เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

8 เม.ย. 2569 18:46 น.

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง “อิหร่าน-สหรัฐ” จับตาเปลี่ยนโฉมหน้ามหาอำนาจโลก ส่องเพาเวอร์ตัวละครลับคานอำนาจ “ทรัมป์” ประเมินอิสราเอล ตัวแปรสำคัญขวางเจรจา มองไทยต้องสร้างความได้เปรียบ

อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 8 เม.ย.68 (ตามเวลาไทย) ซึ่งมีการรายงานว่า ตัวกลางที่สำคัญคือ จีน ชาติมหาอำนาจคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปากีสถาน ถือเป็นตัวกลางหลักที่สหรัฐ พยายามต่อสายหาอยู่ตลอด แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

แม้อิหร่าน อ้างถึงชัยชนะ ท่ามกลางการหยุดยิงของสหรัฐ แต่คนกลางที่สำคัญคือจีน ที่ถือเป็นตัวละครลับ ที่มีความสำคัญแนบแน่นกับหลายชาติในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ที่ส่งออกน้ำมัน ขณะเดียวกันก็น่าจับตาว่า บทบาทของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

เปิดฮอร์มุซ 2 สัปดาห์ อิหร่าน – สหรัฐ หยุดยิง “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง ดร.ศราวุฒิ อารีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การที่จีน สามารถโน้มน้าวอิหร่านได้ ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่า ปากีสถาน ที่เป็นคนกลาง แต่ว่าปากีสถานไม่สามารถที่จะโน้มน้าวอิหร่านได้

เนื่องจาก อิหร่าน ขายน้ำมันให้จีนเป็นหลัก ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ จีนช่วยอิหร่านมาก ฉะนั้นอิหร่าน จึงเกรงใจจีน แล้วจีนก็ไปทำ โครงการ Belt and Road Initiative ไปสร้างท่าเรือ ไปลงทุนจำนวนมากในอิหร่าน

เมื่อถามว่าท่าทีการหยุดยิงของอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ หลังจากนี้มีแนวโน้มจะเกิดสงครามครั้งใหม่อีกหรือไม่ ดร.ศราวุฒิ มองว่า ถ้าอิสราเอลไม่ขัดขวางการเจรจาของสหรัฐกับอิหร่าน ก็จะเกิดสันติภาพในระยะยาว เพราะอิสราเอล เป็นประเทศที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอเมริกากับอิหร่านมานาน แล้วก็นับตั้งแต่ปี 2024 ประมาณ 4-5 ครั้ง ที่อิสราเอล ขัดขวางกระบวนการเจรจา ซึ่งถ้าสหรัฐอเมริกา ควบคุมอิสราเอลได้ ไม่ให้มาขัดขวางกระบวนการเจรจา มันก็น่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ถ้าอิสราเอล ไม่ยอม อิสราเอลหาเหตุให้ทั้งสองฝ่ายปะทะเผชิญหน้ากัน มันก็ยากเหมือนกัน

จีน พยายามแสดงตัวให้เป็นผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง คือเขาได้ภาพลักษณ์ แล้วก็ได้อิทธิพลที่เข้าไปในตะวันออกกลาง อย่างเช่น จีน ผลักดันให้เกิดการทำข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ในช่วงปี 2023 แล้วหลังจากนั้น จีนก็พยายามที่จะผลักดันปัญหาปาเลสไตน์ ให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาคุยกัน คือฝ่ายปาเลสไตน์กับอิสราเอล พยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หลังสงครามครั้งนี้ หลายประเทศในตะวันออกกลาง จะหันไปหาจีนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจีนเข้ามาพูดถึงเรื่องของการพัฒนา เรื่องของการค้า เรื่องของการทำโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านเศรษฐกิจ ต่างจากอเมริกาที่เข้ามาแล้วพูดถึงแต่เรื่องความมั่นคง เรื่องความขัดแย้ง เรื่องการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายในตะวันออกกลาง ฉะนั้นจีนจะได้รับการยอมรับมากกว่า แล้วก็ประเทศในตะวันออกกลางก็คงจะพยายามสร้างพันธมิตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งแต่อเมริกาฝ่ายเดียว เหมือนในอดีตที่ผ่านมา อันนี้มันเป็นเทรนด์ที่น่าจะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้

สำหรับไทย ควรมีท่าทีอย่างไร เพราะว่าจีนก็ดูเหมือนแข็งแกร่งขึ้นในตะวันออกกลาง คงจะต้องให้ความสำคัญกับอิหร่านมากยิ่งขึ้น เพราะว่าขณะนี้มันชี้ชัดแล้วว่า อิหร่านกลายเป็นมหาอำนาจ เป็นตัวแสดงที่สำคัญมีบทบาทอย่างมากทางการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่าน ก็ยังเป็นดินแดนที่มีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จำนวนมหาศาล ถ้าหากว่าการเจรจานำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ผมคิดว่าอิหร่านจะกลายเป็นขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับอิหร่าน พอๆ กับที่เราให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งของอเมริกาและจีน

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

8 เม.ย. 2569 16:26 น.

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

นายกรัฐมนตรีกรีซประกาศมาตรการ เตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หวังแก้ปัญหาเสพติดหน้าจอและผลกระทบทางสมอง พร้อมจี้สหภาพยุโรปผลักดันให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี คิเรียกอส มิตโซทาคิส แห่งกรีซ แถลงผ่านวิดีโอบนแอปพลิเคชัน TikTok โดยประกาศว่า กรีซจะเริ่มบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป เพื่อปกป้องเยาวชนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์และปัญหาทางด้านสุขภาพ

นายกรัฐมนตรีมิตโซทาคิสระบุว่า นี่เป็นมาตรการ “ที่ยากแต่จำเป็น” โดยชี้ให้เห็นว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจนว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวันส่งผลให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ เขายังได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองจำนวนมากว่าบุตรหลานมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ มีภาวะวิตกกังวลสูง และตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์

ในวิดีโอสื่อสารถึงกลุ่มวัยรุ่นโดยตรง ผู้นำกรีซกล่าวว่า “ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนอาจจะโกรธ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การกีดกันคุณออกจากเทคโนโลยี แต่คือการต่อสู้กับการเสพติดบางแอปพลิเคชันที่ทำลายความไร้เดียงสาและเสรีภาพของคุณ” ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในประเทศอย่างล้นหลาม โดยผลสำรวจความคิดเห็นจาก ALCO เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ชาวกรีซกว่า 80% เห็นด้วยกับการแบนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลกรีซก็ได้สั่งห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าโรงเรียนและใช้ระบบควบคุมโดยผู้ปกครองเพื่อจำกัดเวลาหน้าจอไปแล้วบางส่วน

การเคลื่อนไหวของกรีซในครั้งนี้ส่งผลให้กรีซกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ของโลกที่ใช้มาตรการจำกัดอายุอย่างจริงจัง ตามรอยประเทศอื่นๆ เช่นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ส่วนอินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายแบนผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนมีนาคม และมีการส่งหนังสือเรียกพบถึงกูเกิลและเมตาแล้ว กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ด้านออสเตรียเตรียมเสนอจำกัดอายุที่ 14 ปี ขณะที่สเปน เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร และสโลวีเนีย ต่างแสดงความจำนงที่จะเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีมิตโซทาคิสทิ้งท้ายว่า เขาจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการในระดับภูมิภาค โดยเชื่อว่ากรีซจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน “ทหารหญิง” เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน "ทหารหญิง" เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

8 เม.ย. 2569 15:56 น.

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน “ทหารหญิง” เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทหารหญิงเป็น 13% ภายในปี 2036 พร้อมปรับปรุงสวัสดิการ-สภาพแวดล้อม ท่ามกลางอุปสรรคในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสมัครเป็นทหาร หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังพลและแรงกดดันจากคดีล่วงละเมิดทางเพศ

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังพลสตรีในกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) โดยตั้งเป้าหมายให้มีบุคลากรหญิงในสัดส่วน 13% ของกองทัพภายในเดือนมีนาคม ปี 2036 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง 9% ท่ามกลางอุปสรรคในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสมัครเป็นทหาร

การขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากคดีของ รินะ โกโนอิ  อดีตทหารหญิงที่ออกมาเปิดเผยประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านยูทูบจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การยอมรับความผิดของภาครัฐและการไกล่เกลี่ยในชั้นศาลเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของสตรีและสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) กระทรวงกลาโหมระบุว่ากำลังเร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในฐานทัพทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และพื้นที่พักอาศัยเฉพาะสำหรับผู้หญิง รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ส่วนตัวสำหรับสตรีบนเรือรบอีกด้วย

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์จากการขยายอิทธิพลของจีน ทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณและกำลังรบ อย่างไรก็ตาม กองทัพยังคงขาดแคลนกำลังพลถึง 10% จากจำนวนตำแหน่งทั้งหมด 250,000 นาย โดยมีปัจจัยลบสำคัญเช่น อัตราการเกิดต่ำและประชากรวัยแรงงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานมีความเสี่ยงสูง ค่าตอบแทนต่ำ และอายุเกษียณที่ค่อนข้างน้อย (ประมาณ 56 ปี) ขณะที่สังคมญี่ปุ่นมีรากฐานวัฒนธรรมแบบชายเป็นใหญ่ ที่ยังคงฝังรากลึกในโครงสร้างบริหารระดับสูง

แม้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นจะมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่ทันสมัย แต่บทบาททางทหารยังถูกจำกัดภายใต้รัฐธรรมนูญแนวสันติ ซึ่งจำกัดการใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้ง

จากสถิติของกลุ่มประเทศนาโตในปี 2022 พบว่ามีสัดส่วนทหารหญิงเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ขณะที่สหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 18% ในปี 2023 ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเชื่อว่า การเพิ่มจำนวนทหารหญิงจะช่วยเพิ่มมุมมองที่หลากหลายให้แก่กองทัพ โดยเฉพาะในภารกิจบรรเทาสาธารณภัยและการปฏิบัติงานที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับภาคประชาชน

นับตั้งแต่ก่อตั้งกองกำลังป้องกันตนเองในปี 1950 ญี่ปุ่นยังคงยึดถือแนวทางสันติภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการป้องกันตนเองและไม่มีประวัติกำลังพลเสียชีวิตจากการสู้รบจริง แต่ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นจึงพยายามปรับตัวด้วยการดึงศักยภาพจาก “กำลังพลสตรี” มาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปกป้องประเทศต่อไป.

ที่มา JAPAN TIMES

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

8 เม.ย. 2569 15:08 น.

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ประกาศจุดยืนปฏิเสธการเจรจาหรือจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่านเพื่อแลกกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือเรียกเก็บเงินได้ตามใจชอบ และต้องรักษาบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ในอนาคต

ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยยืนยันชัดเจนว่า สิงคโปร์จะไม่เปิดการเจรจากับอิหร่านเพื่อขอ “ทางผ่านที่ปลอดภัย” หรือพิจารณาจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับเรือสัญชาติสิงคโปร์ในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียด

ดร.วิเวียน เน้นย้ำว่า การสัญจรผ่านเส้นทางน้ำระหว่างประเทศเป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือเรียกเก็บเงินได้ตามใจชอบ โดยอ้างอิงตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” ที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม

รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์อธิบายว่า การยอมเจรจาเพื่อขอสิทธิผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายและบ่อนทำลายหลักการกฎหมายสากล ซึ่งอาจส่งผลกระทบย้อนกลับมายังสิงคโปร์เอง โดยระบุว่าปริมาณน้ำมันดิบและสินค้าคอนเทนเนอร์ที่ผ่านช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ มีมูลค่าและปริมาณมหาศาลยิ่งกว่าช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซกว้างถึง 21 ไมล์ทะเล ในขณะที่ช่องแคบสิงคโปร์แคบไม่ถึง 2 ไมล์ทะเล

เขากล่าวว่าหากสิงคโปร์ยอมรับการเก็บค่าผ่านทางหรือการขออนุญาตในพื้นที่อื่น สิงคโปร์ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือในน่านน้ำใกล้บ้านตัวเองได้ในอนาคต

“นี่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างทางการเมือง แต่มันคือการยึดมั่นในหลักการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งตกอยู่ในกองเพลิงและมีการยิงขีปนาวุธใส่กัน ต่อให้เราเป็นโอเอซิสที่มั่งคั่งและปลอดภัยเพียงใด เราก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ก่อนหน้านี้ทางการอิหร่านระบุว่าได้อนุญาตให้เรือจากบางประเทศ เช่น จีน อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น ไทย และมาเลเซีย สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากที่การจราจรทางน้ำถูกจำกัดอย่างหนักจากภาวะสงครามตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ดร.วิเวียน ยืนยันว่าแม้เขาจะเคยหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านมาก่อน แต่จะไม่มีการต่อรองในเรื่องการขอทางผ่านเด็ดขาด

ปัจจุบัน ทางการท่าเรือสิงคโปร์ (MPA) กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับผู้ประกอบการเรือที่ชักธงสิงคโปร์ในพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมหารือกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดตั้ง “ระเบียงเดินเรือปลอดภัย” ในระดับสากล เพื่อสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ประจำเรือและเสถียรภาพของการค้าโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้เตือนประชาชนและภาคธุรกิจให้เตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่โลกต้องจ่ายในสภาวะสงครามที่ขยายตัวในปัจจุบัน.

ที่มา CNA

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก “เนทันยาฮู” ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น “หายนะทางการเมือง” ครั้งใหญ่

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก "เนทันยาฮู" ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น "หายนะทางการเมือง" ครั้งใหญ่

8 เม.ย. 2569 13:44 น.

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก “เนทันยาฮู” ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น “หายนะทางการเมือง” ครั้งใหญ่

ฝ่ายค้านอิสราเอล วิจารณ์รัฐบาลเนทันยาฮู ไม่บรรลุเป้าหมายสงคราม การทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน เป็นหายนะทางการเมืองครั้งใหญ่ 

วันที่ 8 เมษายน 2569 นายยาอีร์ ลาปิด ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอิสราเอล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็น “หายนะทางการเมือง” และสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู 

นายลาปิดกล่าวว่า อิสราเอลแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับชาติ พร้อมตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐบาลในการเจรจา โดยเขากล่าวว่า ไม่เคยมีหายนะทางการเมืองเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล  

นอกจากนี้เขายังระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ดำเนินการตามภารกิจอย่างเต็มที่ และประชาชนแสดงความเข้มแข็ง แต่รัฐบาลภายใต้เนทันยาฮู กลับล้มเหลวทั้งในเชิงการเมืองและยุทธศาสตร์ โดยรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในสงครามครั้งนี้ได้

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮู ระบุว่าอิสราเอลให้การสนับสนุนการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ในการระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขว่าอิหร่านต้องเปิดช่องแคบทันที และยุติการโจมตีต่อสหรัฐฯ อิสราเอล รวมถึงประเทศพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า อิสราเอลเห็นพ้องกับความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มั่นใจว่า  อิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายต่ออเมริกา อิสราเอล ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และโลกอีกต่อไป. 

ที่มา AFP

เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

 เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

8 เม.ย. 2569 13:19 น.

เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

ผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมงหลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศข้อตกลงหยุดยิง แต่ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดชี้ การสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่มีความเคลื่อนไหว สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยยังไม่คลี่คลาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า แม้การหยุดยิงจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การขนส่งเชิงพาณิชย์กลับสู่ภาวะปกติในทันที

ชาร์ลี บราวน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการติดตามกองเรือล่องหนของ United Against Nuclear Iran และอดีตนายทหารเรือสหรัฐฯ ระบุว่าผู้ประกอบการเรือยังคงรอดูท่าที จากหลายฝ่ายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล รัฐเจ้าของธงเรือ รวมถึงบริษัทประกันภัยความเสี่ยงสงคราม

เขาย้ำว่าสัญญาณสำคัญ ที่ตลาดกำลังจับตาคือ เรือกลุ่มแรกที่จะกล้าแล่นผ่านเส้นทางนี้ หากสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย ความเชื่อมั่นจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการรายอื่นจะทยอยตามมา

ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อิหร่านได้โจมตีเรืออย่างน้อย 19 ลำ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน โดยการปิดกั้นเส้นทางนานเกือบ 6 สัปดาห์ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลกสะดุด และกดดันตลาดการเงินอย่างหนัก

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องอยู่ภายใต้การประสานงานกับกองทัพอิหร่านเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านและโอมาน เตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบในช่วงหยุดยิง ทำให้สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน.

ที่มา : channelnewsasia

“บิล เกตส์” เตรียมเข้าให้การสภาคองเกรส ปมความสัมพันธ์ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

"บิล เกตส์" เตรียมเข้าให้การสภาคองเกรส ปมความสัมพันธ์ "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

8 เม.ย. 2569 12:55 น.

“บิล เกตส์” เตรียมเข้าให้การสภาคองเกรส ปมความสัมพันธ์ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

“บิล เกตส์” มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ตอบรับการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กรณีการติดต่อกับอาชญากรทางเพศ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” เดือนมิถุนายนนี้  เจ้าตัวย้ำเสียใจที่เคยรู้จัก แต่ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายใดๆ

นายบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เตรียมเดินทางเข้าให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสารระหว่างเขากับ นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ถูกตัดสินความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงและจัดหาค้าประเวณีที่เสียชีวิตในคุกไปก่อนหน้านี้

โฆษกส่วนตัวของเกตส์เปิดเผยกับสื่อว่า เขายินดีที่จะตอบคำถามของคณะกรรมาธิการตรวจสอบและกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสนับสนุนการทำงานที่สำคัญของหน่วยงาน โดยย้ำว่าเกตส์ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดใดๆ และการปรากฏชื่อในไฟล์สืบสวนไม่ได้หมายความว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนมากกว่า 3 ล้านฉบับ ตามกฎหมายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลการสืบสวนทั้งหมดต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า บิล เกตส์ ได้กล่าวขอโทษต่อพนักงานในมูลนิธิของเขา โดยยอมรับว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงชาวรัสเซีย 2 ราย ซึ่งต่อมาเอปสตีนได้รับรู้เรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เกตส์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่เห็นการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ในช่วงที่รู้จักกับเขา”

ในการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เกตส์ระบุว่าการพบปะกับเอปสตีนจำกัดอยู่เพียงการรับประทานอาหารค่ำเพื่อพูดคุยเรื่องการกุศลเท่านั้น และเขาไม่เคยเดินทางไปยังเกาะส่วนตัวของเอปสตีนตามที่เป็นข่าว

เกตส์กล่าวในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่า “ทุกนาทีที่ผมใช้ร่วมกับเขาเป็นสิ่งที่ผมเสียใจที่สุด และผมขออภัยที่ทำเช่นนั้นลงไป” 

ทั้งนี้ การเรียกตัวบิล เกตส์ เข้าให้การ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลสืบสวนบุคคลระดับสูงที่มีความเชื่อมโยงกับเอปสตีน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และนางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ไปแล้วเช่นกัน.

ที่มา BBC

แหล่งข่าวเผย “จีน” กดดันอิหร่านสงบศึกสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางหลายประเทศ

แหล่งข่าวเผย "จีน" กดดันอิหร่านสงบศึกสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางหลายประเทศ

8 เม.ย. 2569 12:30 น.

แหล่งข่าวเผย “จีน” กดดันอิหร่านสงบศึกสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางหลายประเทศ

แหล่งข่าวเปิดเผยบทบาทสำคัญของ “จีน” ในฐานะตัวแปรหลักที่ผลักดันให้อิหร่านยอมตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ นาน 2 สัปดาห์ โดยใช้ช่องทางผ่านประเทศคนกลางและพันธมิตรทางการค้า บีบให้คืนสู่โต๊ะเจรจาเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ได้แสดงบทบาทเป็น “ผู้ชี้นำ” อยู่เบื้องหลังความพยายามให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยจีนได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ ผ่านคนกลางอย่างปากีสถาน ตุรกี และอียิปต์ เพื่อกดดันให้อิหร่านเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ยืนยันถึงบทบาทของจีนในครั้งนี้ว่า จีนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจูงใจให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนเอง ที่ต้องการให้สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลงก่อนที่ทรัมป์จะมีกำหนดการเดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากที่แผนการเยือนเดิมในช่วงปลายเดือนมีนาคมถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากภาวะสงคราม

นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแสดงความจริงใจและยุติสงครามที่ไม่มีควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกนี้โดยเร็ว” พร้อมย้ำว่าจีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันแถลงว่า ปักกิ่งได้ทำงาน “อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสันติภาพ” นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น

แม้จีนจะพยายามผลักดันการหยุดยิง แต่ในเวทีสหประชาชาติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 เม.ย.) จีนได้ร่วมกับรัสเซียใช้สิทธิ “วีโต้” คัดค้านร่างมติที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ ประสานงานเพื่อคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยนายฟู่ ชง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ให้เหตุผลว่าการผ่านมติดังกล่าวในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการคุกคาม อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์โลก

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการยกระดับบทบาทของตนเองในกิจการโลก โดยใช้ทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและการทูตในการกดดันพันธมิตรอย่างอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีสากลควบคู่กันไป.

ที่มา ASSOCIATED PRESS / NDTV

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ เตรียมเข้าช่วยแก้ปัญหาการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ เตรียมเข้าช่วยแก้ปัญหาการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ

8 เม.ย. 2569 12:07 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ เตรียมเข้าช่วยแก้ปัญหาการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เตรียมเข้าไปช่วยจัดการความแออัดของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หลังเพิ่งตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน 2 สัปดาห์

ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทช่วยแก้ปัญหาการจราจรทางทะเลในช่องแคบฮฮร์มุซ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงที่ต้องมีการเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย

เขายังแสดงความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางบวก พร้อมระบุว่าจะมีความเคลื่อนไหวเชิงบวกมากมาย และจะเกิดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า อิหร่านสามารถเริ่มกระบวนการฟื้นฟูประเทศได้ทันที โดยสหรัฐฯ จะเตรียมส่งเสบียงและทรัพยากรต่างๆ เข้าไปสนับสนุน พร้อมคอยดูแลสถานการณ์ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า นี่ถือเป็นวันสำคัญของสันติภาพโลกพร้อมชี้ว่าอิหร่านและทุกฝ่ายต่างต้องการให้ความขัดแย้งยุติลง

ก่อนหน้านี้นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ จะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องอยู่ภายใต้การประสานงานกับกองทัพอิหร่าน และคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิค แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไหร่ และจะเป็นไปในแนวทางใด

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่มีการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก แต่ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น การเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวแทบหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดให้สหรัฐฯ และอิหร่านร่วมกันควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านยังไม่ได้ตอบรับท่าทีดังกล่าว.

ที่มา : CNN

เผยภาพประวัติศาสตร์ ลูกเรือ “อาร์เทมิส 2” ส่งตรงภาพถ่าย “ด้านไกลของดวงจันทร์”

เผยภาพประวัติศาสตร์ ลูกเรือ "อาร์เทมิส 2" ส่งตรงภาพถ่าย "ด้านไกลของดวงจันทร์"

8 เม.ย. 2569 11:47 น.

เผยภาพประวัติศาสตร์ ลูกเรือ “อาร์เทมิส 2” ส่งตรงภาพถ่าย “ด้านไกลของดวงจันทร์”

นักบินอวกาศภารกิจ “อาร์เทมิส 2” สร้างประวัติศาสตร์ส่งภาพถ่ายดวงจันทร์ความละเอียดสูงชุดแรกกลับสู่โลก เผยให้เห็นภูมิประเทศที่มนุษย์ไม่เคยเห็นด้วยตาเปล่า พร้อมข้อมูลวิทยาศาสตร์ล้ำค่า ก่อนเตรียมเดินทางกลับสู่โลกและลงจอดนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียในวันศุกร์นี้

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เปิดเผยภาพถ่ายชุดแรกจากภารกิจ อาร์เทมิส 2 ซึ่งบันทึกโดยเหล่านักบินอวกาศระหว่างการบินผ่านดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา โดยภาพดังกล่าวถูกส่งกลับมาถึงโลกเมื่อวันที่ 7 เม.ย. เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าทึ่งของพื้นผิวดวงจันทร์ในมุมที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเห็นมาก่อน

ภาพถ่ายชุดนี้ถูกบันทึกโดยนักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช จากนาซา และ เจเรมี แฮนเซนจากสำนักงานอวกาศแคนาดา (CSA) โดยใช้กล้องคุณภาพสูงบันทึกภาพไว้หลายพันช็อตตลอดการบินผ่าน “ด้านไกลของดวงจันทร์”  เป็นเวลา 7 ชั่วโมง

สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ทีมนักวิทยาศาสตร์คือ ภาพถ่ายปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา” ที่บันทึกจากอวกาศ ซึ่งเผยให้เห็นชั้นบรรยากาศโคโรนาของดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีภาพบันทึกเหตุการณ์ “โลกตกและโลกขึ้น” (Earthset & Earthrise) รวมถึงภาพหลุมอุกกาบาต ธารลาวาโบราณ และรอยแยกบนพื้นผิวที่แสดงถึงวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของดวงจันทร์

ดร. นิคกี้ ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารกองอำนวยการภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่า “ภาพถ่ายเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไป” ขณะที่ลูกเรือยังรายงานการพบเห็นแสงวาบจากการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดเล็กบนด้านมืดของดวงจันทร์ถึง 6 ครั้ง ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์ร่วมกับเครือข่ายนักดาราศาสตร์สมัครเล่นบนโลกเพื่อยืนยันพิกัดที่แม่นยำ

ปัจจุบัน ยานโอไรออนเดินทางมาเกินครึ่งทางของระยะทางขากลับแล้ว โดยมีกำหนดการลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายนนี้ เวลาประมาณ 20:07 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (หรือตรงกับเช้าวันเสาร์ที่ 11 เมษายน เวลา 07:07 น. ตามเวลาประเทศไทย) นาซาจะเริ่มถ่ายทอดสดภารกิจการเดินทางกลับและการกู้คืนยานผ่านช่องทาง NASA+ และยูทูบ ตั้งแต่เวลา 05:30 น. ของวันเสาร์ (ตามเวลาไทย) โดยเจ้าหน้าที่จากนาซา และกระทรวงกลาโหมจะรอรับตัวนักบินอวกาศขึ้นสู่เรือรบยูเอสเอส จอห์น พี. เมอร์ธา

ภารกิจอาร์เทมิส 2 ถือเป็นก้าวสำคัญในยุคทองของการสำรวจอวกาศ เพื่อวางรากฐานการตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืนบนดวงจันทร์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารในอนาคต.

ที่มา NASA