้โจมตียูเครนครั้งใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เซเลนสกีระบุว่า ชิ้นส่วนที่พบมาจากหลากหลายประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตรของยูเครนอย่าง สหราชอาณาจักร (UK), เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ทำให้ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มประสิทธิภาพในการคว่ำบาตร เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ตกถึงมือรัสเซียได้อีก

“ไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมการบินของโดรนถูกผลิตขึ้นในสหราชอาณาจักร” เซเลนสกีระบุผ่าน X ว่า “การปิดกั้นแผนการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และประเทศที่สนับสนุนยูเครนมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับทุกบริษัทและทุกผลิตภัณฑ์ที่รัสเซียยังคงใช้อยู่แล้ว”

ด้านกระทรวงการค้าและธุรกิจของสหราชอาณาจักร (DBT) ระบุว่า พวกเขาเพิ่งดำเนินการเพื่อปราบปรามบริษัทสัญชาติ UK ที่ยังคงปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเดินทางเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของกองทัพรัสเซียได้อยู่ โดยโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า “เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อรายงานที่ระบุว่าสินค้าจากบริษัทในสหราชอาณาจักรถูกพบในอาวุธของรัสเซีย”

โฆษกกล่าวอีกว่า รัฐบาลได้สั่งห้ามการส่งออกสินค้าหลายพันรายการไปยังรัสเซีย รวมถึงยุทโธปกรณ์ทุกรายการที่ยูเครนแจ้งให้พวกเขาทราบ พร้อมเสริมว่า พวกเขาได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว บุคคลหรือบริษัทใดๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับ “บทลงโทษทางการเงินครั้งใหญ่ หรือการดำเนินคดีทางอาญา”

ทั้งนี้ นอกจากชิ้นส่วนที่ผลิตในชาติพันธมิตรตะวันตกแล้ว เซเลนสกีระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังพบชิ้นส่วนที่ผลิตจากจีน และไต้หวันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

7 ต.ค. 2568 03:00 น.

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

ผู้แทนอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เริ่มการเจรจาทางอ้อมที่อียิปต์แล้ว เพื่อทำข้อตกลงสันติภาพตามข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามในฉนวนกาซา ที่ดำเนินมา 2 ปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 การเจรจาทางอ้อมระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายตามแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา เริ่มต้นขึ้นแล้วที่เมืองชาร์ม เอล-ชีคห์ ประเทศอียิปต์

เจ้าหน้าที่ของปาเลสไตน์กับอียิปต์บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การประชุมจะเน้นไปที่ “การสร้างเงื่อนไขในพื้นที่” สำหรับความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ซึ่งจะนำไปสู่การปลดปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

กลุ่มฮามาสระบุก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาเห็นด้วยกับแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอบางส่วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวตัวประกันและการมอบการปกครองฉนวนกาซาให้กับกลุ่มนักวิชาการชาวปาเลสไตน์ แต่ฮามาสต้องการเจรจาในประเด็นอื่นๆ และการตอบรับของพวกเขาก็ไม่พูดถึงข้อเรียกร้องสำคัญอย่างการปลดอาวุธ และการไม่เข้าไปมีบทบาทในการปกครองกาซาในอนาคต

การเจรจาครั้งล่าสุดนี้ คาดกันว่าจะเป็นการหารือที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และอาจตัดสินเส้นทางที่จะนำไปสู่จุดจบของความขัดแย้งนี้

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ, นายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ และชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ธานี รัฐมนตรีต่างประเทศของกาตาร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับความพยายามยุติสงครามในฉนวนกาซา “ดำเนินการอย่างรวดเร็ว” และระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่าระยะแรกของแผนสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวตัวประกัน “ควรจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้”

ทั้งนี้ แผนสันติภาพ 20 ข้อ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เสนอให้มีการยุติการสู้รบในทันที และการปล่อยตัวตัวประกัน 48 คน ซึ่งเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่เพียง 20 คน เพื่อแลกกับชาวกาซาที่ถูกควบคุมตัวหลายร้อยคน

แผนดังกล่าวระบุด้วยว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้แล้ว ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc