โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

14 ก.ย. 2568 05:49 น.

โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

โดรนไม่ทราบฝ่ายบินรุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าของโรมาเนีย ทำให้กองทัพต้องส่งเครื่องบินรบเข้าสกัด ขณะที่ผู้นำยูเครนกล่าวหารัสเซียว่า พยายามขยายขอบเขตของสงคราม

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเปิดเผย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2568 ) โรมาเนียได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น หลังจากโดรนลำหนึ่งได้รุกล้ำน่านฟ้าของพวกเขา ระหว่างที่รัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนใกล้ชายแดน

นายอิโอนุต โมสเตียนู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโรมาเนียกล่าวว่า นักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 เกือบจะสามารถยิงโดรนลำดังกล่าวได้ เนื่องจากมันบินในระดับต่ำมาก ก่อนที่มันจะบินออกจากน่านฟ้าของประเทศไปทางยูเครน

โรมาเนียซึ่งเป็นชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต และมีพรมแดนร่วมกับยูเครนยาว 650 กม. ไม่ได้ยืนยันว่าโดรนดังกล่าวเป็นของประเทศใด แต่เคยพบเศษซากโดรนของรัสเซียตกบนดินแดนของพวกเขามาแล้วหลายครั้ง

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดเหตุโดรนของรัสเซียนับสิบลำรุกล้ำน่านฟ้าของประเทศโปแลนด์ และถูกเครื่องบินรบของโปแลนด์และกลุ่มนาโตยิงตกไปหลายลำ

เหตุโดรนล้ำน่านฟ้าดังกล่าวยังทำให้โปแลนด์ตัดสินใจส่งเครื่องบินรบเตรียมความพร้อม และปิดสนามบินในเมืองลูบลิน (Lublin) ทางตะวันออกของประเทศในวันเสาร์

ทั้งนี้ ตามแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมโรมาเนีย เมื่อวันเสาร์กองทัพได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ กับเครื่องบินยูโรไฟท์เตอร์อีก 2 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจลาดตระเวนทางอากาศของเยอรมนีในโรมาเนียออกปฏิบัติการ และเตือนพลเมืองในเขตตูลเชอา ทางตะวันออกเฉียงใต้และติดชายแดนยูเครนให้หาที่หลบภัย

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนระบุผ่าน X ว่า ข้อมูลที่เขาได้รับมาชี้ว่า โดรนลำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในดินแดนโรมาเนียลึกถึง 10 กม. และบินอยู่ในน่านฟ้าของโรมาเนียนานประมาณ 50 นาที

“นี่คือการขยายขอบเขตของสงครามของรัสเซียอย่างชัดเจน และนี่คือวิธีการแบบฉบับของรัสเซีย” นายเซเลนสกีกล่าว “มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเป็นสิ่งจำเป็น การตั้งกำแพงภาษีต่อการค้าของรัสเซียเป็นสิ่งจำเป็น และการป้องกันร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

14 ก.ย. 2568 03:30 น.

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

อิสราเอลโจมตีเมืองกาซาซิตี้อย่างรุนแรงมากขึ้นในวันเสาร์ อ้างเพื่อกำจัดกลุ่มติดอาวุธ “ฮามาส” ทำให้ชาวเมืองต้องอพยพออกไปกว่า 250,000 คนแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเมืองกาซาซิตี้ขึ้นอีกในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 โดยเน้นหนักที่การโจมตีทางอากาศต่างจากก่อนหน้านี้ ทำให้อาคารบ้านเรือนพังราบ ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีการโจมตี

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลประกาศเตือนประชาชนทุกคนในกาซาซิตี้ ให้อพยพออกไปในทันที ท่ามกลางความคาดหมายว่าอิสราเอลกำลังจะมีปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่ในเมืองแห่งนี้

ในวันเสาร์ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า ประชาชนราว 250,000 คน อพยพออกจากเมืองกาซาซิตี้แล้ว และกำลังมุ่งหน้าลงใต้ IDF เผยอีกว่า พวกเขาทำลายอาคารสูงที่เชื่อว่าถูกผู้ก่อการร้ายใช้เพื่อส่งเสริมและดำเนินการโจมตีกองทัพอิสราเอลด้วย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กาซาซิตี้คือฐานที่มั่นขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของกลุ่มฮามาส ซึ่งกองทัพวางแผนจะยึดเมืองแห่งนี้เพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธ แต่แผนการยึดเมืองกำลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

องค์การสหประชาชาติเตือนว่า การโจมตีที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศภาวะอดอยาก จะยิ่งผลักให้ประชาชนเข้าสู่หายนะที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กาซาซิตี้เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา และเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์ชาวปาเลสไตน์ทั้งในด้านการเมืองและสังคม

ผู้อยู่อาศัยในกาซาซิตี้บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า กองทัพอิสราเอลมุ่งเป้าโจมตีโรงเรียนกับที่หลบภัยชั่วคราว และมักจะประกาศเตือนก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้นเพียงไม่นาน หลายครอบครัวถูกบีบให้ต้องหลบหนีในตอนกลางคืน มุ่งหน้าสู่ทางตะวันตกของฉนวนกาซา

อิสราเอลบอกให้ชาวบ้านอพยพไปทางใต้ของฉนวนกาซา แต่บางครอบครัวมีทุนทรัพย์ในการเดินทางไม่เพียงพอ ในขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้ประชาชนปักหลักอยู่ที่เดิมต่อไป และอย่าเดินทางออกจากเมือง

อย่างไรก็ตาม ประกาศของฮามาสสร้างความไม่พอใจแก่ชาวกาซาหลายคน รวมถึงนายรูเบน คาลีด ซึ่งระบุว่า “เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) นักบวชของฮามาสกล่าวหาใครก็ตามที่หนีออกจากเมืองว่าเป็นพวกขี้ขลาดที่หลบหนีจากสนามรบ”

“แล้วทำไมเขาไม่ไปบอกผู้นำฮามาสให้ออกมามอบตัวและปล่อยตัวประกันเพื่อที่เราจะได้ยุติสงครามนี้เสียที เราไม่ได้อยากไป แต่เราไม่มีทางเลือก” นายคาลีดกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

14 ก.ย. 2568 01:52 น.

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย พร้อมคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อกดดันให้ยุติสงครามในยูเครน หากชาติสมาชิกนาโตทุกประเทศเห็นชอบร่วมกัน และหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงชาติสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เพื่อเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้หยุดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงต่อมอสโก เพื่อยุติสงครามในยูเครน

“ผมพร้อมที่จะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างรุนแรงเมื่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมดเห็นชอบ และเริ่มทำอย่างเดียวกัน และเมื่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมดหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย” นายทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social

นายทรัมป์ยังเสนอให้นาโตตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนในอัตรา 50% – 100% เพื่อลดอำนาจทางเศรษฐกิจที่จีนมีต่อรัสเซีย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยขู่เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะคว่ำบาตรรัสเซีย และคว่ำบาตรเชิงทุติยภูมิต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียเช่น จีนกับอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ หากมอสโกไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน

เมื่อเดือนสิงหาคม นายทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียเพิ่มอีก 25% เป็นทั้งหมด 50% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุขึ้นเมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับประเทศจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

13 ก.ย. 2568 23:42 น.

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

ผู้ประท้วงนับแสนคนเดินขบวนในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อต่อต้านผู้อพยพ ในขณะที่ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มก็รวมตัวเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ โดยมีตำรวจกั้นระหว่างทั้งสองกลุ่ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนนับแสนคนออกมาเดินขบวนในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เพื่อร่วมการชุมนุมที่จัดโดยนาย ทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวต่อต้านผู้อพยพและอิสลามภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom)

ผู้ประท้วงไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ที่พวกเขาฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR)

ด้านสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,000 นายถูกส่งไปประจำตามจุดต่างๆ ในกรุงลอนดอน เพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยมีการตั้งแบร์ริเออร์เพื่อขวางกั้นระหว่างผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม พวกเขายังขอกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่นๆ จำนวน 500 นายมาร่วมในปฏิบัติการด้วย

ตำรวจเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่บางนายถูกผู้ประท้วงขว้างปาสิ่งของเข้าใส่ และต้องใช้กำลังเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมฝ่าการปิดล้อม หรือบุกไปหาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ที่เวทีบนถนนไวท์ฮอลล์ นายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ส่วนที่การชุมนุมต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ น.ส.ไดแอน แอบบอตต์ สส.อิสระ บอกกับผู้ชุมนุมว่า พวกเขามารวมตัวกันที่นี่เพื่อยืนหยัดร่วมกัน “เรารู้ดีว่าการเหยียดเชื้อชาติ, ความรุนแรง และลัทธิฟาสซิสต์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณรู้อะไรมั้ย? เราเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงได้มาตลอด”

อนึ่ง เรื่องผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ครอบงำการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างรุนแรง มากกว่าความกังวลเรื่องเศรษฐกิจซบเซาเสียอีก เนื่องจาก UK กำลังเผชิญกับผู้ขอลี้ภัยจำนวนมากจนเป็นสถิติใหม่ โดยนับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ มีผู้อพยพนั่งเรือเล็กข้ามช่องแคบอังกฤษมาถึงสหราชอาณาจักรมากกว่า 28,000 คนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , reuters

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

13 ก.ย. 2568 21:53 น.

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

ทางการเนปาลยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุแล้ว หลังนายกฯ คนใหม่รับตำแหน่ง และความสงบเริ่มกลับคืนมา หลังการประท้วงใหญ่ทำให้รัฐบาลล่มและมีผู้เสียชีวิตถึง 51 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเนปาลยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุ กับพื้นที่โดยรอบแล้วในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เนื่องจากสถานการณ์เริ่มกลับมาอยู่ในความสงบ ตามหลังการแต่งตั้งนาง สุชิลา การ์กี เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศเนปาลเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ เมื่อประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ชุมนุมโจมตีอาคารรัฐบาลกับบ้านของนักการเมืองหลายแห่ง รวมถึงจุดไฟเผาภายในรัฐสภา และปะทะกับตำรวจจนมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 51 ศพ

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) จากความไม่พอใจที่รัฐบาลมีมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อนที่การประท้วงจะลุกลามกลายเป็นเหตุความรุนแรงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการคอร์รัปชันของบรรดานักการเมือง และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่คนกลุ่มนี้ได้รับ ซึ่งสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ก.ย.) นายราม จันทรา พูเดล ประธานาธิบดีเนปาล แต่งตั้งนาง สุชิลา การ์กี อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของเนปาล เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เธอจะประกาศยุบสภา และกำหนดวันจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มี.ค. 2569

นางการ์กีได้รับความนิยมจากชาวเนปาลตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นผู้พิพากษาหญิงเพียงคนเดียวของศาลสูงสุดในช่วงปี 2559-2560 แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดีเรื่องจุดยืนของเธอในการต่อต้านการคอร์รัปชันในรัฐบาล

ในวันทำงานวันแรกหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นางการ์กีเดินทางเยี่ยมเยียนผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ และให้คำมั่นกับผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนที่นอนรักษาตัวอยู่ว่า เธอจะทำงานเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเนปาล โดยที่เธอไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวที่มารออยู่หน้าโรงพยาบาล

ทั้งนี้ นางการ์กีรับตำแหน่งต่อจากนาย เค.พี. ชาร์มา โอลี ผู้ลาออกจากตำแหน่งในวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) และต้องหลบหนีผู้ประท้วงออกจากบ้านพักของตัวเอง ก่อนที่ในคืนวันเดียวกัน กองทัพจะส่งทหารเข้าควบคุมถนนสายต่างๆ ในกรุงกาฐมาณฑุ ประกาศเคอร์ฟิว และการเจรจาระหว่างผู้ประท้วง, กองทัพ กับประธานาธิบดีเนปาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวก็เริ่มต้นขึ้น

ข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากในการประท้วงที่เกิดขึ้นคือผู้ชุมนุมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิง และมีบางรายที่เป็นนักโทษซึ่งพยายามฉวยโอกาสจากความวุ่นวายเพื่อหลบหนีออกเรือนจำ ขณะที่ตำรวจเนปาลระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นายด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the hill

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

13 ก.ย. 2568 10:21 น.

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดชี้ให้เห็นกาซาซิตีถูกทำลายราบ หลังกองทัพอิสราเอลประกาศแผนยึดครองเมือง CNN เผยนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม มีอาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลาย ส่วนใหญ่เป็นย่านพักอาศัย

สำนักข่าว CNN เผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เปรียบเทียบกับในช่วงเดือนก่อนหน้า ชี้ให้เห็นการทำลายล้างครั้งใหญ่ในเมืองกาซาซิตี หลังจากที่กองทัพอิสราเอลประกาศแผนยึดครองเมือง โดยผลวิเคราะห์ของ CNN พบว่านับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัย

โดยภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม – 5 กันยายน แสดงให้เห็นว่า การทำลายส่วนใหญ่เกิดจากปฏิบัติการรื้อถอนแบบ “บล็อกต่อบล็อก” โดยใช้รถขุดและรถตัก มากกว่าการทิ้งระเบิดทางอากาศ ย่านที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ไซตูน และ อัลตุฟฟะห์ ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นนับพันคน รวมถึง จาบาลิยา ที่มีอาคารกว่า 750 หลังถูกทำลาย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อิสราเอลสั่งให้ชาวปาเลสไตน์ทุกคนออกจากกาซาซิตีและทุกย่านของเมือง ก่อนเริ่มปฏิบัติการรุกใหญ่ครั้งใหม่ ทำให้เกิดความหวั่นวิตกถึงการพลัดถิ่นครั้งมโหฬาร หลายครอบครัวต้องอพยพ แต่บางคนเลือกที่จะอยู่ต่อเพราะเชื่อว่าหนีไปก็ยังเจอความตาย

ด้านโฆษกป้องกันพลเรือนกาซาเผยว่า ระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่อาคารสูง 5 แห่ง รวม 209 ห้องพัก ซึ่งแต่ละห้องมีคนอาศัยอย่างน้อย 20 คน รวมแล้วกว่า 4,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัยทันที

การทำลายล้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต ความอดอยากที่ยูเอ็นระบุว่าเป็นฝีมือมนุษย์ ในเขตกาซา โดยสถานการณ์คาดว่าจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หากการโจมตีดำเนินต่อไป

ขณะที่ โวล์เกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่าการยกระดับโจมตีในกาซาซิตีจะยิ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นครั้งมโหฬาร การสังหารผู้บริสุทธิ์ และการทำลายล้างอย่างไร้เหตุผล

โดยรายงานล่าสุดของยูเอ็นประเมินว่ากว่า 78% ของอาคารในฉนวนกาซาถูกทำลายหรือเสียหาย จากการโจมตีที่ยืดเยื้อมานานเกือบสองปี.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

13 ก.ย. 2568 09:22 น.

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

สายการบิน Air Peace สั่งปลดนักบินทันที หลังผลตรวจชี้นักบินและผู้ช่วยมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย เป็นเหตุให้เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ระหว่างการลงจอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

เหตุระทึกเครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 737 ของสายการบิน Air Peace ไถลออกนอกทางวิ่งระหว่างการลงจอดตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ผลสรุปแล้ว หลังผลตรวจอย่างละเอียดยืนยันว่า นักบินและผู้ช่วยนักบินมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย 

โดยสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยการบินของไนจีเรีย (NSIB) เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาสารแอลกอฮอล์และสารเสพติดจากลูกเรือทั้งหมด พบว่า นักบินวัย 64 ปี และผู้ช่วยนักบินวัย 28 ปี มีผลตรวจเป็นบวกต่อ Ethyl Glucuronide (EtG) ซึ่งบ่งชี้ถึงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงก่อนปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่หนึ่งในพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็ถูกตรวจพบสาร THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในกัญชา เคราะห์ดีที่ผู้โดยสารทั้ง 103 คนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุดสายการบิน Air Peace ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ได้ปลดนักบินอาวุโสออกจากตำแหน่งทันที ฐานละเมิดมาตรการด้านความปลอดภัยการบิน ส่วนผู้ช่วยนักบินได้รับอนุญาตให้กลับมาปฏิบัติงาน หลังหน่วยงานกำกับการบินพลเรือนไนจีเรีย (NCAA) สรุปผลสอบเบื้องต้นว่าเขามีสุขภาพการบินสมบูรณ์ และไม่พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายเสี่ยง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นักบินที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งมีประสบการณ์การบินรวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ช่วยนักบินสะสมชั่วโมงบินแล้วเกือบ 1,200 ชั่วโมง

แม้ไนจีเรียจะไม่พบอุบัติเหตุเครื่องบินตกมาหลายปี แต่ยังคงมีเหตุเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์หรือยางแตกขณะลงจอดเป็นระยะ ล่าสุด NSIB แนะนำให้เพิ่มการอบรมลูกเรือและเสริมมาตรการตรวจสอบภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

13 ก.ย. 2568 08:36 น.

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เปิดประวัติ ไทเลอร์ โรบินสัน ผู้ต้องหาวัย 22 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสะเทือนขวัญปลิดชีพ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมหนุนทรัมป์

คดีสะเทือนขวัญ เหตุยิงสังหาร ชาร์ลี เคิร์กอินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์นิยมชื่อดัง ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว คือ ไทเลอร์ โรบินสัน  เด็กหนุ่มวัย 22 ปี ซึ่งสนใจในดนตรี และน่าจะมีอนาคตที่สดใส

โรบินสันเคยสอบได้คะแนนสูงสุดติด 1% ของประเทศในการสอบ ACT และได้รับทุนการศึกษาสี่ปีจากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต ขณะเรียนมัธยม แม่ของเขามักโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความภูมิใจในความสำเร็จของลูกชาย พร้อมคลิปขณะเขาอ่านข้อความตอบรับทุนการศึกษา

แต่เส้นทางชีวิตกลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง เมื่อโรบินสันกลายเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่เคิร์ก ขณะเขามาร่วมงานที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์

แม้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่แน่ชัด แต่ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ เปิดเผยว่า ครอบครัวของโรบินสันให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหามีท่าทีไม่พอใจกับแนวคิดของเคิร์ก และก่อนวันเกิดเหตุยังพูดถึงการปรากฏตัวของเคิร์กในงานดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนที่ถูกแกะสลักข้อความต่อต้านฟาสซิสต์ ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับมุมมองทางการเมืองที่โรบินสันมีในช่วงหลัง

ตามบันทึกของรัฐ โรบินสันไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม เขาเคยลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด และยังถูกระบุว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เคลื่อนไหว เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด

เดิมทีโรบินสันเคยเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตตหนึ่งภาคเรียน ก่อนย้ายไปเรียนต่อในหลักสูตรช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคดิกซี ซึ่งอยู่ในระบบการศึกษาของรัฐยูทาห์

ผู้ต้องหามีบ้านอยู่กับพ่อแม่ในเมืองวอชิงตัน รัฐยูทาห์ ครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ และน้องชายอีก 2 คน พ่อของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับหินแกรนิต ส่วนแม่ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ข้อมูลจากเพื่อนบ้านยืนยันว่า ครอบครัวนี้เป็น ครอบครัวที่น่ารัก และเคยไปโบสถ์มอร์มอนด้วยกัน

ขณะที่อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนเล่าว่า โรบินสันเป็นคนเงียบ ๆ สนใจดนตรี และมักอยู่กับเพื่อนในวงดุริยางค์โรงเรียน เหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง 

ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 33 ชั่วโมงเพื่อตามล่าตัวผู้ก่อเหตุ โดยในตอนแรกมีการควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยอีก 2 ราย แต่ถูกปล่อยตัวภายหลัง จนกระทั่งมีเพื่อนครอบครัวโทรแจ้งตำรวจว่า โรบินสันได้พูดหรือแสดงท่าทีคล้ายยอมรับว่าเขาเป็นผู้ลงมือยิง

เจ้าหน้าที่บุกจับกุมโรบินสันได้ในคืนวันพฤหัสบดี โดยไม่มีการต่อสู้ขัดขืน เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำยูทาห์เคาน์ตี เมืองสแปนิชฟอร์ก ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 19 กิโลเมตร

ขณะนี้ โรบินสันถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงข้อหาอื่น ๆ แต่ยังไม่ถูกฟ้องอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชาร์ลี เคิร์ก

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

13 ก.ย. 2568 06:40 น.

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

สุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการของเนปาล หลังเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ที่ ทำให้การเมืองและสังคมเนปาลล่มสลาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ศพ

วันที่ 12 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ซึ่งจัดขึ้นด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมที่กรุงกาฐมาณฑุ หลังการเจรจายืดเยื้อหลายชั่วโมงระหว่างรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมต้านคอร์รัปชันจบลงด้วยข้อตกลงประนีประนอม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของบรรดาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมผลักดันให้เธอขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล

ขณะเดียวกัน มีประกาศยุบสภาและกำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีรักษาการมีเวลาเพียงไม่กี่วันในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชั่วคราว ภารกิจเร่งด่วนคือฟื้นฟูความสงบ นำผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่หวั่นใจว่าประชาธิปไตยอันเปราะบางอาจพังทลาย

โดยนางสุศิลา คาร์กี เป็นนักกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในความซื่อสัตย์ แม้จะเคยถูกยื่นถอดถอนสมัยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาแต่ก็รอดพ้นมาได้ และยังมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลโคอิราลา เส้นสายการเมืองใหญ่ แห่งพรรคเนปาลี คองเกรส

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด กองทัพยังคงตรึงกำลังลาดตระเวนกลางกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจลซ้ำรอย ในขณะที่สายตาชาวเนปาลและนานาชาติจับจ้องว่า ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ จะพาประเทศออกจากวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษได้หรือไม่.

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

13 ก.ย. 2568 04:07 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินรบโจมตีหมู่บ้านในรัฐยะไข่ ทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียน มีผู้เสียชีวิต 22 ศพส่วนใหญ่เป็นเด็กนร. ขณะที่การสู้รบยังดุเดือดหลังกองทัพเปิดยุทธการทวงคืนพื้นที่จากกองทัพอาระกัน

วันที่ 12 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินรบโจมตีหมู่บ้าน ธายัต ตะบิน เมือง เกาตอ รัฐยะไข่ จนโรงเรียนประจำของเอกชนถูกระเบิดถล่มพังยับ มีผู้เสียชีวิต 22 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนและเด็กในละแวกใกล้เคียง

รายงานข่าวระบุว่า ยอดตายเบื้องต้นอยู่ที่ 18 ศพก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 22 ศพ หลังมีนักเรียน 4 คนบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตตามมาในเวลาต่อมา ภาพถ่ายเผยให้เห็นอาคารเรียนถูกทำลายย่อยยับ ขณะที่อาคารรอบข้างเสียหายหนัก

โดยหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายย่างกุ้ง–ซิตตเว เป็นแหล่งรวมโรงเรียนเอกชนและหอพักนักเรียนหลายแห่ง แต่สื่อของฝ่ายกองทัพอ้างว่า กองทัพอาระกัน ได้ใช้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ฝึกกำลังพล

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้อย่างน้อย 22 ศพแล้ว ขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าในช่วงเกิดเหตุไม่มีการสู้รบภาคพื้นดินใด ๆ ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เครื่องบินรบกองทัพพม่าทิ้งระเบิดถล่มเมืองมรัคอู คร่าชีวิตพลเรือน 14 ศพ ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กและวัยรุ่นรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลของกองทัพอาระกัน ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา การโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าในรัฐยะไข่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 106 ศพ ขณะที่ปัจจุบันกองทัพอาระกันยึดครองพื้นที่ในรัฐยะไข่ได้ถึง 14 จาก 17 อำเภอ รวมทั้งเมือง พะเลตวา ในรัฐชิน ขณะที่เมืองหลวง ซิตตเว และเมืองท่าสำคัญอย่าง จ๊อกเพียว ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ .