เนปาลตั้ง 3 รัฐมนตรีสายปฏิรูป-ต้านโกง ร่วมคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล

เนปาลตั้ง 3 รัฐมนตรีสายปฏิรูป-ต้านโกง ร่วมคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล

15 ก.ย. 2568 16:53 น.

เนปาลตั้ง 3 รัฐมนตรีสายปฏิรูป-ต้านโกง ร่วมคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล

สุชีลา คาร์กี นายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลของเนปาล  ได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมี 3 บุคคลที่ขึ้นชื่อด้านการปฏิรูปและต่อต้านการทุจริต เพื่อนำพาประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติ หลังเหตุความรุนแรงที่คร่าผู้คนไปอย่างน้อย 72 ศพ และนำไปสู่การยุบสภา

นางคาร์กี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาและเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ได้เข้ามารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่การประท้วงต่อต้านการทุจริตทั่วประเทศได้คร่าผู้คนไปอย่างน้อย 72 ศพ และทำให้นายกรัฐมนตรีคนก่อน เค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องลาออกจากตำแหน่ง

แถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีเนปาลระบุว่า ราเมศวร ปราสาด คานัล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าคณะกรรมการที่เสนอแนะการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งต่อหน้าประธานาธิบดี ราม จันทรา พูเดล แล้ว

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แก่ กุลมัน กิสสิง อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าของรัฐ ที่เคยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในเนปาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนายโอม ประกาศ อาร์ยัล ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษาของนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งเคยเป็นแกนนำการต่อสู้ทางกฎหมายในประเด็นผลประโยชน์สาธารณะ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การประท้วงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของเนปาล นำโดยกลุ่ม ‘Gen Z’ เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่หลาย เหตุการณ์นี้ได้ลุกลามเป็นการวางเพลิงและทำลายทรัพย์สิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,100 คน

นางคาร์กี วัย 73 ปี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.) โดยมีภารกิจหลักคือการจัดให้มีการเลือกตั้งระดับประเทศในวันที่ 5 มีนาคม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เริ่มดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างสาธารณะที่ถูกทำลายจากการประท้วง ซึ่งรวมถึงอาคารที่ทำการนายกรัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆ ไปจนถึงศาลสูงสุดและอาคารรัฐสภา นอกจากนี้ บ้านพักของผู้นำพรรคการเมือง เช่น นายพูเดล และนายโอลี ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน

ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และธุรกิจอื่นๆ ก็ถูกวางเพลิงเสียหายเช่นกัน โดยยังไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงินที่ชัดเจนในขณะนี้

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เตรียมใช้ “การทูตมงกุฎเพชร” ต้อนรับทรัมป์เยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เตรียมใช้ “การทูตมงกุฎเพชร” ต้อนรับทรัมป์เยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2

15 ก.ย. 2568 13:15 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เตรียมใช้ “การทูตมงกุฎเพชร” ต้อนรับทรัมป์เยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2

สหราชอาณาจักรกำลังเร่งเตรียมปราสาทวินด์เซอร์เพื่อรับรองการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โดยพระราชพิธีครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความหรูหราตระการตา ทั้งโต๊ะไม้มะฮอกกานียาว 50 เมตร เครื่องเงินอายุ 200 ปี รถม้า มงกุฎเพชร และขบวนทหารกองเกียรติยศ

การเยือนดังกล่าวไม่ใช่เพียงการแสดงพระราชพิธี หากแต่มีเป้าหมายทางการทูตที่ชัดเจน คือการสร้างสายสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ท่ามกลางนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงมายาวนาน

โรเบิร์ต เลซีย์ นักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ กล่าวว่า “เรากำลังเอาอกเอาใจเขา” เพราะทรัมป์คงไม่ยอมมาอังกฤษหากไม่ได้มีโอกาสพักที่ปราสาทวินด์เซอร์ และเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากจะทำมานาน พร้อมเสริมว่าพระราชวงศ์ยังคงเป็นเครื่องมือทรงพลังด้าน “ซอฟท์ พาวเวอร์” แม้จะไร้อำนาจการเมืองโดยตรงมากว่าสามศตวรรษแล้วก็ตาม

การเยือนรัฐถือเป็นเครื่องมือสูงสุดของสถาบันกษัตริย์ โดยผู้นำโลกต่างต้องการรับเกียรติร่วมโต๊ะเสวยและถ่ายภาพกับกษัตริย์ รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน โดยในอดีตสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เคยต้อนรับทั้งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (2003), บารัค โอบามา (2011) และทรัมป์ (2019)

อย่างไรก็ตาม การเยือนครั้งนี้มีเดิมพันสูงกว่า เพราะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ต้องการผลักดันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และขอการสนับสนุนในสงครามยูเครน โดยสตาร์เมอร์ได้เดินทางไปวอชิงตันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อนำจดหมายเชิญจากกษัตริย์ชาร์ลส์มอบให้ทรัมป์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำโลกคนใดได้รับเกียรติให้เยือนอย่างเป็นทางการถึงสองครั้ง

พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจะเริ่มวันพุธ เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลาทรงต้อนรับทรัมป์และภริยา จากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถม้าเข้าสู่ปราสาทวินด์เซอร์ ขบวนทหารจะบรรเลงเพลงชาติทั้งสองประเทศ ก่อนที่ทั้งสองจะตรวจแถวกองเกียรติยศในเครื่องแบบทหารสีแดงและหมวกหนังหมี

ไฮไลต์คือ งานเลี้ยงพระราชทานค่ำ ที่โต๊ะวอเตอร์ลูยาวเกือบครึ่งสนามฟุตบอล รองรับแขกกว่า 160 คน โดยใช้เวลาถึง 5 วันในการจัดโต๊ะ และเสิร์ฟด้วยชุดเครื่องเงินโบราณอายุ 200 ปี กว่า 4,000 ชิ้น แขกสุภาพบุรุษจะสวมเสื้อเชิ้ตขาวพร้อมชุดสูทหางยาว ส่วนสุภาพสตรีจะปรากฏตัวในชุดราตูหรูหราพร้อมอัญมณีระยิบระยับ

ฮูโก วิคเกอร์ส นักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ ระบุว่านายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ ใช้วิธีที่ชาญฉลาด โดยให้กษัตริย์ชาร์ลส์ “ดึง” ทรัมป์มาที่อังกฤษ และนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องยูเครน

ส่วนการหารือเชิงลึกระหว่างทรัมป์และสตาร์เมอร์จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ที่เช็กเกอร์ส (Chequers) บ้านพักประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ.

ที่มา  AP

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

15 ก.ย. 2568 11:26 น.

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เยี่ยมชมการแข่งขันซุ่มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

วันที่ 13 กันยายน 2568 สำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือ ( Korean Central News Agency ) หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าชมการแข่งซุ่มยิงระหว่างหน่วยพลแม่นปืนของหน่วยกองพันยามเมือง (Metropolitan Garrison Command) และกองกำลังเคลื่อนที่พิเศษขององค์กรรักษาความปลอดภัยกลาง เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา

ตามรายงาน รูปภาพจาก KCNA  แสดงให้เห็นนายคิม จองอึน ยืนชมการแข่งขันยิงเป้าของหน่วยซุ่มยิง ณ สนามซ้อมทางทหาร พร้อมทั้งให้คำชมเชยถึงความแม่นยำและทักษะในการยิงของทหารชุดนี้

ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันยิงปืน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเน้นย้ำยุทธศาสตร์กองทัพของเกาหลีเหนือ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (special mobile forces/sniper detachments) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพสงครามจริงได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาวุธที่ใช้ ระยะยิง หรือคะแนนแข่งขัน ไม่ได้มีการเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบโดยสื่อทางการ.

อิสราเอลถล่มกาซาซิตี้หนัก ขณะ “รูบิโอ” เดินทางถึง หารืออนาคตความขัดแย้ง

อิสราเอลถล่มกาซาซิตี้หนัก ขณะ “รูบิโอ” เดินทางถึง หารืออนาคตความขัดแย้ง

15 ก.ย. 2568 11:24 น.

อิสราเอลถล่มกาซาซิตี้หนัก ขณะ “รูบิโอ” เดินทางถึง หารืออนาคตความขัดแย้ง

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์รายงานว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทำลายอาคารที่พักอาศัยอย่างน้อย 30 หลังในเมืองกาซาซิตี้ และทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องพลัดถิ่น ขณะที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางถึงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหารืออนาคตของความขัดแย้งและฟื้นฟูพื้นที่ฉนวนกาซา

อิสราเอลประกาศแผนที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเป็นที่พักพิงของชาวปาเลสไตน์ราว 1 ล้านคน โดยอ้างว่าเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก และได้เพิ่มการโจมตีในสิ่งที่ระบุว่าเป็น “ฐานที่มั่นสุดท้าย” ของกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว

การเยือนของนายรูบิโอเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสในกรุงโดฮา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่พอใจและเสียงประณามจากทั่วโลก โดยกาตาร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดฉุกเฉินอาหรับ-อิสลามในวันจันทร์นี้เพื่อหารือแนวทางต่อไป

ก่อนการหารือกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู นายรูบิโอได้เดินทางไปเยี่ยมชมกำแพงร้องไห้ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการ “ย้ำถึงการยอมรับของสหรัฐฯ ว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงนิรันดร์ของอิสราเอล” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยประกาศรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และย้ายสถานทูตสหรัฐฯ มายังเมืองนี้ในปี 2017

ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซากำลังวิกฤตหนัก ฟิลิปป์ ลาซซารีนี ข้าหลวงใหญ่ของสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ (UNRWA) เผยว่าคลินิกในค่ายผู้ลี้ภัยทางตอนเหนือของพื้นที่ได้หยุดให้บริการแล้ว และอาคารของ UNRWA ในกาซาซิตี้ก็ถูกโจมตีถึง 10 แห่งในช่วง 4 วันที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าการโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์เป็น “การยกระดับสถานการณ์โดยฝ่ายเดียว” ที่ไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เตือนว่าแผนการขยายนิคมในเวสต์แบงก์ของอิสราเอลจะบ่อนทำลาย “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง UAE กับอิสราเอล

องค์กรบรรเทาทุกข์เตือนว่าการเข้ายึดเมืองกาซาซิตี้ของอิสราเอลจะยิ่งเป็นหายนะสำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง โดยกระทรวงสาธารณสุขของกาซาเปิดเผยว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหารและความอดอยากเพิ่มอีก 2 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 422 คน ซึ่งรวมเด็ก 145 คน

แม้ว่าอิสราเอลจะเริ่มอนุญาตให้ความช่วยเหลือเข้าสู่กาซามากขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่สหประชาชาติยังคงยืนยันว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากร โดยขณะนี้มีเพียงหลายหมื่นคนเท่านั้นที่ยอมอพยพออกจากเมืองกาซาซิตี้ ขณะที่อีกหลายแสนคนยังคงตกค้างอยู่ เนื่องจากขาดแคลนพื้นที่ปลอดภัยในทางตอนใต้ และบางส่วนหวังว่าผู้นำอาหรับจะสามารถกดดันให้อิสราเอลยกเลิกแผนการโจมตีได้.

6 นายพลเมียนมา ลงเลือกตั้งในนามพรรคของกองทัพ จ่อชิงเก้าอี้ ส.ส.

6 นายพลเมียนมา ลงเลือกตั้งในนามพรรคของกองทัพ จ่อชิงเก้าอี้ ส.ส.

15 ก.ย. 2568 11:01 น.

6 นายพลเมียนมา ลงเลือกตั้งในนามพรรคของกองทัพ จ่อชิงเก้าอี้ ส.ส.

จับตา 6 นายพลเมียนมา จ่อส่งชื่อชิงเลือกตั้งภายใต้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ตัวแทนกองทัพเมียนมา ด้านนักวิเคราะห์ชี้ เป็นแผนปูทางให้ผู้นำรัฐประหารนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี

วันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี ของเมียนมา รายงานอ้างคำเปิดเผยของแหล่งข่าวภายในกองทัพเมียนมา ที่ระบุว่า นายทหารยศพลโทอย่างน้อย 6 นาย เตรียมลงสมัครเลือกตั้งภายใต้พรรค สหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) พรรคตัวแทนของกองทัพ ในศึกเลือกตั้งที่กองทัพประกาศจัดขึ้นปลายปีนี้

รายงานข่าวระบุว่า รายชื่อนายพลที่ถูกระบุ ได้แก่ พลโท เทซา จ่อ ผู้บัญชาการกองปฏิบัติการพิเศษเขต 3 พลโท โซ ทินต์ เนียง ผู้ตรวจสอบและผู้สอบบัญชีแห่งกองทัพ พลโทเทต พอน ผู้ตรวจราชการกองทัพ พลโท โพน เมี๊ยต เจ้ากรมสารบรรณกองทัพ พลโท ลิน อ่อง เจ้ากรมแต่งตั้งกำลังพล และพลโทกัน มยินต์ (Kan Myint) ผู้บัญชาการอุตสาหกรรมกลาโหม

นอกจากนี้ยังมีชื่อ พลเอกอ่อง ลินเวอดีตนายทหารใกล้ชิดพลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ที่เพิ่งเกษียณเมื่อเดือนก่อน แต่ยังคงนั่งในสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติและรัฐบาลเฉพาะกาล ที่ถูกวางตัวให้ลงสมัครในนามพรรค USDP ด้วย  

รายงานข่าวยังระบุว่า รวมแล้วมีนักการทหารและอดีตทหารกว่า 30 คน เตรียมลงสนามเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่จะเลือกลงในเขตปลอดภัย ของพรรค อาทิ เนปิดอว์ และพื้นที่ฐานเสียงทหาร สำหรับการเลือกตั้ง รอบแรกจะมีขึ้นวันที่ 28 ธันวาคม ครอบคลุม 102 ตำบลทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีพรรคการเมืองเพียง 57 พรรคที่ลงทะเบียนแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็กหรือพรรคหนุนทหาร มีเพียง 6 พรรค รวมถึง USDP ที่ส่งผู้สมัครทั่วประเทศ

ด้านนักวิเคราะห์การเมืองมองว่า มิน อ่องหล่าย มีเป้าหมายสูงสุดคือ การก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี ผ่านการโหวตในรัฐสภา โดยอาศัยการหนุนหลังจากโควตาทหาร พรรค USDP และผู้ภักดีในตำแหน่งระดับสูงต่าง ๆ

ทั้งนี้ พรรค USDP นำโดย อู ขิ่น ยี อดีตนายพล ที่เคยเป็นกำลังหลักในการจัดชุมนุมหนุนทหารก่อนการยึดอำนาจปี 2564 ได้เพิ่มกิจกรรมหาเสียงทั่วประเทศเต็มกำลัง ขณะที่ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ยังคงมองการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น  การเลือกตั้งลวงตา เพื่อยืดอำนาจเผด็จการ และสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมบนเวทีโลก หลังจากพรรค USDP เคยพ่ายแพ้อย่างยับเยินในปี 2558 และ 2563 ต่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของ นางอองซาน ซูจี.

ที่มา Irrawaddy

“โอเวน คูเปอร์” คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก “Adolescence”

"โอเวน คูเปอร์" คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก "Adolescence"

15 ก.ย. 2568 11:01 น.

“โอเวน คูเปอร์” คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก “Adolescence”

โอเวน คูเปอร์ นักแสดงชาวอังกฤษวัย 15 ปี สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีรางวัลเอมมี อวอร์ดส์ ปีล่าสุด ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยมในสาขามินิซีรีส์ จากผลงานการแสดงในเรื่อง “Adolescence” ทำให้เขากลายเป็นผู้ชนะฝ่ายชายที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนซีรีส์ “The Pitt” ได้รับรางวัลซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม ขณะที่ “The Studio” คว้ารางวัลซีรีส์แนวคอมเมดี้ยอดเยี่ยม 

ซีรีส์ความยาว 4 ตอนเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยคว้ารางวัลใหญ่ในงานนี้ไปหลายสาขา รวมถึงรางวัลมินิซีรีส์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับและผู้เขียนบทยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลการแสดงของนักแสดงอย่าง สตีเฟน เกรแฮม และ เอริน โดเฮอร์ตี

ในบทบาทของ เจมี มิลเลอร์ เด็กชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร คูเปอร์กล่าวในสุนทรพจน์ขณะขึ้นรับรางวัลด้วยความตื่นเต้นว่า “การได้มายืนตรงนี้มันเหนือจริงมาก” และเสริมว่า “ผมคิดว่าคืนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าคุณตั้งใจ มีสมาธิ และก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย คุณสามารถทำทุกอย่างในชีวิตให้สำเร็จได้”

“ใครจะไปสนว่ามันจะน่าอายมั้ย? ทุกอย่างเป็นไปได้ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ผมอยู่ตรงนี้” เขายังขอบคุณครอบครัว ทีมงาน และนักแสดงร่วมทุกคน โดยทิ้งท้ายอย่างถ่อมตัวว่า “แม้รางวัลนี้จะมีชื่อผม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของทุกคนที่อยู่เบื้องหลังกล้อง”

การชนะรางวัลครั้งนี้ทำให้ คูเปอร์ ทำลายสถิติเดิมของ สกอตต์ จาโคบี ที่เคยคว้ารางวัลนี้ไปเมื่อปี 1973 ในวัย 16 ปี โดยซีรีส์ Adolescence ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากนักวิจารณ์และผู้ชมในการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบของสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียที่มีต่อวัยรุ่น

นอกจากนี้ ในงานประกาศรางวัลเอมมีครั้งที่ 77 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.)  ยังได้มีการประกาศผลรางวัลสำคัญอื่นๆ โดยซีรีส์แนวดราม่าที่เล่าเรื่องราวในห้องฉุกเฉินอย่าง The Pitt ได้รับการยกย่องให้เป็นซีรีส์แนวดราม่ายอดเยี่ยมแห่งปี ขณะที่ The Studio คว้ารางวัลซีรีส์แนวคอมเมดี้ยอดเยี่ยมไปครอง

The Pitt ถือเป็นม้ามืดที่พลิกเอาชนะเต็งหนึ่งอย่าง Severance ที่เข้าชิงมากที่สุด โดย โนอาห์ ไวลี นักแสดงนำจาก The Pitt ก็คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในสาขาดราม่าไปครองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต ส่วน เซท โรเกน นักแสดงและผู้สร้างร่วมของ The Studio ก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในสาขาคอมเมดี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ในส่วนของรางวัลนักแสดงนำและนักแสดงสมทบหญิงในสาขาคอมเมดี้ จีน สมาร์ท และ ฮันนาห์ ไอน์บินเดอร์ จากซีรีส์ Hacks ก็สามารถคว้ารางวัลไปได้ โดยเป็นรางวัลเอมมีตัวที่สี่ของ สมาร์ท จากบทบาทนี้ ขณะที่ ไอน์บินเดอร์ ได้รับรางวัลแรกหลังจากเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึงสามครั้ง โดยเธอเปิดเผยว่าเคยปลอบใจตัวเองว่า “การแพ้เท่กว่า”

สำหรับรางวัลเอมมี อวอร์ดส์ ได้รับการตัดสินโดยสมาชิกของสถาบันโทรทัศน์ (Television Academy) ซึ่งประกอบไปด้วยนักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ ประมาณ 26,000 คน.

ที่มา BBC  Reuters

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

15 ก.ย. 2568 09:29 น.

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งจากอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการอินโดนีเซียเร่งตรวจสอบ ยืนยันที่ขายในประเทศยังปลอดภัย

วันที่ 14 กันยายน 2568 สำนักข่าวอันตารา ของอินโดนีเซียรายงานว่า ศูนย์ความปลอดภัยด้านอาหารของไต้หวัน ได้ตรวจพบสาร “เอทิลีนออกไซด์” (Ethylene Oxide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่จัดว่าอาจก่อมะเร็ง ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ Indomie รส Soto Banjar Limau Kulit ผลิตโดยบริษัทอินโดฟู้ด (Indofood)

นาย ทารูนา อิคราร์ หัวหน้าสำนักงานควบคุมอาหารและยาอินโดนีเซีย (BPOM) ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของไต้หวัน โดยพบว่าเป็นสินค้าที่ถูกนำเข้าไปยังไต้หวันผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่ตัวแทนผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ และไม่มีการรับรู้จากบริษัทผู้ผลิต

พร้อมกันนี้ ระบุว่า ทางบริษัทอินโดฟู้ดกำลังตรวจสอบวัตถุดิบและสาเหตุที่ทำให้พบสารชนิดนี้ พร้อมรายงานผลต่อหน่วยงาน ขณะที่ยืนยันว่าตามกฎหมายของอินโดนีเซีย สินค้าชนิดนี้มีทะเบียนจำหน่ายถูกต้อง และยังปลอดภัยต่อการบริโภคในประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการอินโดนีเซียแนะผู้บริโภคให้ตรวจสอบฉลาก บรรจุภัณฑ์ วันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อ พร้อมขออย่าตื่นตระหนกต่อรายงานข่าว

โดยที่ผ่านมามาตรฐานความปลอดภัยอาหารในประเทศต่างๆ ยังมีความแตกต่างดัน โดยไต้หวันห้ามตรวจพบสารเอทิลีนออกไซด์ในอาหารโดยเด็ดขาด ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอินโดนีเซียมีกฎระเบียบต่างออกไป ส่วนคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังไม่ได้กำหนดปริมาณสารตกค้างสูงสุดของสารนี้ในอาหาร 

ทั้งนี้ เอทิลีนออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสีใช้ในกระบวนการผลิตสารเคมีต่างๆ อาทิ พลาสติก ผ้าใยสังเคราะห์ น้ำยาซักล้าง และกาว รวมถึงใช้ฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์และทันตกรรมที่ไม่สามารถฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำหรือรังสีได้

ที่มา Antara

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

15 ก.ย. 2568 09:26 น.

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกเผยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก โรคอหิวาตกโรคทั่วโลกในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยมีผู้ป่วยกว่า 560,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นถึง 50% ภายในปีเดียว

รายงานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ชี้ว่าโรคอหิวาตกโรคยังคงระบาดหนักใน แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 98% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมี 12 ประเทศ ที่รายงานผู้ติดเชื้อมากกว่า 10,000 ราย และ 7 ประเทศเผชิญการระบาดใหญ่เป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือ ประเทศคอโมโรส เกาะเล็กๆ ในแอฟริกาตะวันออก พบการกลับมาของอหิวาตกโรค หลังจากหายไปนานกว่า 15 ปี

โดยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก โรคอหิวาตกโรค ทั่วโลกในปี 2024 ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยมีผู้ป่วยรายงานกว่า 560,000 คนใน 60 ประเทศและดินแดน เพิ่มขึ้นราว 5% เมื่อเทียบกับปี 2023 ขณะที่ผู้เสียชีวิตทะยานขึ้นกว่า 6,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในปีเดียว เฉพาะในทวีปแอฟริกา อัตราการเสียชีวิตต่อจำนวนผู้ป่วย เพิ่มจาก 1.4% ในปี 2023 เป็น 1.9% ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ 

โดย WHO ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคอหิวาตกโรคแพร่ระบาดต่อเนื่อง ได้แก่ ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอพยพย้ายถิ่น และปัญหาขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สุขอนามัย และสุขาภิบาล โดยโรคนี้แพร่ได้รวดเร็วผ่านน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ

ขณะที่สถานการณ์ในปี 2025 ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2025 จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม มี 31 ประเทศและดินแดน รายงานการระบาดของอหิวาตกโรคและท้องร่วงเฉียบพลัน โดยมีผู้ป่วยมากกว่า 409,000 คนทั่วโลก ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตกลับ เพิ่มขึ้น 46% โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4,738 ราย ซึ่งตอกย้ำถึงความท้าทายใหญ่ที่ประชาคมโลกต้องเร่งแก้ไขในการควบคุมโรคที่ยังคงคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก.

ที่มา : CCTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อหิวาตกโรค

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

15 ก.ย. 2568 08:19 น.

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

กองทัพอากาศฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอล 2 ลำ ขึ้นปฏิบัติภารกิจบินผ่านน่านฟ้าโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการ อีสต์เทิร์น เซนทรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการร่วมของนาโตบริเวณแนวตะวันออกของยุโรป

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของฝรั่งเศสในการเสริมกำลังป้องปรามของนาโต ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นาโตประกาศเสริมยุทโธปกรณ์ใหม่ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินบริเวณพรมแดนที่ติดกับ เบลารุส รัสเซีย และยูเครน เพื่อตอบโต้ความเสี่ยงจากการรุกรานของรัสเซีย หลังเกิดเหตุ โดรนรัสเซียบินล้ำเข้าน่านฟ้าโปแลนด์

พลเอกผู้บัญชาการสูงสุดของนาโตในยุโรปยืนยันว่า ปฏิบัติการ อีสต์เทิร์น เซนทรี ( Eastern Sentry ) จะเพิ่มศักยภาพด้านการป้องกัน โดยมีการสนับสนุนจากหลายประเทศ ได้แก่ เครื่องบินรบ ราฟาเอล ของฝรั่งเศส เครื่องบินรบ F-16 ของเดนมาร์ก เรือฟริเกต และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร

ด้านนาย วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามีช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ โพสต์ข้อความบน X ว่าปฏิบัติการนี้เป็นสัญลักษณ์ของการป้องปรามเชิงรุก และความพร้อมในการปกป้องทุกพื้นที่ที่จำเป็น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ มี โดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ ทำให้นาโตต้องสั่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดและยิงตก เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลที่มีมายาวนานว่าสงครามรัสเซีย–ยูเครนซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 ปี อาจลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ รัสเซีย อ้างว่าไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีโปแลนด์ และพันธมิตรอย่าง เบลารุส ชี้ว่าโดรนหลงทิศเพราะถูกก่อกวนสัญญาณ แต่ผู้นำยุโรปหลายประเทศเชื่อว่านี่คือการยั่วยุโดยเจตนาของรัสเซีย

ส่วน นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โดนัลด์ ทัสก์ ออกมาปฏิเสธความเห็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าการบินล้ำเข้าน่านฟ้าโปแลนด์ของโดรนอาจเป็นเพียงความผิดพลาด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินรบ

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

15 ก.ย. 2568 06:18 น.

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

นายเอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล ผู้ผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านแดนแซมบ้า เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 89 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า นายเอร์เมโต ปัสโกอัล นักประพันธ์เพลงชาวบราซิลผู้มีชื่อเสียงจากการผสมดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านของบราซิล เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 89 ปี โดยรายล้อมไปด้วยครอบครัวและเพื่อนๆ นักดนตรีของเขา

ครอบครัวของนายปัสโกอัลประกาศข่าวการเสียชีวิตของเขาผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ

นายปัสโกอัลเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีหลักหลายชนิดด้วยตัวเอง และก้าวผ่านความยากจนในวัยเด็กสู่การเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ถึงขั้นที่ ไมล์ส เดวิส นักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ยกย่องเขาว่าเป็น “นักดนตรีที่สำคัญที่สุดในโลก”

นายปัสโกอัลประพันธ์เพลงบรรเลงไว้มากกว่า 2,000 ชิ้น และยังคงเรียบเรียงดนตรีและบันทึกเสียงให้กับศิลปินต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่วัย 80 ปี

นายปัสโกอัลเล่นเปียโนและฟลุตเป็นหลัก แต่ยังสามารถเล่นแซกโซโฟน กีตาร์ กลอง และหีบเพลงชักได้ด้วย เขายังมักนำสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาอยู่เสมอ เช่นระหว่างการบันทึกเสียงอัลบั้มเปิดตัว Slaves Mass ให้กับค่าย Warner Brothers ในปี 1976 เขาถึงกับนำหมูเป็นๆ สองตัวเข้ามาในสตูดิโอด้วย

ทั้งนี้ เอร์เมโต ปัสโกอัล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2479 ในหมู่บ้านชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอาลาโกอัส แต่เนื่องจากเขาเกิดมาพร้อมกับภาวะผิวเผือก (albinism) ทำให้เขาไม่สามารถทำงานกลางแจ้งกับครอบครัวได้ เขาจึงใช้เวลาอยู่ในบ้านและฝึกฝนดนตรีด้วยตัวเอง

เมื่ออายุ 10 ปี เขาเริ่มเล่นดนตรีตามงานเต้นรำและงานแต่งงาน ก่อนที่จะไปเล่นดนตรีแนวฟอร์โรและดนตรีพื้นบ้านบราซิลประเภทอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค

ต่อมาในช่วงปลายยุค 50 ปัสโกอัลได้ย้ายไปอยู่ ริโอ เด จาเนโร และได้รู้จักกับวงการดนตรีแจ๊สของที่นั่น และเริ่มทำการแสดงในไนต์คลับและเข้าร่วมวงออร์เคสตราของสถานีวิทยุ

การผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านแบบดั้งเดิมของบราซิล ทำให้ปัสโกอัลได้รับความสนใจจากเหล่าศิลปินชื่อดังที่สุดของบราซิลในด้านนั้น โดยนักร้องชื่อดังอย่าง เอลิส เรจินา และมือเพอร์คัสชัน แอร์โต มอเรรา ต่างเคยร่วมแสดงกับปัสโกอัล

นายมอเรรายังร่วมเดินทางกับปัสโกอัลไปทัวร์สหรัฐอเมริกาด้วยกัน และที่นั่นเองที่ปัสโกอัลได้พบกับ ไมล์ส เดวิส

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับความนับถือจากบุคคลสำคัญในวงการแจ๊ส แต่ปัสโกอัลกลับปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่าเป็นนักดนตรีแจ๊ส เนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีบราซิลอย่างโชรินโญและแซมบ้าไม่แพ้กัน

“เมื่อพวกเขาคิดว่าผมกำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่ ผมก็ได้ทำสิ่งอื่นไปแล้ว… มันไหลลื่นมาก” ปัสโกอัลบอกกับ Jazz World ในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc