เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

11 ก.ย. 2568 12:17 น.

เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

เจ้าชายแฮร์รีได้เข้าเฝ้าฯ พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่พระตำหนักแคลเรนซ์เฮาส์ในกรุงลอนดอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเข้าเฝ้าและพบหน้าพระบิดาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 และเป็นอีกก้าวเล็กๆ ที่อาจมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองพระองค์

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลง ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าชายแฮร์รี่มีท่าทีที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน หลังจากที่เคยเปิดเผยเรื่องราวความรู้สึกอันเจ็บปวดผ่านสารคดีทางเน็ตฟลิกซ์ และเขียนวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างรุนแรงในหนังสือบันทึกความทรงจำ “Spare” ครั้งนี้พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าอยากจะฟื้นความสัมพันธ์กับราชวงศ์” และเสริมว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อสู้กันอีกต่อไป ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า”

ภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์ Mail on Sunday เมื่อเดือนกรกฎาคม แสดงให้เห็นทีมงานสื่อสารของเจ้าชายแฮร์รี่กำลังประชุมกับผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของกษัตริย์ชาร์ลส์ การที่ภาพนี้หลุดออกมาถึงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ระดับชาติ แม้ทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ปล่อยภาพ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันแล้ว

นอกจากนี้ การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับรายละเอียดและกำหนดการนัดพบ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตา เนื่องจากในความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและความขมขื่น การเก็บเงียบของทั้งสองฝ่ายย่อมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาบรรยากาศการพูดคุย

เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักรในสัปดาห์นี้เพื่อเข้าร่วมงานการกุศลต่างๆ แต่ยังคงพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2020 ครั้งสุดท้ายที่ทรงพบกับพระราชบิดาคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ไม่นานหลังจากที่กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง

การเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย.) ทั้งสำนักพระราชวังบักกิงแฮมและทีมงานของเจ้าชายแฮร์รีต่างเห็นพ้องกันที่จะไม่ให้ความเห็นหรือรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับการสนทนาที่เกิดขึ้นในที่ประชุม

ในเวลาต่อมา สำนักพระราชวังยืนยันว่ากษัตริย์ทรงมีพระราชปฏิสันถารส่วนพระองค์กับพระโอรสเป็นเวลาประมาณ 50 นาที โดยมีเพียงการจิบชาเท่านั้น เจ้าชายแฮร์รีบอกกับสื่อสั้นๆ ว่าเป็นการพูดคุยที่ดีกับพระบิดา

หากเจ้าชายแฮร์รีเสด็จกลับสหรัฐฯ โดยไม่ได้พบกับพระราชบิดา ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์คงยากที่จะกลับมาดีดังเดิม การพบกันครั้งนี้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่สำคัญบนเส้นทางแห่งการฟื้นความสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะยังอีกยาวไกล

ในสัปดาห์นี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเจ้าชายแฮร์รีจะทรงพบกับเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รีมีกำหนดเสด็จกลับสหรัฐฯ ในวันนี้ การที่พระองค์ได้ใช้เวลาอยู่ในห้องร่วมกับพระราชบิดาเพื่อจิบชาเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีครึ่ง ถือเป็นก้าวเล็กๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งในการปูทางไปสู่การคืนดีในอนาคต.

ที่มา BBC

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

11 ก.ย. 2568 11:20 น.

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

การบุกเข้าจับกุมแรงงานสัญชาติเกาหลีใต้กว่า 300 คน ที่โรงงานฮุนไดในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้ออกมาเตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุนในสหรัฐฯ

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า แรงงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนที่ถูกจับกุมจากปฏิบัติการจู่โจมดังกล่าว มีกำหนดเดินทางกลับประเทศในวันศุกร์นี้ (12 ก.ย.) หลังจากที่กำหนดการเดิมต้องล่าช้าออกไป “เนื่องจากสถานการณ์ในฝั่งสหรัฐฯ” 

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง กล่าวระหว่างการแถลงข่าวครบรอบ 100 วันในการดำรงตำแหน่งว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง” พร้อมชี้ให้เห็นว่าการส่งแรงงานชาวเกาหลีใต้เข้าไปช่วยตั้งโรงงานในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ หากการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป การตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้น และอาจทำให้บริษัทต่างๆ ตั้งคำถามว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการค้าที่ละเอียดอ่อน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เปิดเผยว่ารัฐบาลเกาหลีกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางเลือกเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโควตาหรือการสร้างประเภทวีซ่าใหม่ๆ นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าการเดินทางกลับของแรงงานที่ถูกจับกุมต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากมีคำสั่งจากทำเนียบขาว โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งการว่าแรงงานควรมีอิสระที่จะอยู่ในสหรัฐฯ หากพวกเขาต้องการ

ในขณะที่ทางด้านของบริษัท LG Energy Solution ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงงานร่วมกับฮุนได ชี้แจงว่าพนักงานหลายคนที่ถูกจับกุมนั้นถือวีซ่าประเภทต่างๆ หรืออยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า

สื่อในเกาหลีใต้ต่างพากันเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “เรื่องน่าตกใจ” และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจของเกาหลีใต้ในสหรัฐฯ ในทางกลับกัน ทำเนียบขาวได้ออกมาปกป้องปฏิบัติการดังกล่าว โดยปฏิเสธความกังวลที่ว่าการจู่โจมจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจากต่างชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติจ้างงานชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอำนวยความสะดวกให้บริษัทต่างชาติสามารถนำแรงงานเข้ามาในประเทศได้อย่างรวดเร็วและถูกกฎหมาย หากพวกเขายอมรับและปฏิบัติตามกฎหมายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งมีทั้งความร่วมมือทางยุทธศาสตร์และการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงระหว่างกัน.

ที่มา BBC

ความตายของ “ชาร์ลี เคิร์ก” ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

ความตายของ "ชาร์ลี เคิร์ก" ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

11 ก.ย. 2568 11:03 น.

ความตายของ “ชาร์ลี เคิร์ก” ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

การจากไปอย่างกะทันหันของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมวัย 31 ปี จากเหตุถูกยิงเสียชีวิตที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองโอเรม รัฐยูทาห์ กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงในสังคมอเมริกัน

ข่าวการเสียชีวิตของเคิร์กที่แพร่สะพัด ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็นช่วงเวลาสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย ต้องกลายเป็นการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างสมาชิกสภาฯ ทั้งสองพรรค

  • บรรยากาศตึงเครียดในรัฐสภา

ลอเรน โบเบิร์ต สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐโคโลราโด ได้ยกมือขอให้มีการนำสวดมนต์เพื่อเคิร์ก พร้อมกล่าวว่า “การสวดมนต์ในใจจะได้ผลลัพธ์ในใจ” ซึ่งทำให้ สส. พรรคเดโมแครตบางส่วนตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์การสังหารที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ไม่โดดเด่นเท่าเคิร์กถึงไม่ได้รับความสนใจในลักษณะเดียวกัน การโต้เถียงนี้ลุกลามจนมีการกล่าวหาและสาบานเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรม

ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกัน ต้องทุบค้อนเพื่อเรียกความสงบเรียบร้อย มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “ออกกฎหมายปืนสิ!”

  • ต่างฝ่ายต่างโทษ ต่างฝ่ายต่างมุมมอง

เคิร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Turning Point USA และเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การเสียชีวิตของเขาทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมจำนวนมากไม่พอใจอย่างรุนแรงและกล่าวโทษฝ่ายเสรีนิยมว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายเดโมแครตเลือกที่จะใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังกว่า โดยประณามความรุนแรงทางการเมืองโดยรวม และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

นักการเมืองหลายคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัมป์ ที่ออกมากล่าวว่า ความรุนแรงและการฆาตกรรมเป็นผลมาจากวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังต่อผู้ที่เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนสตีเฟน มิลเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และลอรา ลูมเมอร์ ผู้ภักดีต่อทรัมป์ ต่างเรียกร้องให้มีการจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มฝ่ายซ้าย

ในทางตรงกันข้าม บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดี ได้ออกแถลงการณ์ว่า “เรายังไม่รู้แรงจูงใจของผู้ที่ยิงและสังหารชาร์ลี เคิร์ก แต่ความรุนแรงที่เลวทรามแบบนี้ไม่มีที่ยืนในระบอบประชาธิปไตยของเรา” ขณะที่ กาบบี กิฟฟอร์ดส์ อดีต สส. พรรคเดโมแครตที่เคยถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กล่าวว่า สังคมประชาธิปไตยจะมีความเห็นต่างทางการเมืองอยู่เสมอ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้อเมริกาเผชิญหน้ากับความเห็นต่างด้วยความรุนแรง

  • รอยร้าวที่ยากจะประสาน

การเสียชีวิตของเคิร์กไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับตอกย้ำความแตกแยกในสังคมอเมริกันให้ลึกยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า รอยร้าวทางการเมืองในสหรัฐฯ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้จะมีผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่ชี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงทางการเมือง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า เหตุการณ์เช่นนี้อาจเติมเชื้อไฟให้กับบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งที่ร้อนระอุ ยังคงมีนักการเมืองบางส่วนที่พยายามลดความตึงเครียดลง โดยวุฒิสมาชิกทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน ได้กล่าวว่า การเสียชีวิตของเคิร์กไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น “ทุกคนที่ส่งเสริมให้มีการตอบโต้ด้วยความรุนแรง แทนที่จะใช้การพูดคุยอย่างมีอารยะ ต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเขา”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำพูดของทิลลิสจะได้รับความสนใจจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับความแตกแยกที่ยากจะประสานรอยร้าว และการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลความจริงไปทุกที.

ที่มา Reuters

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

11 ก.ย. 2568 09:56 น.

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งฉบับใหม่ของเมียนมา ด้านกองทัพออกมาย้ำโทษแรงถึงขั้นประหารชีวิต

วันที่ 10 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี ของเมียนมา รายงานว่า รัฐบาลทหารได้ใช้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งฉบับใหม่เล่นงานประชาชนเป็นครั้งแรก โดยตัดสินจำคุกนายโก เนย์ ตเว อายุ 36 ปี ชาวเมืองตองยี รัฐฉาน เป็นเวลา 7 ปี ฐานโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้

รายงานข่าวระบุว่านายโก เนย์ ตเว ใช้บัญชี “Lashio Baegyi” แชร์คลิปเหตุปล้นช่วงกลางวันในเมืองลาเสี้ยว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายได้ทำร้ายร่างกายหญิงคนขับรถและยิงเข้าที่ขา พร้อมเขียนข้อความพาดพิงรัฐบาลทหารว่า “หากอยากได้คะแนนเสียงจากประชาชน ควรหันมารับใช้และดูแลความปลอดภัยของประชาชนก่อน”

ถ้อยคำที่นายโก เนย์ ตเว โพสต์ถูกตีความว่าเป็นการบ่อนทำลายการเลือกตั้ง และเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายใหม่ที่ประกาศออกใช้เมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา

พล.อ. ตุน ตุน น่อง รัฐมนตรีมหาดไทย เผยว่าจนถึงวันที่ 2 ก.ย. มีผู้ถูกดำเนินคดีแล้ว 3 ราย ในจำนวนนี้ถูกตัดสินโทษแล้ว 1 รายและคาดว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวอย่างให้สังคมเห็น

โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษรุนแรง ตั้งแต่จำคุก 3–5 ปี สำหรับการก่อวินาศกรรมเลือกตั้ง และ 5–10 ปี (หรือจำคุกตลอดชีวิตหากทำเป็นกลุ่ม) สำหรับการทำลายหีบบัตรหรือเครื่องลงคะแนน และโทษร้ายแรง 10–20 ปี สำหรับการทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และหากมีผู้เสียชีวิตจะลงโทษประหารชีวิต

ขณะที่กองทัพเมียนมาประกาศว่าการเลือกตั้งรอบแรกจะจัดขึ้นวันที่ 28 ธ.ค. ครอบคลุม 102 เขต หรือราวหนึ่งในสามของประเทศ พร้อมเร่งจัดเวทีสาธิตการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ โดยบังคับให้ข้าราชการและประชาชนในย่างกุ้งเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายประณามว่าเป็นการจัดฉากเลือกตั้งที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารครองอำนาจต่อ ขณะที่ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งที่จะเข้ามามีเพียง กัมพูชา และ เบลารุส.

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

11 ก.ย. 2568 09:53 น.

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

เนปาลยังคงตึงเครียดจากเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังการชุมนุมต่อต้านคอร์รัปชันบานปลายกลายเป็นการเผาทำลายอาคาร ล่าสุดกองทัพต้องส่งกำลังลาดตระเวนตามท้องถนนเพื่อควบคุมสถานการณ์ 

กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ยังคงตึงเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังการชุมนุมต่อต้านคอร์รัปชันบานปลายกลายเป็นการเผาทำลายอาคารรัฐสภาและบ้านพักนักการเมือง จนล่าสุดกองทัพต้องส่งกำลังลาดตระเวนตามท้องถนนเพื่อควบคุมสถานการณ์ 

มีรายงานว่าตลอด 2 วันแห่งความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ และบาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลุ่มเยาวชน Gen Z ซึ่งเป็นหัวหอกในการชุมนุม ประกาศว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเผาทำลายทรัพย์สิน โดยย้ำว่าขบวนการของพวกเขาเป็นการเคลื่อนไหวโดยสันติและถูกผู้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซง โดยเป้าหมายยังคงยึดหลักสันติวิธีและการมีส่วนร่วมพลเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมจัดอาสาสมัครลงพื้นที่ช่วยจัดการความเรียบร้อยและปกป้องทรัพย์สินสาธารณะ 

ด้าน โฆษกกองทัพ ราจาราม บาสเนต ยอมรับว่ามีกลุ่มแฝงตัวก่อความรุนแรง ปล้นสะดม และจุดไฟเผาจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพกำลังเร่งควบคุม

มีรายงานว่าสนามบินกาฐมาณฑุเปิดทำการอีกครั้งเมื่อวันพุธ  แต่ทั่วเมืองยังอยู่ภายใต้เคอร์ฟิวเข้มงวด รถทหารตั้งด่านตรวจบัตรประชาชนและประกาศผ่านลำโพงให้ประชาชนงดเดินทางที่ไม่จำเป็น

ทั้งนี้ การลาออกของนายกรัฐมนตรีได้สร้างสูญญากาศทางการเมือง โดยยังไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมานำประเทศต่อไป โดยกลุ่ม Gen Z ย้ำว่าผู้นำคนใหม่ต้องไม่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองเก่า ต้องโปร่งใส มีคุณธรรม และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อกลุ่มผลประโยชน์หรือคอร์รัปชั่น พร้อมเสนอชื่อ สุศิลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกา และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้  ให้มานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อคลี่คลายวิกฤติ แต่ก็ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อดังกล่าว 



สำหรับมาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีผลจนถึงเช้าวันนี้ตามเวลาในท้องถิ่น (11 ก.ย.) โดยกองทัพเตือนประชาชนว่า ผู้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะต้องถูกลงโทษ โดยจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้ความรุนแรงและขโมยของในร้านค้าแล้ว 27 คน โดยพบปืน 31 กระบอกในตัวคนกลุ่มนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าว เนปาลประท้วง

นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

11 ก.ย. 2568 09:31 น.

นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

องค์การนาซาแถลงการค้นพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลกเพื่อตรวจพิสูจน์หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

วันที่ 10 กันยายน 2568 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา แถลงว่า รถสำรวจ “เพอร์เซเวอแรนซ์” (Perseverance) บนดาวอังคารได้ค้นพบชั้นหินในร่องแม่น้ำโบราณ บริเวณแหล่ง “เนเร็ตวา วัลลิส” (Neretva Vallis) ซึ่งเคยเป็นทางน้ำไหลเข้าสู่หลุมอุกกาบาตเจเซโร ประกอบด้วยโคลนสีแดงเข้มและดินเหนียว ที่อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับสารอินทรีย์โบราณ และอาจบ่งชี้ถึงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตจุลชีพเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ “น่าตื่นเต้นที่สุด” นับตั้งแต่โครงการเริ่มต้น

โจเอล ฮูโรวิตซ์ หัวหน้าทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยสโตนีบรูค ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าสารอินทรีย์เคยมีบทบาทในการสร้างลักษณะเนื้อหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร พร้อมชี้ว่าตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของภารกิจตามหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตยุคโบราณ

นักวิจัยระบุว่า จนถึงขณะนี้เพอร์เซเวอแรนซ์เก็บตัวอย่างแล้ว 30 ชิ้น รวมถึงหินที่ได้มาตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว โดยยังเหลืออีก 6 ชิ้นก่อนครบตามเป้า 36 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม รถสำรวจไม่สามารถตรวจพบชีวิตได้โดยตรง เพียงแต่เก็บหินและดินไว้ในหลอดพิเศษ รอส่งกลับโลกเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ ซึ่งแผนการนำกลับกำลังถูกชะลอไว้ เพราะนาซากำลังหาวิธีที่เร็วและประหยัดกว่า

นิกกี ฟอกซ์ ผู้บริหารโครงการวิทยาศาสตร์ของนาซา ระบุว่า  นี่คือร่องรอยสัญญาณที่เหลือทิ้งไว้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเอง พร้อมย้ำว่าแม้หลักฐานนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็เป็นก้าวสำคัญของภารกิจที่ทั่วโลกจับตามองว่าจะไขปริศนาการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารได้หรือไม่.

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

11 ก.ย. 2568 09:16 น.

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

นักเรียนและครูวิ่งหนีตาย หลังเกิดเหตุหลังคาโรงเรียนอาชีวะของประเทศอินโดนีเซียพังถล่มลงมา ขณะที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน 

ภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล เผยให้เห็นนักเรียนจำนวนมากต่างแตกตื่นวิ่งหนีไปตามทางเดินของอาคารเรียนชั้นสอง หลังจากที่หลังคาพังถล่ม ทำให้เพดานยุบตัวลงมา ภายในอาคารเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ขณะที่นักเรียนและครูต่างพากันออกมารวมตัวกันอย่างตื่นตระหนกที่ลานกีฬาของโรงเรียน

ขณะที่คลิปจากภายในอาคารแสดงให้ถล่มลงมาทับโต๊ะเก้าอี้นักเรียน โดยรายงานระบุว่ามีห้องเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 4 ห้อง

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 09.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ภายในห้องเรียน ซึ่งในตอนแรกหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีนักเรียนบาดเจ็บอย่างน้อย 35 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของการถล่มดังกล่าว.

ที่มา :Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลังคาถล่ม

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

11 ก.ย. 2568 09:05 น.

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

เกิดเหตุระเบิดที่หน่วยปืนใหญ่ของกองทัพเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ในเมืองพาจู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บ 10 นาย

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดที่หน่วยปืนใหญ่ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพาจู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ  เมื่อเวลา 15.24 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บ 10 นาย

รายงานข่าวระบุว่า กระสุนจำลองที่ใช้สร้างเอฟเฟกต์เสียง และควันคล้ายการยิงกระสุนจริงเกิดระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่โดยไม่ใช้กระสุนจริงที่หน่วยปืนใหญ่

โดยทหารทั้งสิบนาย ซึ่งเป็นทหารชั้นประทวน 5 นาย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งด้วยอาการบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ที่แขน ต้นขา และมือ แต่ไม่มีรายงานการบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิต ด้านสารวัตรทหารกำลังสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง.

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

11 ก.ย. 2568 08:30 น.

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

สถานการณ์เนปาลยังตึงเครียด กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดีย “X” ให้นายบาเลนดรา ชาห์ นายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ อดีตนักร้องเพลงแร็ปที่มีผู้ติดตามทางอินสตาแกรมส่วนตัวกว่า 8 แสนคน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

11 ก.ย. 2568 07:38 น.

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

7 ชาวจีนถูกศาลแอฟริกาใต้พิพากษาให้จำคุกคนละ 20 ปี หลังละเมิดกฎหมายแรงงานและค้ามนุษย์ บังคับใช้แรงงานไม่เว้นแม้แต่เด็ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลในประเทศแอฟริกาใต้พิพากษาจำคุกจำเลยชาวจีนเพศชาย 4 คน และเพศหญิง 3 คน คนละ 20 ปี โทษฐานลักพาตัวและลักลอบนำชาวมาลาวีเข้าสู่แอฟริกาใต้ เพื่อบังคับใช้แรงงานพวกเขา

ชาวจีนกลุ่มนี้ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของแอฟริกาใต้จับกุมได้เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ในตอนที่เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก และพบชาวมาลาวี 91 คน โดย 37 คนในจำนวนนี้ยังเป็นเด็ก ถูกใช้แรงงานในสภาพน่าเวทนา

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จำเลยทั้ง 7 คนได้แก่ เควิน เฉา, เฉิน ฮุย, ฉิน หลี่, โจว เจี่ยฉิง, หม่า เปียว, ไต้ จวิ้นยิง และจาง จื่อเหลียน ถูกศาลแอฟริกาใต้ตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาค้ามนุษย์, ลักพาตัว, ช่วยให้ผู้อพยพผิดกฎหมายอยู่ในแอฟริกาใต้, ละเมิดกฎหมายแรงงาน และอื่นๆ จำนวนกว่า 158-160 กระทง

การบุกเข้าตรวจค้นโรงงานดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากคนงานคนหนึ่งที่สามารถหลบหนีออกมาได้ โดยการสืบสวนในเวลาต่อมาพบว่า คนงานถูกบังคับให้ทำงานวันละ 11 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน โดยไม่มีการฝึกอบรมหรือมีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม และได้รับค่าแรงน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำของแอฟริกาใต้ด้วย (1.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง)

ทั้งนี้ ตามกฎหมายแรงงานของแอฟริกาใต้ ลูกจ้างไม่สามารถทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวันได้ และควรมีเวลาพักผ่อนต่อสัปดาห์อย่างน้อย 36 ชั่วโมงต่อเนื่องกันซึ่งรวมถึงวันอาทิตย์ด้วย เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc