UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

 UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

26 ส.ค. 2568 14:33 น.

UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

องค์การสหประชาชาติ เผยประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก หรือราว 1 ใน 4 ของทั้งโลก ยังขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัย พร้อมเตือนเป้าหมายการเข้าถึงน้ำดื่มอย่างทั่วถึงภายในปี 2030 อาจไกลเกินเอื้อม

รายงานร่วมจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า การขาดแคลนบริการน้ำสะอาด สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) ไม่เพียงสร้างอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง โดยเฉพาะในชุมชนที่ยากจนและเปราะบางทั่วโลก โดยเตือนว่าความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย “การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดสำหรับทุกคนภายในปี 2030” กำลังล่าช้าอย่างมาก และมีแนวโน้มจะไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้

โดยจากข้อมูลพบว่าปี 2023 มีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคน ยังไม่มีน้ำดื่มที่จัดการอย่างปลอดภัย และมีมากกว่า 100 ล้านคน ยังคงต้องพึ่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ หนองน้ำ และคลอง โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดระดับมาตรฐานน้ำดื่มไว้ 5 ระดับ ระดับสูงสุดคือ “น้ำดื่มที่จัดการอย่างปลอดภัย” หมายถึงน้ำที่เข้าถึงได้สะดวกในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ใช้ได้ตลอดเวลา และปราศจากการปนเปื้อน ทั้งจากเชื้อโรคและสารเคมี ส่วนระดับที่ต่ำกว่านั้นได้แก่ น้ำดื่มขั้นพื้นฐาน น้ำดื่มแบบจำกัด น้ำที่ไม่ผ่านการปรับปรุง และน้ำผิวดิน

ด้านรูดิเกอร์ เครช ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของ WHO ย้ำว่า น้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็น สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานี้

แม้ว่าตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา จะมีคน 961 ล้านคน ได้เข้าถึงน้ำดื่มปลอดภัยมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้มีน้ำดื่มสะอาดเพิ่มจาก 68% เป็น 74% แต่ความคืบหน้ายังไม่เร็วพอ โดยรายงานชี้ว่า มี 28 ประเทศ ที่ประชากรมากกว่า 1 ใน 4 ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการน้ำสะอาดขั้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม ความพยายามระดับโลกยังมีผลบ้าง เช่น จำนวนประเทศที่ยกเลิกการใช้น้ำผิวดินเป็นน้ำดื่ม เพิ่มจาก 142 ประเทศในปี 2015 เป็น 154 ประเทศในปี 2024

แม้ความพยายามระดับโลกจะช่วยให้ประชากรบางส่วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงคือยังมีผู้คนนับพันล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีน้ำดื่มที่ปลอดภัยเพียงพอ ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคมโดยตรง รายงานฉบับนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าการแก้ปัญหาน้ำสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวพันกับสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคมของคนทั้งโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำดื่มสะอาด

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

26 ส.ค. 2568 14:24 น.

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

ทางการออสเตรเลียกำลังเร่งล่าตัวมือปืนที่ก่อเหตุยิงจนทำให้ตำรวจ 2 นายเสียชีวิต ในเมืองพอเรพังกาห์ เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาในรัฐวิกตอเรีย

ตำรวจออสเตรเลียกำลังตามล่ามือปืนที่ยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีก 1 นาย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขากำลังพยายามออกหมายจับชายคนหนึ่งในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศในอดีต ที่บ้านพักในพื้นที่ภูเขาในรัฐวิกตอเรีย 

ในแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ตำรวจรัฐวิกตอเรียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังไปยังจุดเกิดเหตุที่เกิดขึ้นในเมืองพอเรพังกาห์ ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูง ห่างจากเมืองเมลเบิร์นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร  และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว

เว็บไซต์ The Age รายงานว่า ตำรวจได้เดินทางไปยังบ้านพักดังกล่าวเพื่อออกหมายจับข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในอดีต ขณะที่เจ้าหน้าที่ 2 นายถูกยิงเสียชีวิต และอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บจากการซุ่มโจมตี

The Age ระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษติดอาวุธหนักได้ถูกส่งตัวไปยังที่เกิดเหตุ และขณะนี้มือปืนได้หลบหนีไปพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวหลายคน รวมถึงเด็กๆ ด้านบรรษัทกระจายเสียงออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์เปอเรชัน และสื่อหลายสำนักรายงานว่า มือปืนผู้ต้องสงสัย อ้างตัวว่าตนเองเป็น “พลเมืองผู้มีอำนาจอธิปไตย” ซึ่งหมายถึงผู้ที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจของรัฐบาลออสเตรเลีย

รีซ เคอร์ชอว์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย กล่าวว่า มี “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง “ตำรวจทั่วทั้งออสเตรเลียและต่างประเทศ ขอส่งความคิดและคำอธิษฐานของเราไปยังตำรวจวิกตอเรียในขณะนี้”

เมืองพอเรพังกาห์ มีประกรอาศัยอยู่ราว 1,000 คน และตั้งอยู่เชิงเขาอัลไพน์ของออสเตรเลีย ด้านนายกเทศมนตรีซาราห์ นิโคลัส กล่าวในแถลงการณ์ว่า “วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าและน่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับชุมชนของเรา เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในพอเรพังกาห์” 

นิโคลัสกล่าวเสริมว่า สถานที่สาธารณะทั่วเมือง รวมถึงห้องสมุด ศูนย์ข้อมูล และสถานีบริการต่างๆ จะยังคงปิดให้บริการจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

จิลล์ กิลลีส์ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมพอเรพังกาห์ บอกกับสถานีวิทยุเอบีซี เรดิโอ เมลเบิร์นว่าโรงเรียนต้องยกเลิกการเรียนการสอน โดยมีนักเรียนประมาณ 90 คนต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้น เอบีซี รายงานว่ามาตรการปิดโรงเรียนได้ถูกยกเลิกแล้ว.

ที่มา  Reuters

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

26 ส.ค. 2568 12:14 น.

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

กำแพงพายุฝุ่นขนาดใหญ่พัดผ่านเขตเมืองฟีนิกซ์ของสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และเที่ยวบินที่สนามบินต้องล่าช้า

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) กำแพงฝุ่นขนาดมหึมาได้พัดถล่มเขตเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ส่งผลให้ประชาชนกว่า 39,000 รายในเขตมาริโคปาเคาน์ตี ซึ่งรวมถึงตัวเมืองฟีนิกซ์ ต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับ ขณะเดียวกันเที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติฟีนิกซ์ สกายฮาร์เบอร์ ถูกสั่งหยุดบินชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศรุนแรง

พายุฝุ่นหรือ “ฮาบูบ” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของพายุฝนฟ้าคะนองและลมแรง ทำให้ทัศนวิสัยการขับขี่ลดลงเหลือเพียงราว 400 เมตร รถยนต์จำนวนมากต้องรีบหาที่หลบภัยท่ามกลางฝนตกและลมแรง ก่อนที่สภาพอากาศจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงเย็น

มาร์ก โอมาลลีย์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอากาศแห่งชาติในฟีนิกซ์ ระบุว่าพื้นที่ฟีนิกซ์ปีนี้มีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในฤดูมรสุม ขณะที่บางพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และตอนเหนือของรัฐกลับมีฝนมากกว่าปกติ พร้อมคาดการณ์ว่าฟีนิกซ์ยังมีโอกาสร้อยละ 40 ที่จะมีฝนในวันอังคาร ก่อนที่สภาพอากาศจะแห้งกลับมา

สำนักงานขนส่งแอริโซนาเตือนประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ห้ามขับรถเข้าไปในพายุฝุ่น แต่หากถูกพัดมาในขณะขับรถ ต้องหยุดรถข้างทางเพื่อความปลอดภัย”

นอกจากนี้ พายุยังทำให้ไฟจราจรในเมืองกิลเบิร์ตดับ และต้นไม้หักโค่นหลายจุด ขณะที่ที่สนามบินสกายฮาร์เบอร์ แม้คำสั่งหยุดบินถูกยกเลิกในช่วงค่ำ แต่เที่ยวบินยังล่าช้าออกไป 15-30 นาที.

ที่มา  ABC News

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ "คิม จองอึน" ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

26 ส.ค. 2568 11:22 น.

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยความตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือภายในปีนี้ พร้อมแสดงความสนใจให้เกาหลีใต้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฐานทัพสหรัฐฯ บนดินแดนเกาหลีใต้แทนการเช่า

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแสดงความหวังว่าจะได้พบกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือภายในปีนี้ โดยย้ำว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีและเข้าใจกันกับคิม จองอึน พร้อมชี้ว่าเกาหลีเหนือมีศักยภาพมหาศาล 

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวขณะประชุมกับนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่ทำเนียบขาว โดยผู้นำเกาหลีใต้สนับสนุนให้ทรัมป์ทำหน้าที่เป็นนักสันติภาพ เพื่อสร้างเส้นทางใหม่สู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึง กองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ จำนวน 28,500 นาย ว่าเขาต้องการให้เกาหลีใต้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฐานทัพสหรัฐฯ ให้สหรัฐฯ แทนการเช่า โดยที่ดินนี้ได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหากสำเร็จจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และการวางกำลังทหารในภูมิภาค

ด้านการค้าระหว่างสองประเทศ ทรัมป์ยืนยันว่า เกาหลีใต้ต้องการเจรจาปรับปรุงข้อตกลงมูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดข้อตกลงเดิม ขณะที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาสัญญาสร้างเรือกับเกาหลีใต้เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ.

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ลิซา คุก” จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ "ลิซา คุก" จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

26 ส.ค. 2568 11:15 น.

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ลิซา คุก” จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งกับเฟดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทรัมป์โพสต์จดหมายบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล แจ้งต่อคุกว่าเขามี “เหตุผลเพียงพอ” ที่เชื่อว่าเธอให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเอกสารการกู้ซื้อบ้าน โดยอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการถอดถอนเธอจากคณะกรรมการเฟด

ด้านคุกตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการปลดเธอ และยืนยันว่าจะไม่ลาออก”เขาอ้างว่าปลดฉัน ‘ด้วยเหตุผลอันควร’ ทั้งที่กฎหมายไม่รองรับ ฉันจะยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนเดิม”

เฟดยังไม่ออกความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่นักกฎหมายหลายฝ่ายระบุว่า การปลดผู้ว่าการเฟดเช่นนี้อาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 111 ปีของธนาคารกลางสหรัฐ

ทรัมป์กล่าวหาว่าคุกลงนามเอกสารจำนองบ้านในรัฐมิชิแกน ที่ระบุว่าจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักหนึ่งปี แต่ 2 สัปดาห์ต่อมาเธอกลับลงนามเอกสารอีกชุดในรัฐจอร์เจียโดยระบุเช่นเดียวกัน ซึ่งเขามองว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งและอาจเข้าข่ายทุจริตจำนอง

ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นโดย บิล พัลท์ พันธมิตรของทรัมป์ และส่งเรื่องถึงกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้สอบสวน แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีการเปิดการสอบสวนหรือไม่ ขณะที่คุกยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดจากการขอสินเชื่อเมื่อ 4 ปีก่อน และเธอไม่เคยตั้งใจปกปิดข้อมูล

การเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับเฟด โดยเฉพาะกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งเขามองว่าดื้อดึงไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามที่ตนต้องการ แม้ล่าสุดพาวเวลล์ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ทั้งนี้ คุกเป็นสตรีผิวสีคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการเฟด และเป็น 1 ใน 7 สมาชิกคณะกรรมการ หากเธอหรือเฟดปฏิเสธคำสั่งปลด อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างทำเนียบขาวกับธนาคารกลางที่มีอิสระจากรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 1951

ตลาดเงินเอเชียตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวทันที ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อวันอังคาร นักลงทุนคาดว่าผู้ที่จะมาแทนคุกอาจสนับสนุนการลดดอกเบี้ยมากขึ้น.

ที่มา BBC

เดือด ม็อบอินโดฯ ประท้วงต้านบรรดา สส.รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู เดือนละเกือบแสนบาท

เดือด ม็อบอินโดฯ ประท้วงต้านบรรดา สส.รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู เดือนละเกือบแสนบาท

26 ส.ค. 2568 10:53 น.

เดือด ม็อบอินโดฯ ประท้วงต้านบรรดา สส.รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู เดือนละเกือบแสนบาท

กลุ่มนักศึกษาอินโดนีเซียประท้วงเดือด โกรธแค้น สส. ได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บาท และรัฐบาลยังขยายอำนาจกองทัพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่  

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นักศึกษาอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงความไม่พอใจที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย 580 คน ได้รับเงินค่าที่พักเป็นเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 99,600 บาท  

โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเดินขบวนไปล้อมอาคารรัฐสภา แต่ถูกตำรวจปราบจลาจลใช้แก๊สน้ำตา และรถฉีดน้ำแรงดันสูงต้านทานเอาไว้ ขณะที่ผู้ประท้วงตอบโต้ด้วยการขว้างหิน ขวดน้ำ และจุดไฟบริเวณใกล้สะพานลอย จนเจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดเส้นทางถนนหลายสายรอบรัฐสภา และมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่มากถึง 1,200 นายเพื่อควบคุมสถานการณ์ แม้จะรุนแรงแต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต

ทางด้านนางปวน มหารานี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เงินเบี้ยจำนวนนี้ได้รับการพิจารณาแล้วอย่างละเอียด และสะท้อนค่าครองชีพที่สูงขึ้นในกรุงจาการ์ตาอย่างไรก็ตามประชาชนยังมองว่าเป็นเรื่องไม่สมควรเนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจที่พลเมืองส่วนใหญ่ยังลำบาก นักการเมืองกลับได้รับสิทธิสุดหรูเช่นนี้นับสิบเท่า.

พายุไต้ฝุ่นคาจิกิถล่มเวียดนาม ดับแล้วอย่างน้อย 3 ราย น้ำท่วมหนักกลางกรุงฮานอย

พายุไต้ฝุ่นคาจิกิถล่มเวียดนาม ดับแล้วอย่างน้อย 3 ราย น้ำท่วมหนักกลางกรุงฮานอย

26 ส.ค. 2568 10:50 น.

พายุไต้ฝุ่นคาจิกิถล่มเวียดนาม ดับแล้วอย่างน้อย 3 ราย น้ำท่วมหนักกลางกรุงฮานอย

พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ คร่าชีวิตประชาชนแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 10 คน พร้อมเตือนว่าฝนตกหนักยังอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ

รัฐบาลเวียดนามระบุว่า พายุได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนเกือบ 7,000 หลังคาเรือน พื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 28,800 เฮกตาร์หรือราว 172,800 ไร่ ถูกน้ำท่วม ต้นไม้ใหญ่กว่า 18,000 ต้น หักโค่น และเสาไฟฟ้ากว่า 331 ต้น ล้มลง ส่งผลให้หลายจังหวัดประสบปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง รวมถึง แทงห์ฮว้า (Thanh Hoa), เหงะอาน (Nghe An), ห่าติ๋งห์ (Ha Tinh), ไทยเหงวียน (Thai Nguyen) และ ฝูถ่อ (Phu Tho)

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อทางการแสดงให้เห็นว่า ถนนหลายสายในกรุง ฮานอย ถูกน้ำท่วมหนัก หลังฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในเช้าวันอังคาร

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเวียดนามระบุว่า หลังพายุพัดขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตอนเหนือ-ตอนกลางของประเทศเมื่อบ่ายวันจันทร์ คาจิกิได้อ่อนกำลังลงเป็น ดีเปรสชันเขตร้อน และเคลื่อนตัวต่อเข้าสู่ประเทศลาวในเช้าวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ยังมีการเตือนว่าฝนจะตกหนักต่อไปในหลายพื้นที่ของเวียดนามตอนเหนือ โดยบางแห่งอาจมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 150 มิลลิเมตรภายใน 6 ชั่วโมง เสี่ยงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ พายุคาจิกิได้เคลื่อนตัวเฉียดเกาะไหหลำของจีน ทำให้ทางการเมืองซานย่า ต้องสั่งปิดกิจการและหยุดให้บริการขนส่งสาธารณะชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคาจิกิ

โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

26 ส.ค. 2568 10:41 น.

โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

บริษัทโบอิ้ง และสายการบินโคเรียนแอร์ ประกาศข้อตกลงมูลค่าราว 36,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเครื่องบิน 103 ลำ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันคู่ค้าให้ทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันมากขึ้น

สายการบินโคเรียนแอร์ของเกาหลีใต้ประกาศซื้อเครื่องบินโดยสารและขนส่งสินค้าจากโบอิ้ง รวม 103 ลำ มูลค่าราว 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) โดยข้อตกลงนี้ประกอบด้วยเครื่องบินตระกูล 787, 777 และ 737 ซึ่งจะช่วยปรับปรุงฝูงบินของสายการบินให้ทันสมัย รองรับการแข่งขันหลังการควบรวมกิจการกับเอเชียน่า แอร์ไลน์

วอลเตอร์ โช ซีอีโอของโคเรียนแอร์ ระบุว่าข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เพื่อให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยในจำนวนเครื่องบินใหม่ ประกอบด้วยโบอิ้ง 737-10 จำนวน 50 ลำ เครื่องบินพิสัยไกล 45 ลำ และเครื่องบินขนส่งสินค้า 777-8F อีก 8 ลำ ขณะที่โบอิ้งระบุว่าดีลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานกว่า 135,000 ตำแหน่งในสหรัฐ

ข้อตกลงนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เพื่อหารือประเด็นภาษีนำเข้า 15% ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อสินค้าเกาหลีใต้เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยการลงนามเกิดขึ้นระหว่างการประชุมของผู้นำรัฐบาลและภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ มีฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ และคิมจองกวาน รัฐมนตรีการค้าเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย

นอกจากโคเรียนแอร์แล้ว ค่ายรถยนต์ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ก็ประกาศเพิ่มการลงทุนในสหรัฐจาก 21,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 26,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมแผนสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์แห่งใหม่ที่มีกำลังผลิตปีละ 30,000 ตัว ขณะที่โคเรียนแอร์ยังได้เซ็นสัญญากับบริษัท GE Aerospace มูลค่า 13,700 ล้านดอลลาร์ สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ในดีลเดียวกัน

ข้อตกลงครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายความเคลื่อนไหวของประเทศที่อยู่ระหว่างเจรจาการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่นที่เพิ่งสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำเมื่อเดือนกรกฎาคม และการูดา อินโดนีเซียที่สั่งซื้อ 50 ลำ เพื่อลดแรงกดดันด้านภาษี

แม้โบอิ้งจะเจอวิกฤตซ้ำซ้อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุเครื่องบิน 737 ตกที่อินโดนีเซียและเอธิโอเปีย รวมถึงกรณีชิ้นส่วนหลุดกลางอากาศในปี 2024 และการนัดหยุดงานใหญ่ที่สหรัฐ แต่ข้อตกลงล่าสุดกับโคเรียนแอร์ตอกย้ำว่าบริษัทกำลังกลับมาแย่งชิงยอดขายเหนือแอร์บัส คู่แข่งรายใหญ่จากยุโรปอีกครั้ง.

ที่มา BBC

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” เป็นรายแรก

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ "หนอนแมลงวันกินเนื้อคน" เป็นรายแรก

26 ส.ค. 2568 09:52 น.

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” เป็นรายแรก

ผวา สหรัฐฯ ยืนยันพบผู้ป่วยรายแรกติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” ขณะนี้อยู่ระหว่างรักษา-สอบสวนโรค ย้ำความเสี่ยงต่อสาธารณชนต่ำมาก แต่หากแพร่สู่ปศุสัตว์อาจเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านดอลลาร์

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 กรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ แถลงยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อ หนอนพยาธิกินเนื้อ (New World screwworm) รายแรกในประเทศ เป็นผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยพบการติดเชื้อจากการที่ตัวอ่อนแมลงวันฝังตัวในบาดแผล

หน่วยงานควบคุมโรคสหรัฐฯ ร่วมกับกรมสาธารณสุขรัฐแมรีแลนด์ลงพื้นที่สอบสวน พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่สาธารณชนทั่วไปยังต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ปรสิตกินเนื้อคนชนิดนี้ถือเป็นศัตรูร้ายแรงต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง ซึ่งปกติพบระบาดในอเมริกาใต้และแถบแคริบเบียน ล่าสุดแพร่กระจายขึ้นมาทั่วอเมริกากลางรวมถึงเม็กซิโกแล้ว

ทางด้านนายแอนดรูว์ นิกสัน โฆษกกรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ ระบุว่าเคสนี้เป็น ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศรายแรกที่พบในสหรัฐฯ และมีการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

รายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เตือนว่า หากมีการระบาดในฝูงวัวหรือปศุสัตว์ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล คาดว่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท เนื่องจากหนอนพยาธิชนิดนี้กินเนื้อเยื่อสด ทำให้สัตว์ทรมานและอาจเสียชีวิต โดยแนะนำว่าผู้ที่มีบาดแผลเปิดและเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเกษตรกรหรือผู้ที่ใกล้ชิดปศุสัตว์ ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้เช่นกัน.

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

26 ส.ค. 2568 08:14 น.

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

องค์กรสื่อ-นานาชาติพากันโกรธแค้นอิสราเอลโจมตีรพ.กาซา สังหารนักข่าว บุคลากรแพทย์เพิ่ม ยูเอ็นประณามอย่างรุนแรง เรียกร้องสอบสวนอิสระ เผยตัวเลขนักข่าวสังเวยชีวิตในกาซาพุ่ง 192 ศพนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 บรรดาองค์กรสื่อผู้สื่อข่าว และองค์กรนานาชาติ ต่างออกมาแสดงความตกตะลึงและโกรธแค้นต่อเหตุโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งคร่าชีวิตนักข่าวและบุคลากรทางการแพทย์หลายราย จนถูกมองว่าเป็น “การสังหารหมู่” โดยตรงต่อสื่อมวลชน

โดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำอิสราเอลและปาเลสไตน์ แถลงว่า เหตุครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดต่อผู้สื่อข่าวที่ทำงานให้องค์กรสื่อนานาชาตินับตั้งแต่สงครามกาซาเริ่มต้นขึ้น พร้อมย้ำว่าอิสราเอลยังคงปิดกั้นสื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ให้เข้าถึงพื้นที่อย่างอิสระ และเรียกร้องให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ทางด้านนายฟิลิป ลาซซารินี หัวหน้าองค์การยูเอ็นอาร์ดับเบิลยูเอ (UNRWA) โพสต์ข้อความระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เปรียบเสมือนการปิดปากกระบอกเสียงสุดท้ายที่กำลังรายงานถึงสถานการณ์เด็ก ๆ ที่กำลังเสียชีวิตท่ามกลางความอดอยาก

ขณะเดียวกันนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ประณามการสังหารนักข่าวและบุคลากรแพทย์ โดยระบุว่า ยูเอ็นเรียกร้องให้พลเรือน บุคลากรแพทย์ และนักข่าว ต้องได้รับการคุ้มครองทุกเวลา และสามารถทำหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซง คุกคาม หรือการทำร้าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระอย่างเป็นธรรม

ขณะที่สหภาพนักข่าวปาเลสไตน์ถึงขั้นใช้คำว่า “การสังหารหมู่โหดเหี้ยมที่กองทัพยิวก่อขึ้น”  โดยมุ่งเป้าโจมตีทีมสื่อมวลชนโดยตรง  เช่นเดียวกับองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ที่ออกมาประณามการโจมตีใส่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวที่ยังคงทำงานได้บางส่วนในภาคใต้ของกาซา โดยยบอกว่าเจ้าหน้าที่ MSF ต้องหลบภัยในห้องแล็บ ขณะที่อาคารถูกโจมตีซ้ำเป็นครั้งที่สอง

นอกจากองค์กรสื่อและสิทธิมนุษยชนแล้ว หลายประเทศ เช่น แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ต่างร่วมกันประณามการโจมตีครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalists – CPJ) เปิดเผยว่า จนถึงก่อนเหตุการณ์ล่าสุด มีนักข่าวถูกกองทัพอิสราเอลสังหารไปแล้ว 192 ศพ ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุขึ้น โดยโจดี้ กินส์เบิร์ก ประธาน CPJ กล่าวว่า อิสราเอลจงใจเล็งเป้ากล้องของรอยเตอร์ส พร้อมเสริมว่าผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือก็ถูกสังหารซ้ำในการโจมตีระลอกที่สอง ซึ่งละเมิดกฎหมายและเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม.