ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

2 ก.ย. 2568 13:08 น.

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน เสียชีวิตแล้วราว 2,000 นาย

สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 ก.ย.) ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครนเสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 นาย ตามข้อมูลจาก สส. อี ซอง-กึน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานดังกล่าว

สส. อี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา NIS เคยประเมินยอดผู้เสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนืออยู่ที่อย่างน้อย 600 นาย แต่จากการประเมินใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000 นาย

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 10,000 นายไปยังรัสเซียในปี 2024 โดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคเคิรสค์ พร้อมกับกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และระบบจรวดพิสัยไกล นอกจากนี้ สส. อี ยังกล่าวอีกว่า NIS เชื่อว่าเกาหลีเหนือมีแผนจะส่งทหารและวิศวกรอีก 6,000 นายไปยังรัสเซีย และมี 1,000 นายเดินทางถึงแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า เกาหลีเหนือจะส่งช่างก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปประจำการที่ภูมิภาคเคิรสค์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเพิ่งยืนยันในเดือนเมษายนว่าได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน และยอมรับว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการรบ

นับตั้งแต่นั้นมา นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในการรบ และได้แสดงความเสียใจต่อ “ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทนได้” ของพวกเขา

สื่อทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นนายคิม จอง-อึน กอดทหารที่กลับจากแนวหน้า ซึ่งดูเหมือนจะมีอารมณ์สะเทือนใจมากจนซบหน้าลงกับอกของผู้นำ นอกจากนี้ยังมีภาพนายคิมคุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมทั้งวางเหรียญรางวัลและดอกไม้ไว้ข้างภาพเหล่านั้น

รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ลงนามในข้อตกลงทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงป้องกันร่วมกัน ระหว่างการเยือนเกาหลีเหนืออย่างหาได้ยากของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน.

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

2 ก.ย. 2568 12:13 น.

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

ปธน.ปูตินของรัสเซีย เจรจาทวิภาคีกับปธน. สี จิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง ก่อนการสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์จีน เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปี การยอมจำนนของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดการเจรจาทวิภาคีกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร ก่อนหน้าการสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน  โดยนายปูตินยกย่องความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนว่าอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมย้ำว่าการสื่อสารอย่างใกล้ชิดสะท้อนถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของความร่วมมือระหว่างรัสเซียและจีน

ปูตินกล่าวกับนายสี ตามวิดีโอที่เผยแพร่บนช่องทาง Telegram อย่างเป็นทางการของรัสเซียว่า “เพื่อนรัก ผมและคณะผู้แทนรัสเซียทุกคนมีความยินดีที่ได้พบกับเพื่อนและพันธมิตรชาวจีนอีกครั้ง เรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด และวันนี้เรายังคงอยู่ด้วยกัน

ด้านสี จิ้นผิง ตอบกลับว่า ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย ผ่านการทดสอบจากการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติ และจีนพร้อมร่วมมือกับรัสเซีย เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของจีนในการแสดงบทบาทนำบนเวทีโลก ไม่เพียงในฐานะเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก แต่ยังในฐานะ มหาอำนาจทางการทูต ที่กำลังท้าทายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

สี จิ้นผิง เน้นย้ำบทบาทของจีนในฐานะหุ้นส่วนการค้าที่มั่นคง ขณะที่มาตรการภาษีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยการเจรจาของสีและปูตินในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามหาข้อตกลงยุติสงครามยูเครน ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งสองผู้นำใช้เวทีซัมมิตโจมตีตะวันตก โดยสี จิ้นผิง ประณามพฤติกรรมชอบรังแกของบางประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงสหรัฐฯ ขณะที่ปูตินปกป้องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน พร้อมกล่าวโทษชาติตะวันตกว่าเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปูติน

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

2 ก.ย. 2568 12:03 น.

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

เบลเยียมเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ส่งผลให้มีแรงกดดันจากนานาชาติต่ออิสราเอลเพิ่มขึ้น หลังจากที่ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และฝรั่งเศส ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

นายแม็กซิม เพรโวต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียมประกาศว่า เบลเยียมจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนนี้ โดยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอล ต่อจากออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และฝรั่งเศส ที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปแล้ว

การตัดสินใจของเบลเยียมมีขึ้นจาก “โศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในฉนวนกาซา และเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่อิสราเอลกระทำซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

นายเพรโวต์กล่าวว่า การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มทางการทูตร่วมกับฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบีย และยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่มุ่งประณามการขยายการตั้งถิ่นฐานและการแสดงตนทางทหารของอิสราเอลในดินแดนดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ เบลเยียมจะออกมาตรการคว่ำบาตรอิสราเอล 12 ข้อที่เด็ดขาด เช่น การห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน, การทบทวนนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทอิสราเอล และการประกาศให้ผู้นำฮามาสเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในเบลเยียม

มาตรการของเบลเยียมมีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมองว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ควรมาจากการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เท่านั้น และได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของประเทศพันธมิตรแล้ว

เบลเยียมยืนยันว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการสร้างปาเลสไตน์ขึ้นใหม่ และผลักดันให้มีการออกมาตรการของสหภาพยุโรปเพื่อจัดการกับกลุ่มฮามาสด้วย.

ที่มา Reuters

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

2 ก.ย. 2568 11:16 น.

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

เวียดนามจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันประกาศเอกราชจากการปกครองของเจ้าอาณานิคมอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ โดยมีขบวนพาเหรดทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี พร้อมกับการแจกเงินครั้งประวัติศาสตร์ และการปล่อยตัวนักโทษเกือบ 14,000 คน

ประชาชนหลายหมื่นคนในกรุงฮานอยต่างสวมเสื้อสีแดงและถือธงชาติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติอย่างเข้มแข็ง โดยมีแขกคนสำคัญจากต่างประเทศเข้าร่วม เช่น นายจ้าว เล่อจี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับสามของจีน, นายฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา

ขบวนพาเหรดได้แสดงแสนยานุภาพทางการทหารที่ล้ำสมัยของเวียดนาม รวมถึงเฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-171, เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30 ที่ผลิตจากรัสเซีย และโดรนที่ผลิตเองในประเทศ นอกจากนี้ยังมีทหารจากจีน, รัสเซีย และประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในพิธีด้วยประชาชนหลายหมื่นคนในกรุงฮานอยต่างสวมเสื้อสีแดงและถือธงชาติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติอย่างเข้มแข็ง 

นายโต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กล่าวเปิดงานว่า “เรามุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะปกป้องอิสรภาพ เสรีภาพ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของมาตุภูมิของเรา ทุกตารางนิ้วที่ศักดิ์สิทธิ์” 

พิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้น ณ จัตุรัสบาดิ่ญ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้นำการปฏิวัติ โฮจิมินห์ ได้ประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 ซึ่งนับเป็นการก่อตั้งประเทศเวียดนามที่เป็นอิสระ หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเกือบศตวรรษ และการยึดครองโดยญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เพื่อเป็นการร่วมฉลองในโอกาสสำคัญนี้ รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศแจกเงิน 100,000 ดอง (ประมาณ 122 บาท) ให้กับประชาชน 100 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเงินสูงถึง 12,260 ล้านบาท นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเลือง เกื่อง ยังได้ประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ให้กับนักโทษ 13,920 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 66 คน ซึ่งจะได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดโทษอีกด้วย.

ที่มา Reuters

เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

2 ก.ย. 2568 10:47 น.

เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

กองทัพ/ขบวนการปลดปล่อยซูดานรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,000 ศพ จากเหตุดินถล่มที่ทำลายหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่เทือกเขามาร์รา ทางตะวันตกของซูดาน โดยเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

กลุ่มกบฏกองทัพปลดปล่อยซูดาน (Sudan Liberation Movement/Army – SLM/A) รายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลบริเวณเทือกเขามารา ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,000 คน

เหตุดินถล่มดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้หมู่บ้านทาราซินเกือบทั้งหมู่บ้านถูกทำลาย และมีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น ทางกลุ่ม SLM/A ได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากจากรัฐดาร์ฟูร์เหนือได้อพยพมายังเทือกเขามารา เพื่อหลบหนีภัยสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลังกึ่งทหารเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces – RSF) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 150,000 คน และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 12 ล้านคน

ชาวดาร์ฟูร์จำนวนมากเชื่อว่ากองกำลัง RSF และกองกำลังพันธมิตรได้ทำสงครามเพื่อเปลี่ยนภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์แห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนที่ปกครองโดยชาวอาหรับ

สงครามกลางเมืองที่กินเวลานาน 2 ปี ทำให้ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตความหิวโหย และทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน โดยเมืองอัลฟาชีร์ เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์เหนือ ยังคงตกอยู่ภายใต้การโจมตี.

ที่มา BBC

เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

 เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

2 ก.ย. 2568 09:56 น.

เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

เนสท์เล่ บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ สั่งปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังดำรงตำแหน่งเพียงหนึ่งปี เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง

บริษัทเนสท์เล่ ผู้ผลิตช็อกโกแลต Kit Kat และกาแฟ Nespresso ระบุว่า โลรองต์ เฟร็กซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที หลังคณะกรรมการที่นำโดยประธานบอร์ดและผู้อำนวยการอิสระของเนสท์เล่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่เขามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง โดย BBC รายงานว่าการสอบสวนเริ่มต้นขึ้นจากการแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางร้องเรียนภายในองค์กร

พอล บุลเค ประธานบอร์ดเนสท์เล่กล่าวว่านี่เป็นการตัดสินใจที่จำเป็น ค่านิยมและหลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งคือรากฐานของบริษัท โดยขอขอบคุณโลรองต์ที่ทุ่มเทให้เนสท์เล่มาอย่างยาวนาน

Financial Times รายงานว่า ก่อนหน้านี้ในปีนี้ เคยมีการร้องเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว แต่ผลการสอบสวนภายในไม่พบมูลความจริง แต่หลังข้อร้องเรียนยังคงดำเนินต่อไป เนสท์เล่จึงเปิดการสอบสวนรอบใหม่ร่วมกับที่ปรึกษาภายนอก และพบว่าข้อกล่าวหามีมูลจริง

โฆษกเนสท์เล่ระบุว่า บริษัทได้ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างดีที่สุดมาโดยตลอด การสอบสวนภายนอกเปิดขึ้นไม่นานหลังจากการสอบสวนภายใน และการตัดสินใจในวันนี้สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาและการสอบสวนอย่างจริงจัง

เฟร็กซ์อยู่กับเนสท์เล่มาเกือบ 40 ปี ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอโลกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แทนที่ มาร์ก ชไนเดอร์ โดยเนสท์เล่ยืนยันว่าเขาจะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ จากการพ้นตำแหน่ง 

สำหรับผู้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอคือ ฟิลิปป์ นาฟราทิล ซึ่งทำงานกับเนสท์เล่มาตั้งแต่ปี 2001 โดยทางบอร์ดยืนยันว่าบริษัทจะไม่เปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์และไม่ชะลอการดำเนินงาน

ทั้งนี้ พอล บุลเค เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งประธานบอร์ดในปีหน้า และมีการเสนอชื่อ ปาโบล อิสลา ให้เข้ามารับตำแหน่งแทน

ไม่เพียงเนสท์เล่เท่านั้น หลายบริษัทใหญ่เคยประสบปัญหาคล้ายกัน เช่น ซีอีโอของ BP เบอร์นาร์ด ลูนีย์ ที่ลาออกหลังมีความสัมพันธ์กับพนักงาน หรือกรณีของ สตีฟ อีสเตอร์บรู๊ค ซีอีโอแมคโดนัลด์ ที่ถูกปลดในปี 2019 หลังพบว่ามีความสัมพันธ์กับพนักงาน แม้ในตอนแรกเขาจะได้รับเงินชดเชยสูงถึง 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภายหลังเขาต้องคืนทั้งหมด และถูกปรับเพิ่มอีก 400,000 ดอลลาร์ในปี 2023 จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ฐานให้ข้อมูลบิดเบือนต่อผู้ลงทุน ซึ่งเขาได้จ่ายค่าปรับโดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เนสท์เล่

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

2 ก.ย. 2568 08:00 น.

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ 

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน.

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน “1 ก.ย.” ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน "1 ก.ย." ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

2 ก.ย. 2568 07:03 น.

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน “1 ก.ย.” ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

หลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ ได้จัดกิจกรรมฉลองวันแรงงาน ที่ตรงกับ 1 กันยายน ทั้งขบวนพาเหรด งานส่งเสริมวัฒนธรรม และการชุมนุมประท้วงที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 1 กันยายน 2568 ตรงกับวันแรงงานของสหรัฐฯ หลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมวันแรงงาน ทั้งขบวนพาเหรด งานส่งเสริมวัฒนธรรม และการชุมนุมประท้วง ขณะที่บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ ได้ใช้โอกาสนี้เป็น “วันต่อสู้ของแรงงาน” ทั้งที่่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย  ที่นครนิวยอร์ก และที่เมืองชิคาโก 

โดยสหภาพแรงงานย้ำข้อเรียกร้อง ภายใต้แคมเปญ “Workers Over Billionaires” ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เข้มแข็งขึ้น โรงเรียนที่มีงบเพียงพอ การรักษาพยาบาลและที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน ตลอดจนยุติการคอร์รัปชันของบรรษัทขนาดใหญ่ การโจมตีชนกลุ่มน้อย และการแทรกแซงเกินขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย นางลิซ ชูลเลอร์ ประธาน AFL-CIO กล่าวบนเวทีชุมนุมว่า ปีนี้มีการจัดงานแรงงานมากกว่า 1,000 กิจกรรมทั่วประเทศ ตั้งแต่เดินขบวน ให้ความรู้เรื่องการเมือง ไปจนถึงเวิร์กช็อป พร้อม ชี้ว่า ลอสแอนเจลิสคือสมรภูมิหลัก ของการโจมตีสิทธิแรงงานภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ส่วนที่นิวยอร์ก งาน West Indian American Day Parade กลับมาคึกคักอีกครั้งบนถนนอีสเทิร์น ปาร์กเวย์ ย่านบรูคลิน ผู้คนหลายแสนแห่ร่วมชมขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ด้วยธงหลากสี เครื่องแต่งกายสไตล์แคริบเบียน และเสียงดนตรีเร้าจังหวะโซกา-เร็กเก้ นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนปักหลักหน้าตึกทรัมป์ ทาวเวอร์ ส่งเสียงตะโกนโห่ร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลาออก พร้อมชูป้ายเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมและการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า

ที่ชิคาโก นายแบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยต่อมวลชนและนำสโลแกนตะโกนต้านการส่งทหารเข้าคุมพื้นที่ในเมือง พร้อมปลุกระดมว่า “คุณพร้อมหรือยังที่จะปกป้องแผ่นดินนี้”

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่ของแรงงานทั่วประเทศ ที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน.

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

2 ก.ย. 2568 06:30 น.

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

เด็กชายวัย 11 ขวบในสหรัฐฯ ถูกยิงดับ หลังไปแกล้งกดกริ่งประตูบ้านคนอื่นแล้ววิ่งหนี ตามเทรนด์บนโลกออนไลน์ ที่ทำให้การแกล้งกันแบบนี้กลับมาบูมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.ย. 2568 ว่า เด็กอายุเพียง 11 ขวบเสียชีวิต หลังจากเขาเล่นกดกริ่งประตูบ้านแล้ววิ่งหนีที่เมืองฮิวส์ตัน ตามเทรนด์ที่กำลังถูกเผยแพร่บน ติ๊กต่อก (TikTok) ในขณะที่ทางการพยายามเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ดูแลลูกหลาน ไม่ให้ทำตามเทรนด์อันตรายบนโลกออนไลน์

ตำรวจเมืองฮิวส์ตันระบุว่า เด็กชายวัย 11 ขวบรายนี้กับเพื่อนๆ ของเขาเล่นเกมที่เรียกว่า “ding dong ditch” (กดกริ่งแล้วหนี) ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านของพวกเขาไม่ไกลนัก เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2568) ก่อนที่คนในบ้านจะออกมาแล้วยิงปืนเข้าใส่เด็กชายคนนี้

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เด็กชายกดกริ่งที่บ้านหลังหนึ่งบนถนนราซีน สตรีท (Racine Street) แล้ววิ่งหนี ก่อนที่เขาจะถูกยิง โดยเด็กชายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และถูกประกาศว่าเสียชีวิตในวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค

ขณะเดียวกัน ตำรวจเมืองฮิวส์ตันต้องใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อเรียกให้คนในบ้านหลังเกิดเหตุออกมามอบตัว โดยชูมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งไปสอบปากคำ

จากนั้นในเวลา 6.00 น.วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็พาคนผู้นั้นกลับมาส่งที่บ้านในสภาพถูกใส่กุญแจมือ แต่ในคืนวันเดียวกัน ตำรวจก็กลับมาควบคุมตัวบุคคลผู้นี้ไปอีก แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ตำรวจเมืองฮิวส์ตันยังคงดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และทำงานร่วมกับสำนักงานอัยการเขต แฮร์ริส เคาน์ตี เพื่อมองหาข้อกล่าวหาที่เป็นไปได้

นายไมเคิล แคส เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรมของสำนักงานตำรวจเมืองฮิวส์ตันกล่าวว่า มีโอกาสสูงที่จะมีการตั้งข้อหาฆาตกรรม เนื่องจากการเสียชีวิตของเด็กชายรายนี้ไม่ปรากฏว่ามีการป้องกันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการยิงไม่ได้เกิดขึ้นใกล้ตัวบ้าน

ทั้งนี้ การกดกริ่งแล้วหนี เป็นการแกล้งกันที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการท้าทายกันบนโลกออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการแกล้งกดกริ่งแล้วหนีหลากหลายรูปแบบถูกโพสต์ลงบน TikTok รวมถึงการทุบหรือถีบประตูหน้าบ้านคนอื่นแทนการกดกริ่ง

เมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่เมืองดัลลัสก็เกิดเหตุ ชายคนหนึ่งยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ที่กำลังขับหนี หลังจากมีคนมาทุบประตูบ้านของเขา ทำให้ชายคนนี้ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม นักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปีคนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่เขากำลังถ่ายคลิปวิดีโอการกดกริ่งแล้วหนีเพื่อโพสต์ลงบน TikTok โดยชายผู้ยิงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับ 2 หรือฆาตกรรมโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีความตั้งใจที่จะทำร้ายผู้อื่นอย่างสาหัส

เมื่อปี 2563 เด็กอายุ 16 ปี 3 คนเสียชีวิต หลังจากชายคนหนึ่งขับรถพุ่งชนรถที่ทั้งสามคนโดยสาร เพื่อตอบโต้การกดกริ่งแล้วหนี โดยชายผู้ก่อเหตุถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน

เจ้าหน้าที่ทั่วสหรัฐฯ ต่างออกมาเตือนเรื่องการแกล้งกดกริ่งแล้วหนี เนื่องจากมีทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย และอาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

“คิดว่าการทุบประตูและหนีเป็นเรื่องสนุกหรือ? คิดใหม่อีกที” สำนักงานนายอำเภอเขตแฮมิลตัน รัฐอินเดียนา โพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อเดือนสิงหาคม “สิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นแค่การแกล้งกันนี้ สามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายร้ายแรง เช่นข้อหาทำลายทรัพย์สิน หรือแย่กว่านั้น คืออาจมีใครบางคนต้องเจ็บตัว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

2 ก.ย. 2568 05:07 น.

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

ซีอีโอบริษัทในโปแลนด์ออกมาขอโทษ หลังโดนคลิปแฉว่าแย่งหมวกไปจากมือเด็กที่นักเทนนิสมอบให้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจและคืนหมวกให้เด็กแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปิโอตอร์ เชซเซเร็ค (Piotr Szczerek) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท “ดร็อกบรูก” (Drogbruk) ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุปูพื้นในโปแลนด์ ออกมาระบุว่า เขาได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หลังจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เขาแย่งหมวกที่นักเทนนิสมอบให้แก่เด็กคนหนึ่งไปจากมือของเด็กคนนั้น

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการแข่งขันเทนนิสรายการ ยูเอส โอเพ่น 2025 ประเภทชายเดี่ยว รอบ 2 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) โดยนาย คามิล มาจชาซัค นักเทนนิสชาวโปแลนด์ ไปแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆ ตรงอัฒจันทร์ ก่อนที่จะถอดหมวกยื่นให้กับเด็กคนหนึ่ง แต่อยู่ดีๆ ก็มีชายมือไวฉกหมวกใบนั้นไปจากมือเด็ก โดยที่ตัวของมาจซาชัคก็ไม่ทันเห็น

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกวิดีโอเอาไว้ได้และกลายเป็นไวรัลในทันที ซึ่งซีอีโอรายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องพฤติกรรมของเขา

ในแถลงการณ์ที่นายเชซเซเร็คโพสต์ในวันจันทร์ (1 ก.ย. 2568) ระบุว่า เขาเชื่อจริงๆ ว่า นายมาจซาชัคส่งหมวกใบนั้นมาทางเขา “ผมรู้ว่าผมได้ทำบางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการตั้งใจแย่งของที่ระลึกจากเด็กคนหนึ่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผม แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า ผมได้ทำร้ายเด็กชายคนนี้และทำให้แฟนๆ ผิดหวัง”

ซีอีโอวัย 50 ปีบอกอีกว่า “ผมอยากขอโทษอย่างที่สุดต่อเด็กชายผู้เสียความรู้สึกรายนี้, ต่อครอบครัวของเขา รวมถึงแฟนทุกคนและต่อตัวนักกีฬาเอง” และเสริมว่า เขาได้คืนหมวกใบนั้นให้แก่เด็กชายคนนี้แล้ว และหวังว่ามันจะช่วยเยียวยาความรู้สึกของเด็กที่เสียไปได้บ้าง

ก่อนหน้านี้นายมาจชาซัค วัย 29 ปี พูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า เขาเชื่อว่ามีความเข้าใจผิดบางอย่างเกิดขึ้น “ผมชี้มือ ยื่นหมวก แต่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากหลังการแข่ง หลังจากเหนื่อยสุดๆ และตื่นเต้นสุดๆ กับชัยชนะ” “ผมไม่ทันเห็น ผมมั่นใจว่าชายคนนั้นก็ทำลงไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมาจชาซัคได้ไปพบกับเด็กชายในคลิปอีกครั้ง และมอบหมวกใบใหม่กับของที่ระลึกอื่นๆ ให้แก่เขาเพื่อเป็นการปลอบใจแล้ว

ทั้งนี้ นายเชซเซเร็คกับ แอนนา ภรรยาของเขา เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ดร็อกบรูก ในปี 2542 โดยบริษัทนี้เป็นสปอนเซอร์ให้แก่การแข่งขันกีฬาหลายรายการและเป็นสปอนเซอร์ให้นักกีฬาชาวโปแลนด์หลายคนด้วย

สามีภรรยาคู่นี้กับลูกชายอีก 2 คนของพวกเขายังเป็นนักเทนนิสสมัครเล่น ผู้ร่วมแข่งขันในลีกท้องถิ่น และเคยเป็นเจ้าบ้านต้อนรับ เออร์ซูลา รัดวานสกา นักเทนนิสมืออาชีพชาวโปแลนด์ให้มาเล่นที่สนามเทนนิสที่บ้านของพวกเขาอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc