นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

15 ก.ย. 2568 05:23 น.

นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR)

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก”

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

15 ก.ย. 2568 04:10 น.

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีกาตาร์ เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติหยุด 2 มาตรฐาน หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่กรุงโดฮา ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ธานี นายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมนานาชาติให้ “หยุด 2 มาตรฐาน” และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้น

ชีค อัล ธานี พูดเรื่องดังกล่าวในการประชุมเตรียมการก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสลามวาระฉุกเฉิน ซึ่งจัดโดยกาตาร์ หลังอิสราเอลส่งเครื่องบินรบโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อน

“ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมนานาชาติจะหยุดใช้ 2 มาตรฐาน และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมทั้งหมดที่พวกเขาก่อ และอิสราเอลจำเป็นต้องรู้ว่า สงครามกวาดล้างที่พี่น้องชาวปาเลสไตน์ของเรากำลังเผชิญ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนของตัวเองนั้น จะไม่ประสบผลสำเร็จ” ชีค อัล ธานี กล่าว

ด้านนาย มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของกาตาร์เผยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ จะมีการพิจารณาร่างมติเกี่ยวกับกรณีที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ด้วย

ทั้งนี้ ผู้นำที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวรวมถึงนาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, นายโมฮัมเหม็ด เชีย อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก และนายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงโดฮาในวันอาทิตย์

คาดกันว่า นายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี จะเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย จะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่

ขณะที่นาย บาสเซม นาอิม สมาชิกคณะกรรมการบริหารของกลุ่มฮามาสคาดหวังว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะนำไปสู่ “จุดยืนที่เด็ดขาดและเป็นหนึ่งเดียวของชาติอาหรับ-อิสลาม” รวมถึง “มาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม” ต่ออิสราเอลและสงครามที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

15 ก.ย. 2568 03:04 น.

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

ผู้ว่าการรัฐยูทาห์เผย ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ยังไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวน และไม่ยอมเปิดเผยแรงจูงใจในการก่อเหตุ

นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ บอกกับสื่อสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า นายไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ลงมือยิงสังหารนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดัง ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สืบสวน และไม่เปิดเผยเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ

นายโรบินสันตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งกำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ก่อนที่นายโรบินสันจะถูกจับกุมตัวได้ในคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อวันอาทิตย์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ หลายสำนัก โดยเขายืนยันว่า คนรอบตัวนายโรบินสันให้ความร่วมมือกับการสืบสวนเป็นอย่างดี

นักข่าวถามนายค็อกซ์เกี่ยวกับรายงานที่ว่า นายโรบินสันเคยคุยกับคนอื่นบนแพลตฟอร์ม “ดิสคอร์ด” (Discord) หลังลงมือก่อเหตุ และพูดติดตลกว่าตัวเองเป็นมือปืนด้วย ว่าเป็นความจริงหรือไม่?

นายค็อกซ์ตอบว่า “ตอนนี้เรายืนยันได้แค่ว่า การสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นนายโรบินสันจริงๆ ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นจนกระทั่งเขายอมรับว่า เขาเป็นคนก่อเหตุจริงๆ”

นายค็อกซ์เคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ด้วยว่า นายโรบินสัน ซึ่งเป็นชาวรัฐยูทาห์ ถูกปลูกฝังด้วยอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอย่างลึกซึ้ง

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรายการ State of the Union ของช่อง CNN เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาตอบว่าข้อมูลดังกล่าวได้มาจากเพื่อนและครอบครัวของผู้ต้องสงสัย โดยอธิบายว่า “มีอีกหลายอย่างที่เรากำลังเรียนรู้ และอีกมากมายที่เราจะได้รู้” พร้อมเสริมว่าเมื่อมีการยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการแล้ว จะมี “หลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ เปิดเผยออกมาอีกมาก”

ผู้ว่าฯ ยูทาห์เผยอีกว่า หนึ่งในคนที่กำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนคือ เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสัน โดยเพื่อนคนนี้ไม่เคยรู้เรื่องแผนการลอบสังหารนายเคิร์กมาก่อน

นายค็อกซ์ยืนยันว่า เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันคนนี้กำลังอยู่ระหว่างการแปลงเพศจากชายเป็นหญิง หลังถูกถามเรื่องดังกล่าวโดย CNN แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

15 ก.ย. 2568 01:05 น.

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

รักษาการนายกฯ เนปาลเปิดใจครั้งแรก ยืนยันจะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือนก่อนส่งต่ออำนาจ พร้อมเรียกร้องให้มีการยุติการคอร์รัปชันตามที่ผู้ประท้วงต้องการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางสุชิลา การ์กี รักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาล ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า เธอจะอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น ก่อนจะส่งต่ออำนาจให้รัฐบาลประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ยุติการคอร์รัปชันในประเทศ

“ดิฉันไม่ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้เลย แต่เป็นเพราะเสียงเรียกร้องจากประชาชนตามท้องถนนต่างหากที่ทำให้ดิฉันต้องยอมรับ” นางการ์กีเปิดใจครั้งแรกนับตั้งแต่สาบานรับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ โดยเธอรับปากว่าจะส่งต่ออำนาจให้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 5 มี.ค.ปีหน้า

ทั้งนี้ นางการ์กีได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล หลังจากประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายเมืองทั่วประเทศเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ชุมนุมโจมตีอาคารรัฐบาลกับบ้านของนักการเมืองหลายแห่ง รวมถึงจุดไฟเผาภายในรัฐสภา และปะทะกับตำรวจจนมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 72 ศพ

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) จากความไม่พอใจที่รัฐบาลมีมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อนที่การประท้วงจะลุกลามกลายเป็นเหตุความรุนแรงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการคอร์รัปชันของบรรดานักการเมือง และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่คนกลุ่มนี้ได้รับ ซึ่งสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

นางการ์กีสาบานตนรับตำแหน่งหลังจากมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ผู้ประท้วงซึ่งถูกเรียกว่า “ขบวนการเจนซี” (Gen Z) , กองทัพ กับประธานาธิบดีเนปาล

“เราต้องทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดของคนรุ่น Gen Z” นางการ์กีกล่าว “สิ่งที่คนกลุ่มนี้เรียกร้องคือการยุติการคอร์รัปชัน, การมีธรรมาภิบาลที่ดี และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ”

อนึ่ง นางการ์กีได้รับความนิยมจากชาวเนปาลตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาหญิงของศาลสูงสุดในช่วงปี 2559-2560 แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดีเรื่องจุดยืนของเธอในการต่อต้านการคอร์รัปชันในรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เธอก็ถูกถอดถอนหลังอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 11 เดือนเท่านั้น

หลังจากนี้ คณะรัฐมนตรีชั่วคราวของนางการ์กีจะต้องเผชิญความท้าทายมากมาย รวมถึง การฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยในสังคม, ซ่อมแซมหรือสร้างอาคารรัฐสภาและอาคารสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกโจมตีขึ้นมาใหม่ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

15 ก.ย. 2568 00:37 น.

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

ริกกี้ แฮตตัน อดีตนักมวยอาชีพดีกรีแชมป์โลก เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 46 ปี โดยร่างของเขาถูกพบภายในบ้านตัวเอง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ และเบื้องต้นตำรวจไม่พบความน่าสงสัยใดๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายริกกี้ แฮตตัน อดีตแชมป์โลกมวยสากลอาชีพชาวอังกฤษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 46 ปี โดยร่างของแฮตตันถูกพบที่บ้านของเขาเองในเมืองไฮด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 โดยที่ตำรวจเกรเตอร์แมนเชสเตอร์ ไม่พบความน่าสงสัยใดๆ ในการเสียชีวิตของเขา

ตามการเปิดเผยของตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากประชาชนให้ไปตรวจสอบที่ถนน โบลเอเคอร์ (Bowlacre) ในเมืองไฮด์ เขตเทมไซด์ เมื่อเวลา 6.45 น. วันอาทิตย์ และพบร่างของชายวัย 46 ปีรายหนึ่ง ซึ่ง ณ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่ามีสถานการณ์น่าสงสัยใดๆ

ทั้งนี้ แฮตตันคว้าแชมป์โลกในรุ่นไลต์เวลเตอร์เวตและเวลเตอร์เวต และด้วยสไตล์การชกที่ดุดันทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักมวยชาวอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคของเขา โดยคู่ต่อสู้คนสำคัญของเขา ได้แก่ คอสตย่า ซึยู, ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ และ แมนนี่ ปาเกียว

แฮตตันเปิดเผยเรื่องที่เขาต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตหลังจากการแขวนนวม และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาได้ประกาศว่าจะกลับคืนสังเวียนอีกครั้งในการชกอาชีพกับ ไอซ่า อัล ดาห์ ที่เมืองดูไบในเดือนธันวาคมนี้ แต่เขากลับจากไปอย่างกะทันหัน

บุคคลในวงการมวยมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความเสียใจกับการจากไปของนายแฮตตัน เช่น ไทสัน ฟิวรี อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตของอังกฤษได้กล่าวคำยกย่องแฮตตันผ่านข้อความบนอินสตาแกรมว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อตำนานอย่างริกกี้ แฮตตัน ขอให้เขาไปสู่สุคติ” “ริกกี้ แฮตตัน จะมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจากไปเร็วขนาดนี้”

อาเมียร์ ข่าน อดีตแชมป์โลกชาวอังกฤษอีกคน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ยกย่องแฮตตันว่าเป็น “ทั้งที่ปรึกษา นักสู้ และหนึ่งในนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ”

ข่านระบุอีกว่า “ในฐานะนักสู้ เรามักจะบอกตัวเองว่าเราแข็งแกร่ง เราฝึกฝน เราทุ่มเท เราโดนต่อย เราลุกขึ้นสู้ แต่บางครั้งการต่อสู้ที่ยากที่สุดเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายในจิตใจ”

“ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ และเราต้องพูดคุยถึงเรื่องนี้ เราต้องยื่นมือออกไป เราต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน”

“ริกกี้ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง ทั้งการชก ช่วงเวลาแห่งชัยชนะ และความมุ่งมั่นของคุณ ขอบคุณที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า และแสดงให้เราเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

14 ก.ย. 2568 11:57 น.

ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งในย่าน บัลเลคัส ของกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 คน โดย 3 คนมีอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ภาพจากหน่วยกู้ภัยของมาดริดเผยให้เห็นความเสียหายอย่างหนัก ทั้งเพดานที่พังถล่ม ประตูกระเด็นออกจากบานพับ และเศษกระจกกระจัดกระจายเกลื่อนถนน ขณะที่รถดับเพลิง รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้าประจำการในที่เกิดเหตุ

เฟอร์นันโด ซานเชซ ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า “ผมอยู่ที่บ้านและรู้สึกถึงแรงระเบิด เราวิ่งออกไปทันที… มันวุ่นวายมาก ผู้คนพยายามจะย้ายรถที่จอดขวางกันอยู่”

แม้สื่อสเปนจะรายงานว่าต้นเหตุของการระเบิดมาจากแก๊สรั่ว แต่ อินมาคูลาดา ซานซ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเหตุฉุกเฉินของมาดริด กล่าวว่า “เร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุ”

เจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันพลเรือนและบริการทางการแพทย์ได้เข้าให้การรักษาผู้บาดเจ็บทั้งหมด 25 คน โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมสุนัขดมกลิ่นและโดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ และยืนยันว่าไม่มีใครติดค้างอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ทั้งนี้ ผู้อยู่อาศัยในอาคารที่ได้รับผลกระทบ 9 หลัง จะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา REUTERS

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

14 ก.ย. 2568 11:12 น.

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่รัสเซียกำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนใกล้กับชายแดน

นายไอโอนุต มอสเตียนู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโรมาเนีย กล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 สามารถเข้าใกล้โดรนดังกล่าวได้สำเร็จก่อนที่มันจะบินกลับเข้าไปในน่านฟ้ายูเครน ในเวลาไล่เลี่ยกัน โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ก็สั่งการให้เครื่องบินขึ้นสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำน่านฟ้าเช่นกัน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียแถลงว่า ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ และ Eurofighters อีก 2 ลำ ขึ้นสกัดโดรนที่ตรวจพบในน่านฟ้าของประเทศ โดยได้ติดตามจนกระทั่งมันหายไปจากเรดาร์ และได้ออกคำเตือนให้ประชาชนในเขต ทุลเชอา ที่อยู่ใกล้ชายแดนแม่น้ำดานูบและยูเครนหลบภัย

 โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่าข้อมูลยืนยันว่าโดรนลำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในดินแดนโรมาเนียประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ในน่านฟ้าของนาโต นานกว่า 50 นาที พร้อมประณามว่านี่คือ “การขยายวงสงครามของรัสเซียอย่างชัดเจน” และเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรและใช้มาตรการทางภาษีกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ นาโตได้ประกาศแผนการเสริมสร้างการป้องกันในฝั่งตะวันออกของยุโรป หลังจากโปแลนด์ยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของตนตก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโต ยิงโดรนระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน

แม้โรมาเนียจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้กองทัพสามารถยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าได้ในช่วงเวลาปกติ แต่ยังไม่มีการอนุมัติกฎระเบียบการบังคับใช้ทั้งหมด ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

มาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน โพสต์แสดงความเห็นว่าการละเมิดน่านฟ้าครั้งนี้เป็น “การละเมิดน่านฟ้านาโตที่ยอมรับไม่ได้อีกครั้ง” และยืนยันว่าสวีเดนจะยืนเคียงข้างโรมาเนียในฐานะพันธมิตรนาโต และสมาชิกสหภาพยุโรป.

ที่มา Reuters

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง “รัฐมนตรี AI” เข้าครม.

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง "รัฐมนตรี AI" เข้าครม.

14 ก.ย. 2568 10:35 น.

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง “รัฐมนตรี AI” เข้าครม.

เอดี รามา นายกรัฐมนตรีแอลเบเนีย สร้างความฮือฮาด้วยการแต่งตั้ง “รัฐมนตรี” ที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต โดยใช้ชื่อว่า “ดิเอลลา” (Diella) ซึ่งมีความหมายว่า “ดวงอาทิตย์” ในภาษาแอลเบเนีย

นายกรัฐมนตรีรามาโพสต์บนเฟซบุ๊กยืนยันว่า ดิเอลลาจะเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีตัวตนจริง แต่ถูกสร้างขึ้นในโลกเสมือนจริง โดยจะทำหน้าที่กำกับดูแลให้ “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปลอดการทุจริต 100%” และช่วยให้การทำงานของรัฐบาลรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างนำไปสู่เรื่องอื้อฉาวและการคอร์รัปชันในแอลเบเนียมายาวนาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแอลเบเนียเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพที่แสวงหาช่องทางฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดและอาวุธทั่วโลก และเป็นที่ที่การทุจริตได้แพร่กระจายไปยังช่องทางอำนาจต่างๆ โดยภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้การเข้าร่วมสหภาพยุโรปของแอลเบเนียมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งนายรามาต้องการให้สำเร็จภายในปี 2030 แต่นักวิเคราะห์ทางการเมืองกล่าวว่าอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ดิเอลลาได้รับการพัฒนาร่วมกับ Microsoft โดยใช้เทคนิคและโมเดล AI ที่ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องแม่นยำของการทำงาน นายกรัฐมนตรีรามาหวังว่าดิเอลลาจะช่วยทำลายอคติ ความกลัว และความแข็งกระด้างของระบบราชการ ทำให้กระบวนการบริหารงานภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ดิเอลลาเคยเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในชุดแต่งกายพื้นบ้านของแอลเบเนีย ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงเอกสารดิจิทัลกว่า 1 ล้านฉบับบนแพลตฟอร์มบริการสาธารณะ e-Albania

การแต่งตั้งรัฐมนตรี AI ครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามจากฝ่ายค้านว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คาดว่าจะมีกระบวนการทางกฎหมายเพื่อกำหนดสถานะของดิเอลลาอย่างเป็นทางการต่อไป

พรรคสังคมนิยมของนายกรัฐมนตรีรามาชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน และตั้งเป้าที่จะนำพาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปภายใน 5 ปี โดยหวังว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในปี 2027 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านที่มองว่าประเทศยังไม่พร้อม.

ที่มา Reuters

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

14 ก.ย. 2568 10:08 น.

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

พรรคการเมืองใหญ่ของเนปาล 8 พรรค ได้ออกมาเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีราม จันทรา พูเดล คืนสถานะให้กับรัฐสภาที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นภัยต่อประชาธิปไตย หลังจากแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ

การตัดสินใจยุบสภาของประธานาธิบดีเกิดขึ้นตามข้อเสนอแนะของ นางซูชีลา คาร์กี นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชัน และการแบนสื่อสังคมออนไลน์จนลุกลามเป็นความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 51 ราย

การประท้วงเริ่มจากประเด็นการแบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะลุกลามเป็นการเรียกร้องให้ต่อต้านการทุจริตและการใช้ชีวิตหรูหราของบุตรหลานนักการเมือง ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีคนก่อนต้องลาออก

พรรคการเมืองสำคัญ 8 พรรค รวมถึง Nepali Congress และ CPN-UML ได้ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์คัดค้านการยุบสภา โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อแนวทางปฏิบัติทางตุลาการของเนปาล อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคกล่าวว่าข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มีนาคมปีหน้า ควรได้รับการแก้ไขผ่านสถาบันที่ได้รับการโหวตจากประชาชน

ประธานาธิบดีพูเดลได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและร่วมมือกันจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญยังคงมีผลบังคับใช้ ระบบรัฐสภายังคงมีผลบังคับใช้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐยังคงอยู่ ประชาชนมีโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าบนเส้นทางประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการจัดการเลือกตั้งภายใน 6 เดือน

นายกรัฐมนตรีคาร์กี ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งในเนปาล จะต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อย การฟื้นฟูอาคารรัฐสภา และสิ่งก่อสร้างสำคัญที่ได้รับความเสียหาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ประท้วงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ปัจจุบันกองทัพเนปาลได้ถอนกำลังออกจากท้องถนนแล้ว ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศกำลังค่อย ๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ หลังเหตุการณ์ประท้วงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

14 ก.ย. 2568 06:27 น.

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

ญี่ปุ่นมีศตวรรษิกชน หรือผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 55 ติดต่อกันแล้ว โดยจำนวนล่าสุดอยู่ที่ 99,763 คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยของกระทรวงสุขภาพ, แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น ว่า จำนวนผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในแดนอาทิตย์อุทัย เพิ่มขึ้น 4,644 คนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. ปีก่อน

กระทรวงสุขภาพฯ ของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวล่วงหน้าก่อนถึงวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุ ทำให้ตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นมีศตวรรษิกชน หรือผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 99,763 คน แบ่งเป็นผู้หญิง 87,784 คน หรือคิดเป็นประมาณ 88% ของจำนวนทั้งหมด ขณะที่มีผู้ชายทั้งสิ้น 11,979 คน

ผู้ที่มีอายุมากที่สุดคือนาง ชิเงโกะ คากาวะ หญิงอายุ 114 ปี ชาวเมืองยามาโตะโคริยามะ ในจังหวัดนาระ ส่วนชายที่มีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่นคือนาย คิโยทากะ มิซุโนะ อายุ 111 ปี ชาวเมืองอิวาตะ จังหวัดชิซุโอกะ

สถิติล่าสุดหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วญี่ปุ่นจะมีศตวรรษิกชน 80.58 คนต่อประชากรทุกๆ 100,000 คน โดยจังหวัดชิมาเนะ มีอัตราดังกล่าวสูงที่สุดเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ 168.69 คนต่อประชากร 100,000 คน

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเริ่มบันทึกสถิติศตวรรษิกชนนี้ในปี 2507 โดยในตอนนั้นพวกเขามีคนอายุ 100 ปีขึ้นไปเพียง 153 คน ก่อนจะเพิ่มขึ้นจนเกิน 1,000 คนในปี 2524 และทะลุ 10,000 คนในปี 2541

อายุขัยเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นก็เพิ่มสูงขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ผู้หญิงในญี่ปุ่นจะมีอายุขัยเฉลี่ย 87.13 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 81.09 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday