รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

11 ก.ย. 2568 07:02 น.

รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

ทำความรู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวคนดังผู้สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยม จนได้กลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่เขาจะถูกยิงเสียชีวิตในวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น

ชาร์ลี เคิร์ก เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวและบุคคลในวงการสื่อสายอนุรักษ์นิยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เมื่อวันพุธที่ 11 ก.ย. เขาถูกยิงเสียชีวิตที่งานอีเวนต์ของมหาวิทยาลัยยูทาห์ ซึ่งมีผู้มาร่วมงานมากกว่า 3,000 คน โดยล่าสุด ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวได้แล้ว

นายเคิร์ก ผู้เสียชีวิตในวัยเพียง 31 ปี เป็นที่รู้จักจากการจัดดีเบตกลางแจ้งตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เขาก่อตั้งองค์กรนักศึกษา “Turning Point USA” (TPUSA) ที่มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมในวิทยาลัยที่มีแนวคิดเสรีนิยมของสหรัฐฯ ในปี 2555 ตอนมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

ในโซเชียลมีเดียและรายการพอดแคสต์รายวันของนายเคิร์ก มักมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เขาไปดีเบตกับนักศึกษา เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องอัตลักษณ์ของคนข้ามเพศ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความศรัทธา หรือค่านิยมครอบครัว

เคิร์กเป็นลูกชายของสถาปนิกที่เติบโตในย่านชานเมือง พร็อสเพกต์ ไฮต์ส อันมั่งคั่งของนครชิคาโก เขาเข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชนใกล้กับชิคาโกก่อนจะลาออกเพื่อทุ่มเทให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเคยสมัครเข้าเรียนที่ “เวสต์พอยต์” ซึ่งเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารชั้นนำของสหรัฐฯ ด้วยแต่ไม่สำเร็จ

เรื่องดังกล่าวทำให้นายเคิร์กมักพูดติดตลกที่ตัวเองไม่มีปริญญาจากมหาวิทยาลัยตอนร่วมดีเบตกับนักศึกษาและนักวิชาการในหัวข้อที่เข้าใจยาก เช่น สัจนิยมหลังสมัยใหม่ (post-modernism)

บทบาทของนายเคิร์กในองค์กร TPUSA เริ่มโดดเด่นขึ้นมาหลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในปี 2555 เขาจัดกิจกรรมรวมตัวนักศึกษาเพื่อ “ส่งเสริมหลักการความรับผิดชอบทางการคลัง, การค้าเสรี, และการจำกัดอำนาจรัฐบาล” จนปัจจุบัน TPUSA มีสาขาอยู่ในวิทยาลัยมากกว่า 850 แห่ง

ที่ผ่านมา นายเคิร์กเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อกล่าวปราศรัยในงานอีเวนต์ของพรรครีพับลิกันหลายงาน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สมาชิกของกลุ่ม Tea Party ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ขณะที่รายงานข่าวจากสำนักข่าว CBS News ระบุว่า รายการวิทยุรายวันแนวอนุรักษ์นิยมของเขามีผู้ติดตามหลายล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อต้นปี 2568 นายเคิร์กเพิ่งไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคม Oxford Union ซึ่งเป็นสมาคมโต้วาทีเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเขียนหนังสือขายดีในปี 2563 ชื่อ The Maga Doctrine ซึ่งอ้างอิงถึงแคมเปญ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again – MAGA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

TPUSA มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงให้กับทรัมป์และผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ในการเลือกตั้งเมื่อปีก่อน เขายังได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางว่าดึงดูดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใหม่ลงทะเบียนเลือกตั้งจำนวนหลายหมื่นคน และพลิกให้รัฐแอริโซนาเป็นของทรัมป์ได้สำเร็จ

เคิร์กยังได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเป็นแขกเยือนทำเนียบขาวเป็นประจำตลอดการดำรงตำแหน่งของนายทรัมป์ทั้งสองสมัย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของนายเคิร์กพร้อมกับยกย่องเขาว่า: “ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานได้จากไปแล้ว ไม่มีใครเข้าใจหรือมีหัวใจของเยาวชนในสหรัฐฯ ได้ดีไปกว่าชาร์ลีอีกแล้ว”

ประธานาธิบดีและทีมงานของเขามองว่า นายเคิร์กมีความเข้าใจทางการเมืองในเรื่องฐานรากของความเคลื่อนไหว MAGA เป็นอย่างดี เขาได้ขึ้นพูดในการประชุมของพรรครีพับลิกัน และเมื่อปีที่แล้วโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้ตอบแทนด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมของ Turning Point ที่รัฐแอริโซนา

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเคิร์กได้เดินทางไปยังกรีนแลนด์ร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของทรัมป์ ในช่วงที่นายทรัมป์ ซึ่งตอนนั้นเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ควรเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้

ครอบครัวของนายเคิร์กนับถือศาสนาคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล โดยเขาแต่งงานกับอดีตนางงามรัฐแอริโซนาและมีบุตรด้วยกันสองคน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการเมืองของเขา และเขาถูกมองว่าเป็นทั้งอนาคตของการเคลื่อนไหวแนวอนุรักษ์นิยมและบุคคลที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างมาก

การยกย่องครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดต่อผลงานเขา ที่มีต่อการเมืองของพรรครีพับลิกัน มาจากตัวทรัมป์เองในคลิปที่ถูกนำมาเปิดในตอนต้นรายการพอดแคสต์ของนายเคิร์ก โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “ผมอยากจะขอบคุณชาร์ลี เขาเป็นคนที่เหลือเชื่อมาก จิตวิญญาณของเขา ความรักที่เขามีต่อประเทศนี้ เขาทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งในการสร้างหนึ่งในองค์กรเยาวชนที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

เคิร์กได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและสังคมมากมายในงานและพอดแคสต์ของเขา รวมถึงเรื่องการควบคุมอาวุธปืน

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน นายเคิร์กกล่าวว่า: “เป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่มันคุ้มค่าที่จะมีคนเสียชีวิตจากอาวุธปืนในแต่ละปี เพื่อที่เราจะสามารถมีสิทธิ์ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2”

มุมมองบางอย่างของเขากลายเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก เช่นมุมมองต่อต้านคนข้ามเพศและแสดงความกังขาต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามรายงานของ CBS ซึ่งเป็นพันธมิตรข่าวของบีบีซี เขายังได้เผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงต่อสาธารณะว่า การเลือกตั้งในปี 2020 ถูกขโมยไปจากนายทรัมป์

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Great Replacement” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแผนการที่จะนำชนกลุ่มน้อยเข้ามาแทนที่คนผิวขาว ตามรายงานของ CBS ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

11 ก.ย. 2568 06:15 น.

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

ชาร์ลี เคิร์ก หนึ่งในนักเคลื่อนไหวและบุคคลในวงการสื่อสายอนุรักษ์นิยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกยิงเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี และผู้สนับสนุนคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการจัดการดีเบตนอกสถานที่ตามมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วหลังถูกยิงในงานที่มหาวิทยาลัยในรัฐยูทาห์ เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568

“ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานได้จากไปแล้ว” ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย “ไม่มีใครเข้าใจหรือมีหัวใจของเยาวชนในสหรัฐฯ ได้ดีไปกว่าชาร์ลีอีกแล้ว”

เจ้าหน้าที่สืบสวนของ FBI กับสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะรัฐยูทาห์ อัปเดตข้อมูลในงานแถลงข่าวว่า เคิร์กถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของเขาเอง และเสียชีวิตที่นั่น ขณะที่นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ กล่าวว่า “นี่เป็นการลอบสังหารทางารเมือง”

มีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งถูกจับกุมทันทีหลังเหตุยิง แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี แม้ว่าจะยังคงถูกตั้งข้อหากีดขวางกระบวนการยุติธรรม

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ในงานแถลงข่าวกลับพูดขัดแย้งกันเอง ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นมือปืนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้วหรือไม่ โดยที่ตำรวจระบุว่า การค้นหากำลังดำเนินการอยู่ จากนั้นนายค็อกซ์ก็กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวแล้ว

เจ้าหน้าที่บอกด้วยว่า กล้องวงจรปิดจับภาพผู้ก่อเหตุได้ โดยเห็นว่าเขาแต่งกายด้วยชุดสีดำล้วนและอาจยิงมาจากบนหลังคาอาคารในมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ แหล่งข่าวหลายคนระบุว่า กระสุนถูกยิงมาจากอาคารวิชาการที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100-200 หลา โดยมีรายงานว่า ภรรยาของนายเคิร์กกับลูกน้อย 2 คนของเขา อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

11 ก.ย. 2568 01:16 น.

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่มเจน Z ซึ่งเป็นหัวหอกการประท้วงในเนปาลอ้างว่า การเคลื่อนไหวของพวกเขากำลังถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไป ในขณะที่กองทัพส่งทหารลาดตระเวนเพื่อคุมสถานการณ์แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 กองทัพของประเทศเนปาล ส่งทหารเดินลาดตระเวนในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงนองเลือดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังจากการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันลุกลามกลายเป็นความรุนแรงเมื่อวันอังคาร ผู้ชุมนุมจุดไฟเผาอาคารรัฐสภา และบุกปล้นบ้านนักการเมืองท้องถิ่น

ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน

ด้านกลุ่มเจน Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 ) ซึ่งเป็นหัวหอกในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล พยายามเว้นระยะห่างจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร โดยระบุว่า การประท้วงของพวกเขา ถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไปแล้ว

ทั้งนี้ กองทัพเนปาลซึ่งกำลังพยายามควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง ได้เชิญผู้ประท้วงกลุ่มเจน Z เข้าร่วมการพูดคุยอย่างสันติ โดยหัวหน้ากลุ่มนักศึกษากำลังร่างรายการข้อเรียกร้องใหม่อยู่

รัฐบาลเนปาลยังประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศโดยคำสั่งจะมีผลไปจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ขณะที่กองทัพเตือนประชาชนว่า ผู้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะต้องถูกลงโทษ โดยจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้ความรุนแรงและขโมยของในร้านค้าแล้ว 27 คน โดยพบปืน 31 กระบอกในตัวคนกลุ่มนี้

ผู้ประท้วงเจน Z หลายคนรู้สึกประหลาดใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร เช่น นาย ประภาต เพาเดล ผู้ประกอบกิจการในเมืองลลิตปูร์ กล่าวว่าเขาตกใจมากกับการเผาอาคารรัฐสภาแห่งชาติ และอาคารศาลสูงสุด ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ

ผู้ประท้วงหลายคนกังวลด้วยว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพวกเขา กำลังถูกช่วงชิงไปโดยกลุ่มผู้ฉวยโอกาสที่แทรกซึมเข้ามา โดยกองทัพเนปาลก็แสดงความเห็นแบบเดียวกัน โดยนายราชาลาม บัสเนต โฆษกกองทัพ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการควบคุมกลุ่มคนที่ใช้สถานการณ์นี้ฉวยโอกาสปล้น เผา และก่อเหตุต่างๆ”

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงออกแถลงการณ์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ “เคยเป็นและยังคงเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสันติ และมีรากฐานมาจากหลักการของการมีส่วนร่วมทางพลเรือนอย่างสันติ” โดยพวกเขากำลังอาสาทำงานภาคพื้นดินเพื่อ “จัดการ” สถานการณ์อย่างมีความรับผิดชอบ ปกป้องพลเมือง และทรัพย์สินของสาธารณะ

ผู้ประท้วงระบุด้วยว่า จะไม่มีการนัดหมายประท้วงเพิ่มเติมตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป และเรียกร้องให้กองทัพและตำรวจประกาศเคอร์ฟิวตามความจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

10 ก.ย. 2568 23:34 น.

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยัน ไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายในโปแลนด์ หลังผู้นำโปแลนด์กล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้า ก่อนโดนยิงตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ในวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ยืนยันว่า พวกเขาไม่มีแผนการโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ หลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาระบุว่า โดรนของรัสเซียหลายลำรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของ**พวกเขา** ก่อนจะถูกยิงตก

ตามการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขามีปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เข้าใส่เป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน โดยไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กม.” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในเรื่องนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจาก นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่โดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และของนาโตยิงตก

นายทุสก์ยืนยันว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

นี่นับเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต โดยนายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์เข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์บอกกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

10 ก.ย. 2568 22:11 น.

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP / TO GO WITH ‘THAILAND-ANIMAL-ENVIRONMENT-LION,FEATURE’ BY SARA HUSSEIN AND CHAYANIT ITTHIPONGMAETEE)

สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เหตุฝูงสิงโตรุมขย้ำพนักงานของสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์จนเสียชีวิต และตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ “ซาฟารีเวิลด์” ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ถูกฝูงสิงโตรุมขย้ำจนเสียชีวิต เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องในการครอบครองสิงโตของสวนสัตว์แห่งนี้

“ผู้ตายเป็นพนักงานของสวนสัตว์ซึ่งปกติทำหน้าที่ให้อาหารสิงโตอยู่แล้ว” นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี และเสริมว่า ชายคนนี้ถูกสิงโตประมาณ 6-7 ตัวจู่โจมหลังจากเขาลงจากรถของตัวเอง

นพ. ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวว่า ชายคนนี้ลงจากรถยนต์ที่ไม่ได้คลุมหลังคา ลงมายืนอยู่คนเดียวโดยหันหลังให้เหล่าสิงโต ซึ่ง “ผมคิดว่ามันแปลกมาก”

“เขายืนอยู่ราว 3 นาที จากนั้นสิงโตตัวหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างช้า แล้วตะครุบเขาจากด้านหลัง แต่ชายคนนี้ไม่ได้กรีดร้องใดๆ” นพ. ธวัชชัย บอกกับสำนักข่าว ไทยรัฐทีวี

ด้านนายเอ็ดวิน วิค ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “เพื่อนสัตว์ป่า” โพสต์แถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายนี้ผ่านเฟซบุ๊ก และระบุว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกใช้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า สัตว์เหล่านี้ที่แม้จะถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ตั้งแต่เกิด ก็ยังเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ และสัญชาตญาณของพวกมันสามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

แถลงการณ์ยืนยันว่า รายงานที่ว่าสิงโตกลุ่มนี้ถูกปล่อยให้หิวโซก่อนจะเกิดเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่นั้น ไม่มีมูลความจริง

ขณะที่เจ้าหน้าที่สวนสัตว์อาวุโสคนหนึ่ง ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับสื่อท้องถิ่นของไทยว่า สิงโตทุกตัวในซาฟารีเวิลด์มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ผู้เสียชีวิตทำงานในสวนสัตว์มานานกว่า 30 ปีแล้ว และเป็นคนที่มีน้ำใจมาก

ทั้งนี้ การเป็นเจ้าของและเลี้ยงสิงโตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และจำนวนสิงโตเลี้ยงในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันในไทยมีสิงโตที่ลงทะเบียนแล้ว เลี้ยงอยู่ในสวนสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงต่างๆ, คาเฟ่สัตว์เลี้ยง และในที่อยู่อาศัย เกือบ 500 ตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

ฝรั่งเศสประท้วง "Block Everything" ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

10 ก.ย. 2568 16:21 น.

ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส โดยผู้ประท้วงได้ออกมาก่อความวุ่นวาย เผาถังขยะ และปะทะกับตำรวจในหลายพื้นที่ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองและแผนการลดงบประมาณของรัฐบาล

ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมทั่วฝรั่งเศสวันนี้ (10 ก.ย.) โดยจุดไฟเผาถังขยะ ตั้งแนวกีดขวางถนน และปะทะกับตำรวจเป็นระยะ ภายใต้แคมเปญ “Block Everything” (ปิดทุกอย่าง) ที่มีเป้าหมายกดดันชนชั้นการเมืองและต่อต้านมาตรการตัดงบประมาณของรัฐบาล

กองกำลังรักษาความปลอดภัยกว่า 80,000 นาย รวมถึง 6,000 นายในกรุงปารีส ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อทลายสิ่งกีดขวางและควบคุมสถานการณ์ ตำรวจยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมหลายสิบคน เฉพาะในกรุงปารีสมีอย่างน้อย 132 คน

การประท้วงเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง หลังรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจจนทำให้นายกฯ ฟรองซัวส์ บาอิรู ต้องพ้นตำแหน่ง และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แต่งตั้ง เซบาสเตียง เลอกอร์นู ขึ้นแทนเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ที่ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายซ้าย

ที่เมืองน็องต์ ผู้ชุมนุมปิดทางด่วนด้วยยางรถยนต์และถังขยะเผาไฟ ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลาย ขณะที่มงต์เปลลิเยร์และตูลูสก็มีการปะทะเช่นกัน โดยบางจุดมีผู้ถือป้ายเพื่อเรียกร้องให้นายมาครงลาออก

การเคลื่อนไหว “Block Everything” ที่เริ่มจากกลุ่มฝ่ายขวาบนโซเชียลเมื่อเดือนพฤษภาคม ก่อนจะถูกฝ่ายซ้ายและซ้ายจัดเข้ามาร่วม จนขยายตัวเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อ “ชนชั้นนำที่ไร้ประสิทธิภาพ” และนโยบายรัดเข็มขัด นักวิเคราะห์เปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับเหตุการณ์ “เสื้อกั๊กเหลือง” ในปี 2018 ที่เริ่มต้นจากการต่อต้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่สุดท้ายได้ขยายวงกว้างเป็นการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมาครงและนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเขา

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

10 ก.ย. 2568 14:52 น.

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของความยุติธรรมในเกาหลีใต้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีของหญิงวัย 79 ปี ซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเมื่อ 61 ปีที่แล้ว หลังจากที่เธอกัดลิ้นชายที่พยายามข่มขืนจนขาด เพื่อป้องกันตัว

ชเว มัลจา วัย 18 ปีในขณะนั้น ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือน ขณะที่ชายผู้ก่อเหตุซึ่งอายุ 21 ปี กลับได้รับโทษเบากว่า คือจำคุกเพียง 6 เดือน และไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามข่มขืน ศาลยังระบุว่า การกระทำของเธอเกินกว่า “ขอบเขตการป้องกันตัวที่สมเหตุสมผล” ทำให้เธอซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ต้องหา

ตามบันทึกของศาล คนร้ายได้กดชเวลงกับพื้น ที่สถานเกิดเหตุในเมืองกิมแฮ เธอสามารถหลุดออกมาได้หลังจากกัดลิ้นของเขาขาดไปประมาณ 1.5 ซม. สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ชายคนดังกล่าวเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง และถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านของชเวด้วยมีดในครั้งหนึ่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชเว มัลจา ไม่เคยยอมแพ้ เธอเริ่มรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องขอรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ในปี 2018 หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากกระแส #MeToo แม้ว่าศาลชั้นต้นจะปฏิเสธคำร้องของเธอมาโดยตลอด แต่ในที่สุด ศาลฎีกาก็อนุมัติให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2024

ในการพิจารณาคดีครั้งแรก อัยการได้กล่าวขอโทษชเวต่อหน้าศาลและขอให้ศาลยกฟ้องเธอ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

หลังทราบคำตัดสิน ชเวกล่าวว่า “ฉันยอมให้คดีนี้ผ่านไปไม่ได้… ฉันอยากจะยืนหยัดเพื่อเหยื่อคนอื่น ๆ ที่มีชะตากรรมเดียวกับฉัน” พร้อมทั้งขอบคุณผู้สนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในอดีตที่ “ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อเหยียบย่ำผู้อ่อนแอและบิดเบือนกฎหมาย”

คดีของชเว มัลจา ได้รับการกล่าวถึงในตำรากฎหมายของเกาหลีใต้ว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่ศาลไม่ยอมรับการกระทำเพื่อป้องกันตัวในเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ

ทนายความของชเวกล่าวว่า คำตัดสินในอดีตนั้นเกิดจาก “การตัดสินที่ผิดพลาดจากอคติทางเพศและทัศนคติของสังคม” แต่ด้วยการต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้ของคุณชเว ทำให้กระบวนการยุติธรรมได้มีโอกาสแก้ไขความผิดพลาดในครั้งนี้

องค์กรสิทธิสตรีในเกาหลีใต้เชื่อว่าคำตัดสินในครั้งนี้จะปูทางไปสู่ความยุติธรรมให้กับเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และจะเป็นการส่งสัญญาณว่า “การกระทำเพื่อป้องกันตัวของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”.

ที่มา BBC

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

10 ก.ย. 2568 12:27 น.

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ (UniSC) ของออสเตรเลีย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคหนองในเทียมในโคอาลา หลังใช้เวลากว่า 10 ปี ล่าสุดวัคซีนได้รับการอนุมัติให้ใช้จริงเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการกอบกู้ประชากรโคอาลาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ดร.ปีเตอร์ ทิมส์ นักจุลชีววิทยาผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า ในบางพื้นที่อัตราการติดเชื้อในโคอาลามีสูงถึง 70% และหลายฝูงกำลังใกล้สูญพันธุ์ทุกวัน วัคซีนชนิดเข็มเดียวที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการแสดงอาการของโรคในช่วงวัยสืบพันธุ์ และลดอัตราการเสียชีวิตของโคอาลาในธรรมชาติได้อย่างน้อย 65%

โรคหนองในเทียมในโคอาลาแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการผสมพันธุ์ ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ตาอักเสบ ตาบอด และภาวะมีบุตรยาก อีกทั้งการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอาจเป็นอันตราย เนื่องจากทำลายแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยย่อยใบยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นอาหารหลักของโคอาลา ทำให้สัตว์เสี่ยงอดตาย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชากรโคอาลาในออสเตรเลียตะวันออกเผชิญปัญหาจากการตัดไม้ทำลายป่า ไฟป่า ศัตรูธรรมชาติ และการขยายตัวของเมือง แต่โรคหนองในเทียมถือเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง คาดว่าประชากรโคอาลาในปัจจุบันเหลือเพียงราว 50,000 ตัว และอาจสูญพันธุ์ในบางรัฐภายในหนึ่งชั่วอายุคน

ทีมวิจัยหวังว่าวัคซีนจะสามารถแจกจ่ายได้ฟรีตั้งแต่ต้นปีหน้า โดยเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์ป่าและพื้นที่เสี่ยงที่สุด อย่างไรก็ตาม การติดตาม จับ และฉีดวัคซีนให้โคอาลาในธรรมชาติยังมีต้นทุนสูงมาก และทีมยังขาดงบประมาณเพียงพอ

ดร.ทิมส์ เน้นว่าวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยโคอาลาได้ หากไม่แก้ปัญหาสำคัญที่สุดคือ “การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย”

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม มาร์รี วอตต์ กล่าวว่าวัคซีนนี้จะช่วยให้คนรุ่นหลังยังมีโอกาสได้เห็นโคอาลาในธรรมชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้าฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อย่างจริงจัง ล่าสุดรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ประกาศเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ใหม่ 176,000 เฮกตาร์ เพื่อจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติเกรต โคอาล่า ซึ่งคาดว่าจะช่วยปกป้องโคอาลาได้กว่า 12,000 ตัว และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกกว่า 100 สายพันธุ์.

ที่มา BBC

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

10 ก.ย. 2568 11:56 น.

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

เกิดเหตุการณ์ระทึกขึ้นที่ประเทศสวีเดนเมื่อ เอลิซาเบท แล็นน์ รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงวันเดียว เกิดล้มฟุบหมดสติกลางเวที จนล้มหัวฟาดกับโพเดียมกลางวงแถลงข่าว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างงานแถลงข่าวร่วมกับ นายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ โดยภาพจากคลิปวิดีโอซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นขณะที่แล็นน์ยืนอยู่ข้างโพเดียมพลาสติกใส ก่อนจะทรุดตัวล้มลง ศรีษะชนกับมุมโพเดียมก่อนกระแทกพื้น

เอ็บบา บุช รองนายกรัฐมนตรีสวีเดน รีบวิ่งเข้ามาช่วยพลิกร่างของแล็นน์ให้นอนหงาย ขณะที่นักการเมืองและผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอดูเหมือนจะหมดสติไปชั่วครู่ ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การแถลงข่าวถูกยกเลิกทันที

รายงานระบุว่า แล็นน์ถูกพาออกจากห้องไปพักฟื้น แต่ไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมอธิบายว่าอาการดังกล่าวเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดตก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากการล้มด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ แล็นน์เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองโกเธนเบิร์ก ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีสาธารณสุขในวันเดียวกัน โดยมารับหน้าที่แทนที่ แอ็คโค แอนการ์เบิร์ก โยฮันส์สัน ซึ่งเพิ่งประกาศลาออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา.

ที่มา : News.com.au

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สวีเดน

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

"ทรัมป์" ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

10 ก.ย. 2568 11:37 น.

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ตนเอง “ไม่พอใจ” ต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งขยายสงครามกับฮามาสออกนอกเขตกาซาเป็นครั้งแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการโจมตีดังกล่าว “มีเหตุผลชอบธรรม” เนื่องจากมุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาสที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นชนวนสงครามกาซา

ฮามาสยืนยันว่ามีสมาชิกเสียชีวิต 5 คน รวมถึงลูกชายของคาลิล อัล-ฮัยยา หัวหน้าทีมเจรจา แต่ปฏิเสธว่าความพยายามลอบสังหารคณะผู้เจรจาของกลุ่มไม่สำเร็จ พร้อมประณามการโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมโหดเหี้ยม” และ “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง”

กาตาร์ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพอากาศใหญ่ประจำอยู่ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาด” โดยยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บอีกหลายคน

พยานในกรุงโดฮาระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดถึง 8 ครั้งในย่านคาทารา โดยอาคารพักอาศัยซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองฮามาสถูกโจมตีอย่างหนัก อิสราเอลยอมรับในไม่กี่นาทีต่อมาว่าเป็นผู้ปฏิบัติการครั้งนี้ และกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป็นการ “โจมตีแม่นยำ” มุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาส โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่ามีเครื่องบินรบถึง 15 ลำใช้ระเบิด 10 ลูกโจมตีเป้าหมายเดียวภายในไม่กี่วินาที

ทางการอิสราเอลระบุเป้าหมายรวมถึงคาลิล อัล-ฮัยยา และซาเฮอร์ จาบาริน ผู้นำฮามาสที่ลี้ภัยอยู่นอกรัฐปาเลสไตน์

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าอิสราเอลจะโจมตีกาตาร์ พร้อมวิจารณ์ว่า “การโจมตีฝ่ายเดียวในดินแดนของกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศเอกราชและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยเป้าหมายของอิสราเอลหรืออเมริกา” อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวย้ำว่าการกำจัดฮามาสถือเป็น “เป้าหมายที่เหมาะสม”

หลังเหตุการณ์ ทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยทั้งกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลและผู้นำกาตาร์ โดยให้คำมั่นต่อฝ่ายกาตาร์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนแผ่นดินกาตาร์” ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า ปฏิบัติการนี้เป็น “การตัดสินใจอย่างอิสระของอิสราเอล” และแสดงความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์.

ที่มา BBC