เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

7 ต.ค. 2568 01:01 น.

เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

ทางการเมืองชิคาโกและรัฐอิลลินอยส์ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลกลางของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อต้านแผนส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติมายังเมืองชิคาโก หลังเกิดการประท้วงต่อต้านแคมเปญปราบผู้อพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเมืองชิคาโกและรัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์แล้ว ในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 เพื่อต่อต้านแผนการของรัฐบาลที่จะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ไปยังเมืองชิคาโก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ ทำเนียบขาวพยายามส่งทหารไปยังเมืองต่างๆ ที่ฝ่ายเดโมแครตเป็นผู้ควบคุม หลังเกิดการประท้วงต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

การฟ้องร้องของรัฐอิลลินอยส์และเมืองชิคาโกยังถือเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายคดีล่าสุดที่ทำเนียบขาวมีกับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและระดับท้องถิ่น และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสั่งระงับการส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน

เอกสารคำฟ้องระบุว่า “การส่งกำลังทหารของรัฐบาลกลางของจำเลยไปยังรัฐอิลลินอยส์นั้น ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน” และ “โจทก์ขอให้ศาลนี้สั่งระงับการทำให้ทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์ชาติรัฐอิลลินอยส์และรัฐเท็กซัส กลายเป็นของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นอันตราย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวประกาศเมื่อ 2 วันก่อนว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติรัฐอิลลินอยส์จำนวน 300 นาย ไปยังชิคาโก โดยอ้างว่าเพื่อ “ปกป้องเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง” ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้จัดการกับการประท้วงต่อต้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในลอสแอนเจลิสและวอชิงตัน ดี.ซี.

นาย เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ ประณามการส่งกำลังดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า เขาปฏิเสธการเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ ที่ให้เขาประจำการทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติในรัฐของตัวเองเพื่อควบคุมการประท้วง ขณะที่เมื่อวันอาทิตย์มีข่าวว่ารัฐบาลจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติของรัฐเท็กซัส 400 นายไปยังอิลลินอยส์ ทำให้นายพริตซ์เกอร์โจมตีว่าเป็นการรุกราน

ด้านทำเนียบขาวก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่เพิกเฉยต่อความไร้ระเบียบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเมืองต่าง ๆ ของอเมริกา

น.ส.อาบิเกล แจ็กสัน โฆษกหญิงของทำเนียบขาวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ท่ามกลางการจลาจลรุนแรงและความไร้ระเบียบที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้นำท้องถิ่นอย่างนายพริตซ์เกอร์กลับปฏิเสธที่จะเข้ามาควบคุม ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายของเขาเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

7 ต.ค. 2568 00:02 น.

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

ผู้เสียชีวิตในเหตุโรงเรียนถล่มที่อินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 65 ศพแล้ว ในขณะที่หน่วยกู้ภัยยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตต่อไปแม้จะผ่านมา 7 วันแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุโรงเรียนถล่มที่ประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 65 ศพแล้วในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 ในขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมา 7 วันแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน

กำแพงและพื้นคอนกรีตของโรงเรียนประจำสอนศาสนาอิสลามชื่อว่า “อัล โคซินี” ในจังหวัดชวาตะวันออก พังถล่มใส่นักเรียนชายจำนวนหลายร้อยคน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่สามารถหลบหนีออกมาได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า มีผู้ประสบภัยจำนวนเท่าใด

นายโมฮัมหมัด สยาฟี หัวหน้าสำนักงานกู้ภัยและค้นหาของอินโดนีเซียกล่าวว่า พบร่างและชิ้นส่วนศพผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก ทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 65 ศพแล้ว ซึ่งปฏิบัติการค้นหาจะดำเนินต่อไปจนกว่าเจ้าหน้าที่จะแน่ใจว่า ไม่มีผู้รอดชีวิตแล้ว

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนถล่มเป็นเพราะงานก่อสร้างที่ชั้นบนของอาคาร ทำให้รากฐานของอาคารเรียนรับน้ำหนักไม่ไหว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงกิจการศาสนาของอินโดนีเซีย ทั่วประเทศหมู่เกาะแห่งนี้มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอยู่ประมาณ 42,000 แห่ง แต่นายโดดี ฮังโกโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีโรงเรียนอิสลามเพียง 50 แห่งเท่านั้นที่มีใบอนุญาตก่อสร้าง

ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรงเรียนอัล โคซินี มีใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

6 ต.ค. 2568 22:52 น.

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น กับ 2 นักวิจัยชาวอังกฤษ คว้ารางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2568 ไปครอง จากผลงานการค้นพบว่าทำไม ระบบภูมิคุ้มกันปกติจึงไม่ทำร้ายเซลล์ร่างกายตัวเอง

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้มอบรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2568 (ค.ศ. 2025) ให้แก่ ศ.ชิมอน ซาคากุจิ นักภูมิคุ้มกันวิทยาชาวญี่ปุ่น กับ ดร.แมรี บรุนโคว และ ดร.เฟรด แรมส์เดลล์ 2 นักวิจัยชาวอังกฤษ จากการพบคำตอบว่า ทำไมระบบภูมิคุ้มกันจึงโจมตีแต่เชื้อที่เป็นอันตราย แต่ไม่ทำร้ายเซลล์ในร่างกาย

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน ค้นพบ “ยามรักษาความปลอดภัย” ที่คอยกำจัดบางส่วนของระบบภูมิคุ้มกันที่อาจโจมตีร่างกายตัวเองได้ และงานของพวกเขากำลังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาการรักษาแบบใหม่ สำหรับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (โรคพุ่มพวง) และโรคมะเร็ง

“การค้นพบของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่า ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร และเหตุใดพวกเราทุกคนจึงไม่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่างรุนแรง” นายออลเลอ เคมเปอ ประธานคณะกรรมการโนเบลกล่าว

ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน ช่วยทำให้เข้าใจว่า ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานอย่างไร มันปกป้องเราจากการติดเชื้อนับพันที่พยายามจะรุกรานร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อของเราเองได้อย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันของเราใช้ เซลล์เม็ดเลือดขาว ที่คอยมองหาสัญญาณของการติดเชื้อ แม้กระทั่งไวรัสและแบคทีเรียที่ไม่เคยพบมาก่อน โดยเซลล์เหล่านี้ใช้เซ็นเซอร์ที่เรียกว่า “ตัวรับ” (receptors) ซึ่งถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มด้วยการผสมผสานที่แตกต่างกันถึง “หนึ่งพันล้านล้านรูปแบบ”

เซ็นเซอร์นี้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีความสามารถในการโจมตีผู้บุกรุกที่หลากหลาย แต่การสร้างขึ้นมาแบบสุ่มย่อมทำให้เกิดเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถโจมตีร่างกายของเราเองได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่แล้วว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อาจเป็นอันตรายเหล่านี้ บางส่วนจะถูกทำลายใน ต่อมไทมัส (thymus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเติบโตเต็มที่

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีนี้มอบให้แก่การค้นพบ “ทีเซลล์ควบคุม” (regulatory T-cells) ที่รู้จักกันในชื่อ “ยามรักษาความปลอดภัยของระบบภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเดินทางไปทั่วร่างกายเพื่อปลดอาวุธเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ ที่กำลังโจมตีร่างกาย

แต่ระบบนี้ล้มเหลวในคนที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง อย่างเบาหวานประเภท 1, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis)

คณะกรรมการโนเบลกล่าวเสริมว่า “การค้นพบเหล่านี้ได้วางรากฐานสำหรับสาขาการวิจัยใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการรักษาใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น สำหรับโรคมะเร็งและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง”

ในกรณีของ “มะเร็ง” นั้น ทีเซลล์ควบคุมจะหยุดยั้งไม่ให้ร่างกายต่อสู้กับเนื้องอก ดังนั้นงานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การลดจำนวนของทีเซลล์ควบคุมเหล่านี้

ส่วนใน “โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง” มีการทดลองเพื่อหาทางเพิ่มจำนวนทีเซลล์ควบคุม เพื่อให้ร่างกายไม่ถูกระบบภูมิคุ้มกันโจมตีอีกต่อไป โดยแนวทางที่คล้ายกันนี้อาจมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการที่ร่างกายปฏิเสธการปลูกถ่ายอวัยวะด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ศ.ชิมอน ซาคากุจิ จากมหาวิทยาลัยโอซากา ทดลองนำต่อมไทมัสออกจากหนูทดลองเพื่อให้พวกมันเกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง และแสดงให้เห็นว่า การฉีดเซลล์ภูมิคุ้มกันจากหนูตัวอื่นสามารถป้องกันโรคนี้ได้ บ่งชี้ว่า มีระบบบางอย่างที่คอยป้องกันไม่ให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีร่างกายอยู่

ส่วน ดร.แมรี บรุนโคว จากสถาบันระบบชีววิทยา (Systems Biology) ในเมืองซีแอตเติล กับ ดร.เฟรด แรมส์เดลล์ ที่ตอนนี้ทำงานกับบริษัทชีวเทคโนโลยี “โซโนมา ไบโอเทอราพิวติกส์” (Sonoma Biotherapeutics) ในซานฟรานซิสโก กำลังศึกษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองทางพันธุกรรมในหนูและมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบ “ยีน” ที่มีความสำคัญต่อวิธีการทำงานของ “ทีเซลล์ควบคุม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“เซบาสเตียง เลอกอร์นู” นายกฯ ฝรั่งเศส คนใหม่ ลาออกฟ้าผ่า หลังรับตำแหน่งไม่ถึงเดือน

"เซบาสเตียง เลอกอร์นู" นายกฯ ฝรั่งเศส คนใหม่ ลาออกฟ้าผ่า หลังรับตำแหน่งไม่ถึงเดือน

6 ต.ค. 2568 15:19 น.

“เซบาสเตียง เลอกอร์นู” นายกฯ ฝรั่งเศส คนใหม่ ลาออกฟ้าผ่า หลังรับตำแหน่งไม่ถึงเดือน

เซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฝรั่งเศส  ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างไม่คาดคิด เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายค้านที่ขู่จะคว่ำรัฐบาล การลาออกครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และตอกย้ำถึงภาวะวิกฤตทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงในฝรั่งเศส ส่งผลให้หุ้นและค่าเงินยูโรดิ่งลงทันที

นายเซบาสเตียง เลอกอร์นู ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งต่อประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ต.ค.) หลังจากที่เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 26 วันที่นายเลอกอร์นู ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากการล่มสลายของรัฐบาลก่อนหน้าของนายฟร็องซัว บายรู

การลาออกของนายเลอกอร์นูถือเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งยิ่งทำให้วิกฤตทางการเมืองของฝรั่งเศสทวีความรุนแรงขึ้น การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นฝรั่งเศสและค่าเงินยูโรปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

นายเลอกอร์นู ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีมาครง เพิ่งจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันอาทิตย์ หลังจากที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการหารือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยมีกำหนดจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกในช่วงบ่ายวันจันทร์

อย่างไรก็ตาม รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับทั้ง ฝ่ายค้านและพันธมิตร ของรัฐบาลเอง โดยมีเสียงวิจารณ์ว่ารายชื่อดังกล่าว มีแนวคิดขวาจัดเกินไป หรือไม่ขวาจัดเพียงพอ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถอยู่รอดได้นานแค่ไหน

แถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดี ยืนยันว่า “นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้ยื่นใบลาออกของรัฐบาลต่อประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ซึ่งได้ยอมรับการลาออกดังกล่าวแล้ว”

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีมาครงได้รับเลือกตั้งสมัยที่สองในปี 2022 การเมืองฝรั่งเศสก็ประสบกับความไร้เสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาที่มีความแตกแยกสูง

การตัดสินใจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้วยิ่งทำให้วิกฤตแย่ลง เพราะทำให้รัฐสภามีความแตกแยกมากขึ้นไปอีก โดยนายเลอกอร์นู ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีมาครงในระยะเวลาเพียง 2 ปี

ดัชนี CAC 40 ของตลาดหลักทรัพย์ฝรั่งเศส ร่วงลง 1.5% หลังจากนายเลอกอร์นูลาออก ทำให้ดัชนีนี้กลายเป็นดัชนีที่มีผลงานแย่ที่สุดในยุโรป ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้หุ้น BNP Paribas, Societe Generale และ Credit Agricoleลดลง 4% ถึง 5% ขณะที่ค่าเงินยูโรร่วงลง 0.7% ในวันนี้ แตะที่ 1.1665 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร.

ที่มา Reuters

หมีป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวสเปนบาดเจ็บกลางหมู่บ้านมรดกโลก “ชิราคาวาโกะ”

หมีป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวสเปนบาดเจ็บกลางหมู่บ้านมรดกโลก "ชิราคาวาโกะ"

6 ต.ค. 2568 13:55 น.

หมีป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวสเปนบาดเจ็บกลางหมู่บ้านมรดกโลก “ชิราคาวาโกะ”

นักท่องเที่ยวชาวสเปนวัย 40 ปี ถูกหมีป่าทำร้ายบริเวณป้ายรถประจำทาง ในเขตหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก นับเป็นเหตุหมีทำร้ายคนครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังมีการพบหมีกว่า 90 ครั้ง ทางการต้องตั้งทีมเฉพาะกิจปิดเส้นทางเดินเท้า และติดตั้งกับดัก เนื่องจากจำนวนการพบหมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจทั่วญี่ปุ่น

เกิดเหตุหมีป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวสเปนได้รับบาดเจ็บในเขตหมู่บ้านประวัติศาสตร์ “ชิราคาวาโกะ” จังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม ใกล้ป้ายรถรับส่งนักท่องเที่ยวด้านทิศเหนือของ “บ้านวาดะ” ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากรัฐบาลญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผยว่า นักท่องเที่ยวชายวัย 40 ปีรายนี้ถูกหมีดำกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ และเข้าทำร้ายจากด้านหลังจนมีบาดแผลถลอกที่แขนขวา ก่อนจะรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใกล้จุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่าหมีตัวดังกล่าวมีความสูงราว 1 เมตร

นี่นับเป็นเหตุหมีทำร้ายคนครั้งแรกในพื้นที่ชิราคาวะโกะตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังมีรายงานการพบหมีมากกว่า 90 ครั้งภายในปีเดียว ทางการได้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจฉุกเฉิน ปิดเส้นทางเดินขึ้นจุดชมวิว พร้อมประสานตำรวจและสมาคมนักล่าในท้องถิ่นเพื่อติดตั้งกับดักและป้ายเตือนนักท่องเที่ยว

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาหมีป่าออกมาหากินใกล้เขตชุมชนบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยนักวิชาการเชื่อว่าเกิดจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารในป่า ทำให้สัตว์ป่าเข้ามาใกล้มนุษย์มากขึ้น

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนให้ท้องถิ่นเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น การติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์ส่งเสียงไล่หมี รวมถึงผ่อนปรนกฎหมายอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถยิงหมีที่หลงเข้ามาในเขตชุมชนได้ภายใต้เงื่อนไขจำกัด

ข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2023 ถึงมีนาคม 2024 มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายรวม 219 ราย ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีนี้มีผู้บาดเจ็บอีก 55 ราย ขณะที่การพบหมีในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมเพียงสองเดือนมีมากถึง 3,032 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าปีปกติราว 500 ครั้ง สะท้อนแนวโน้มปัญหาที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง.


ที่มา Asahi Shimbun

ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

6 ต.ค. 2568 11:48 น.

ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

รัฐบาลเวียดนามและสื่อทางการเกาหลีเหนือยืนยันว่า นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือระหว่างวันที่ 9–11 ตุลาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการเยือนของผู้นำระดับสูงจากเวียดนามครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ

การเยือนของนายโต เลิม จะมีขึ้นเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ตามคำเชิญของ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ การเยือนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือจะจัดพิธี สวนสนามทหาร ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปี แห่งการก่อตั้งพรรคแรงงาน เจ้าหน้าที่เวียดนามเปิดเผยว่า นายฟาน วัน ซาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม คาดว่าจะร่วมคณะผู้แทนในการเดินทางครั้งนี้ด้วย

เวียดนามและเกาหลีเหนือซึ่งต่างเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิด โดยในปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม สถานทูตเวียดนามในเปียงยางระบุว่า ปัจจุบันทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกัน

ผู้นำเวียดนามคนสุดท้ายที่เยือนเกาหลีเหนือคือ นายหน่ง ดึ๊ก หมั่ญ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น ซึ่งเดินทางเยือนเป็นเวลาสามวันเมื่อปี 2007 โดยเป็นการเยือนของหัวหน้าพรรคเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี โฮจิมินห์ ในปี 1957

ส่วนนายคิม จอง อึน เคยเดินทางมาเยือนกรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อปี 2019 โดยมีไฮไลต์คือการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

การเยือนเกาหลีเหนือของนายโต เลิม มีขึ้นหลังจากที่เขาเพิ่งเดินทางเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับเกาหลีเหนือเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ได้เข้าพบประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งผู้นำเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลดความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ เกาหลีใต้กำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในเมืองคยองจู ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ในช่วงการประชุมและมีการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนด้วย.


ที่มา Reuters

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

6 ต.ค. 2568 11:11 น.

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

โศกนาฏกรรมอาคารโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในเกาะชวาของอินโดนีเซียถล่ม สังเวยชีวิตแล้ว 54 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานแข่งกับเวลาค้นหาผู้สูญหายที่คาดว่ามีอย่างน้อย 13 คน ท่ามกลางข้อสงสัยว่าการก่อสร้างอาคารไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นสาเหตุของภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในปีนี้

เจ้าหน้าที่ทางการของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารเรียนหลายชั้นของโรงเรียนอัล โคซินี ในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ถล่มลงมาอย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักเรียนกำลังรวมตัวกันเพื่อละหมาดในช่วงบ่าย เพิ่มขึ้นเป็น 54 ศพแล้ว โดยขณะนี้ ทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออีก 13 ราย

นายยุธิ บรามันติโย ผู้อำนวยการปฏิบัติการของสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวในเช้าวันนี้ (6 ต.ค.) ว่า “จนถึงเช้านี้ เราได้นำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 54 ราย ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนร่างกาย 5 ชิ้น”

ทีมกู้ภัยยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในซากปรักหักพังของอาคาร และนายยุธิแสดงความหวังว่า “เราหวังว่าจะสามารถสรุปภารกิจการกู้ร่างในวันนี้ และจะส่งมอบศพให้กับครอบครัว”

ด้าน นายบูดี อิราวาน รองหัวหน้าสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า เหตุการณ์อาคารถล่มในครั้งนี้นับเป็น ภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในปีนี้ โดยมีผู้ที่ยังคงสูญหายอยู่อย่างน้อย 13 คน

คณะสืบสวนกำลังตรวจสอบสาเหตุของการถล่ม แต่ตัวบ่งชี้เบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีส่วนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้สูญหายได้ตกลงยินยอมให้ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการค้นหา หลังจากที่ “ช่วงเวลาทอง” 72 ชั่วโมง ซึ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงสุดได้สิ้นสุดลง

ทั้งนี้ มาตรฐานการก่อสร้างที่หย่อนยานได้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารในอินโดนีเซีย โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เคยเกิดเหตุอาคารถล่มขณะจัดพิธีสวดมนต์ในชวาตะวันตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน.

ที่มา AFP

“คิม จองอึน” ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

"คิม จองอึน" ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

6 ต.ค. 2568 10:55 น.

“คิม จองอึน” ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เยี่ยมชมเรือพิฆาตโชฮยอน ในงานนิทรรศการทางทหาร ย้ำกองทัพเรือต้องพร้อม “ขัดขวางและลงโทษศัตรู” หากเกิดการยั่วยุ ขณะผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเริ่มทดลองเดินเรือเร็วๆ นี้

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่านายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เยี่ยมชมเรือพิฆาต “โชฮยอน” ระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์ประจำปี เมื่อวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำคิมกล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมว่า กองทัพเรือเกาหลีเหนือจะต้องเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อขัดขวาง ตอบโต้ และลงโทษการยั่วยุของศัตรู  พร้อมยกย่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางทหารว่าเป็นหลักฐานแห่งความรุ่งเรืองของกองทัพเกาหลีเหนือสมัยใหม่ 

รายงานระบุว่า นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันโดดเด่น ของอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจาก SI Analytics ซึ่งตั้งอยู่ในเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนว่า ภาพถ่ายดาวเทียมพบการติดตั้งเครื่องยนต์บนเรือพิฆาตโชฮยอนเสร็จสิ้นแล้ว และคาดว่าเรืออาจเริ่มการทดลองเดินเรือภายในเดือนนี้.

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด “เอเวอเรสต์” ฝั่งทิเบต

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด "เอเวอเรสต์" ฝั่งทิเบต

6 ต.ค. 2568 10:53 น.

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด “เอเวอเรสต์” ฝั่งทิเบต

ทางการจีนเร่งช่วยเหลือทีมนักปีนเขาและนักเดินป่ากว่า 500 คน ที่ติดอยู่ในพื้นที่ใกล้ยอดเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต หลังเจอพายุหิมะและฝนตกหนักผิดปกติ นักท่องเที่ยวเผยสุดหนาวสั่นเสี่ยงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ขณะที่ทีมกู้ภัยและชาวบ้านระดมกำลังเปิดเส้นทางช่วยเหลือนักปีนเขาอีกกว่า 200 คน ออกจากพื้นที่

สำนักข่าวของทางการจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัว นักปีนเขาและนักเดินป่าหลายร้อยคน ที่ติดค้างอยู่ใกล้พื้นที่ทางตะวันออกของ ภูเขาเอเวอเรสต์ ในเขตทิเบต ให้เดินทางออกมายังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หลังต้องเผชิญกับ พายุหิมะและฝนตกหนัก ผิดปกติที่พัดถล่มเทือกเขาหิมาลัย

สำนักข่าวซีซีทีวี รายงานว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นักเดินป่าจำนวน 350 คน ได้เดินทางถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตฉูตัง ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนนักเดินป่าที่เหลืออีก กว่า 200 คน เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้แล้ว และคาดว่าจะทยอยเดินทางถึงหมู่บ้านฉูตังเป็นระยะ ภายใต้การนำทางและการสนับสนุนจากทีมกู้ภัยที่จัดตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Jimu News รายงานว่า มีประชาชนเกือบ 1,000 คน ติดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านท้องถิ่นหลายร้อยคนถูกระดมกำลังเพื่อช่วยกันเปิดเส้นทางที่ถูกหิมะปิดกั้น

เฉิน เกอซวง หนึ่งในทีมนักเดินป่า 18 ชีวิตที่รอดมาถึงฉูตัง เปิดเผยว่า “อากาศบนภูเขาเปียกและหนาวมาก นเสี่ยงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) เป็นความเสี่ยงที่แท้จริง” เธอระบุว่า “สภาพอากาศปีนี้ไม่ปกติ” มัคคุเทศก์บอกว่าไม่เคยเจอสภาพอากาศแบบนี้ในช่วงเดือนตุลาคม และมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

คณะของเฉินลงมาจากภูเขาในวันอาทิตย์ หลังจากที่ต้องเผชิญกับค่ำคืนที่น่ากลัวจากหิมะตกหนักประกอบกับพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านได้มอบชาอุ่น ๆ และให้ที่พักพิง ซึ่งทำให้พวกเธอรู้สึกอบอุ่นได้ในที่สุด ส่วนเอริค เหวิน นักเดินป่าอีกคน เล่าว่า “มีฝนและหิมะตกตลอดทั้งวัน เราไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์เลย” กลุ่มของเขาตัดสินใจเดินกลับลงมาตั้งแต่คืนวันเสาร์ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับหิมะที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่เกิดเหตุเป็นหุบเขาที่มีระดับความสูงเฉลี่ย 4,200 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตทัศนียภาพภูเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมสำหรับนักเดินป่า พื้นที่นี้รวมถึงเบสแคมป์, จุดชมวิว และวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งเป็นความพยายามของทางการท้องถิ่นในการพัฒนาการท่องเที่ยว

ในปี 2024 เขตทัศนียภาพภูเขาเอเวอเรสต์มีผู้มาเยือนเป็นประวัติการณ์ถึง 540,200 คน อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าชมส่วนใหญ่ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คนเท่านั้นที่ขึ้นถึงยอดเขาได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางฝั่งประเทศเนปาล.


ที่มา Reuters BBC

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

6 ต.ค. 2568 09:14 น.

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นโตเกียวทะยานแรง หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น ดันดัชนีนิกเกอิทะลุ 47,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้น รับคาดการณ์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ดัชนี นิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นถึง 3.9% แตะระดับ 47,566.84 จุด หลังทะลุระดับ 46,000 จุดเป็นครั้งแรกในช่วงเช้า ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ (Topix) ปรับขึ้น 2.3%

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นให้การตอบรับเชิงบวกต่อแนวทางของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายขยายงบประมาณและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แตกต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเกรุ อิชิบะ ที่มีแนวทางเข้มงวดทางการคลัง

นายฮิโตชิ อะซาโอกะ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Asset Management One กล่าวว่า นิกเกอิเดิมมีแนวโน้มจะไปแตะ 48,000 จุดปลายปี แต่เมื่อทาคาอิจิได้รับเลือก ตลาดจึงพุ่งแรงแตะระดับนั้นเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถผลักดันนโยบายใช้จ่ายเพิ่มเติมได้จริง ดัชนีอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรก่อนสิ้นปี

เช่นเดียวกับหุ้นบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทะยานขึ้นกว่า 13% หลังคาดว่า รัฐบาลทาคาอิจิจะเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร

ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารกลับปรับตัวลดลง โดยดัชนี Topix Banks Index ร่วงลง 2% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อลดลง

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิมีแผนแต่งตั้ง มิโนรุ คิฮาระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอาจดึง โทชิมิตสึ โมเทงิ กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นจุดสนใจของตลาดการเงิน ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ทาคาอิจิกล่าวภายหลังคว้าชัยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นบรรลุเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อมการปรับขึ้นค่าแรงและกำไรภาคเอกชนอย่างยั่งยืน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดัชนีนิกเกอิ