เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

2 ก.ย. 2568 04:26 น.

เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

เครื่องบินที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังโดยสาร ถูกโจมตีด้วยการรบกวนสัญญาณระบบนำทางจีพีเอส ก่อนที่เครื่องจะเดินทางถึงบัลแกเรีย แต่สุดท้ายเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ระบบนำทางของเครื่องบินซึ่งนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังโดยสาร ถูกรบกวนขณะที่เครื่องกำลังจะเดินทางถึงภาคใต้ของบัลแกเรีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2568) แต่เครื่องยังลงจอดได้อย่างปลอดภัย

นายอันเดรียส คูบิเลียส กรรมาธิการฝ่ายกลาโหมของคณะกรรมาธิการยุโรประบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของบัลแกเรียว่า พวกเขาสงสัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการแทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งของรัสเซีย

“การข่มขู่คุกคามคือองค์ประกอบปกติในพฤติกรรมเป็นปรปักษ์ของรัสเซีย” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่า เหตุการณ์นี้จะยังเพิ่มความมุ่งมั่นของพวกเขาในการยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและสนับสนุนยูเครน และสหภาพยุโรปจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการตรวจจับการรบกวนจีพีเอส

แถลงการณ์ระบุอีกว่า รัฐบาลบัลแกเรียได้ยืนยันแล้วว่า ระหว่างการบิน สัญญาณดาวเทียมที่ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบนำทางของเครื่องบินลำนี้ถูกรบกวน ทำให้ผู้บังคับการบินต้องเสนอแนะวิธีลงจอดแบบอื่นๆ โดยใช้เครื่องมือนำทางที่อ้างอิงจากภูมิประเทศ เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการบิน

ด้านสำนักข่าว ไฟแนนเชียล ไทม์ส (FT) รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า เครื่องบินที่นางวอน แดร์ เลเยน โดยสาร ต้องลงจอดที่สนามบินพรอฟดิฟ โดยที่นักบินต้องใช้การดูแผนที่กระดาษ ขณะที่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียบอกกับ FT ว่า ข้อมูลที่พวกเขารายงานนั้นไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ สำนักงานบริการการจราจรทางอากาศของบัลแกเรียเคยออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับจีพีเอส รวมถึงการรบกวนสัญญาณ เกิดเพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่รัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

มีรายงานการรบกวนสัญญาณจีพีเอสจากสายการบินที่ให้บริการแถบชายฝั่งทะเลบอลติกหลายหมื่นครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มบอลติกทั้งสามประเทศ ได้แก่ ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย มีอาณาเขตติดกับดินแดนของรัสเซีย

เมื่อเดือนมีนาคม 2567 เครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษที่นาย แกรนต์ แชปส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรในตอนนั้นโดยสาร ก็ถูกโจมตีด้วยวิธี “สปูฟฟิง” (spoofing) คือการแทนที่สัญญาณที่ถูกต้องต่างๆ ด้วยสัญญาณปลอม เพื่อให้ระบุตำแหน่งผิดพลาด ในขณะที่บินใกล้ดินแดนคาลินินกราด

เหตุการณ์ดังกล่าวถึงกับทำให้สำนักงานความปลอดภัยการบินของสหภาพยุโรป (EASA) กับสมาคมการคมนาคมทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) จัดการประชุมวาระพิเศษ เพื่อหารือเรื่องเหตุการณ์สปูฟฟิงต่างๆ และเตือนว่า มันอาจเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการบิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

2 ก.ย. 2568 01:05 น.

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นั่งรถไฟหุ้มเกราะออกเดินทางจากกรุงเปียงยางไปยังประเทศจีนแล้ว เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่กรุงปักกิ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 3 ก.ย.นี้ โดยจะมีผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วม รวมถึง คิม จอง อึน กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้นี่จะกลายเป็นการประชุมระหว่างประเทศแบบพหุภาคีครั้งแรกของผู้นำเกาหลีเหนือ

นายคิมออกเดินทางจากกรุงเปียงยางในช่วงค่ำวันจันทร์ (1 ก.ย.) ด้วยรถไฟหุ้มเกราะ ซึ่งว่ากันว่าภายในมีร้านอาหารที่เสิร์ฟไวน์ฝรั่งเศสชั้นดี และอาหารหรูหราอย่างล็อบสเตอร์สด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรถไฟหุ้มเกราะทำให้มันเดินทางได้ช้า และคาดว่านายคิมจะใช้เวลาเดินทางนานถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนจีนของ คิม จอง อึน ในครั้งนี้ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกนับตั้งแต่ปี 2502 ที่เข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะของจีน โดยจะมีผู้นำจากประเทศอื่นๆ อีก 26 ประเทศเข้าร่วมด้วย รวมถึง ผู้นำเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา

เกาหลีเหนือส่งคนไปเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันประกาศชัยชนะที่จีนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2558 โดยตอนนั้นเปียงยางส่งนาย โช รยอง-แฮ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดไปร่วมพิธีด้วย

อนึ่ง ประเพณีการนั่งรถไฟไปเยือนต่างประเทศของผู้นำเกาหลีเหนือ เริ่มต้นในสมัยของ คิม อิล-ซุง ปู่ของคิม จอง อึน ในตอนที่เขาเดินทางไปเวียดนามและยุโรปตะวันออก ก่อนที่คิม จอง อิล พ่อของคิม จอง อึน สืบทอดประเพณีการนั่งรถไฟไปต่างประเทศ แต่ว่ากันว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ คิม จอง-อิล กลัวการนั่งเครื่องบินมากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

1 ก.ย. 2568 23:15 น.

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

วลาดิเมียร์ ปูติน เผยว่า เขาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรื่องการยุติสงครามยูเครนแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเขาตอบรับเจรจากับนายเซเลนสกีหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.ย. 2568 ว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า เขาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องการยุติสงครามยูเครนแล้ว ตอนที่ทั้งสองคนได้พบปะพูดคุยกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ปูตินเปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างการเยือนเมืองเทียนจิน ประเทศจีน เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดชาติสมาชิกองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และระบุว่า “ผมหวังว่า การเดินทางไปยังทิศทางนี้ จะเปิดทางไปสู่สันติในยูเครน”

อย่างไรก็ตาม ปูตินไม่ได้ระบุว่า เขาเห็นชอบเรื่องการเจรจาสันติภาพกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งนายทรัมป์พยายามผลักดันหรือไม่ โดยนายทรัมป์กล่าวเมื่อ 22 ส.ค.ว่า จะให้เวลานายปูตินอีก 2 สัปดาห์ เพื่อตกลงเจรจาสันติภาพกับนายเซเลนสกี ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีมาตรการลงโทษ

ผู้นำรัสเซียยังคงกล่าวปกป้องการตัดสินใจยกทัพบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ และกล่าวโทษชาติตะวันตกอีกครั้งว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงคราม “วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดเพราะการที่รัสเซียโจมตียูเครน แต่เป็นผลจากการรัฐประหารในยูเครน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและยั่วยุโดยชาติตะวันตก”

ปูตินกล่าวด้วยว่า สงครามนี้เป็นผลมาจากการที่ชาติตะวันตกพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะลากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต่อต้านมาตลอด ในขณะที่ชาติตะวันตกก็ปฏิเสธเหตุผลที่รัสเซียหยิบยกขึ้นมาทั้งสองข้อเช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2557 กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายสนับสนุนการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในยูเครน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี วิกตอร์ ยานูโควิช ผู้ฝักฝ่ายรัสเซียและพยายามเตะถ่วงกระบวนการเข้าร่วมกับ EU

แต่หลังจากรัฐบาลถูกโค่น กลับเกิดการลุกฮือของกลุ่มติดอาวุธฝักฝ่ายรัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน และยึดครองพื้นที่หลายส่วนของแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์เอาไว้ ขณะเดียวกันก็มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ายึดสถานที่สำคัญในแคว้นไครเมีย และมีการลงประชามติซึ่งผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

1 ก.ย. 2568 22:00 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 800 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 3,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.0 ซึ่งเกิดขึ้นในภาคตะวันออกของประเทศเมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 1 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 800 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2,800 คน ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังขุดค้นซากอาคารบ้านเรือนเพื่อหาผู้รอดชีวิต

นายชาราฟัต ซามาน โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของอัฟกานิสถาน ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อรับมือกับหายนะที่เกิดจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 ครั้งนี้ ซึ่งจุดศูนย์กลางมีความลึกเพียง 8 กม. และอยู่ห่างจากเมืองจาลาลาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 27 กม.

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยิ่งซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ท่ามกลางความบอบช้ำจากสงครามและการต่อสู้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติก็ลดลงอย่างมากหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านก็ผลักดันผู้อพยพชาวอัฟกันหลายแสนคนกลับประเทศ

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของรัฐบาลตาลีบันกล่าวว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในจังหวัดนันการ์ฮาร์และคูนาร์ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 812 ศพ แต่การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยบนภูเขาห่างไกลทำได้ยากลำบาก เนื่องจากเส้นทางเดินรถตามแนวชายแดนถูกตัดขาด

สถานีโทรทัศน์ของรัสเซีย เผยแพร่ภาพเฮลิคอปเตอร์หลายลำพยายามลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ประชาชนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและทีมแพทย์ ขนย้ายผู้บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาล

ด้านกระทรวงกลาโหมของอัฟกานิสถานระบุว่า แผ่นดินไหวทำให้หมู่บ้าน 3 แห่งในจังหวัดคูนาร์ถูกทำลายอย่างราบคาบ โดยทีมกู้ภัยของกองทัพถูกส่งกระจายตัวออกไปทั่วภาคตะวันออก โดยมีเที่ยวบินกว่า 40 ขนย้ายผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกว่า 420 รายออกจากพื้นที่แล้ว

กระทรวงกลาโหมระบุอีกว่า พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 610 ศพในจังหวัดคูนาร์ และ 12 ศพในจังหวัดนันการ์ฮาร์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลตาลีบันยึดอำนาจกลับมาได้สำเร็จในปี 2564 พวกเขาต้องรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในขณะที่นานาชาติพากันยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ในงบประมาณของอัฟกานิสถาน

ขณะที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็มูลค่าลดลงเหลือเพียง 767 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จากในปี 2565 ที่มีมูลค่าถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” เป็น “กระทรวงสงคราม”

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงกลาโหม" เป็น "กระทรวงสงคราม"

1 ก.ย. 2568 15:04 น.

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” เป็น “กระทรวงสงคราม”

ตามรายงานของสำนักข่าวเดอะ วอลล์ตรีทเจอร์นัล รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันแผนการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” (Department of Defense) เป็น “กระทรวงสงคราม” (Department of War) หลังจากที่ทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้ก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อ “กระทรวงสงคราม” ซึ่งเคยเป็นชื่อเดิมของกระทรวงที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น อาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาแนวทางอื่น ๆ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สส. เกร็ก สตูบ จากพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดา ได้ยื่นข้อเสนอแก้ไขกฎหมายนโยบายกลาโหมประจำปีเพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวง ซึ่งบ่งชี้ถึงการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนในสภาคองเกรส

ทำเนียบขาวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่ได้เน้นย้ำถึงคำพูดของทรัมป์ที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ เน้นขีดความสามารถในการโจมตีมากขึ้น แอนนา เคลลี โฆษกหญิงของทำเนียบขาวกล่าวว่า “ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวไว้ กองทัพของเราควรให้ความสำคัญกับการโจมตี ไม่ใช่แค่การป้องกัน นั่นคือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับนักรบในเพนตากอนมากกว่าการให้ความสำคัญกับ DEI (ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก) และอุดมการณ์ตื่นรู้ (woke)”

ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า การเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม” นั้น “ฟังดูดีกว่า” “ในอดีตมันเคยถูกเรียกว่ากระทรวงสงคราม และมันฟังดูแข็งแกร่งกว่า” ทรัมป์กล่าว “เราต้องการการป้องกันก็จริง แต่เราก็ต้องการการโจมตีด้วย… ตอนที่ชื่อกระทรวงสงคราม เราชนะทุกอย่าง เราชนะทุกอย่าง และผมคิดว่าเราจะต้องกลับไปใช้ชื่อนั้นอีกครั้ง”

ในอดีต กระทรวงสงครามได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหม โดยผ่านกระบวนการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 ที่รวมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเข้าไว้ในองค์กรเดียวชื่อ “สำนักงานการทหารแห่งชาติ” (National Military Establishment) ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายในปี 1949 ซึ่งนำไปสู่การใช้ชื่อ “กระทรวงกลาโหม” อย่างเป็นทางการ และเป็นโครงสร้างที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของกองทัพที่แข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงการปลดผู้นำทหารระดับสูงที่เห็นต่างกับทรัมป์ อีกทั้งยังพยายามสั่งห้ามบุคคลข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ และปลดประจำการผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยให้เหตุผลว่าบุคคลข้ามเพศมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสม ซึ่งนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริงและเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างผิดกฎหมาย.

ที่มา Reuters

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

1 ก.ย. 2568 13:55 น.

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.0 ในช่วงดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก

กระทรวงมหาดไทยภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบันแถลงว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อยู่ที่ 622 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 1,500 คน โดยตัวเลขยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีรายงานความสูญเสียเข้ามาเพิ่มเติม

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23:47 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (31 ส.ค.)  โดยจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองจาลาลาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 27 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งยิ่งแผ่นดินไหวตื้นมากเท่าไรก็ยิ่งสร้างความเสียหายได้มากเท่านั้น โดยแรงสั่นสะเทือนได้ทำลายหมู่บ้านหลายแห่งในจังหวัดคูนาร์ ใกล้กับชายแดนปากีสถาน

ทางการของจังหวัดคูนาร์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 250 ศพ และบาดเจ็บ 500 รายในหลายอำเภอ ทั้งในนูร์ กุล, โซกี, วัดปูร์, มาโนกี และชาปาดาเร

ชาราฟัต ซามาน โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า “ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป และมีหลายหมู่บ้านถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง” พร้อมเสริมว่า “ทีมแพทย์จากคูนาร์ นังกาฮาร์ และกรุงคาบูลได้เดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว”

โฆษกยังกล่าวอีกว่า พื้นที่ประสบภัยหลายแห่งยังไม่สามารถรายงานยอดผู้เสียชีวิตได้อย่างครบถ้วน ทำให้คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจะเพิ่มขึ้นอีกในไม่ช้า

เมืองจาลาลาบัดเป็นเมืองการค้าที่สำคัญเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนปากีสถาน ประชากรส่วนใหญ่ราว 300,000 คนอาศัยอยู่ในอาคารก่อสร้างที่ไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐและคอนกรีต ขณะที่พื้นที่รอบนอกยังมีบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐโคลนและไม้ ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในครั้งนี้

ภัยพิบัติครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือที่ลดลงอย่างมากจากนานาชาติ และการถูกผลักดันให้ประชาชนเดินทางออกจากประเทศเพื่อนบ้าน

อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซียมาบรรจบกัน ก่อนหน้านี้เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 4,000 คน ตามการประมาณการของรัฐบาลตาลีบัน.

ที่มา  FRANCE 24

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

1 ก.ย. 2568 12:09 น.

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

กลุ่มนักศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมในอินโดนีเซียประกาศยกเลิกแผนการประท้วงในกรุงจาการ์ตาวันนี้ หลังจากที่การชุมนุมตลอดสัปดาห์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นและเหตุจลาจลรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและลุกลามไปทั่วประเทศ โดยความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากรถตำรวจชนคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ด้าน ไอรลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงแล้ว 8 ศพ

เมื่อวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พยายามลดความตึงเครียดด้วยการประกาศว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ตกลงที่จะลดสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภา และยังได้สั่งการให้กองทัพและตำรวจดำเนินการจัดการกับกลุ่มผู้ก่อจลาจลและปล้นสะดมที่บุกเข้าทำลายบ้านพักของนักการเมืองและอาคารของรัฐ

กลุ่ม “พันธมิตรหญิงชาวอินโดนีเซีย” ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่นำโดยผู้หญิง กล่าวในโพสต์อินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ว่า พวกเขาเลื่อนการประท้วงที่รัฐสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ “การเลื่อนนี้มีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเพิ่มขึ้นจากเจ้าหน้าที่ และจะเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์จะสงบลง”

ด้านกลุ่มนักศึกษาก็ได้เลื่อนการชุมนุมออกไป โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเพราะ “สภาพการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง”

ขณะที่ในเมืองปูร์วากาตา จังหวัดชวาตะวันตก และเมืองยอกยาการ์ตา กลุ่มนักศึกษากล่าวว่าพวกเขายังคงมีแผนที่จะจัดการประท้วงในวันนี้ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการชุมนุมเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากนี้ มีการเตือนในโซเชียลมีเดียให้ระวังการนัดประท้วงปลอมและขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง

ศรี มุลยานี อินดราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันผ่านอินสตาแกรมว่า เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกปล้นสะดม พร้อมเรียกร้องไม่ให้มีการปล้นทรัพย์และขออภัยในความบกพร่องของรัฐบาล

เหตุการณ์ประท้วงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยตลาดหุ้นร่วงลงมากกว่า 3% ในช่วงเปิดทำการวันจันทร์ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และจะได้รับการหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่วางแผนไว้ในอนาคต.

ที่มา Reuters

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

1 ก.ย. 2568 11:47 น.

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเปิดเผยว่า หญิงชาวอังกฤษรายหนึ่งถูกแทงเสียชีวิต โดยคาดว่าเป็นเหตุขัดแย้งจาก “รักสามเส้า”

เจสสิก้า คาเรียด ฮอปกินส์ วัย 34 ปี ถูกพบเสียชีวิตในกองเลือดพร้อมบาดแผลถูกแทงหลายแห่ง ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) โดยเธอมีร่องรอยถูกแทงที่ลำคอและส่วนอื่นของร่างกาย โดยร่างของเธอถูกพบเมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม ในเขตจ็อมการ์มอน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้คือ กิดิกิลา งานดา กลอดี้ หญิงชาวคองโก วัย 33 ปี ได้ที่ร้านทำผมแห่งหนึ่ง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2.4 กิโลเมตร โดยมีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นขณะเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากร้านในสภาพถูกใส่กุญแจมือ

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ ชวน นาริน ยืนยันการจับกุมดังกล่าว และกล่าวว่าจากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าสาเหตุการสังหารอาจมาจากความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจาก ความหึงหวงเรื่องชู้สาว ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่าตำรวจใช้เวลาสืบสวนนาน 17 ชั่วโมงก่อนจะจับกุมผู้ก่อเหตุได้

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมาจากเมืองฮาร์เพนเดนในแคว้นฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ แต่เชื่อกันว่าเธออาศัยอยู่ในบ้านเช่าในพื้นที่ชรอยชังวาร์ในพนมเปญในขณะที่เธอเสียชีวิต

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ว่า “เรากำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของหญิงชาวอังกฤษที่เสียชีวิตในกัมพูชา และกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด”.

ที่มา BBC  London Evening Standard

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

1 ก.ย. 2568 11:08 น.

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เผยจีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า จีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่เพื่อท้าทายสหรัฐอเมริกา

ผู้นำจีนกล่าวในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดที่นครเทียนจิน โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมว่า องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้สร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ และเวทีนี้ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย และผู้นำจากเอเชียกลาง, ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ได้อย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกิจการระหว่างประเทศ การต่อต้านแนวคิดครอบงำและเกมการเมืองด้วยอำนาจ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งเสริมระบบพหุภาคีในเวทีโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกลุ่ม SCO ในการต่อต้านอำนาจและการแทรกแซงจากภายนอก โดยไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต่อต้าน “ความคิดแบบสงครามเย็น” และ “แนวทางปฏิบัติที่ชอบรังแกผู้อื่น”

ผู้นำจีนกล่าวถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ “ผันผวนและวุ่นวาย” โดยมองว่า SCO ได้สร้าง “แบบอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่” ที่ยึดมั่นใน “ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งคัดค้านแนวคิด “การใช้อำนาจครอบงำ” และ “เกมการเมืองด้วยอำนาจ” อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังกระตุ้นให้สมาชิก SCO ใช้ประโยชน์จาก “ขนาดตลาดที่ใหญ่” เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกัน และร่วมกันสร้าง “สวนแห่งอารยธรรม” รวมถึงให้ความสำคัญกับการ “ส่งเสริมมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2” อีกด้วย

องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นจากการรวมตัวของ 6 ประเทศในแถบยูเรเชีย และได้ขยายสมาชิกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีสมาชิกถาวร 10 ประเทศ และมีประเทศคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์รวมกันอีก 16 ประเทศ

ที่มา Reuters

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

1 ก.ย. 2568 11:04 น.

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

อินโดนีเซียคุมเข้มความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา และเมืองอื่นๆ หลังช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเดือดถึง 6 ศพ จากความโกรธแค้นต่อปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง 

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ทางการอินโดนีเซียมีคำสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ โดยเหตุการณ์เริ่มจากความไม่พอใจเกี่ยวกับสวัสดิการทางการเงินของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และลุกลามเป็นความโกรธแค้นต่อกองกำลังตำรวจพิเศษของประเทศ

โดยตำรวจได้ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา  และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของตำรวจระบุว่า มีการลาดตระเวนทั่วเมืองเพื่อ ปกป้องประชาชน และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จัดขบวนรถหุ้มเกราะและรถจักรยานยนต์ไปยังรัฐสภา เพื่อแสดงกำลังและเตือนผู้ประท้วงซึ่งถือเป็นความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นายปราโบโว สุเบียนโต เข้ารับตำแหน่่ง 

รายงานข่าวระบุว่า การประท้วงเริ่มขึ้นอย่างสงบในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่กลับรุนแรงขึ้นหลังมีคลิปเผยให้เห็นทีมตำรวจพิเศษขับรถทับนายอัฟฟาน กูร์เนียวัน วัย 21 ปี พนักงานนักส่งของชาวท้องถิ่น เมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา

ขณะที่เหตุประท้วงลุกลามจากจาการ์ตา ไปยังเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง เซมารัง สุราบายา บนเกาะชวา และ เมดาน ในจังหวัดสุมาตราตอนเหนือ นอกจากนี้เหตุประท้วงรุนแรงทำให้ผู้นำอินโดนีเซีย ต้องยกเลิกการเดินทางไปจีนเพื่อร่วมพิธีสวนสนามทหารเนื่องในวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง.