ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

3 ก.ย. 2568 08:54 น.

ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาโต้ข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา รวมถึงข่าวปล่อยที่ระบุว่าเขาเสียชีวิตแล้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียง fake news ทั้งสิ้น

ข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เงียบหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะหลายวันติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ประกอบกับภาพถ่ายที่เผยให้เห็นมือมีรอยช้ำและข้อเท้าบวม ส่งผลให้เกิดกระแสคาดเดาอย่างกว้างขวางว่าอาจมีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ขณะที่บางคนถึงกับเชื่อว่า ทำเนียบขาวปกปิดการเสียชีวิตของทรัมป์

ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะออกมาแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร พร้อมบ่นว่าตัวเองเพิ่งให้สัมภาษณ์หลายครั้งในสัปดาห์ก่อน แต่เพียงแค่เว้นช่วงไปสองวันก็ถูกสื่อบางแห่งและชาวโซเชียลตั้งคำถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น และสุขภาพของเขามีปัญหาหรือไม่

โดยทรัมป์ ไม่ได้มีกำหนดการออกสื่อหรือเผยตัวต่อสาธารณชนติดต่อกันถึง 6 วัน ก่อนการแถลงข่าวล่าสุด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเขาได้เล่นดนตรีในสวนกุหลาบของทำเนียบขาว และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกอล์ฟตลอดช่วงวันหยุดยาววันแรงงานสหรัฐ

ประเด็นที่ทำให้เกิดข้อกังขามากขึ้นคือมือขวาของทรัมป์ที่ปรากฏว่ามีการใช้เครื่องสำอางปกปิดรอยบวมและรอยช้ำ โดยแฮชแท็ค #trumpdead ยังคงติดเทรนด์ในแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวเคยออกแถลงในเดือนกรกฎาคมว่า รอยช้ำบนมือขวาของทรัมป์เกิดจากการจับมือบ่อยครั้ง รวมกับการใช้ยาแอสไพรินเพื่อการรักษาหัวใจและหลอดเลือดตามมาตรฐาน ส่วนอาการบวมที่ขาเป็นผลจาก ภาวะหลอดเลือดดำเสื่อม ซึ่งไม่เป็นอันตรายร้ายแรง

ขณะที่แพทย์ประจำตัวประธานาธิบดี ฌอน บาร์บาเบลลา ยืนยันในจดหมายทางการว่า ทรัมป์ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี แม้จะมีภาวะดังกล่าว

สุขภาพของผู้นำสหรัฐฯ มักถูกจับตามองมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทำเนียบขาวมีประธานาธิบดีอายุมากที่สุด 2 คนติดต่อกันตั้งแต่ปี 2017 คือโจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์ยังเคยกล่าวหาเดโมแครตว่าปกปิดความเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจของโจ ไบเดน ซึ่งมีอายุ 82 ปีเมื่อพ้นตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ สุขภาพของไบเดนเคยเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งปี 2024 จนสุดท้ายไบเดนต้องถอนตัวจากการชิงตำแหน่งสมัยที่สองหลังการดีเบตที่ล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์

“ปูติน-สี-คิม” เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

"ปูติน-สี-คิม" เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 08:38 น.

“ปูติน-สี-คิม” เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

“ปูติน-สี-คิม” ปรากฏตัวพร้อมผู้นำประเทศอื่นๆ เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

วันที่ 3 กันยายน 2568 จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ของจีน กลายเป็นเวทีสำคัญของการแสดงพลังอำนาจทางทหาร เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นเจ้าภาพจัดพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และชัยชนะเหนือญี่ปุ่น

บรรยากาศยิ่งใหญ่ตระการตา เมื่อกองทัพจีนเดินสวนสนามเป็นแถวตอน พร้อมเสียงสลุตปืนใหญ่กึกก้อง ขณะที่ผู้นำระดับโลกอย่าง นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ร่วมยืนเคียงข้างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะแขกเกียรติยศ

ภาพการถ่ายทอดสดจากมหาศาลาประชาชนและพื้นที่จัดงาน แสดงให้เห็น “สี–คิม–ปูติน” ปรากฏตัวพร้อมผู้นำประเทศอื่น ๆ เข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก

พิธีครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำบทบาทจีนในฐานะผู้มีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และเป็นการแสดงแสนยานุภาพเชิงสัญลักษณ์ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ กำลังถูกจับตามองบนเวทีการเมืองโลก.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

3 ก.ย. 2568 08:05 น.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

ดาวเทียมจับภาพ รถถัง-ขีปนาวุธ-ยานเกราะ ถูกนำมาจอดรวมพลใกล้ปักกิ่ง ก่อนเปิดฉากพาเหรดใหญ่เช้าวันนี้ “สี จิ้นผิง” ต้อนรับ “ปูติน” “คิม จองอึน” และบรรดาพันธมิตรผู้นำโลกร่วมงาน

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar Technologies  เผยให้เห็นรถบัสจำนวนนับร้อยคันจอดเรียงราย เตรียมลำเลียงกำลังพลที่จะเข้าร่วมขบวนพาเหรด รวมไปถึงรถถัง ขีปนาวุธ และยานหุ้มเกราะอีกหลายร้อยคันที่จอดรวมพลอยู่ใกล้กรุงปักกิ่ง

ภาพดาวเทียมแสดงให้เห็นยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งรถถัง รถเกราะ และแท่นยิงขีปนาวุธ ถูกนำไปประจำการรวมพลที่ฐานทัพหยางฟาง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง เพื่อใช้ในพิธีสวนสนาม “วันแห่งชัยชนะ” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

สื่อทางการจีนรายงานว่า พิธีรำลึกครั้งนี้มีชื่อเต็มว่า “การฉลองชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และชัยชนะของโลกในการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์” จะจัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ในช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2568 

รายงานข่าวระบุว่า เช้าวันนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตลอดจนนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง และบริเวณจัดพิธีสวนสนามครั้งสำคัญนี้แล้ว หลังจากงพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา 

 โดยงานนี้ถูกจับตาว่าเป็นการแสดงพลังทางทหารและความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศหลายภูมิภาคในปัจจุบัน.

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 06:19 น.

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมจัดแสดง มิสไซล์, เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์กองทัพอื่นๆ ซึ่งบางอย่างโลกเพิ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรก ในพิธีสวนสนามใหญ่ที่กรุงปักกิ่งเนื่องในวันแห่งชัยชนะในวันพุธนี้

กองทหารจะเดินขบวนอย่างพร้อมเพรียงกันนำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้บัญชาการกองทัพในฐานะประธานกรรมาธิการกองทัพกลาง

นายสีจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ภายในพิธีสวนสนาม ซึ่งเป็นการรำลึกครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ชมจะรวมถึงผู้นำโลก 26 คนที่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อหาทางพัฒนาหรือรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

เปิดตัวอาวุธมากมายเป็นครั้งแรก

เจ้าหน้าที่กองทัพจีนเปิดเผยว่า อาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่จะจัดแสดงในการสวนสนามครั้งนี้ จะได้ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก

อาวุธดังกล่าวรวมถึง อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ทางบก, ทะเล และอากาศ อุปกรณ์สงครามที่มีความแม่นยำสูง และโดรน นอกจากนั้นยังมีแสดงการบินของเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์เหนือท้องฟ้ากรุงปักกิ่งด้วย

แสดงแสนยานุภาพ

นี่เป็นการจัดพิธีสวนสนามครั้งใหญ่ครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ปี 2562 ในวันครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งประเทศจีนคอมมิวนิสต์ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนพิธีสวนสนามที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการรำลึกการสิ้นสุดสงครามโลก

พิธีสวนสนามนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าประเทศจีนแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันการโจมตีใดๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีนก็สร้างความกังวลให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ เป็นผู้นำรายชื่อแขกผู้ร่วมงาน

ผู้นำสหรัฐฯ และชาติยุโรปไม่เดินทางเข้าร่วมพิธีสวนสนามของจีนในครั้งนี้ เช่นเดียวกับผู้นำญี่ปุ่น, อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งความสัมพันธ์ไม่สู้ดีต่อกัน

แต่นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในแขกที่จะเดินทางไปร่วมงาน แม้เจ้าตัวจะไม่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยนัก เช่นเดียวกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่ประเทศจีน นับตั้งแต่ปี 2502 โดยนายคิมจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลก 26 คนที่จะมาร่วมงาน รวมถึงผู้นำจากเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา และนี่จะเป็นการพบปะแบบพหุภาคีครั้งแรกของนายคิมด้วย

รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

พิธีสวนสนามในครั้งนี้จัดและควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ไม่ใช่งานที่ประชาชนสามารถเข้าแถวตามท้องถนนเพื่อเข้าชมได้

เจ้าหน้าที่จะตั้งแบร์ริเออร์กั้นให้ประชาชนอยู่ห่างจากขบวนสวนสนาม 1 ช่วงตึก ส่วนอาคารพาณิชย์ตามเส้นทางเดินขบวนจะถูกปิดจนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น

คนทั่วไปจะสามารถชมพิธีสวนสนามได้ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือการไลฟ์สตรีมทางออนไลน์เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

3 ก.ย. 2568 05:28 น.

ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศจากรัฐโคโลราโดไปรัฐแอละแบมา อ้างไม่ชอบที่โคโลราโดอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 ว่า เขาจะย้ายที่ตั้งของสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศ ซึ่งเป็นเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ จากรัฐโคโลราโดไปยังรัฐแอละแบมา โดยระบุว่าเขาได้รับการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากรัฐทางใต้แห่งนี้

“เรารักแอละแบมา ผมชนะที่นี่แค่ประมาณ 47 เสียง แต่ผมไม่คิดว่ามันส่งผลอะไรต่อการตัดสินใจของผม” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวและสมาชิกสภาที่มารวมตัวกันในห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาวสหรัฐฯ

การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการย้อนกลับความเคลื่อนไหวรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเลือกเมืองโคโลราโด สปริง เป็นที่ตั้งถาวรให้แก่กองบัญชาการเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ แห่งนี้

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเคยประเมินเอาไว้ว่า การย้ายสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศ ซึ่งเพิ่งเริ่มปฏิบัติการเต็มรูปแบบเมื่อเดือนธันวาคม 2566 จะต้องใช้งบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพอวกาศก่อตั้งขึ้นในปี 2562 ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการทางทหารที่อยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลกขึ้นไป และปกป้องดาวเทียมของสหรัฐฯ จากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,700 นายทำงานที่กองบัญชาการแห่งนี้

นายทรัมป์มักเชื่อมโยงการตัดสินใจเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกลางเข้ากับการเมือง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยขัดขวางการย้ายสำนักงานใหญ่ของสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ไปยังรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “รัฐเสรีนิยม” และเชื่อมโยงการกระจายความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติในรัฐแคลิฟอร์เนีย เข้ากับการตัดสินใจทางการเมืองภายในรัฐแห่งนี้ด้วย

“ปัญหาที่ผมมีกับโคโลราโด หนึ่งในปัญหาใหญ่คือ พวกเขาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทางไปรษณีย์ พวกเขาเปลี่ยนไปใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ทั้งหมด ทำให้พวกเขามีการเลือกตั้งที่โกงโดยอัตโนมัติ” นายทรัมป์กล่าว โดยในรัฐโคโลราโด ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยตัวเองที่คูหา หรือลงคะแนนด้วยการส่งไปรษณีย์ก็ได้

ด้านผู้นำสภาคองเกรสของรัฐโคโลราโดทุกคนออกแถลงการณ์ร่วมว่า “การย้ายกองบัญชาการอวกาศจะทำให้การป้องกันภัยทางอวกาศของเราถอยหลังไปหลายปี ทั้งยังสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ และส่งมอบความได้เปรียบให้กับภัยคุกคามที่กำลังรวมตัวกันจากจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

3 ก.ย. 2568 02:02 น.

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

ชายผู้ก่อเหตุยิงเด็กอายุเพียง 11 ขวบจนเสียชีวิต หลังจากเด็กมาแกล้งกดกริ่งที่ประตูหน้าบ้านของเขาแล้วหนี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเลออน กอนซาโล จูเนียร์ อายุ 42 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังจากเขาก่อเหตุยิงเด็กชายอายุเพียง 11 ขวบ ที่มาแกล้งกดกริ่งประตูบ้านของเขาในเมืองฮิวส์ตันจนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ส.ค.)

ตำรวจเมืองฮิวส์ตันระบุว่า เด็กชายวัย 11 ขวบรายนี้กับเพื่อนๆ ของเขาเล่นเกมที่เรียกว่า “ding dong ditch” (กดกริ่งแล้วหนี) ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านของพวกเขาไม่ไกลนัก เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนที่คนในบ้านจะออกมาแล้วยิงปืนเข้าใส่เด็กชายคนนี้

นายกอนซาโล จูเนียร์ ถูกจับและฝากขังในเรือนจำเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 2 ก.ย. ก่อนที่เขาจะถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม โดยที่นายไมเคิล แคส ตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรมของสำนักงานตำรวจเมืองฮิวส์ตันกล่าวก่อนหน้านี้ว่า การเสียชีวิตของเด็กชายรายนี้ไม่ปรากฏว่ามีการป้องกันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการยิงไม่ได้เกิดขึ้นใกล้ตัวบ้าน

เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ
เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ การกดกริ่งแล้วหนี เป็นการแกล้งกันที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการท้าทายกันบนโลกออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการแกล้งกดกริ่งแล้วหนีหลากหลายรูปแบบถูกโพสต์ลงบน TikTok รวมถึงการทุบหรือถีบประตูหน้าบ้านคนอื่นแทนการกดกริ่ง

ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการกลั่นแกล้งลักษณะนี้หลายครั้งในสหรัฐฯ เช่นเมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่เมืองดัลลัสก็เกิดเหตุ ชายคนหนึ่งยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ที่กำลังขับหนี หลังจากมีคนมาทุบประตูบ้านของเขา ทำให้ชายคนนี้ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม นักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปีคนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่เขากำลังถ่ายคลิปวิดีโอการกดกริ่งแล้วหนีเพื่อโพสต์ลงบน TikTok โดยชายผู้ยิงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับ 2 หรือฆาตกรรมโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีความตั้งใจที่จะทำร้ายผู้อื่นอย่างสาหัส

เมื่อปี 2563 เด็กอายุ 16 ปี 3 คนเสียชีวิต หลังจากชายคนหนึ่งขับรถพุ่งชนรถที่ทั้งสามคนโดยสาร เพื่อตอบโต้การกดกริ่งแล้วหนี โดยชายผู้ก่อเหตุถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

3 ก.ย. 2568 01:33 น.

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรค AfD ฝ่ายขวาจัดในเยอรมนี เสียชีวิตแล้วถึง 6 ศพในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเลือกตั้งในรัฐใหญ่ทางตะวันตกกำลังจะมาถึง แต่ตำรวจระบุว่าไม่พบความผิดปกติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2568 ว่า ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรค AfD ฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนี เสียชีวิตไปแล้วถึง 6 ศพในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่การเลือกตั้งที่รัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน รัฐใหญ่ทางตะวันตก กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ก.ย.นี้

ในตอนแรกรายงานข่าวมุ่งเน้นไปที่การเสียชีวิตของผู้สมัคร 4 คน ก่อนจะมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้สมัครสำรองอีก 2 คน ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมายในโซเชียลมีเดีย

ด้านนางอลิซ วีเดล ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค AfD นอกจากจะไม่พยายามระงับการคาดเดาดังกล่าว เธอยังโพสต์คำกล่าวอ้างของนายสเตฟาน ฮอมบูร์ก นักเศรษฐศาสตร์เกษียณอายุ ซึ่งระบุว่า การเสียชีวิตของผู้สมัครจำนวนขนาดนี้ “แทบจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงสถิติ”

อย่างไรก็ตาม นายคาย ก็อตต์ชอล์ค บุคคลอันดับ 2 ของพรรค AfD ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน กล่าวว่า ข้อมูลที่เขามีอยู่ ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลบางส่วน ไม่ได้สนับสนุนเรื่องความน่าสงสัยใดๆ ในขณะนี้ และพรรคของเขาต้องการให้มีการสืบสวนกรณีเหล่านี้ โดยไม่มีการรีบด่วนสรุป

ขณะที่ตำรวจของเยอรมนี บอกกับสำนักข่าว DPA ว่า ผู้สมัคร 4 ศพแรก เสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ หรือไม่ก็ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุเพื่อความเป็นส่วนตัวของครอบครัว ส่วนการเสียชีวิตของผู้สมัครอีก 2 ศพตำรวจก็มีคำอธิบายในทำนองเดียวกันนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

2 ก.ย. 2568 23:25 น.

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งของจีนแล้ว โดยมี คิม จู-เอ ลูกสาวติดตามไปด้วย เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะในวันพุธนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กับ คิม จู-เอ ลูกสาว เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีนแล้ว ในวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 โดยเขาจะเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธนี้ เคียงข้าง สี จิ้งผิง ประธานาธิบดีจีน, วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำโลกคนอื่นๆ

นายคิมข้ามเข้าสู่ประเทศจีนในวันอังคารด้วยรถไฟหุ้มเกราะของเขา โดยภาพที่มีการเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือเดินลงจากรถไฟที่สถานีรถไฟปักกิ่ง โดยมี คิม จู-เอ ลูกสาว ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นผู้สืบทอดของนายคิม เดินตามลงมาด้วย

อนึ่ง คิม จู-เอ ออกงานพร้อมกับผู้เป็นบิดามากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เธอเปิดตัวให้โลกได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 แต่แทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเธอออกมาอย่างเป็นทางการ แม้แต่อายุก็ยังไม่แน่ชัด โดยจากข้อมูลของหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ จู-เอ อาจมีอายุราว 13 ปีเท่านั้น

ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ ระบุว่า นายคิมได้รับการต้อนรับที่สถานีปักกิ่งโดยสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งนายคิมได้ขอบคุณประธานาธิบดีสี สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย KCNA ยืนยันว่า ลูกสาวของนายคิมก็เดินทางมาด้วย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่ประเทศจีน นับตั้งแต่ปี 2502 โดยนายคิมจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลก 26 คนที่จะมาร่วมงาน รวมถึงผู้นำจากเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา และนี่จะเป็นการพบปะแบบพหุภาคีครั้งแรกของนายคิมด้วย

สำหรับงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพจีนจำนวนหลายหมื่นนายร่วมเดินขบวน จากจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อรำลึกวันครบรอบ 80 ปีที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การสวนสนามจะดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 70 นาที โดยจะมีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพจีน รวมถึง เครื่องบิน, รถถัง และระบบต่อต้านโดรน ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่โครงสร้างใหม่ของกองทัพจีน ถูกจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบในพิธีสวนสนาม

คาดกันว่า ผู้นำชาติตะวันตกส่วนใหญ่จะไม่เดินทางมาร่วมพิธีสวนสนามด้วย เพื่อแสดงการต่อต้านการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย โดยจะมีผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมคือนาย โรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ขณะที่บัลแกเรียกับฮังการีจะส่งผู้แทนไปร่วมงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

2 ก.ย. 2568 22:10 น.

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

แผ่นดินไหวระดับ 5.2 เขย่าซ้ำใกล้จุดเดิมในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังรับมือกับหายนะที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,400 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.2 ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 เมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแถบภูเขาบริเวณชายแดนปากีสถาน

เอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติในจังหวัดคูนาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 6.0 มากที่สุด ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว 5.2 สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่เดิมที่เผชิญกับธรณีพิโรธก่อนหน้านี้ แต่มันยังไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ด้านนายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบันเปิดเผยในวันอังคารว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิต 1,411 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,124 รายในจังหวัดคูนาร์เพียงแห่งเดียว ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นแผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของอัฟกานิสถานในรอบหลายสิบปี

นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตอีก 12 ศพและบาดเจ็บอีกหลายร้อยรายที่จังหวัดนันการ์ฮาร์ ซึ่งอยู่ติดกันด้วย

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และต้องรับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติมาตลอด แต่ความช่วยเหลือที่ลดลงหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจในปี 2564 ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติของพวกเขายิ่งเหลือน้อยลงไปอีก

นายอินดริกา รัตวัตเต ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หายนะที่เกิดขึ้นอาจกระทบประชาชนหลายแสนคน ขณะที่นายฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถานระบุว่า แผ่นดินไหวทำลายบ้านเรือนในจังหวัดคูนาร์มากว่า 5,400 หลัง และเจ้าหน้าที่ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการขุดค้นหาผู้รอดชีวิต

นายฟิตรัตระบุด้วยว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอีกหลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงด้วยถนนได้ แต่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกฉุกเฉินแล้วหลายแห่ง และหลายประเทศประกาศจะส่งความช่วยเหลือให้อัฟกานิสถานด้วย เช่นสหภาพยุโรประบุว่าจะส่งเสบียงฉุกเฉินไปให้ 130 ตัน และมอบเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

2 ก.ย. 2568 16:54 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีของอัฟกานิสถานพุ่งสูงกว่า 1,100 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน  โดยสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากเป็นอุปสรรคต่อความพยายามกู้ภัย

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอัฟกานิสถาน ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 1,100 ศพ ในวันนี้ (2 ก.ย.) ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บมีมากกว่าพันราย ด้านองค์กรบรรเทาทุกข์เปิดเผยว่าภารกิจกู้ภัยในหมู่บ้านห่างไกลในเขตภูเขาทางภาคตะวันออกของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากภูมิประเทศที่เข้าถึงได้ยาก

สภากาชาดอัฟกัน (Afghan Red Crescent Society) ซึ่งเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,124 ศพ และบาดเจ็บ 3,251 ราย รวมถึงบ้านเรือนอีกกว่า 8,000 หลัง ถูกทำลาย พร้อมเตือนว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ผู้ประสานงานของสหประชาชาติในอัฟกานิสถานกล่าวว่ายอดผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

อัฟกานิสถานเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยเฉพาะในเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชียมาบรรจบกัน

แผ่นดินไหวขนาด 6.0  เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันจันทร์ (1 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือจังหวัดคูนาร์และนันการ์ฮาร์ทางภาคตะวันออก

นายเอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน หัวหน้าฝ่ายจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดคูนาร์กล่าวว่า การกู้ภัยใน 4 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในจังหวัดคูนาร์ได้ดำเนินการไปแล้ว และหลังจากนี้จะมุ่งเน้นการเข้าถึงพื้นที่ภูเขาที่ห่างไกลมากขึ้น นายเอห์ซานกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่ายังมีศพอีกกี่รายที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” และ “ความพยายามของเราคือการเสร็จสิ้นภารกิจเหล่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเริ่มแจกจ่ายความช่วยเหลือให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย”

รายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่า ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงและสภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อหน่วยกู้ภัยในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดนปากีสถาน ซึ่งเป็นที่ที่บ้านเรือนที่สร้างจากดินและอิฐหลายร้อยหลังถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง การเข้าถึงด้วยยานพาหนะตามถนนบนภูเขาที่แคบเป็นปัญหาหลัก นายเอห์ซานกล่าวว่ากำลังมีการนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเคลียร์เส้นทางจากซากปรักหักพัง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีรถพยาบาลหลายคันเรียงรายอยู่บนถนนภูเขาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อพยายามเข้าถึงหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดคูนาร์ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์บินเข้าออกเพื่อนำส่งความช่วยเหลือและอพยพผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงคาบูลและจังหวัดนันการ์ฮาร์ที่อยู่ใกล้เคียง

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้ออกมาเตือนเมื่อวันอังคารว่าเด็กหลายพันคนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง UNICEF กล่าวว่ากำลังจัดส่งยารักษาโรค เสื้อผ้ากันหนาว เต็นท์และผ้าใบกันน้ำสำหรับที่พักพิง และสิ่งของสุขอนามัย เช่น สบู่ ผงซักฟอก ผ้าเช็ดตัว ผ้าอนามัย และถังน้ำ

ทหารตาลีบันถูกส่งเข้าประจำการในพื้นที่เพื่อช่วยในการให้ความช่วยเหลือและรักษาความปลอดภัย ภัยพิบัติครั้งนี้ยิ่งเพิ่มภาระให้กับรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการลดลงอย่างมากของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการเนรเทศชาวอัฟกันหลายแสนคนจากประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่กำลังพยายามกำจัดซากสัตว์อย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนแหล่งน้ำ องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า “ถนนที่เสียหาย และอาฟเตอร์ช็อกที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่ตั้งที่ห่างไกลของหมู่บ้านหลายแห่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งมอบความช่วยเหลือ” และเสริมว่ามีประชาชนกว่า 12,000 คนได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้.

ที่มา Reuters