ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ "ภูตแดง" หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

23 ส.ค. 2568 06:42 น.

ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

ฮือฮา ช่างภาพจีนบันทึกภาพปรากฎการณ์ “ฟ้าผ่าแดง” หรือ “ภูตแดง” เกิดขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนใกล้กับภูเขาของทิเบต

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีน รายงานว่า ทีมช่างภาพของจีนสามารถบันทึกภาพปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าแดง” หายาก หรือรู้จักกันในชื่อ “ภูตแดง” (red sprites) กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนใกล้กับภูเขากังเหรินโปฉี หรือเขาไกรลาส ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 6,656 เมตร ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

รายงานระบุว่าช่างภาพทีมนี้มาจากไชน่า สตาร์วิชัน อลิอันซ์ (China StarVision Alliance) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับช่างภาพดาราศาสตร์ของจีนเกือบ 1,000 คน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวชมท้องฟ้าตอนค่ำคืน โดยพวกเขาสามารถบันทึกภาพการปะทุสีแดงที่ดูคล้ายดอกไม้ไฟหรือแมงกะพรุนเรืองแสงระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี (21 ส.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ฟ้าผ่าแดงคือการคายประจุไฟฟ้าขึ้นสู่ด้านบนแบบผิดปกติที่มีต้นกำเนิดมาจากพายุฝนฟ้าคะนอง แตกต่างจากกรณีฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นหรือภายในเมฆทั่วไป โดยฟ้าผ่าแดงเกิดขึ้นเมื่อประจุไฟฟ้าจำนวนมากปลดปล่อยออกมารบกวนสนามไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศเบื้องบน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แสงสีแดงเรืองแสงเหนือพายุฝนฟ้าคะนอง.

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

23 ส.ค. 2568 06:26 น.

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

 ฮุน เซน โพสต์เดือด โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย ตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่า เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ.

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

23 ส.ค. 2568 06:09 น.

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

เอฟบีไอเข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว ที่หันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ ขณะที่ทรัมป์ สบถเรียก “ไอ้เลว” แต่ยืนยันไม่ได้สั่งการ

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่สำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าค้นบ้านพักและสำนักงานของนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลชุดแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย่านเบเทสดา รัฐแมริแลนด์ และที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

โดยคาดว่าปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเอกสารลับ ซึ่งเขายังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อกรณี แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอาญา และไม่มีการควบคุมตัว  

ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งการบุกค้นในครั้งนี้ แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่อยากเข้าไปยุ่ง ขณะเดียวกันนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ระบุว่า เอกสารลับเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน พร้อมบอกว่ามี ความกังวลเกี่ยวกับนายโบลตัน แต่ยืนยันเอฟบีไอจะดำเนินคดี ก็ต่อเมื่อพบหลักฐานว่าเขาทำผิดกฎหมายจริง ไม่ใช่เพราะการเมือง

ที่ผ่านมานายโบลตัน ลาออกจากรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ในปี 2562 และหันมาเป็นศัตรูการเมืองคนสำคัญของอดีตเจ้านาย โดยทำเนียบขาวสมัยทรัมป์ เคยกล่าวหานายโบลตันว่า เปิดเผยข้อมูลลับในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ The Room Where It Happened ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2563 และวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง ถึงขั้นระบุว่า “หลักฐานมหาศาลชี้ชัดว่าทรัมป์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดี” และต่อมาคดีแพ่งที่กระทรวงยุติธรรมฟ้องโบลตันในสมัยนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2564

 ล่าสุดเขายังออกมาวิจารณ์การบริหารสงครามยูเครน-รัสเซียของรัฐบาลทรัมป์อย่างเปิดเผย ขณะที่การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ ที่เดือดระอุ หลายฝ่ายมองว่าเป็นอีกสมรภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างทรัมป์กับอดีตผู้ช่วยระดับสูงที่แตกหักจนกลายเป็นศัตรู.

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

22 ส.ค. 2568 23:04 น.

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

ยูเอ็นประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” มีคนอดตายแล้ว 2 ศพในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ยอดตายจากการโจมตีอิสราเอลพุ่งเกิน 62,000 ศพ ชี้นี่คือ “ความล้มเหลวของมนุษยชาติ”

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ประกาศว่า ฉนวนกาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย (Famine) อย่างเป็นทางการ หลังมีรายงานว่าชาวปาเลสไตน์ 2 คนเสียชีวิตจากความอดอยากภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกาซา ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลอีก 71 ศพทั่วฉนวนกาซา

โดยหน่วยงานระบบการจัดระดับความมั่นคงทางอาหารแบบบูรณาการ (Integrated Food Security Phase Classification -IPC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็น ระบุว่า ประชาชนกว่า 500,000 คน ในกาซากำลังเผชิญ “ความอดอยาก ความยากไร้ และความตาย” โดยมีการยืนยันว่าภาวะทุพภิกขภัยเกิดขึ้นจริงในเมืองกาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบ และมีแนวโน้มลุกลามไปยังพื้นที่อื่นในเดือนหน้า

ทางด้านนายอันโตนิโอู กูเตียร์เรส เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในกาซาถือเป็นความล้มเหลวของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่พื้นที่โดยไม่จำกัด

ขณะเดียวกัน นายมาร์ติน กริฟฟิทส์ อดีตหัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมยูเอ็น และผู้อำนวยการองค์กรกลางด้านการไกล่เกลี่ยสากล (Mediation Group International) กล่าวว่า การประกาศครั้งนี้เป็น อาชญากรรมอันเลวร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น  พร้อมโจมตีว่าชาติตะวันตกล่าช้าเกินไปในการตอบสนองต่อการกระทำของอิสราเอลในกาซา และตั้งคำถามว่า อีกเท่าไรที่รัฐบาลโลกจะลงมือจริงจังตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่สั่งห้ามการขายอาวุธให้อิสราเอล และให้สอบสวนการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น

ขณะที่เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหาร เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์รายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกาซาซิตีกับลูกชายสองคน เปิดเผยว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหาร พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้า เด็กหลายคนเวียนหัวเพราะความหิว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การโจมตีของอิสราเอลในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 62,263 ศพและบาดเจ็บกว่า 157,365 คน ขณะที่อิสราเอลสูญเสียประชาชนไป 1,139 ศพและถูกจับตัวเป็นเชลยกว่า 200 คน

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธรายงานของยูเอ็น โดยอ้างว่า “กาซาไม่ได้เผชิญภาวะทุพภิกขภัย” และกล่าวหาว่าข้อค้นพบทั้งหมด “เป็นคำโกหกของฮามาส” พร้อมยังคงไม่อนุญาตให้องค์กรสื่อสากล รวมถึง BBC เข้าพื้นที่กาซาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ.

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

22 ส.ค. 2568 16:18 น.

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ.

ที่มา BBC

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

22 ส.ค. 2568 15:13 น.

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

แหล่งข่าวเผย ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้ยูเครนยอมยกพื้นที่ภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด รวมถึงยกเลิกความพยายามเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังตะวันตกเข้ามาในยูเครน ด้านเจ้าหน้าที่อียูเตือนอย่าตกหลุมพราง

ตามรายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียเสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามยูเครน หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะลาสกาเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงยกเลิกความพยายามเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกำลังทหารตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดรัสเซีย-สหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยทั้งสองผู้นำใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง หารือถึงแนวทางประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ในการแถลงหลังการประชุมจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนัก แต่แหล่งข่าวระบุว่าปูตินแสดงท่าทีพร้อมปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดของรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ในการควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันรัสเซียครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ขณะที่รัฐบาลเคียฟยังคงยืนยันไม่ยอมถอนตัวจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่าภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่อาจสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์กำหนด ขณะที่ทำเนียบขาวและนาโต้ยังไม่ให้ความเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้รัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังควบคุมพื้นที่ยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะลาสกา อาจเป็นโอกาสดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกียังเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจต้องการยุติสงคราม ขณะที่ทรัมป์ย้ำว่าเขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้.

ที่มา  Reuters  BBC

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

22 ส.ค. 2568 13:04 น.

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ออกข้อแนะนำประชาชนทุกเพศทุกวัย จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง หวังช่วยลดปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

เมืองโตโยอาเกะ ในจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น เสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น แนะนำให้ประชาชนทุกคนใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง นอกเหนือจากเวลางานและการเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น อาการนอนไม่หลับและความเครียดจากการใช้สมาร์ทโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรีเมืองโตโยอาเกะ มาซาฟูมิ โคกิ ยืนยันว่า ร่างข้อบัญญัตินี้ไม่ใช่กฎหมายที่มีโทษบังคับ แต่เป็นแนวทางเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ว่าการใช้สมาร์ทโฟนอย่างยาวนานอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ข้อเสนอแนะยังรวมถึง การกำหนดเวลาเลิกใช้สมาร์ทโฟนสำหรับเด็กและเยาวชน โดยเด็กประถมควรหยุดใช้หลังเวลา 21.00 น. และเด็กมัธยมต้นขึ้นไปควรเลิกใช้หลังเวลา 22.00 น.

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีการเผยแพร่ร่างข้อบัญญัติ ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน โดยมองว่าข้อจำกัดวันละ 2 ชั่วโมงนั้น ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง ขณะที่หลายคนมองว่าการจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟนควรเป็นการตัดสินใจภายในครอบครัว มากกว่าที่ทางการจะออกกฎแนะนำ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถม ทำให้นายกเทศมนตรีโคกีออกมาเน้นย้ำอีกครั้งว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมายแต่เป็นการแนะนำเชิงสร้างสรรค์ และยังยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่การใช้อย่างพอดีจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ร่างข้อบัญญัติดังกล่าวจะถูกนำเข้าสภาเทศบาลเพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า และหากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นพยายามควบคุมเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ย้อนกลับไปในปี 2020 จังหวัดคางาวะ เคยออกข้อบัญญัติแนะนำให้เด็กเล่นเกมได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมงในวันเรียน และไม่เกิน 90 นาทีในช่วงปิดเทอม พร้อมทั้งแนะนำให้เด็กอายุ 12–15 ปีหยุดใช้สมาร์ทโฟนหลัง 21.00 น. และเด็กอายุ 15–18 ปีเลิกใช้หลัง 22.00 น.

โดยจากการสำรวจโดย Children and Families Agency ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2025 พบว่า เยาวชนญี่ปุ่นใช้เวลาในโลกออนไลน์เฉลี่ยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ในวันเรียน ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

“คิม จอง อึน” ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

"คิม จอง อึน" ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

22 ส.ค. 2568 12:29 น.

“คิม จอง อึน” ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จัดพิธีมอบมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งรัฐให้แก่ทหารที่กลับมาจากการสู้รบในยูเครน และเพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ณ กรุงเปียงยาง สื่อทางการเกาหลีเหนือยกย่องพวกเขาในฐานะ “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่”

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้มอบตำแหน่ง “วีรบุรุษ” ของรัฐให้แก่ผู้บัญชาการและทหารที่กลับมาหลังจากร่วมรบเคียงข้างกองกำลังรัสเซียในเขตชายแดนเคิร์สก์ เพื่อต่อต้านยูเครน

เขายังได้วางเหรียญเกียรติยศไว้ข้างๆ ภาพทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิต ซึ่งสื่อทางการเกาหลีเหนือเรียกว่า “วีรชน”

คิมกล่าวในสุนทรพจน์ว่า “ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในต่างประเทศ ด้วยการต่อสู้อย่างแน่วแน่และการเสียสละอันสูงส่ง ได้บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่จะจดจำไปตลอดกาล”

เคซีเอ็นเอระบุด้วยว่า นายคิมได้วางช่อดอกไม้ที่กำแพงอนุสรณ์สำหรับทหารที่เสียชีวิตในต่างแดน และยังมีการจัดคอนเสิร์ตสำหรับทหารที่เดินทางกลับจากรัสเซีย รวมถึงงานเลี้ยงซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตเข้าร่วมด้วย

จากการประเมินของเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือส่งทหารประมาณ 15,000 นาย ไปยังรัสเซียตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว และได้จัดหายุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธ เพื่อสนับสนุนความพยายามทำสงครามของปูตินในยูเครน

คิมยังตกลงที่จะส่งคนงานก่อสร้างและเจ้าหน้าที่กู้ระเบิดหลายพันคนไปยังภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เชื่อว่าการส่งกำลังพลครั้งนี้อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงความกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อแลกกับการสนับสนุนด้านสงคราม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของคิม ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากองทัพเกาหลีเหนือจะได้รับประสบการณ์การรบอันล้ำค่าจากสงครามเช่นกัน.

ระทึก เครื่องบินโบอิง “เดลตา แอร์ไลน์ส” ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

ระทึก เครื่องบินโบอิง "เดลตา แอร์ไลน์ส" ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

22 ส.ค. 2568 12:02 น.

ระทึก เครื่องบินโบอิง “เดลตา แอร์ไลน์ส” ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

เครื่องบินโดยสารโบอิง 737 สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ส ประสบเหตุชิ้นส่วนบนปีกซ้ายหลุดระหว่างทำการบิน แต่สามารถลงจอดที่ปลายทางในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บเสียชีวิต

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อเครื่องบินโดยสารโบอิง 737 ของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ส ประสบเหตุชิ้นส่วนบนปีกซ้ายหลุดออกระหว่างทำการบิน เมื่อวันพุธ (20 ส.ค.) ที่ผ่านมา โดยสื่อสหรัฐฯ รายงานว่าเครื่องบินลำนี้เดินทางจากเมืองออร์แลนโด ของรัฐฟลอริดา พร้อมผู้โดยสาร 62 คน และลูกเรือ 6 คน และลงจอดที่ปลายทางในเมืองออสตินของรัฐเท็กซัสอย่างปลอดภัย โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บเสียชีวิต

สายการบินฯ ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้โดยสาร พร้อมยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้เกิดปัญหาที่ส่วนหลักของปีก (flap) โดยมีการหยุดใช้งานเครื่องบินลำนี้เพื่อซ่อมแซมแล้ว ด้านองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

22 ส.ค. 2568 11:42 น.

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และสูญหายอีก 9 ราย หลังจากสายเคเบิลขาดที่สะพานที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างบนเส้นทางรถไฟเสฉวน-ชิงไห่ ช่วงมณฑลชิงไห่ เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันศุกร์

สำนักข่าวพีเพิลส์ เดลี รายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานก่อสร้าง 15 คน และผู้จัดการโครงการวิศวกรรมประจำพื้นที่ 1 คน กำลังทำงานอยู่ ขณะนี้ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินได้ส่งคณะทำงานเฉพาะกิจไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อให้คำแนะนำและประสานงานการช่วยเหลือ โดยมุ่งเน้นการค้นหาผู้ที่ตกลงไปในน้ำ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์พีเพิลส์ เดลี แสดงให้เห็นสะพานที่สร้างเสร็จเพียงบางส่วน โดยส่วนตรงกลางยังสร้างไม่เสร็จ พร้อมด้วยหอคอยนั่งร้านขนาดยักษ์ 2 แห่งและเครนหลายตัวตั้งอยู่ใกล้เคียง

สะพานดังกล่าว ตั้งอยู่ที่เขตแดนระหว่างอำเภอเจี้ยนจ้า ในเขตปกครองตนเองทิเบตหวงหนาน และอำเภอปกครองตนเองหัวหลงฮุย ในเขตไห่ตง มณฑลชิงไห่ ถือเป็นสะพานรถไฟโครงถักเหล็กแห่งแรกของจีนที่ข้ามแม่น้ำเหลือง โดยเสาสายเคเบิลของสะพานสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน และมีแผนที่จะเชื่อมต่อกันในเดือนนี้

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในประเทศจีน เนื่องจากกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนและมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวม ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีผู้สูญหาย 13 คน หลังจากเกิดเหตุถล่มที่ไซต์ก่อสร้างทางรถไฟสายหลักในเมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน ไม่มีรายงานผู้รอดชีวิต.

ที่มา China Daily