เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

22 ส.ค. 2568 11:08 น.

เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน จากเหตุโจมตี 2 ระลอกในโคลอมเบีย ทั้งจากเหตุคาร์บอมบ์บนถนนที่พลุกพล่านในเมืองคาลี และเหตุโจมตีเฮลิคอปเตอร์ตำรวจใกล้เมืองเมเดยิน

โดยเหตุคาร์บอมบ์มีเป้าหมายที่โรงเรียนการบินทหารมาร์โก ฟิเดล ซัวเรซ ทางตอนเหนือของเมือง และรายงานเบื้องต้นระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 71 ราย นายอเลฮานโดร เอเดอร์ นายกเทศมนตรีเมืองกาลี ประณามการโจมตีครั้งนี้และเสนอเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี (21 ส.ค.) เกิดเหตุโจมตีเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจอีกลำหนึ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ในพื้นที่ชนบทนอกเมืองเมเดยิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

หลังจากการโจมตีทั้งสองครั้ง ประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพประกาศว่าพวกเขาจะนำการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ “กำหนดมาตรการคุ้มครองเพิ่มเติม” ให้กับประชาชน กระทรวงกลาโหมโคลอมเบียกล่าวว่า “รัฐจะไม่ยอมจำนนต่อการก่อการร้าย อาชญากรรมเหล่านี้จะถูกดำเนินคดีและลงโทษอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย”

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เหตุระเบิดรถยนต์ในเมืองคาลีคร่าชีวิตพลเรือนบนท้องถนนและสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนหลายหลัง โดยระบุว่ามีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวใกล้ฐานทัพอากาศ 

อาคารและโรงเรียนหลายแห่งถูกอพยพ และนายกเทศมนตรีได้ประกาศห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าเมือง ด้านเปโดร ซานเชซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เรียกเหตุระเบิดครั้งนี้ว่าเป็น “การโจมตีของผู้ก่อการร้าย” และกล่าวโทษ “กลุ่มค้ายาที่เรียกตัวเองว่า มอร์ดิสโก” ซึ่งหมายถึงนายอีวาน มอร์ดิสโก ผู้นำกองโจรแห่งกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย (ฟาร์ก) ซึ่งปัจจุบันได้ยุบไปแล้ว

ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร กล่าวถึงเหตุการณ์โจมตีเฮลิคอปเตอร์ตำรวจอีกลำหนึ่งว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีภารกิจกำจัดต้นโคคา ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของโคเคน ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์ตกหลังจากถูกโดรนโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์หรือเสียชีวิตบนพื้นล่าง

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นในพื้นที่ป่าแห่งหนึ่งในเมืองอามาลฟี ทางตอนเหนือของประเทศ นายซานเชซกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มกองโจร EMC ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มฟาร์ก

โคลอมเบียเผชิญกับเหตุความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงกับกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้าน กลุ่มกึ่งทหาร หรือแก๊งค้ายาเสพติด

การโจมตีด้วยโดรนก็กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2024 มีการรายงานการโจมตีลักษณะนี้ในประเทศถึง 115 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทหาร 3 นายเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยมีการทิ้งอุปกรณ์ระเบิดใส่ทหารเรือและกองทัพบกที่กำลังประจำการอยู่ที่ด่านตรวจ.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

22 ส.ค. 2568 11:03 น.

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

สหรัฐฯ เผยรายงานใหม่ เกาหลีเหนือแอบซ่อนฐานขีปนาวุธลับตรงชายแดนจีน มีการสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปพร้อมแท่นยิงเคลื่อนที่ ชี้เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และเอเชียตะวันออก

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 สถาบันศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies -CSIS) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เผยรายงานชิ้นใหม่ว่า เกาหลีเหนือมีฐานขีปนาวุธลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ตั้งอยู่ที่ซินพุงดง ห่างพรมแดนจีนเพียง 27 กิโลเมตร ฐานแห่งนี้เชื่อว่ามีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ (Intercontinental Ballistic Missile-ICBM) ถึง 9 ลูก พร้อมแท่นยิงเคลื่อนที่ 

รายงานระบุว่า ฐานซินพุงดงเป็นหนึ่งใน 15-20 ฐานขีปนาวุธและคลังหัวรบนิวเคลียร์ลับ ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผย โดยข้อมูลนี้ได้จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ เอกสารที่เคยถูกปกปิด และฐานข้อมูลสาธารณะ

โดยฐานแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 22 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าสนามบินเจเอฟเค ในนิวยอร์ก และตั้งอยู่ในหุบเขาแคบที่มีลำธารไหลผ่าน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การตั้งฐานใกล้พรมแดนจีนอาจเป็นเกราะกำบังทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหากสหรัฐหรือเกาหลีใต้คิดโจมตี อาจเกิดผลกระทบลามไปถึงจีน

ทางด้านศาสตราจารย์เลฟ-อีริก อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยอีฮวา ในกรุงโซล ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจใช้การตั้งฐานใกล้จีนเพื่อสร้างความเสี่ยงทางการเมือง และกดดันไม่ให้ถูกโจมตี

รายงานระบุด้วยว่า ฐานซินพุงดง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2547 และใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันยังคงบำรุงรักษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเก็บขีปนาวุธรุ่น ฮวาซอง-15 หรือ ฮวาซอง-18 รวมถึงรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยติดตั้งแท่นยิงเคลื่อนที่ซึ่งสามารถยิงแล้วเคลื่อนย้ายไปจุดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รายงานฉบับนี้ยังเตือนว่า ขีปนาวุธเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามนิวเคลียร์ต่อเอเชียตะวันออกและสหรัฐ โดยเกาหลีเหนือภายใต้การนำของ คิม จอง อึน เร่งพัฒนาอาวุธทันสมัยและทดสอบ ICBM หลายครั้ง ซึ่งละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างชัดเจน.

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

22 ส.ค. 2568 09:34 น.

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

แตกตื่นกันทั้งสนามบิน หลังหนุ่มคลั่งจุดไฟเผาถังขยะและฉากกั้นบริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินที่สนามบินมิลานของอิตาลี ผู้โดยสารแตกตื่นวิ่งหนีตาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันพุธ เมื่อชายคุล้มคลั่งรายหนึ่งได้ราดของเหลวติดไฟลงบนเคาน์เตอร์เช็คอินก่อนจะจุดไฟเผา นอกจากนั้นยังทำลายกำแพงและหน้าจอข้อมูลบริเวณใกล้เคียงจนได้รับความเสียหายด้วยค้อน จนเกิดความโกลาหลในอาคารผู้โดยสาร 1 ของสนามบินมิลาน-มัลเปนซา จนต้องปิดพื้นที่บางส่วนของอาคารผู้โดยสาร โดยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่แชร์บนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นผู้โดยสารกำลังหลบหนีจากบริเวณเช็คอิน ขณะที่ควันดำพวยพุ่งออกมาจากกองไฟ โดยมีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาผู้ก่อเหตุและตีศีรษะด้วยถังดับเพลิงจนล้มลงกับพื้น ขณะที่พลเมืองดีอีกหลายคนช่วยกันจับผู้ต้องสงสัยไว้ และรีบดึงค้อนออกจากมือผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ โฆษกสนามบินแถลงว่า สถานการณ์ถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็ว และสามารถจับกุมชายคนดังกล่าวได้แล้ว โดยสื่ออิตาลีระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 28 ปีจากประเทศมาลี มีรายงานว่าเขาจะขึ้นศาลเพื่อการพิจารณาคดีแบบเร่งด่วนในวันนี้ ขณะที่สนามบินยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยไม่กระทบต่อเที่ยวบินต่างๆ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าว สนามบิน

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

22 ส.ค. 2568 08:24 น.

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

การแข่งขันฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา ระหว่างอินเดเพนเดียนเต้ ของอาร์เจนตินา และยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิเล จากชิลี กลายเป็นสังเวียนเดือด เมื่อแฟนบอลของ 2 ฝ่ายปะทะกันรุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บสาหัส 

การแข่งขันฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา คู่ระหว่าง อินเดเพนเดียนเต้ ทีมดังของอาร์เจนตินา และยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิเล จากชิลี ที่สนามลิเบอร์ตาดอเรส เด อเมริกา ในเมืองอาเวยานีด้า เขตชานกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อคืนวันพุธ (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ต้องถูกยกเลิกกลางคัน หลังเกิดเหตุความรุนแรงระหว่างกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย จนบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่

รายงานจากตำรวจอาร์เจนตินาเผยว่า มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 100 คน และแฟนบอลบาดเจ็บอย่างน้อย 20 คน หนึ่งรายมีอาการสาหัส โดยเหตุวุ่นวายเริ่มต้นในช่วงครึ่งแรก เมื่อกองเชียร์ทีมเยือนที่อยู่บนอัฒจันทร์ชั้นบนทุบทำลายเก้าอี้และห้องน้ำ จากนั้นขว้างปาข้าวของใส่กองเชียร์เจ้าบ้านที่อยู่ด้านล่าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน และเมื่อความรุนแรงยังไม่ยุติ ผู้ตัดสินจึงสั่งยุติการแข่งขันทันทีหลังจบครึ่งแรก ขณะที่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ 1–1

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

หลังจากนั้นสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อกลุ่ม บาร์ราบราวาส หรือแก๊งฮูลิแกนของอินเดเพนเดียนเต้ สวมหมวกคลุมหน้า บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจเข้าไปยังโซนกองเชียร์ทีมเยือน ก่อนใช้ไม้และแท่งเหล็กทำร้ายร่างกายแฟนบอลชิลี ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นแฟนบอลบางคนกระโดดลงมาจากอัฒจันทร์เพื่อเอาชีวิตรอด บางรายถูกตีที่ศีรษะจนล้มฟุบ ขณะที่บางคนถูกทำร้ายจนเลือดท่วมร่างและต้องยกมือขอชีวิต

ด้านจานนี อินฟันติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกแถลงการณ์ประณามเหตุรุนแรงครั้งนี้ โดยระบุว่า “ผมขอประณามความรุนแรงที่น่าตกใจซึ่งนำไปสู่การยกเลิกการแข่งขันโคปา ซูดาเมริกานา ความรุนแรงไม่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอล ผู้เล่น แฟนบอล เจ้าหน้าที่ และทุกคนที่รักในเกมอันสวยงามนี้ ควรได้รับการปกป้องให้ปลอดภัย”

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

ด้าน สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (CONMEBOL) แถลงว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและส่งต่อให้คณะกรรมการด้านวินัยพิจารณา เพื่อดำเนินมาตรการลงโทษอย่างเหมาะสมต่อไป

วงการฟุตบอลอาร์เจนตินาและอเมริกาใต้เผชิญปัญหา “บาร์ราบราวาส” หรือกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงมาอย่างยาวนาน หลายครั้งนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เหตุการณ์ล่าสุดย้ำเตือนถึงความท้าทายที่เจ้าหน้าที่และสมาคมฟุตบอลต้องเผชิญในการควบคุมความปลอดภัยภายในสนาม.

ส่องภาษีทรัมป์ลูกใหม่ ไทยใช่รอดอย่าชะล่าใจ

ส่องภาษีทรัมป์ลูกใหม่ ไทยใช่รอดอย่าชะล่าใจ

22 ส.ค. 2568 04:59 น.

ส่องภาษีทรัมป์ลูกใหม่ ไทยใช่รอดอย่าชะล่าใจ

ปิดดีลภาษีนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกา “เหลือ 19% จาก 36%” เปิดโอกาสให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับภาษีในระดับเดียวกัน

เนทันยาฮูสั่งเริ่มการเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันทั้งหมดและยุติสงคราม

เนทันยาฮูสั่งเริ่มการเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันทั้งหมดและยุติสงคราม

22 ส.ค. 2568 04:28 น.

เนทันยาฮูสั่งเริ่มการเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันทั้งหมดและยุติสงคราม

เบนจามิน เนทันยาฮู สั่งเริ่มการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมดและยุติสงครามในกาซาแล้ว และอนุมัติแผนการของกองทัพที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ด้วย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวต่อหน้าเหล่าทหารในคืนวันพฤหัสบดีที่ 21 ส.ค. 2568 ว่า เขาได้สั่งการให้เรื่องการเจรจาเพื่อปลดปล่อยตัวประกันทั้งคนที่เหลืออยู่และเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซาแล้ว แต่ย้ำว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ฝ่ายอิสราเอลยอมรับ

ผู้นำอิสราเอลเผยอีกว่า เขาได้อนุมัติแผนการของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ ทางเหนือของฉนวนกาซา และกำจัดกลุ่มฮามาสแล้ว แม้จะเผชิญเสียงต่อต้านอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ

“2 เรื่องนี้ ทั้งการกำจัดฮามาสและการปลดปล่อยตัวประกันทุกคน จะเกิดขึ้นควบคู่กันไป” นายเนทันยาฮูกล่าว โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าการเจรจาขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า กลุ่มฮามาสยอมรับข้อเสนอหยุดยิงฉบับใหม่ที่ร่างโดยกาตาร์กับอียิปต์ ซึ่งเป็นตัวกลางเจรจา โดยข้อเสนอดังกล่าวจะให้ฮามาสคืนตัวประกันราวครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 50 คนให้แก่อิสราเอล แลกกับการหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิสราเอลออกมาแสดงการต่อต้านข้อตกลงหยุดยิงที่มีการปล่อยตัวประกันแค่บางส่วน และล่าสุดนายเนทันยาฮูได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า เขาไม่ยอมรับข้อตกลงที่อยู่บนโต๊ะเจรจาในตอนนี้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสกล่าวหานายเนทันยาฮูว่าไม่เคารพข้อเสนอหยุดยิงของประเทศตัวกลางเจรจา และว่าผู้นำอิสราเอลกำลังขัดขวางการทำข้อตกลง

ด้านสื่อของอิสราเอลรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า ทีมเจรจาจะออกเดินทางเพื่อเริ่มการเจรจาครั้งใหม่ทันทีที่กำหนดสถานที่พูดคุยเรียบร้อยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เอเธล คาเตอร์แฮม มนุษย์อายุมากที่สุดในโลก ฉลองวันเกิด 116 ปี

เอเธล คาเตอร์แฮม มนุษย์อายุมากที่สุดในโลก ฉลองวันเกิด 116 ปี

22 ส.ค. 2568 04:01 น.

เอเธล คาเตอร์แฮม มนุษย์อายุมากที่สุดในโลก ฉลองวันเกิด 116 ปี

เอเธล คาเตอร์แฮม เจ้าของสถิติเป็นมนุษย์อายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่คนใหม่ ฉลองวันเกิดอายุครบ 116 ปีแล้ว หลังจากรับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเอเธล คาเตอร์แฮม เจ้าของสถิติมนุษย์อายุมากที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉลองวันเกิดอายุครบ 116 ปีแล้ว ในวันอังคารที่ 21 ส.ค. 2568 หลังจากรับตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากการเสียชีวิตของ แม่ชี คานาบาร์โร ลูคัส ชาวบราซิล เจ้าของสถิติคนก่อน

นางคาเตอร์แฮมฉลองวันเกิดอย่างเงียบๆ กับครอบครัวของเธอที่บ้านพักคนชรา ในเมืองเซอร์เรย์ ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

“เอเธลกับครอบครัวของเธอรู้สึกขอบคุณมากๆ สำหรับข้อความและความสนใจทั้งหมดที่มอบให้แก่เธอ เนื่องในวันเกิดอายุ 116 ปีของเธอในปีนี้” บ้านพักคนชรา “ฮอลล์มาร์ก” (Hallmark) ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า ถึงแม้เอเธลจะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ แต่หากเป็นการสนทนากับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็อาจเป็นข้อยกเว้น

อนึ่ง พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มักส่งจดหมายทักทายเป็นการส่วนพระองค์ถึงชาวสหราชอาณาจักรที่ฉลองวันเกิดอายุ 100 ปี โดยเมื่อปีก่อน พระองค์ก็ส่งจดหมายถึงนางคาเตอร์แฮม เพื่อแสดงความยินดีกับการฉลองวันเกิดอายุครบ 115 ปีมาแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า พระองค์มีแผนจะติดต่อพูดคุยกับนางคาเตอร์แฮมหรือไม่

นางคาเตอร์แฮมเกิดเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2452 ที่หมู่บ้านชิปตัน เบลลิงเกอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ 5 ปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะปะทุขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เธอเป็นชาวอังกฤษคนสุดท้ายที่เกิดทันรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

ตอนนี้นางคาเตอร์แฮมเป็นมนุษย์อายุมากที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยได้รับการจารึกชื่อลง กินเนสเวิลด์เรกคอร์ด หลังการเสียชีวิตของแม่ชี คานาบาร์โร วัย 116 ปี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แต่เจ้าของสถิติเป็นมนุษย์อายุยืนที่สุดตลอดกาลคือนาง ฌอง กาลม็อง ชาวฝรั่งเศส ผู้มีชีวิตอยู่บนโลกนานถึง 122 ปีกับอีก 164 วัน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 2540

ทั้งนี้ นางคาเตอร์แฮมเคยเปิดเผยเคล็ดลับในการมีอายุยืนของเธอให้สื่อฟัง นั่นคือการ “ไม่โต้เถียงกับใคร ฟัง และทำสิ่งที่อยากทำ” และเธอเพิ่งเลิกขับรถหลังจากมีอายุครบ 100 ปี

นางคาเตอร์แฮมมีชีวิตยืนยาวกว่าลูกสาวทั้งสองคนของเธอ และนอร์แมน ผู้เป็นสามี โดยปัจจุบัน เธอมีหลาน 3 คน กับเหลนอีก 5 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

ทรัมป์เฮ ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้คำสั่งคืนทรัพย์กว่า 500 ล้านดอลลาร์เป็นโมฆะ

ทรัมป์เฮ ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้คำสั่งคืนทรัพย์กว่า 500 ล้านดอลลาร์เป็นโมฆะ

22 ส.ค. 2568 02:06 น.

ทรัมป์เฮ ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้คำสั่งคืนทรัพย์กว่า 500 ล้านดอลลาร์เป็นโมฆะ

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินให้คำสั่งของศาลชั้นก่อนที่ให้โดนัลด์ ทรัมป์ คืนทรัพย์สินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในคดีฉ้อโกงทางแพ่งที่รัฐนิวยอร์กเป็นโมฆะ

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ผู้พิพากษา อาร์เธอร์ เอนโกรอน ศาลสูงสุดรัฐนิวยอร์กตัดสินให้โดนัลด์ ทรัมป์ กับจำเลยอื่นๆ คืนทรัพย์สินมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่รัฐนิวยอร์ก จากกรณีที่นายทรัมป์กับพวกถูกฟ้องคดีแพ่งฐานโกหกเรื่องมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท “ทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน” จนสูงเกินจริงไปมาก เพื่อให้ได้สินเชื่อที่ดีนั้น

ล่าสุดในวันที่ 21 ส.ค. 2568 ผู้พิพากษาแผนกอุทธรณ์ของศาลสูงสุดนิวยอร์กมีคำตัดสินให้โทษดังกล่าวเป็น “โมฆะ” ด้วยเหตุผลว่า ถึงแม้นายทรัมป์จะมีความรับผิดชอบตามกฎหมายข้อหาฉ้อโกง แต่การปรับเงินจำนวนเกือบครึ่งพันล้านดอลลาร์นั้นมากเกินไป และน่าจะละเมิดความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเรื่องบทลงโทษที่รุนแรงเกินเหตุ

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาเอนโกรอนสั่งให้นายทรัมป์คืนทรัพย์สินมูลค่า 354.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อรวมกับดอกเบี้ย ทำให้ทรัพย์สินที่ต้องคืนเพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 500 ล้านดอลลาร์

“ถึงแม้ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นแล้ว แต่มันไม่ใช่ความเสียหายรุนแรงถึงขั้นต้องคืนเงินเกือบครึ่งพันล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐ” ผู้พิพากษา ปีเตอร์ โมลตัน ระบุ

หลังศาลมีคำตัดสินออกมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้คือ “ชัยชนะอย่างสิ้นเชิง”

“ผมเคารพข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลมีความกล้าที่จะโยนคำตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและน่าอับอาย ซึ่งกำลังทำร้ายธุรกิจทั่วทั้งรัฐนิวยอร์กทิ้งไป” นายทรัมป์ระบุ “มันเป็นการล่าแม่มดในเชิงธุรกิจ อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน”

ด้านสำนักงานอัยการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องคดีนี้ ก็ออกมาระบุว่าคำตัดสินล่าสุดคือ “ชัยชนะ” เนื่องจากผู้พิพากษายืนยันว่านายทรัมป์กับจำเลยอื่นๆ ซึ่งรวมถึงบริษัทกับลูก 2 คนของเขา มีความผิดฐานฉ้อโกง และเหล่าผู้พิพากษาก็ไม่ได้ยกเลิกบทลงโทษอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการเงินไป

สำนักงานอัยการระบุด้วยว่าจะยืนอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดรัฐนิวยอร์ก เพื่อคัดค้านคำตัดสินในเรื่องค่าปรับดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายยูเครนโดนจับในอิตาลี ต้องสงสัยระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

ชายยูเครนโดนจับในอิตาลี ต้องสงสัยระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

21 ส.ค. 2568 23:58 น.

ชายยูเครนโดนจับในอิตาลี ต้องสงสัยระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

ชายชาวยูเครนโดนจับกุมในอิตาลี ในฐานะผู้ต้องสงสัยร่วมกับพวกวางระเบิดโจมตีท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม ใต้ทะเลบอลติก หลายเดือนหลังสงครามในยูเครนเริ่มขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ส.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยของอัยการเยอรมนี ว่า ชายชาวยูเครนคนหนึ่งถูกจับกุมตัวที่ประเทศอิตาลี ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม” (Nord Stream) ใต้ทะเลบอลติก หลายเดือนหลังจากที่รัสเซียเริ่มการบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565

ชายคนนี้ถูกระบุว่าชื่อ เซอร์ฮี เค. ถูกจับกุมที่จังหวัดริมินี ทางตะวันออกของอิตาลี โดยเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนผู้วางระเบิดท่อส่งก๊าซใต้ทะเล “นอร์ดสตรีม 1” กับ “นอร์ดสตรีม 2” ซึ่งส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี โดยเหตุระเบิดตัดแหล่งก๊าซสำคัญของยุโรป ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังเผชิญวิกฤตพลังงานเพราะสงครามในยูเครน

จนถึงตอนนี้ ไม่มีฝ่ายใดยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดดังกล่าว โดยที่ยูเครนปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ชายชาวยูเครนรายนี้ถูกจับกุมโดยกองกำลังตำรวจทหารแห่งชาติ “คาราบิเนรี” ของอิตาลี ขณะอยู่ที่เมืองรีสอร์ท มิซาโน อาเดรียติโก โดยอัยการระบุว่า ชายคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เช่าเรือยอชต์ เดินทางออกจากเมืองท่ารอสต็อกของเยอรมนีไปก่อเหตุระเบิด ใกล้กับเกาะบอร์นโฮล์ม ของเดนมาร์ก

ทั้งนี้ ท่อส่งก๊าซ 2 ท่อของโครงการนอร์ดสตรีม 1 คอยส่งก๊าซธรรมชาติจากชายฝั่งรัสเซียผ่านใต้ทะเลบอลติกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนีมาตลอด ส่วนท่อ นอร์ดสตรีม 2 ยังไม่เคยถูกเปิดใช้งาน และเยอรมนียกเลิกการอนุมัติท่อนอร์ดสตรีม 2 ไม่นานก่อนที่สงครามยูเครนจะปะทุขึ้น

หลังจากรัสเซียบุกโจมตียูเครนไม่กี่เดือน พวกเขาก็ปิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของชาติยุโรป จากนั้นในวันที่ 26 ก.ย. 2565 เกิดระเบิดหลายครั้งใต้ทะเลบอลติก ทำให้ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 3 จาก 4 ท่อมีรอยแตก

เนื่องจากไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร ชาติตะวันตกจึงมุ่งความสงสัยไปยังรัสเซีย ขณะที่มอสโกกล่าวโทษสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร แต่ในรายงานของเยอรมนีที่เผยแพร่ในปี 2567 ชี้ว่า ทีมนักดำน้ำชาวยูเครนเช่าเรือยอชต์และออกเดินทางสู่ทะเลบอลติกเพื่อก่อเหตุระเบิด

หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคม 2567 อัยการเยอรมนีก็ออกหมายจับนักดำน้ำชาวยูเครนชื่อ โวโลดีเมียร์ ซี. (Volodymyr Z.)

อัยการเยอรมนีกล่าวในวันพฤหัสบดี (21 ส.ค. 2568) ว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับได้ในจังหวัดริมินีจะถูกนำตัวเข้ารับการไต่สวนก่อนจะถูกส่งตัวมาเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงประเทศยูเครน, รัสเซีย หรือชาติอื่นๆ เข้ากับการโจมตีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แฟรงก์ คาปริโอ ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 88 ปี

แฟรงก์ คาปริโอ ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 88 ปี

21 ส.ค. 2568 22:36 น.

แฟรงก์ คาปริโอ ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 88 ปี

แฟรงก์ คาปริโอ ผู้พิพากษาคนดังเจ้าของฉายา “ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก” ถึงแก่กรรมแล้ว ขณะมีอายุ 88 ปี หลังจากตัดสินคดีด้วยความอบอุ่นมานานร่วม 40 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แฟรงก์ คาปริโอ ผู้พิพากษาชาวอเมริกันคนดังผู้มีชื่อเสียงอย่างมากไปทั่วโลกออนไลน์ จากการตัดสินคดีโดยใช้ความเห็นใจและอารมณ์ขัน จนได้ฉายาว่า “ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก” ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อวันพุธที่ 20 ส.ค. 2568 ขณะมีอายุได้ 88 ปี

การเสียชีวิตของเขาเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากเขาโพสต์ข้อความลงบนอินสตาแกรมจากเตียงโรงพยาบาล “เซาท์ เคาน์ตี” ว่าเขาต้องแอดมิตอีกครั้ง เนื่องจากสุขภาพแย่ลง

เมื่อช่วงปลายปี 2566 ผู้พิพากษาคาปริโอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และได้รับการรักษาด้วยรังสีครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2567

นับตั้งแต่ปี 2528-2566 คาปริโอพิจารณาคดีมากมายหลายพันคดีที่เมืองโพรวิเดนซ์ ในรัฐโรดไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และมีชื่อเสียงมากในเรื่องความเห็นอกเห็นใจกับอารมณ์ขัน และตัดสินคดีโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของจำเลย ก่อนที่เขาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในวงการโทรทัศน์

วิดีโอที่ผู้พิพากษาคาปริโอเป็นผู้ดำเนินการพิจารณาคดีต่างๆ ในรายการทีวีโชว์สุดฮิตของเขาอย่าง Caught in Providence มีผู้ชมบนโลกออนไลน์จำนวนหลายพันล้านครั้ง และทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ผู้พิพากษาผู้ใจดีที่สุดในโลก”

หนึ่งในวิดีโอที่มีผู้ชมมากที่สุดคือตอนที่ผู้พิพากษาคาปริโอเชิญเด็กๆ ไปนั่งกับเขาหลังบัลลังก์ผู้พิพากษาระหว่างการพิจารณาคดี และเปิดตัวตุ๊กตาผู้พิพากษาจิ๋วซึ่งเป็นรูปตัวของเขาเอง ขณะที่วิดีโอบนติ๊กต่อก (TikTok) ซึ่งแสดงให้เห็นภาพกิจวัตรในช่วงเช้าของเขา, ภาพเซ็นหนังสือ และดูวิดีโอรายการของตัวเอง ก็มีผู้ชมมากกว่า 5 ล้านครั้ง

ผู้พิพากษาคาปริโอเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อปี 2562 ว่า การพิจารณาคดีของเขาแสดงให้เห็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่โรดไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และมันสะท้อนให้เห็นปัญหาเดียวกันที่ผู้คนทั่วประเทศกำลังเผชิญ

ด้านเดวิด คาปริโอ ลูกชายของเขา ออกมากล่าวขอบคุณเหล่าแฟนๆ สำหรับความรักและการสนับสนุนที่มอบให้แก่พ่อของเขา และร้องขอให้ประชาชนแพร่กระจายน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่คนอื่นๆ เพื่อรำลึกถึงพ่อของเขา

ทั้งนี้ รายการ Caught in Providence ทำให้ผู้พิพากษาคาปริโอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “เดย์ไทม์ เอมมีส์” (Daytime Emmys) ถึง 3 ครั้ง

ขณะที่แถลงการณ์ของครอบครัวคาปริโอซึ่งโพสต์ผ่านอินสตาแกรมระบุว่า ผู้พิพากษาคาปริโอจะเป็นที่จดจำตลอดไปสำหรับ “การกระทำที่เปี่ยมน้ำใจนับไม่ถ้วนที่มีเขาเป็นแรงบันดาลใจ” “ความอบอุ่น, อารมณ์ขัน และน้ำใจของเขา ได้ทิ้งร่องรอยที่ไม่ลบเลือนเอาไว้กับทุกคนที่รู้จักเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc