กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

12 ก.ย. 2568 09:58 น.

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองรวมถึงพรรคแนวร่วม NDF ทำให้จะเหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ระดับชาติ และอีก 52 พรรคเล็กลงแข่งขันในระดับภูมิภาค ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ทำให้เกิดคำถามเรื่องความชอบธรรม

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่แต่งตั้งโดยกองทัพเมียนมา ประกาศยุบพรรคการเมือง 4 พรรค รวมถึง National Democratic Force (NDF) ซึ่งเป็นพรรคที่มีแนวโน้มสนับสนุนรัฐบาลทหาร โดยอ้างว่าล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมือง ขณะที่พรรคอื่นๆ ถูกยุบเพราะเปิดสำนักงานไม่ครบตามเกณฑ์

รายงานข่าวระบุว่า พรรค NDF ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากอดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาของกองทัพ ยืนยันว่ามีสมาชิกมากกว่า 88,000 คน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  ขณะที่นายซันดาร์ มิน รองประธานพรรค และอดีต ส.ส. NLD ระบุว่า กำลังรอคำชี้แจงเพิ่มเติมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคอื่นๆ ที่ถูกยุบ ได้แก่ Democratic Party of National Politics (DNP) นำโดยอดีตนายพลโซ่มอง ตลอดจนพรรคสตรี Women Party (Mon) และพรรค Union Farmer-Labor Force Party ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ชนะเลือกตั้งในปี 2563 แต่มีแผนจะเข้าชิงในเลือกตั้งปลายปีนี้

รายงานข่าวระบุว่า คำสั่งยุบพรรคล่าสุดทำให้จำนวนพรรคระดับชาติที่จะลงแข่งขันในเลือกตั้งปลายปีเหลือ 6 พรรคใหญ่ ได้แก่ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP พรรคสนับสนุนกองทัพ พรรค National Unity Party ตลอดจนพรรค People’s Pioneer Party นำโดยนายเท็ต เท็ต ขิ่น ตามด้วยพรรค People’s Party นำโดยนายโค โค จยี นอกจากนี้ยังมีพรรค Shan and Nationalities Democratic Party และ Myanmar Farmers Development Party

ขณะที่ 52 พรรคเล็ก จะลงแข่งขันในระดับรัฐหรือภูมิภาค การเลือกตั้งปลายปีซึ่งแบ่งเป็นสองระยะ คือในช่วง ธันวาคม และมกราคม ปีหน้า และได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านสำคัญถูกห้ามเข้าร่วม หรือเลือกไม่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยนักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า กองทัพเมียนมาพร้อมจะปราบทุกกลุ่มที่อาจเป็นคู่แข่งและควบคุมการแข่งขันให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ตั้งขึ้น.

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

12 ก.ย. 2568 08:21 น.

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

ฝนที่ตกหนักวานนี้ ทำให้หลายพื้นที่ในกรุงโตเกียวเกิดน้ำท่วมถนน และส่งผลให้การเดินรถไฟและเที่ยวบินต้องหยุดชะงัก ขณะที่หน่วยงานพยากรณ์อากาศคาดว่าจะยังมีพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นอีก

ตามข้อมูลของสมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ฝนที่ตกอย่างหนักวานนี้มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 12 เซนติเมตร หรือราว 4.7 นิ้วภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ในพื้นที่กรุงโตเกียว

ที่สนามบินฮาเนดะ เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินและงานบริการภาคพื้นดินต้องระงับการปฏิบัติงาน เนื่องจากมีฟ้าผ่า ส่งผลให้เครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินได้

ด้านการรถไฟก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยต้องระงับการให้บริการทั้งรถไฟหัวกระสุน (ชินคันเซ็น) และเส้นทางรถไฟสายอื่น ๆ ในภูมิภาค

ทั้งนี้ ทั่วกรุงโตเกียวมีรายงานว่าน้ำท่วมถนนหลายสาย ขณะเดียวกันผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์บางรายเผยว่าพบลูกเห็บตกลงมา นอกจากนี้ บริษัทไฟฟ้าโตเกียว (TEPCO) รายงานว่า มีบ้านเรือนกว่า 7,000 หลังคาเรือน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ

ด้านเจ้าหน้าที่ทางการได้ออกประกาศเตือน พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในช่วงกลางคืน พร้อมแนะนำให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และติดตามการอัปเดตสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โตเกียว

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 52 คน แลกสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 52 คน แลกสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตร

12 ก.ย. 2568 06:06 น.

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 52 คน แลกสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 52 คน ตามข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน หลังทั้งสองประเทศเริ่มหันหน้าคุยกันมากขึ้น นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 ประเทศเบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 52 คน ซึ่งรวมถึงผู้นำสหภาพแรงงาน, นักข่าว, นักเคลื่อนไหว และลูกจ้างสหภาพยุโรป ตามข้อตกลงที่ประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ทำไว้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่พวกเขาบังคับใช้กับสายการบิน “เบลาเวีย” (Belavia) ของเบลารุส โดยจะอนุญาตให้สายการบินนี้สามารถให้บริการ และซื้อชิ้นส่วนเครื่องบินจากสหรัฐฯ ไปใช้งานได้

อย่างไรก็ตาม ชาติยุโรปจับตาดูการปล่อยตัวครั้งนี้ด้วยความกังขา เนื่องจากยังมีนักโทษการเมืองมากกว่า 1,000 คนที่ยังถูกคุมขังอยู่ในคุก

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ มีปฏิสัมพันธ์กับเบลารุสมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่งคณะผู้แทนไปเยือนกรุงมินสก์หลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา สวนทางกับยุคของนายโจ ไบเดน ที่พยายามโดดเดี่ยวเบลารุส เนื่องจากยอมเป็นฐานให้รัสเซียใช้ส่งเครื่องบินไปโจมตียูเครน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ เบลารุสกับพันธมิตรใกล้ชิดอย่างรัสเซีย กำลังจะจัดการซ้อมรบร่วม “Zapad-2025” ขนาดใหญ่ จนโปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ต้องสั่งปิดพรมแดนที่เชื่อมต่อกับเบลารุส

อนึ่ง นี่นับเป็นการปล่อยตัวนักโทษการเมืองในคราวเดียวครั้งใหญ่ที่สุดตลอดการปกครอง 31 ปีของนายลูคาเชนโก โดยประธานาธิบดีเบลารุสกำลังพยายามหาทางซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างเบลารุสกับสหรัฐฯ หลังจากถูกทั้งสหรัฐฯ และยุโรปคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นายลูคาเชนโก ที่ตอนนี้มีอายุ 71 ปีแล้ว เผยว่า ปล่อยตัวนักโทษการเมืองดังกล่าวเป็นการทำเพื่อมนุษยธรรม หลังจากได้พูดคุยกับนาย จอห์น โคล ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงมินสก์ ในวันพฤหัสบดี โดยทั้งสองหารือกันหลายเรื่องเช่น จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าได้อย่างไร และการเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงมินสก์อีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลบราซิลตัดสิน อดีต ปธน.โบลโซนาโร ผิดจริงฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

ศาลบราซิลตัดสิน อดีต ปธน.โบลโซนาโร ผิดจริงฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

12 ก.ย. 2568 04:31 น.

ศาลบราซิลตัดสิน อดีต ปธน.โบลโซนาโร ผิดจริงฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

ศาลสูงสุดของบราซิลตัดสินให้อดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร ผิดจริงในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร หลังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประเทศบราซิลจำนวน 3 จาก 5 คน ตัดสินให้นาย ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิลวัย 70 ปี มีความผิดในทั้ง 5 ข้อกล่าวหาที่เขาได้รับ รวมถึง วางแผนก่อรัฐประหาร เพื่อล้มล้างผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 รวมถึงพิจารณาเรื่องการลอบสังหารผู้ชนะการเลือกตั้ง เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจต่อไป

นายโบลโซนาโรถูกตั้งข้อหา วางแผนก่อรัฐประหาร, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ, พยายามใช้กำลังทหารล้มล้างระบอบประชาธิปไตย, ก่อเหตุรุนแรงต่อสถาบันของรัฐและทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับการคุ้มครองจำนวน 2 กระทง

อัยการกล่าวหาว่า ส่วนหนึ่งในแผนการก่อรัฐประหารของนายโบลโซนาโรรวมถึงแผนการใช้ระเบิด, อาวุธสงคราม หรือยาพิษ เพื่อลอบสังหารนาย ลูอิซ อินาซิโอ ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลคนปัจจุบัน, นายเชรัลโด อัลค์มิน รองประธานาธิบดี และนายอเล็กซานเดร เด โมราเอส ผู้พิพากษาศาลสูงสุด

อัยการระบุว่า แม้แผนการจะล้มเหลวเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกองทัพไม่เพียงพอ แต่ทฤษฎีสมคบคิดที่นายโบลโซนาโรเผยแพร่ก็นำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้สนับสนุนนายโบลโซนาโรบุกโจมตีอาคารรัฐบาลเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2023 อย่างไรก็ตาม นายโบลโซนาโรกับจำเลยคนอื่นๆ ในการไต่สวน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ หลักฐานต่างๆ ที่อัยการหยิบยกขึ้นมาเพื่อเอาผิดนายโบลโซนาโร ส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่ ความพยายามของเขาเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป หลังแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีให้กับลูลา ดา ซิลวา โดยตำรวจบราซิลกล่าวว่า นายโบลโซนาโร “รู้ทั้งหมด” เกี่ยวกับแผนล้มล้างผลการเลือกตั้ง, กดดันให้กองทัพเข้าแทรกแซง และถึงขั้นจัดตั้ง “สำนักงานบริหารจัดการวิกฤต” คู่ขนานเพื่อบริหารประเทศ

อัยการอ้างว่า แผนก่อรัฐประหารเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2564 แล้ว โดยมีความพยายามบ่อนทำลายความเชื่อใจของสังคมที่มีต่อระบบเลือกตั้ง และหลังจากนายโบลโซนาโรพ่ายแพ้ เขากับจำเลยคนอื่นๆ ก็พยายามล้มล้างผลเลือกตั้ง และกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมในกรุงบราซิเลีย จนเกิดการบุกโจมตีอาคารรัฐบาล

ผู้พิพากษาศาลสูงสุด 2 คนในคณะกรรมการ 5 คน รวมถึงนายโมราเอส ตัดสินให้นายโบลโซนาโรมีความผิดจริงไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ผู้พิพากษาอีกคนตัดสินให้อดีตประธานาธิบดีพ้นความผิด จนกระทั่งในวันพฤหัสบดี ก็มีผู้พิพากษาคนที่ 3 ที่ลงมติว่านายโบลโซนาโรมีความผิด คว้าเสียงข้างมากซึ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินชะตาอดีตผู้นำบราซิลผู้นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

FBI เผยภาพคนร้ายยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 ดอลลาร์

FBI เผยภาพคนร้ายยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 ดอลลาร์

12 ก.ย. 2568 03:20 น.

FBI เผยภาพคนร้ายยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 ดอลลาร์

เจ้าหน้าที่ FBI เผยแพร่ภาพผู้ต้องสงสัยเป็นคนยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ออกมาแล้ว พร้อมตั้งรางวัลนำจับเอาไว้ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) สาขาเมืองซอลต์ เลก ซิตี้ เผยแพร่ภาพ “ชายต้องสงสัย” ที่เชื่อว่าเป็นผู้ก่อเหตุลอบยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ในงานอีเวนต์ที่มหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์ ออกมาแล้ว พร้อมขอให้สังคมช่วยกันระบุตัวตนของชายคนนี้ และตั้งรางวัลนำจับจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

คนร้ายก่อเหตุยิงนายเคิร์ก ซึ่งกำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย.) ก่อนจะหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุอย่างลอยนวล

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า ระหว่างตามรอยคนร้าย พวกเขาก็พบปืนไรเฟิลที่คาดว่าคนร้ายใช้ อยู่ภายในป่าแห่งหนึ่ง โดยเป็นปืนไรเฟิลระบบกลไกแบบลูกเลื่อนรุ่น “เมาเซอร์ .30-06” ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ร่างของนายเคิร์กถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ ทู” เครื่องบินประจำตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปยังรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นที่ที่เขาอาศัยอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

12 ก.ย. 2568 01:43 น.

UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

สหราชอาณาจักรปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังจากเขาถูกแฉว่า ยังคงให้กำลังใจนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังจากที่เขาโดนตัดสินความผิดคดีค้าประเวณีเมื่อปี 2551

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกปลดออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐอเมริกาแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 หลังจากความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ก่อคดีทางเพศกับผู้เยาว์ผู้ล่วงลับ กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์

นายแมนเดลสันถูกกดดันอย่างหนักเรื่องความสัมพันธ์กับเอปสตีน หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.ย.) รัฐสภาสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เรียกว่า “หนังสือวันเกิด” (birthday book) ซึ่งเป็นข้อความที่บุคคลต่างๆ ส่งมาอวยพรวันเกิดอายุครบ 50 ปีของนายเอปสตีนเมื่อปี 2546 และนายแมนเดลสันก็เป็นหนึ่งในนั้น

นักการเมืองมากประสบการณ์จากพรรคแรงงานรายนี้ เขียนข้อความอวยพรนายเอปสตีนพร้อมระบุว่า เอปสตีนคือ “เพื่อนที่ดีที่สุดของผม”

เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรพยายามปกป้องเอกอัครราชทูตของเขา โดยกล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภาว่า เขาเชื่อมั่นในตัวนายแมนเดลสันอย่างเต็มที่

แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ปัญหากลับบานปลายยิ่งขึ้น เมื่อสำนักข่าว บลูมเบิร์ก เผยแพร่อีเมลการสนทนาระหว่างนายแมนเดลสันกับนายเอปสตีน โดยในอีเมลดังกล่าว นายแมนเดลสันแสดงการสนับสนุนเพื่อนคนนี้ของเขา และเสนอที่จะพูดคุยเกี่ยวกับคดีอื้อฉาวของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2551 กับผู้ติดต่อทางการเมืองของเขา

ทั้งนี้ เมื่อปี 2551 นายเอปสตีนยอมรับความผิดข้อหาค้าประเวณี 2 กระทง และถูกพิพากษาจำคุก 13 เดือน ตามข้อตกลงสารภาพผิดที่เขาทำไว้กับอัยการ แต่อีเมลที่บลูมเบิร์กเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า นายแมนเดลสันยังคงให้การสนับสนุนนายเอปสตีนหลังจากเขาถูกตัดสินความผิดแล้ว

“ผมเป็นห่วงคุณมากๆ และผมรู้สึกสิ้นหวังและโกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้น” อีเมลของนายแมนเดลสันระบุ เขายังให้คำแนะนำกับเอปสตีนว่าให้สู้กลับโดยใช้กลยุทธ์จากตำรา “ตำราพิชัยสงคราม” ของซุนวู

กระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ว่า อีเมลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง” ของอดีตเอกอัครราชทูตกับเอปสตีนนั้น “แตกต่างอย่างมากจากข้อมูลที่ทราบในตอนที่เขาได้รับการแต่งตั้ง”

นายแมนเดลสันระบุในจดหมายที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตหลังจากถูกปลดว่า บทบาทของเขาในฐานะเอกอัครราชทูตคือ “สิทธิพิเศษในชีวิตของผม” “สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศในวันนี้เป็นสิ่งที่ผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมยังคงรู้สึกแย่มากเมื่อคิดถึงเรื่องที่ผมเคยคบหากับเอปสตีนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และเรื่องความทุกข์ทรมานของเหยื่อของเขา”

หลังจากนี้ นายเจมส์ รอสโค จะเป็นรักษาการเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ

เรื่องอื้อฉาวของนายแมนเดลสันสร้างปัญหาทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งให้กับนายสตาร์เมอร์ เนื่องจากเขาถูกตั้งคำถามอยู่แล้วว่า ทำถูกหรือไม่ที่แต่งตั้งนายแมนเดลสันเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายเอปสตีนเป็นที่ทราบกันดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

11 ก.ย. 2568 23:26 น.

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

นาซา เริ่มห้ามชาวจีนไม่ให้เข้าร่วมโครงการอวกาศของพวกเขาแล้ว ตอกย้ำการแข่งขันด้านอวกาศระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย. 2568) เบธานี สตีเวนส์ เลขานุการฝ่ายสื่อของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา กล่าวว่า “นาซาได้ดำเนินการภายในที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึง สถานที่, สิ่งของ และเครือข่าย ทั้งทางกายภาพและทางไซเบอร์ เพื่อรับรองความปลอดภัยของงานของเรา”

ขณะที่สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายของนาซา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ชาวจีนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานในฐานะ ผู้ทำสัญญาหรือนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือในงานวิจัย ไม่ใช่พนักงาน

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา แหล่งข่าวชาวจีนหลายคนบอกกับบลูมเบิร์กว่า จู่ๆ พวกเขาก็ถูกล็อกเอาต์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของนาซา และถูกห้ามเข้าพบแบบตัวต่อตัวได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนาซาเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีวาทกรรมต่อต้านจีนมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงด้านอวกาศซึ่งสหรัฐฯ กับจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง

สหรัฐฯ มีโครงการ “อาร์ทีมิส” (Artemis) ซึ่งตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2580 หลังจากไม่ได้ส่งคนไปดวงจันทร์อีกนับตั้งแต่โครงการอพอลโล (Apollo) ในช่วงปี 2512-2515 แต่สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหางบประมาณบานปลายและความล่าช้าอื่นๆ

ส่วนจีน ตั้งเป้าหมายจะส่งนักบินอวกาศของพวกเขาไปดวงจันทร์ภายในปี 2583 และการพัฒนาโครงการในช่วงที่ผ่านมา ก็สำเร็จตรงตามกำหนดเวลา

“เรากำลังอยู่ในการแข่งขันด้านอวกาศครั้งที่ 2” นายฌอน ดัฟฟี รักษาการผู้อำนวยการของนาซากล่าว “จีนอยากกลับไปดวงจันทร์ก่อนพวกเรา แต่มันจะไม่เกิดขึ้น ในอดีตอเมริกาเป็นผู้นำด้านอวกาศ และเราจะยังคงเป็นผู้นำด้านอวกาศต่อไปในอนาคต”

จีนยังต้องการเป็นประเทศแรกของโลก ที่นำตัวอย่างจากพื้นผิวของดาวอังคารกลับมายังโลก โดยจะส่งหุ่นยนต์ไปในปี 2571 และจะนำตัวอย่างกลับมาอย่างเร็วที่สุดในปี 2574

ส่วนรัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณผ่านการเสนอแผนงบประมาณฉบับใหม่ของเขาแล้วว่า ต้องการยกเลิกปฏิบัติการ “Mars sample return” ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับสำนักงานอวกาศยุโรป เพื่อนำตัวอย่างจากดาวอังคารกลับมายังโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

11 ก.ย. 2568 22:06 น.

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

FBI เปิดเผยว่า กำลังตามล่าตัวมือปืนผู้ก่อเหตุยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวคนดังจนเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่พบปืนของคนร้ายแล้ว และมีภาพของเขาแล้วด้วย แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุลอบยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยนาย โบ เมสัน กรรมาธิการสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะระบุว่า การสืบสวนมีความคืบหน้าบ้าง รวมถึงสามารถตามรอยความเคลื่อนไหวของคนร้ายได้แล้ว

ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานไม่ตรงกันเรื่องคนร้ายถูกควบคุมตัวแล้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันแล้วว่า มือปืนยังคงหลบหนี หลังจากก่อเหตุยิงนายเคิร์ก ซึ่งกำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์

ตามการเปิดเผยของนายเมสัน คนร้ายมาถึงวิทยาเขตในเวลา 11.52 น. วันพุธ (10 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะเดินขึ้นบันไดอาคารหลังหนึ่งไปบนดาดฟ้า และข้ามไปยังดาดฟ้าของตึกอีกหลัง เพื่อไปยังจุดยิง โดยหลังก่อเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยก็กระโดดลงจากดาดฟ้าแล้วหนีออกจากวิทยาเขตไปยังชุมชนใกล้เคียง

ต่อมานาย โรเบิร์ต โบห์ลส์ เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ผู้รับผิดชอบคดีนี้ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่สืบสวนพบอาวุธที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นปืนไรเฟิลที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเมื่อวานนี้อยู่ในป่าที่คนร้ายใช้หลบหนี เจ้าหน้าที่ยังพบและกำลังวิเคราะห์ “รอยรองเท้า” และ “รอยแขนท่อนล่าง” ด้วย

นายโบห์ลส์ยังกล่าวขอบคุณชาวอเมริกันที่ให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่มากกว่า 130 รายการด้วย

ด้านรายละเอียดของคนร้าย นายโบ เมสัน กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยดูเหมือนจะอยู่ในวัยนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะเขาทำตัวกลมกลืนกับคนในวิทยาเขตได้อย่างดี แต่เจ้าหน้าที่จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลอื่นๆ ในตอนนี้

ขณะที่นายโบห์ลส์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่มีภาพวิดีโอคนร้ายแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยลักษณะพิเศษบนใบหน้าของเขาได้เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน นายโบห์ลส์ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายหลบหนีไปไกลแค่ไหนแล้ว แต่เชื่อว่าตอนนี้ยังไม่มีความเสี่ยงต่อสังคม และเจ้าหน้าที่กำลังใช้ทุกทรัพยากรที่มีเพื่อตามหาตัวคนผู้นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

11 ก.ย. 2568 14:53 น.

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่บาหลี อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 14 ศพ จากเดิมที่อยู่ที่ 9 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 คน แม้ฝนจะหยุดตกและระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วก็ตาม

อับดุล มูฮารี โฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นในเมือง เดนปาซาร์ เมืองหลวงและศูนย์กลางการท่องเที่ยวของบาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 125 นาย ลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่ประชาชนมากกว่า 500 คน ต้องอพยพไปยังโรงเรียนและมัสยิดเพื่อความปลอดภัย

น้ำท่วมจากฝนตกหนักต่อเนื่องในเดนปาซาร์และอีก 6 จาก 8 เขตของบาหลี ส่งผลให้ถนนสายสำคัญหลายสายถูกตัดขาด รวมถึงเส้นทางเข้าสู่สนามบินนานาชาติของเกาะ นอกจากนี้ยังมีรายงานดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดจมหาย หลังแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ขณะนี้ยังไม่มีรายงานชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินในวันพฤหัสบดี

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงสูบน้ำออกจากอาคารที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่กองทัพอินโดนีเซียส่งกำลังพลกว่า 500 นาย ช่วยเคลียร์โคลน เศษซาก และก้อนหินที่ปกคลุมถนน และเร่งทำความสะอาด หลังจากที่ฝนหยุดตก และระดับน้ำโดยทั่วไปเริ่มลดลง 

ทั้งนี้ นอกจากความเสียหายในบาหลีแล้ว ฝนตกหนักยังส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัด นูซาเตงการาตะวันออก  โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บาหลี

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ "คิม จูแอ" บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

11 ก.ย. 2568 14:19 น.

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยว่า คิม จูแอ บุตรสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ซึ่งได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งพร้อมกับบิดาเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไปที่ได้รับการยอมรับแล้ว

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ในเวทีระดับนานาชาติได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อเธอเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกพร้อมกับบิดา เพื่อเข้าพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

สส. อี ซอง-กึน ของเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองว่า “หน่วยงานประเมินว่าคิม จูแอ ได้สร้าง ‘เรื่องราวการปฏิวัติ’ ที่เพียงพอเพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจ” โดยเห็นว่าการเข้าร่วมการเยือนจีนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ผู้สืบทอดอำนาจให้สมบูรณ์

คิม จูแอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2022 เมื่อเธอร่วมกับบิดาในพิธีปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป หลังจากนั้น สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้เรียกเธอว่า “บุตรที่รัก” และ “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งการชี้นำ” ซึ่งเป็นคำที่สงวนไว้สำหรับผู้นำระดับสูงและผู้สืบทอดตำแหน่งเท่านั้น

ก่อนปี 2022 การมีตัวตนของคิม จูแอ ได้รับการยืนยันเพียงครั้งเดียวจากอดีตนักบาสเกตบอล NBA เดนนิส ร็อดแมน ที่อ้างว่าเคยพบเด็กหญิงคิม จูแอ ในปี 2013

เดิมทีทางการเกาหลีใต้เคยระบุว่า คิม จองอึน และภริยา มีบุตรชายคนแรกในปี 2010 และคิม จูแอ เป็นบุตรคนที่สอง อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่าไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของบุตรชายคนโตได้

สส. อี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าข่าวลือที่ว่าคิม จองอึน มีบุตรอีกคนนอกเหนือจากคิม จูแอ รวมถึงบุตรที่มีความพิการหรือกำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น “ไม่น่าเชื่อถือ” เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะปกปิดข้อมูลดังกล่าวได้.

ที่มา AFP