เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ "มูนนีส์" ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

23 ก.ย. 2568 10:37 น.

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

นางฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “มูนนีส์” ถูกทางการเกาหลีใต้จับกุม หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีติดสินบน นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของ นายยุน ซ็อก-ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

โบสถ์ของนางฮันถูกกล่าวหาว่ามอบกระเป๋าแบรนด์เนมชาแนล 2 ใบ และสร้อยคอเพชร 1 เส้น รวมมูลค่ากว่า 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.82 ล้านบาท) ให้กับนางคิม เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง ซึ่งขณะนี้อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในหลายข้อหา ทั้งการติดสินบนและปั่นหุ้น

อัยการได้ยื่นขอหมายจับนางฮันใน 4 ข้อหา รวมถึงการยักยอกทรัพย์และติดสินบน โดยนางฮัน ซึ่งมีอายุ 82 ปี และเป็นภรรยาม่ายของผู้ก่อตั้งโบสถ์ ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “ไม่จริง” และเธอเองก็ไม่มีความสนใจเรื่องการเมืองใด ๆ ขณะที่ทนายความได้ยื่นคัดค้านการจับกุมโดยให้เหตุผลด้านอายุและปัญหาสุขภาพของเธอ

นอกจากนี้ นางฮันยังถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายหนึ่งเพื่อติดสินบนเงิน 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.28 ล้านบาท) ให้กับ นายกวอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดียุน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โบสถ์ได้รับผลประโยชน์หากนายยุนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 ซึ่งเขาก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีและนายกวอนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยทางโบสถ์อ้างว่าอดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพังในการมอบสินบนทั้งสองกรณี ส่วนตัวโบสถ์เองได้ออกมาขอโทษประชาชนและยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ปัจจุบัน นายยุน อดีตประธานาธิบดีถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และกำลังเผชิญการพิจารณาคดีแยกจากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายและนำไปสู่การถอดถอนเขาจากตำแหน่ง

สำหรับโบสถ์แห่งความสามัคคี ก่อตั้งขึ้นในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1950 โดย ซัน มย็อง มุน ผู้ที่ประกาศตนเองว่าเป็นพระเมสสิยาห์ โบสถ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักจากพิธีแต่งงานหมู่ที่จัดให้คู่รักหลายพันคู่ในเวลาเดียวกัน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นลัทธิ อีกทั้งยังเคยถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับให้สาวกบริจาคเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ โบสถ์แห่งความสามัคคียังตกเป็นประเด็นใหญ่ในญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุนายชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่นถูกลอบสังหาร โดยมือสังหารอ้างว่าโกรธแค้นโบสถ์นี้เพราะทำให้ครอบครัวของเขาล้มละลาย และมองว่านายอาเบะให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว.

ที่มา BBC

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน "ไต้ฝุ่นรากาซา" จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

23 ก.ย. 2568 10:05 น.

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ออกคำสั่งด่วนให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังรับมือกับ ไต้ฝุ่นรากาซา ที่กำลังพัดเข้าประเทศ คาดเป็นพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในเวียดนามนับตั้งแต่ ไต้ฝุ่นยาหงิเมื่อปี 2024

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋ง ของเวียดนาม ออกคำสั่งด่วนให้ทุกกระทรวง ท้องถิ่น และกองทัพ ระดมกำลังรับมือกับ ไต้ฝุ่นรากาซา ที่กำลังพัดเข้าประเทศ  โดยคำสั่งด่วนซึ่งลงนามโดยรองนายกรัฐมนตรี เจิ่น หง็อก ฮา เมื่อวันจันทร์ ระบุให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทุ่มเทเต็มกำลัง และเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เร่งตรวจสอบแผนอพยพ เสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำและอ่างเก็บน้ำ พร้อมเรียกเรือประมงกลับเข้าฝั่ง โดยมีการส่งคำสั่งไปยังกระทรวง คณะรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ และกองทัพ

โดยกองบัญชาการทหารสูงสุดสั่งกองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองทัพอากาศ เตรียมเรือ เครื่องบิน และกำลังพลสำหรับการอพยพ กู้ภัย และบรรเทาสาธารณภัย ขณะที่หน่วยชายแดนเข้มงวดการควบคุมพื้นที่ชายฝั่ง ตรวจนับเรือ และแจ้งเตือนเส้นทางพายุให้ชาวประมง

ส่วนกระทรวงต่างๆให้เตรียมพร้อมรับมือดังนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมต้องเร่งเสริมเขื่อนทะเล ระบบชลประทาน และจัดการความปลอดภัยของเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

กระทรวงก่อสร้างถูกสั่งให้ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของอาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล รวมทั้งระบบระบายน้ำ ถนน และสะพาน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้รับคำสั่งปกป้องแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงไฟฟ้า และเหมือง รวมถึงควบคุมเสถียรภาพของอาหารและเชื้อเพลิง ห้ามกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมต้องทำให้ระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

กระทรวงการศึกษาและสาธารณสุขได้รับคำสั่งดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ป่วย อาจต้องสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว และเตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ต้องดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ

โดยพายุรากาซาเป็นพายุลูกที่ 9 ของปีในภูมิภาคนี้ ซึ่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาเวียดนามเตือนว่า พายุจะคงกำลังสูงสุดไปจนถึงวันอังคาร คลื่นทะเลสูงเกิน 10 เมตร และทะเลมีสภาพอันตรายอย่างยิ่ง ส่วนในวันที่ 24 ก.ย. พายุจะเคลื่อนไปใกล้คาบสมุทรเหลยโจวของจีน ก่อนมุ่งหน้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และอาจขึ้นฝั่งเวียดนามระหว่างจังหวัด กว๋างนิงห์ ถึง ห่าติงห์ ในวันที่ 25 ก.ย. ด้วยความเร็วลมยังสูงถึง 120–170 กม./ชม. และด้วยรัศมีพายุที่กว้าง ทำให้หลายพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากลมกระโชกแรงและพายุฝน แม้อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือ-ตอนกลางของเวียดนามให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการ และพร้อมอพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง.

ที่มา : Vietnamnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นรากาซา

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

จีนเปิดตัว "หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก" เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

23 ก.ย. 2568 09:59 น.

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” ตัวแรกของจีน เป็นหนุ่มหน้าตาดี หุ่นดี เข้าเรียนสาขาออกแบบการแสดงดิจิทัล ที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นการฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตน   

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีนรายงานว่า มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซี่ยงไฮ้ เปิดตัว “เสวียป้า 01” หุ่นยนต์หนุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ที่มาพร้อมส่วนสูง 1.75 เมตร น้ำหนัก 32 กิโลกรัม กลายเป็นหุ่นยนต์นักศึกษาป.เอกตัวแรกที่จะเข้าเรียนในสถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ โดยจะเรียนในสาขาการออกแบบการแสดงดิจิทัลตลอดช่วง 4 ปีข้างหน้า  

โครงการนี้มุ่งพัฒนาวิธีฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตนรุ่นใหม่ซึ่งเน้นการโต้ตอบหลายรูปแบบ การแสดงออกทางศิลปะ และการรับรู้ที่ดีขึ้น โดยเสวียป้า 01 จะเรียนรู้การเคลื่อนไหว ท่วงท่า และเทคนิคการแสดงขั้นพื้นฐานของงิ้วจีนแบบดั้งเดิม ซึ่งทีมจากมหาวิทยาลัยฯ จะรับผิดชอบด้านการฝึกอบรมทางเทคนิคและความรู้พื้นฐาน ส่วนทีมจากสถาบันฯ จะเน้นด้านการแสดงทางศิลปะ

หุ่นยนต์ตัวนี้มีโครงสร้างไบโอนิกน้ำหนักเบา ใช้เทคโนโลยีใบหน้าคล้ายมนุษย์ สามารถทำการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน แสดงสีหน้าเสมือนจริงกว่า 100 แบบ ตลอดจนโต้ตอบและปรับการแสดงตามฟีดแบ็กของผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งสามารถปรับความสูงและรูปลักษณ์ได้อย่างยืดหยุ่น และทำการแสดงต่อเนื่องได้มากกว่า 6 ชั่วโมง

ตอนนี้เสวียป้า 01 สามารถขับร้องเนื้อเพลงจากงิ้วเหอหนาน งิ้วเซี่ยงไฮ้ และงิ้วปักกิ่งได้แล้ว แต่การเคลื่อนไหวยังขาดความลื่นไหลและสุนทรียภาพ ผู้เชี่ยวชาญจึงให้เรียนรู้จากนักแสดงมืออาชีพ โดยทีมงานใช้เทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว (motion capture) เพื่อบันทึกท่าทาง สีหน้า และการเคลื่อนไหวของนักแสดงมนุษย์สำหรับนำไปสร้างชุดข้อมูลฝึกสอน ส่วนในอนาคต หุ่นยนต์อาจเรียนรู้โดยตรงจากวิดีโอ ซึ่งจะมีข้อมูลที่หลากหลายและช่วยให้การแสดงมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

นายหยาง ชิงชิง ศาสตราจารย์จากสถาบันฯ เผยว่าเราอาจอธิบายพื้นหลัง แรงจูงใจ และอารมณ์ของตัวละคร จากนั้นเสวียป้า 01 จะใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาษาตีความและเสนอการแสดงที่เหมาะสม โครงการนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับการศึกษาศิลปะในจีน โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ศิลปินยุคใหม่ควรมีทั้งทักษะเทคโนโลยี องค์ความรู้ข้ามสาขา ควบคู่กับศิลปะและศาสตร์มนุษยธรรม

นอกจากนี้ หยางย้ำถึงบทบาทของโครงการในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะการละครด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อปกป้องและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของจีน เช่น งิ้วจีน

ที่มา Xinhua

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

23 ก.ย. 2568 09:32 น.

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

กระทรวงกิจการภายในของอียิปต์เผยว่ากำไลข้อมือทองคำล้ำค่า อายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปีของฟาโรห์อียิปต์โบราณ ซึ่งหายไปจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโรเมื่อไม่นานนี้ ถูกนำไปหลอมและขายไปแล้ว 

ทางการอียิปต์เปิดเผยความคืบหน้า การตามหากำไลทองคำโบราณของฟาโรห์ที่หายไปจากตู้นิรภัยของพิพิธภัณฑ์ โดยล่าสุดพบว่ากำไลทองคำโบราณล้ำค่าดังกล่าวถูกนำไปหลอม และขายต่อไปแล้ว โดยผู้ที่ก่อเหตุขโมยไปเป็นหญิงที่เชี่ยวชาญด้านการบูรณะและนำโบราณวัตถุชิ้นนี้ไปขายให้กับช่างเครื่องเงินที่ตัวเองรู้จัก จากนั้นช่างเครื่องเงินได้ขายต่อให้กับช่างทองในราคา 3,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.18 แสนบาท ซึ่งช่างทองก็นำไปขายต่อให้กับโรงหลอมทองคำอีกทอดหนึ่งในราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 แสนบาท และสุดท้ายโรงหลอมทองได้หลอมกำไลเส้นนี้พร้อมกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ก่อนจะนำไปขึ้นรูปใหม่

กระทรวงกิจการภายในของอียิปต์ระบุว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนให้การรับสารภาพ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ส่วนเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ถูกยึดไว้

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์รายงานว่ากำไลที่ประดับด้วยหินลาพิส ลาซูลี ดังกล่าวหายไปจากตู้นิรภัยในห้องปฏิบัติการอนุรักษ์บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ฯ โดยกำไลนี้เคยเป็นของฟาโรห์อเมเนโมเป (Amenemope) แห่งราชวงศ์ที่ 21 ของอียิปต์โบราณ ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 993-984 ก่อนคริสต์ศักราช

ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโบราณวัตถุในห้องปฏิบัติการและเผยแพร่ภาพถ่ายกำไลที่หายไปตามสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดนทางบกของอียิปต์ เพื่อหวังจะสกัดการลักลอบนำออกนอกประเทศ จนกระทั่งสืบพบว่ากำไลถูกหลอมไปแล้ว โดยพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง จัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 1.7 แสนชิ้น และเก็บรักษาโบราณวัตถุเกี่ยวกับฟาโรห์เอาไว้มากที่สุดในโลก.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อียิปต์

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ "ไทลินอล" มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

23 ก.ย. 2568 09:20 น.

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดกระแสถกเถียงครั้งใหม่  เมื่อออกมาแถลงเตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” เนื่องจากมีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก ขณะที่แพทย์สวนกลับว่าปลอดภัย และเป็นการแถลงที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชี้ชัด

วันที่ 22 กันยายน 2568 ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาว พร้อมนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ประกาศเตือนหญิงตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด “ไทลินอล” (Tylenol) หรืออะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) โดยกล่าวอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงโรคออทิสติกในเด็ก

ทรัมป์ระบุว่าการใช้ไทลินอลในหญิงตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่ดี ควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่นมีไข้สูงเท่านั้น  พร้อมเผยว่าทางองค์การอาหารและยา (FDA) จะออกประกาศเตือนแพทย์ทั่วประเทศ และอาจแก้ไขฉลากยาเพื่อเพิ่มคำเตือน รวมถึงจัดทำแคมเปญสาธารณสุขสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม สมาคมสูติ-นรีแพทย์อเมริกัน (ACOG) รีบออกแถลงโต้ทันทีว่า คำเตือนของทรัมป์เป็นการไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยรวม พร้อมย้ำว่ายังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าอะเซตามิโนเฟนเป็นสาเหตุโดยตรงของออทิสติก ขณะที่บริษัทเคนวิว (Kenvue) ผู้ผลิตไทลินอล ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่ายาไทลินอลยังถือว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์

การออกมาแถลงของทรัมป์ครั้งนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งวงการแพทย์และอุตสาหกรรมยา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพแม่และเด็ก เพราะไทลินอลถือเป็นยาแก้ปวดเพียงไม่กี่ชนิดที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีบางงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้กับความผิดปกติทางพัฒนาการในเด็ก แต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอนและไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง อีกทั้งงานศึกษาขนาดใหญ่จากสวีเดนที่ติดตามเด็กกว่า 2.4 ล้านคนก็ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับโรคออทิสติกหรือภาวะสมาธิสั้น.

ที่มา CNN

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

23 ก.ย. 2568 05:05 น.

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เนื่องจากมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตระหว่างทำสงครามยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่าพวกเขาตั้งข้อหานายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปีแล้ว ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ICC กล่าวหานายดูเตร์เตว่า มีส่วนรับผิดชอบทางอาญาต่อการฆาตกรรมหลายสิบคดีที่เกิดขึ้นในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งมีผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย ผู้เสพ และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายพันคนถูกสังหารโดยไม่มีการพิจารณาคดี

ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาของ ICC ซึ่งมีการปกปิดข้อมูลหลายจุด ลงวันที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เพิ่งได้รับการเปิดเผยในวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายมาเม มันดิเย นีย็อง รองอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ กล่าวว่า ดูเตร์เตเป็น “ผู้ร่วมกระทำความผิดทางอ้อม” ในเหตุการณ์สังหารเหล่านี้ ซึ่งทางศาลกล่าวหาว่ามีการดำเนินการโดยบุคคลอื่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาแรกที่ ICC ยื่นฟ้องนายดูเตร์เต เกี่ยวข้องกับการมีส่วนพัวพันในการสังหารผู้คน 19 รายที่เมืองดาเวา ระหว่างปี 2556-2559 ขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี

ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการสังหาร “เป้าหมายสำคัญ” จำนวน 14 รายทั่วประเทศ ขณะที่ข้อหาที่สามเกี่ยวข้องกับการสังหารและการพยายามฆ่าผู้คน 45 รายในปฏิบัติการกวาดล้างหมู่บ้าน ระหว่างการทำสงครามกับยาเสพติดตอนเขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2559-2565

อัยการระบุว่า นายดูเตร์เตกับผู้ร่วมกระทำความผิดของเขา มีแผนหรือข้อตกลงร่วมกันที่จะ “กำจัด” บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรในฟิลิปปินส์ (รวมถึงผู้ที่ถูกมองหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้, ขาย หรือผลิตยาเสพติด) โดยใช้ความรุนแรงรวมถึงการฆาตกรรม

ทั้งนี้ นายดูเตร์เตไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการทำสงครามยาเสพติด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ศพ ขณะที่นักเคลื่อนไหวเชื่อว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่แท้จริงอาจมากกว่าหลักหมื่นราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

23 ก.ย. 2568 03:57 น.

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลว่า อย่าตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศในวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่า ประเทศของเขารับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามรอยสหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และโปรตุเกสที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อกดดันอิสราเอลให้หยุดทำสงครามในฉนวนกาซา

นายมาครงประกาศเรื่องดังกล่าวที่เวทีประชุมสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเขาบอกกับเหล่าผู้นำในที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่จะยุติสงครามในฉนวนกาซาและปล่อยตัวประกันที่เหลืออีก 48 คนซึ่งกลุ่มฮามาสจับตัวเอาไว้ โลกกำลังจะหมดโอกาสที่จะสร้างสันติภาพในอีกไม่กี่อึดใจ และ “เราไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว”

ผู้นำฝรั่งเศสประณามการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และกลายเป็นชนวนให้อิสราเอลประกาศสงครามในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เขาอยากเห็นสันติภาพในภูมิภาคเกิดขึ้นจากการมีสองรัฐอยู่ร่วมกัน “ไม่มีอะไรสามารถสร้างความชอบธรรมให้สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ได้”

“ทุกสิ่งทุกอย่างผลักดันให้เราต้องยุติสงครามนี้อย่างเด็ดขาด” นายมาครงกล่าว และเสริมว่า การให้สิทธิแก่ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นการพรากสิทธิของชาวอิสราเอลไป

นายมาครงยังกล่าวถึงประเทศอื่น ๆ ที่รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์แล้ว ได้แก่ อันดอร์รา, ออสเตรเลีย, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และซานมารีโน โดยประเทศเหล่านี้ “ได้ตอบรับคำเรียกร้องของเรา” ในเดือนกรกฎาคม และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบและจำเป็นเพื่อเลือกหนทางแห่งสันติภาพ

เขากล่าวเสริมว่า สเปน, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน “ก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน”

ผู้นำฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลในฉนวนกาซา โดยให้องค์การบริหารปาเลสไตน์ ซึ่งดูแลเขตเวสต์แบงก์มีส่วนร่วมด้วย และมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการยุบกลุ่มฮามาส

นายมาครงกล่าวอีกว่า ฝรั่งเศสพร้อมที่จะมีส่วนร่วมใน “ภารกิจสร้างเสถียรภาพ” ในฉนวนกาซา และฝรั่งเศสจะเปิดสถานทูตในรัฐปาเลสไตน์ก็ต่อเมื่อตัวประกันทั้งหมดที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ได้รับการปล่อยตัว และมีการตกลงหยุดยิงแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ การรับรองปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกเรียกเสียงประณามอย่างหนักจากฝ่ายอิสราเอล โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า การทำเช่นนี้คือการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส พร้อมประกาศกร้าวว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น”

นายกฯ อิสราเอลบอกอีกว่า เขาจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันจันทร์นี้

ขณะที่นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลไม่ให้ตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ โดยชี้ว่า “การขยายถิ่นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง” ในภูมิภาคนี้จะต้องยุติลง พร้อมเสริมว่า การมีสถานะเป็นรัฐสำหรับชาวปาเลสไตน์ “เป็นสิทธิ ไม่ใช่รางวัล”

ส่วนนาย มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ วิดีโอคอลล์มาร่วมการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก โดยเขาเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสวางอาวุธ และว่าเขากำลังมองไปยังอนาคตของหน้าของฉนวนกาซาที่ไม่มีกลุ่มฮามาสเกี่ยวข้องด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

23 ก.ย. 2568 03:01 น.

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

องค์กรการกุศลหลายแห่งในอังกฤษ ประกาศถอด ดัชเชสแห่งยอร์ก ออกจากตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ขององค์กรแล้ว หลังเธอถูกแฉว่าส่งอีเมลสนับสนุนนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 องค์กรการกุศล 7 แห่ง ถอด ซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก ออกจากสถานะอุปถัมภ์หรือทูตขององค์กรแล้ว หลังมีการเปิดเผยว่า ในอีเมลฉบับหนึ่งเมื่อปี 2554 เธอเรียกนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดทางเพศผู้ล่วงลับว่าเป็น “เพื่อนที่ดีที่สุด” และดูเหมือนจะขอโทษสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์เขาในที่สาธารณะด้วย

ศูนย์บริรักษ์เด็ก “จูเลียส์ เฮาส์” (Julia’s House) เป็นองค์กรแรกที่ถอดดัชเชสแห่งยอร์ก อดีตพระชายาในเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากตำแหน่งโดยให้เหตุผลว่า การให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น “ไม่เหมาะสม”

จากนั้นองค์กรการกุศลอื่นๆ ได้แก่ มูลนิธิโรคมะเร็งในวัยรุ่น, กองทุนวิจัยโรคภูมิแพ้นาตาชา, มูลนิธิเพื่อการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก, มูลนิธิแห่งชาติเพื่อสัตว์บริการเกษียณอายุ และองค์กรป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ก็ประกาศถอดดัชเชสแห่งยอร์กจากการเป็นผู้อุปถัมภ์

ขณะที่กองทุนโรคหัวใจแห่งบริติช ออกมาระบุว่า ดัชเชสแห่งยอร์กไม่เป็นทูตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ “เมล ออน ซันเดย์” กับ “เดอะ ซัน” เผยแพร่อีเมลฉบับเมื่อปี 2554 ที่ดัชเชสส่งให้นายเอปสตีน โดยดูเหมือนว่านี่เป็นอีเมลที่ส่งไปหลังจากเธอประกาศต่อสาธารณะว่า ได้ตัดขาดการติดต่อกับผู้กระทำผิดคดีทางเพศรายนี้ไปแล้ว

ในอีเมลดังกล่าว ดูเหมือนว่าดัชเชสแห่งยอร์กจะขอโทษนายเอปสตีนอย่างเป็นการส่วนตัว ที่เธอปฏิเสธนายเอปสตีนต่อหน้าสาธารณะ และระบุว่า “คุณเป็นเพื่อนที่มั่นคง ใจกว้าง และดีที่สุดสำหรับฉันและครอบครัวมาโดยตลอด”

อีเมลดังกล่าวสวนทางกับคำพูดของเธอที่กล่าวไว้ในช่วงต้นปีเดียวกัน โดยดัชเชสกล่าวว่า การที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับนายเอปสตีนเป็น “การตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่” และ “สิ่งที่เขาทำนั้นผิด และสมควรแล้วที่เขาถูกจำคุก”

แต่โฆษกของดัชเชสแห่งยอร์กอ้างว่า เธอส่งอีเมลดังกล่าวถึงเอปสตีนตามคำแนะนำของที่ปรึกษา เพราะเธอถูกอดีตนักการเงินรายนี้ข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท และเธอยังคงเสียใจอย่างยิ่งที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับนายเอปสตีน

ทั้งนี้ นายเอปสตีนถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดข้อหาค้าประเวณี 2 กระทงในปี 2551 และถูกตัดสินจำคุก 13 เดือน ตามข้อตกลงสารภาพผิดที่เขาทำไว้กับอัยการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

23 ก.ย. 2568 01:32 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งหมู่เกาะของฟิลิปปินส์แล้ว คาดจะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะปานุยตัน (Panuitan) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะบาบูยัน (Babuyan) ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยพายุลูกนี้มีความเร็วลม 285 กม./ชม. และคาดว่ามันจะมุ่งไปทางตะวันตกสู่ภาคใต้ของจีนต่อไป

หน่วยงานสภาพอากาศของฟิลิปปินส์ระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา อ่อนกำลังลงเล็กน้อย แต่ก็มีโอกาสที่มันจะทวีกำลังขึ้นอีก พร้อมเตือนว่า พายุลูกนี้ทำให้เกิดคลื่นพายุหนุนซัดฝั่งที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยมีความสูงมากสุด 3 เมตร และอาจทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนกับโครงสร้างพื้นฐาน

การมาของไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ทำให้ทางการฟิลิปปินส์ต้องสั่งอพยพประชาชนหลายพันคน โรงเรียนและสำนักงานรัฐบาลในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงในกรุงมะนิลา ต้องปิดทำการ

ทั้งนี้ หมู่เกาะบาบูยัน อยู่ห่างจากเกาะไต้หวันประมาณ 740 กม. อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าพายุ รากาซา จะไม่พัดเข้าสู่เกาะไต้หวันโดยตรง แต่จะทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณชายฝั่งตะวันออกของเกาะ โดยทางการไต้หวันสั่งปิดพื้นที่ป่าและเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั่วภาคใต้และภาคตะวันออกตั้งแต่เช้าวันจันทร์ บริการเรือข้ามฟากก็ถูกระงับด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่จีนในมณฑลกวางตุ้งออกคำแนะนำประชาชนให้เตรียมรับมือ “หายนะ” และ “ภัยพิบัติขนาดใหญ่” โดยคาดว่าจะเริ่มมีฝนตกหนักและลมแรงอย่างเร็วที่สุดในวันอังคารนี้ ก่อนที่พายุรากาซาจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในอีกราว 2 วันหลังจากนั้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในเมืองเซินเจิ้นวางแผนอพยพประชาชนราว 400,000 คน เพื่อเตรียมรับการมาเยือนของไต้ฝุ่นลูกนี้แล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ฮ่องกงเตือนว่า สภาพอากาศจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันอังคาร ขณะที่หน่วยงานศึกษาธิการกำลังพิจารณาเรื่องการหยุดการเรียนการสอน

สายการบินคาเธย์ แปซิฟิก ของฮ่องกงระบุว่า พวกเขาจะยกเลิกเที่ยวบินขาออกจำนวน 500 เที่ยวบิน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันอังคารเป็นต้นไป ส่วนสายการบินฮ่องกงระบุว่า จะระงับเที่ยวบินขาออกทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

22 ก.ย. 2568 23:51 น.

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรปเผย เหตุขัดข้องที่สนามบินต่างๆ ในยุโรปช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นผลจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งสหภาพยุโรป (ENISA) เปิดเผยว่า อาชญากรรมกำลังใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่สร้างความปั่นป่วนให้กับสนามบินทั่วโลก โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินอัตโนมัติกับระบบการขึ้นเครื่องของสนามบินที่การจราจรพลุกพล่านที่สุดหลายแห่งในยุโรปก็ถูกเล่นงาน

ENISA ระบุว่า พวกเขาระบุชนิดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้แล้ว และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวน

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ แต่กลุ่มอาชญากรรมมักใช้แรนซัมแวร์เพื่อสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบของเป้าหมาย และเรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิตอลอย่างบิตคอยน์แลกกับการกู้คืนความเสียหายที่เกิดขึ้น และในครั้งนี้พวกเขาก็มุ่งเป้าโจมตีซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินที่เรียกว่า Muse ของบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ

สำนักข่าว บีบีซี เผยว่าพวกเขาได้เห็นบันทึกภายในที่ส่งถึงพนักงานของสนามบินฮีทโธรว์ ซึ่งระบุว่า คอมพิวเตอร์กว่าหนึ่งพันเครื่องอาจถูก “ทำให้เสียหาย” และการกู้คืนระบบส่วนใหญ่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง ไม่สามารถทำจากระยะไกลได้

เจ้าหน้าที่สนามบินฮีทโธรว์ยังเรียกร้องให้สายการบินต่าง ๆ ใช้ระบบสำรองแบบแมนนวลต่อไปเพื่อขึ้นเครื่องและเช็คอินผู้โดยสารในระหว่างที่กำลังดำเนินการแก้ไข โดยฮีทโธรว์ยืนยันว่า เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติ และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

ด้านบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ ซึ่งให้บริการระบบสำหรับสายการบินมากมายที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก ระบุในวันจันทร์ว่า พวกเขาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่จำเป็นแล้ว แต่พวกเขายังไม่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น หรือต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการแก้ปัญหา

บันทึกภายในของฮีทโธรว์ระบุด้วยว่า ในตอนแรกบริษัท คอลลินส์ สร้างระบบขึ้นมาใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่กลับพบว่าแฮกเกอร์ยังคงอยู่ในระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc