ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

24 ส.ค. 2568 06:13 น.

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียจับกุมชายผู้อ้างตัวเป็นอดีตภารโรงวัดดังในเมืองแห่งหนึ่งของรัฐกรณาฏกะ หลังเขาอ้างว่า ตนเองถูกบังคับให้ฝังศพผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมนับร้อยศพในเมืองแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศอินเดียจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ผู้ออกมาอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนหลายร้อยคนแล้ว หลังจากคำพูดของเขาทำให้เกิดความวุ่นวายในเมืองธรรมศาลา (Dharmasthala) เมืองศาสนาเล็กๆ ในรัฐกรณาฏกะ

เมืองธรรมศาลาเป็นที่ตั้งของวัดมัญชุนาถ สวามี (Manjunatha Swamy) อายุมากกว่า 100 ปี ดึงดูดผู้แสวงบุญให้เดินทางมาสักการะวันละหลายพันคน และเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชาวเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐกรณาฏกะ จัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษ (SIT) ขึ้นมา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ของ SIT บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว ในข้อหาให้การเท็จ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ชายปริศนาผู้นี้ยื่นคำร้องกับตำรวจ และปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาเพื่อบันทึกคำให้การ โดยตัวตนของเขาถูกปิดเป็นความลับ และจนถึงตอนนี้ เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะในสภาพแต่งกายสีดำทั้งตัว รวมถึงสวมฮูดและหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วย

ในคำร้องดังกล่าว ชายผู้นี้อ้างว่า เขาทำงานเป็นภารโรงที่วัดมัญชุนาถ สวามี ตั้งแต่ปี 2538-2557 และอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างเด็กหญิงกับหญิงสาวผู้ถูกข่มขืนและฆาตกรรมอย่างโหดร้ายจำนวนหลายร้อย

ชายคนนี้อ้างว่า เขาซ่อนตัวมาตั้งแต่ปี 2557 และออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่คอยกระตุ้นเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเขากล่าวหาผู้บริหารกับเจ้าหน้าที่วัดซึ่งไม่มีการเปิดเผยนามว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ทางวัดปฏิเสธว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ในตอนที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล เขาดึงกะโหลกศีรษะออกมาจากกระเป๋าแล้วบอกว่าเป็นของหนึ่งในศพที่เขาฝัง และเขาเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

คำพูดของชายนิรนามผู้นี้ได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นอย่างมาก จนข่าวแพร่กระจายไปทั่วรัฐกรณาฏกะและรัฐอื่นๆ ทำให้คณะกรรมการสตรีของรัฐกรณาฏกะออกมาแสดงความกังวล จนสุดท้าย รัฐบาลก็ต้องตั้งทีมสืบสวนพิเศษ หรือ SIT ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ดำเนินการขุดพื้นที่หลายจุด ทั้งในและนอกเมืองธรรมศาลา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ ซึ่งชี้จุดที่เขาอ้างว่าฝังศพไว้ทั้งหมด 13 จุด โดยมีบางจุดที่ยากต่อการเข้าถึง และถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบและเต็มไปด้วยงูพิษ

แหล่งข่าวใน SIT บอกกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพมนุษย์ รวมถึงกะโหลกศีรษะและชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ จำนวนเกือบ 100 ชิ้น ในสถานที่ 2 แห่ง และส่งชิ้นส่วนกระดูกไปตรวจสอบแล้ว เพื่อหาว่ากระดูกที่พบเป็นของใคร

อย่างไรก็ตาม นายวีเรนทรา เฮกเกด สว.อินเดียและหัวหน้าฝ่ายบริหารเมืองธรรมศาลากล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวน แต่เขาเชื่อว่าคำกล่าวอ้างของอดีตภารโรงผู้นี้นั้น “เป็นไปไม่ได้” และเมื่อการสืบสวนเสร็จสิ้น ความจริงก็จะถูกเปิดเผยออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

24 ส.ค. 2568 04:41 น.

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากบนเน็ตฟลิกซ์ เสียชีวิตกะทันหันระหว่างการถ่ายทำซีซั่น 5 ที่เมืองเวนิส ของอิตาลี

สำนักข่าว ลา รีพับบลิกา (La Repubblica) ของอิตาลีรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า นายดิเอโก โบเรลลา ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์เรื่อง Emily in Paris เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่โรงแรม โฮเทล ดานิเอลี ในเมืองเวนิส โดยหน่วยแพทย์ฉุกเฉินถูกเรียกไปยังโรงแรมในเวลาประมาณ 19.00 น.วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 ส.ค.) แต่ไม่อาจช่วยชีวิตเขาไว้ได้

“เราเสียใจอย่างยิ่งที่ต้องยืนยันข่าวการจากไปของสมาชิกครอบครัวผู้ผลิตซีรีส์ ‘เอมิลี่ในปารีส’” โฆษกของ พาราเมาท์ เทเลวิชัน สตูดิโอ ซึ่งเป็นผู้ผลิตซีรีส์ดังกล่าวให้เน็ตฟลิกซ์ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี “เราขอส่งแรงใจให้แก่ครอบครัวกับผู้เป็นที่รักของบุคคลผู้นี้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

ด้าน ลา รีพับบลิกา รายงานว่า นายโบเรลลาเสียชีวิตหลังจากจู่ๆ ก็ล้มลงต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวถ่ายทำฉากหนึ่งในซีซั่นที่ 5 ของซีรีส์

ทั้งนี้ Emily in Paris เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 โดยมีนักแสดงสาว ลิลี คอลลินส์ รับบท เอมิลี่ คูเปอร์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดชาวอเมริกัน ซึ่งย้ายไปทำงานที่ปารีส ก่อนที่ในซีซั่นที่ 4 ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 2567 เอมิลี่จะย้ายไปกรุงโรม เมื่อเปิดสำนักงานใหม่

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีนักแสดงชั้นนำมากมาย ทั้ง ฟิลิปปินส์ ลีรอย-โบลิว แสดงเป็น ซิลวี, แอชลีย์ พาร์ก รับบทเป็น มินดี, ลูคัส บราโว แสดงเป็น แกเบรียล และลูเซียน ลาวิสเคานต์ รับบทเป็น อัลฟี

ซีซั่นที่ 5 ของ Emily in Paris มีกำหนดฉายในช่วงปลายปี 2568 แต่มีข่าวว่าการถ่ายทำถูกระงับชั่วคราวหลังการเสียชีวิตของนายโบเรลลา ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเลื่อนกำหนดการหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

24 ส.ค. 2568 03:39 น.

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

(เครดิตภาพ AFP PHOTO / US DISTRICT COURT FOR THE SOUTHERN DISTRICT OF NEW YORK)

รัฐบาลสหรัฐฯ เผยบันทึกการสัมภาษณ์ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยเห็นนายทรัมป์ประพฤติไม่เหมาะสม และไม่เชื่อว่าเอปสตีนจบชีวิตตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยบันทึกบทสนทนาและไฟล์เสียงการสัมภาษณ์ น.ส.กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีทางเพศและค้ามนุษย์ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนออกมาแล้ว โดยเธอยืนยันว่า ไม่เคยเห็น โดนัลด์ ทรัมป์ หรืออดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ประพฤติไม่เหมาะสม

รัฐบาลทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีน ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้นายทรัมป์จะยืนยันว่า เขาตัดขาดกับชายคนนี้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เอปสตีนถูกแฉว่าล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ และว่าศัตรูทางการเมืองพยายามใช้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของเขา

น.ส.แม็กซ์เวลล์ให้สัมภาษณ์กับนาย ทอดด์ แบรนช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม จากภายในเรือนจำ โดยเธอยืนยันว่า “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสตีนที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมานั้น “ไม่มีอยู่จริง”

เธอบอกด้วยว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่บ้านของแม็กซ์เวลล์นั้นเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ แม็กซ์เวลล์กำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี และข้อหาทางเพศอื่นๆ แต่เธอกำลังหาทางขออภัยโทษจากโดนัลด์ ทรัมป์ และยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดให้กลับคำตัดสินของเธอแล้ว

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่ได้กำลังหารือหรือมีการลดหย่อนโทษในคดีของแม็กซ์เวลล์

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากการให้สัมภาษณ์กับนายแบรนช์ ซึ่งเคยเป็นอัยการส่วนตัวของนายทรัมป์ แม็กซ์เวลล์ก็ถูกย้ายจากเรือนจำในรัฐฟลอริดา ไปยังเรือนจำความมั่นคงต่ำแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัส โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลแน่ชัดว่าเหตุใดเธอจึงถูกย้าย

แม็กซ์เวลล์เปิดเผยอะไรบ้าง?

ในบันทึกการสนทนา ซึ่งมีความหนาประมาณ 300 หน้า และมีเนื้อหาบางส่วนถูกปกปิดเอาไว้ แม็กซ์เวลล์กล่าวว่า เธอเชื่อว่านายทรัมป์กับนายเอปสตีนเป็นมิตรกันในสถานการณ์ทางสังคมเท่านั้น ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน

“จริงๆ แล้ว ฉันไม่เคยเห็นท่านประธานาธิบดีไปใช้บริการนวดรูปแบบใดๆ เลย” แม็กซ์เวลล์กล่าว สื่อถึงบริการนวดที่เหยื่อบางรายของเอปสตีนพูดถึง “ท่านประธานาธิบดีไม่เคยประพฤติไม่เหมาะสมกับใคร” “ในตอนที่ฉันอยู่กับเขา เขาเป็นสุภาพบุรุษในทุกๆ ด้าน”

ส่วนเรื่องโน้ตอวยพรวันเกิดอายุครบ 50 ปี ที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่านายทรัมป์เคยส่งให้นายเอปสตีนเมื่อปี 2546 แม็กซ์เวลล์ระบุว่า เธอจำไม่ได้ว่านายทรัมป์เคยส่งไป

แม็กซ์เวลล์ถูกถามเรื่องบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมถึง บิลล์ เกตส์, อีลอน มัสก์, เอฮุด บารัค อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข, เควิน สเปซีย์ นักแสดงชื่อดัง, นางแบบสาว นาโอมิ แคมป์เบลล์ และเจ้าชายแอนดรูว์ โดยเธอปฏิเสธว่าไม่ได้แนะนำคนเหล่านี้ให้รู้จักกับเอปสตีน

ระหว่างการสัมภาษณ์ นายแบรนช์ได้ถามแม็กซ์เวลล์เรื่อง “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสตีน ซึ่งกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่ามีรายชื่อลูกค้าที่เต็มไปด้วยชื่อของบุคคลระดับสูงและผู้มีชื่อเสียงมากมาย แต่ถูกเก็บซ่อนไว้โดยขบวนการ “ดีป สเตต” (deep state) หรือผู้มีอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เพื่อปกป้องคนเหล่านั้น

เจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลทรัมป์ รวมถึง นายคาช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และนายแดน บอนจิโน รองผู้อำนวยการ FBI ต่างเคยพูดถึงรายชื่อลูกค้านี้ ก่อนจะถอนคำพูดในเวลาต่อมา และแม็กซ์เวลล์ยืนยันกับนายแบรนช์ว่า รายชื่อดังกล่าว “ไม่มีอยู่จริง”

แม็กซ์เวลล์ยังพูดเรื่องเจ้าชายแอนดรูว์ ผู้ต้องถอนตัวจากการปฏิบัติพระกรณียกิจของราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีน

โดยก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์เคยพูดว่า แม็กซ์เวลล์คือคนที่แนะนำให้เขารู้จักกับนายเอปสตีน แต่แม็กซ์เวลล์ยืนยันว่า เรื่องนั้นไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายแอนดรูว์ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ซึ่งชื่อถูกลบออกจากบันทึกบทสนทนา ที่บ้านของแม็กซ์เวลล์นั้น อดีตคู่ขาของเอปสตีนรายนี้ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง โดยอ้างเรื่องขนาดบ้านของเธอ

และเมื่อถูกถามเรื่องรูปสุดฉาวที่เจ้าชายแอนดรูว์ถ่ายคู่กับจุฟเฟร โดยมีแม็กซ์เวลล์ยืนยิ้มด้านหลัง แม็กซ์เวลล์อ้างว่านั่นเป็นภาพปลอม

แม็กซ์เวลล์เปิดเผยด้วยว่า เธอรู้จักกับเอปสตีนครั้งแรกในปี 2534 ก่อนจะพัฒนาจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว และถึงแม้ว่าความสัมพันธ์จะจบลงในเวลาต่อมา เอปสตีนก็ยังคงโอนเงินให้แม็กซ์เวลล์หรือบริษัทของเธอกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2542 ถึง 2550

แม็กซ์เวลล์ยืนยันว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่านายหน้าจัดหาผู้เยาว์ตามที่ศาลกล่าวหา แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าเงินนี้คืออะไร โดยเธอระบุว่า เงินบางส่วนอาจถูกโอนเข้าบัญชีที่ควบคุมโดยนักบัญชีของเอปสตีน หรือเป็นเงินสินเชื่อที่เอปสตีนให้กับธุรกิจของเธอ พร้อมยืนยันว่า เธอกับเอปสตีนแทบไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันอีก หลังจากปี 2553 จนถึงตอนที่เขาเสียชีวิต

อนึ่ง เอปสตีนเสียชีวิตภายในเรือนจำในรัฐนิวยอร์กเมื่อปี 2562 ขณะกำลังรอการไต่สวนคดีค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี โดยผลการสืบสวนอย่างเป็นทางการชี้ว่า เขาจบชีวิตตัวเอง แต่แม็กซ์เวลล์ไม่คิดอย่างนั้น

“ฉันไม่เชื่อว่าเขาจบชีวิตตัวเอง ไม่เชื่อเลย” แม็กซ์เวลล์กล่าว หลังจากนายแบรนช์ถาม แต่ก็พูดอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เธอไม่มีเหตุผลใดๆ ให้เชื่อว่า เขาถูกฆ่าปิดปากเช่นกัน “ฉันคิดว่า หากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ พวกเขาก็มีโอกาสมากมายตอนที่เขาไม่ได้อยู่ในคุก”

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา มีข่าวรายงานว่า นายทรัมป์ได้รับแจ้งจากอัยการสูงสุด แพม บอนดี ว่าชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารอย่างเป็นทางการในการสืบสวนคดีของนายเอปสตีน แต่นายทรัมป์ไม่เคยถูกกล่าวหาใดๆ เกี่ยวกับคดีนี้ และเขาประกาศในการหาเสียงเมื่อปีก่อนว่า จะเปิดเผยข้อมูลคดีเอปสตีนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กลับลำหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน โดยระบุว่า คดีนี้จบไปแล้ว และกล่าวโจมตีนักข่าวกับกลุ่มผู้สนับสนุนตัวเขาเอง ที่คอยกดดันเขาเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

24 ส.ค. 2568 01:00 น.

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

ไปรษณีย์กับบริการส่งพัสดุในหลายประเทศของยุโรปและอินเดีย ประกาศจะระงับการส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ชั่วคราว เนื่องจากขาดความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริการส่งพัสดุในเยอรมนี, เดนมาร์ก, สวีเดน และอิตาลี ประกาศในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2568 ว่าจะระงับการส่งพัสดุเกือบทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ โดยมีผลในทันที ขณะที่ไปรษณีย์ฝรั่งเศสกับออสเตรเลียจะทำแบบเดียวกันในวันจันทร์ ตามด้วยสหราชอาณาจักรในวันอังคาร

ด้านรัฐบาลอินเดียก็ระบุว่า พวกเขาจะระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ ชั่วคราวเช่นกัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป แต่คำสั่งนี้จะไม่มีผลกับพัสดุประเภทจดหมาย, เอกสาร และของขวัญมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

การตัดสินใจดังกล่าวสืบเนื่องจากคำสั่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งกำหนดให้พัสดุมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมได้รับการงดเว้นจากภาษีนำเข้า จะต้องถูกเก็บภาษีด้วย เริ่มตั้งแต่ 29 ส.ค.เป็นต้นไป แต่ไม่รวมพัสดุประเภทจดหมาย, เอกสาร และของขวัญมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

กรอบความร่วมมือทางการค้าที่สหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปตกลงกันเมื่อเดือนก่อน กำหนดให้สินค้า EU จำนวนมากที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15%

ทั้งนี้ องค์กรไปรษณีย์หลายแห่งในยุโรป ทั้ง Deutsche Post กับ DHL ของเยอรมนี, Postnord ของเดนมาร์ก และสำนักงานไปรษณีย์อิตาลี ระบุว่า พวกเขาตัดสินใจระงับการส่งพัสดุในตอนนี้เพราะไม่มั่นใจว่าของจะเข้าสู่สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 29 ส.ค.หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีความไม่ชัดเจนว่าอัตราภาษีใหม่ครอบคลุมสินค้าประเภทใดบ้างด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

24 ส.ค. 2568 00:01 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งปลดผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง ไม่กี่เดือนหลังประเมินว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเพียงเล็กน้อย ส่วนทางคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไล่ พลโท เจฟฟรีย์ ครูส ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาโหม (DIA) แล้ว เช่นเดียวกับผู้บัญชาการกองทัพอาวุโสอีก 2 คนก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเพนตากอนด้วย

กระทรวงกลาโหมยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการไล่ออกครั้งนี้ แต่มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำเนียบขาวสหรัฐฯ ตอบโต้ผลการประเมินของ DIA เรื่องผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ย้อนกลับเมื่อเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อโรงงานทั้ง 3 แห่งอย่างหนัก และทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถดถอยไปหลายปี

แต่หลังจากนั้น สื่อของสหรัฐฯ เผยแพร่งานการประเมินของ DIA ที่รั่วไหลออกมา ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถดถอยไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ส่งผลให้นายทรัมป์ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่ทำเนียบขาวก็ประกาศว่า การประเมินของ DIA นั้น “ผิดอย่างสิ้นเชิง”

ด้านนายเฮกเซธกล่าวที่การประชุมสุดยอดผู้นำนาโตในตอนนั้นว่า รายงานของ DIA จัดทำจากข้อมูลข่าวกรองคุณภาพไม่ดี และสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของการรั่วไหลของรายงาน

ทั้งนี้ DIA เป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่จัดหาข้อมูลข่าวกรองทางทหารเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ แต่ไม่ได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองอื่นๆ ของสหรัฐฯ รวมถึงสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ (CIA)

สำนักข่าว รอยเตอร์ส ระบุด้วยว่านอกจากพลโทครูสแล้ว นายเฮกเซธยังปลดผู้บัญชาการทหารกองหนุนแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ กับผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรบพิเศษของกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

 สุดระทึก  เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

23 ส.ค. 2568 12:36 น.

สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศมาเลเซีย เครื่องยนต์ระเบิดไฟลุกไหม้กลางอากาศ ขณะกำลังนำเครื่องขึ้นที่สนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ เมืองกวนตัน นักบินดีดตัวออกมารอดหวุดหวิด

สื่อต่างประเทศเผยคลิปวินาทีเครื่องบินขับไล่ แมคดอนเนล ดักลาส เอฟเอ-18 ฮอร์เน็ต (McDonnell Douglas F/A-18 Hornet) ของกองทัพอากาศมาเลเซีย เครื่องยนต์ระเบิดไฟลุกไหม้กลางอากาศ ที่สนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ เมืองกวนตัน เมื่อคืนวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น

รายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเกิดไฟลุกจากบริเวณเครื่องยนต์ตั้งแต่กำลังวิ่งขึ้นรันเวย์ และเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาก็เกิดระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งลำเครื่อง โชคดีที่นักบิน 2 นายสามารถดีดตัวออกมาได้ทัน

ด้านกองทัพอากาศมาเลเซียออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ โดยระบุว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบและจะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป

ทั้งนี้ เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet ถือเป็นเครื่องบินทหารสมรรถนะสูง ใช้ในภารกิจโจมตีและป้องกันทางอากาศ และเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมาหลายทศวรรษ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่มเติมจากอุบัติเหตุดังกล่าว.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าว เครื่องบินรบ

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

23 ส.ค. 2568 10:08 น.

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

เกิดเหตุสลดรถบัสนักท่องเที่ยวกลับจากน้ำตกไนแองการาพลิกคว่ำบนทางด่วนในรัฐนิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพและบาดเจ็บหลายสิบคน 

รถบัสนักท่องเที่ยวที่บรรทุกผู้โดยสาร 52 คน ประสบเหตุพลิกคว่ำพลิกตะแคงลงร่องกลางถนน บนทางด่วน นิวยอร์ก สเตท ทรูเวย์ (New York State Thruway) ทางตะวันตกของรัฐนิวยอร์ก ขณะกำลังเดินทางกลับจาก น้ำตกไนแองการา  บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ–แคนาดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และบาดเจ็บหลายสิบคน เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ใกล้เมืองเพมโบรค ห่างจากเมืองบัฟฟาโลไปทางตะวันออกประมาณ 48 กิโลเมตร

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ โดยตำรวจยืนยันว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตตามที่รายงานในตอนแรก โดยผู้โดยสารมีอายุตั้งแต่ 1 ปีถึง 74 ปี หลายคนถูกเหวี่ยงออกจากตัวรถ ขณะที่บางส่วนติดอยู่ภายในซากรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง ตำรวจเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย

ด้านแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงว่าหน่วยงานท้องถิ่นกำลังเร่งช่วยเหลือและดูแลผู้บาดเจ็บ โดยได้ส่งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ไปยังที่เกิดเหตุ โดย 24 คนรักษาตัวที่โรงพยาบาลในพื้นที่แห่งหนึ่ง แพทย์ยืนยันว่าทุกคนมีแนวโน้มจะฟื้นตัว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอายุต่ำกว่า 16 ปี ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลเด็ก

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวยอร์ก ระบุว่า ขณะนี้สาเหตุการชนยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ได้ตัดประเด็น ความประมาทของคนขับ และ ความผิดปกติของเครื่องยนต์ ออกไปแล้ว โดยยืนยันว่าคนขับรถให้ความร่วมมือเต็มที่ และยังไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ที่มี กล้องหน้ารถ ซึ่งอาจบันทึกเหตุการณ์ไว้ ให้นำหลักฐานส่งมอบเพื่อช่วยการสอบสวน

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 40 ไมล์จาก น้ำตกไนแองการา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนนับล้านคนต่อปี.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รถบัสนักท่องเที่ยว

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

23 ส.ค. 2568 09:12 น.

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านรายแบบละเอียดยิบ หากพบละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศ จะถูกเพิกถอนวีซ่าทันที

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเตรียมทบทวนและตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านราย เพื่อประเมินว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศหรือไม่  ซึ่งหากพบพฤติกรรมผิดเงื่อนไข วีซ่าจะถูกเพิกถอนทันที

โดยเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การถูกเพิกถอนวีซ่า ได้แก่ การอยู่เกินกำหนด (overstay) การก่ออาชญากรรม การสร้างภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมก่อการร้าย หรือการสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นหัวใจหลักของรัฐบาลสมัยที่ 2 ซึ่งรวมถึงการเนรเทศครั้งใหญ่ การสั่งห้ามเดินทางจากหลายประเทศ และการเพิกถอนวีซ่านักเรียนแล้วกว่า 6,000 ฉบับ

มาตรการใหม่ยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นขอวีซ่า ทั้งนักเรียนและนักท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่จะค้นหาสัญญาณของท่าทีเป็นศัตรูต่อประชาชน วัฒนธรรม รัฐบาล หรือสถาบันของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศยังได้รับคำสั่งให้จับตาผู้ที่อาจสนับสนุนผู้ก่อการร้ายต่างชาติ หรือผู้ที่กระทำการคุกคามและใช้ความรุนแรงเชิงต่อต้านชาวยิวด้วย

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกจากสำนักงาน USCIS ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องสัญชาติและการเข้าเมืองสหรัฐฯ กล่าวย้ำว่าสิทธิประโยชน์ของอเมริกาไม่ควรมอบให้แก่ผู้ที่เกลียดชังประเทศหรือเผยแพร่อุดมการณ์ต่อต้านสหรัฐฯ โดยเขายังระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยงานมีพันธกิจในการดำเนินนโยบายเพื่อถอนรากความคิดต่อต้านอเมริกา

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะหยุดออกวีซ่าทำงานสำหรับคนขับรถบรรทุกต่างชาติทันที เนื่องจากจำนวนแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมรถบรรทุกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนน และกระทบต่อรายได้ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการใหม่ให้พลเมืองจาก มาลาวี และ แซมเบีย ต้องวางเงินมัดจำวีซ่านักท่องเที่ยวหรือวีซ่าธุรกิจถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.6 แสนบาทอีกด้วย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายด้าน เช่น

  • ห้ามชาวต่างชาติจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ
  • จำกัดบางส่วนจากอีก 7 ประเทศ
  • เพิกถอนสถานะทางกฎหมายชั่วคราวของผู้อพยพกว่า 500,000 คน
  • สัญญาว่าจะยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยการเกิดในสหรัฐฯ (birthright citizenship)

นอกจากนี้ยังมีการจับกุม นักศึกษาต่างชาติ ตามมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หลายราย หลังเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าสหรัฐฯ

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

23 ส.ค. 2568 08:24 น.

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

การแข่งขันชิงแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าแชมป์ตกเป็นของหนุ่มชาวฟินแลนด์ คว้ารางวัลเป็นกีตาร์ของจริงที่สร้างโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังชาวฟินแลนด์

การแข่งขัน Air Guitar World Championships หรือแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาที่จัดขึ้นที่ลานกลางเมืองโออูลู ทางตะวันตกของฟินแลนด์ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟน ๆ และบรรยากาศคึกคัก ปีนี้ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ อาโป เราติโอ ชาวฟินแลนด์ที่ใช้ชื่อในเวทีว่า “ดิ แองกัส” ซึ่งสามารถเอาชนะ ยูตะ ซูโดะ ตัวแทนจากญี่ปุ่นในรอบสุดท้ายได้สำเร็จ โดยผู้ชนะได้รับกีตาร์จริงเป็นรางวัล นั่นคือกีตาร์รุ่น “Flying Finn” ที่สร้างขึ้นโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังของฟินแลนด์ แมตติ เนวาเลนเน่น

การแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันจาก 13 ประเทศทั่วโลก ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต้องแสดงโชว์กีตาร์ลม 2 เพลง ในเวลาเพลงละ 60 วินาที โดยการตัดสินอยู่ที่ความสร้างสรรค์ ความเร้าใจ และการแสดงออกทางศิลปะบนเวที คณะกรรมการ 5 คนจากวงการศิลปะการแสดงเป็นผู้ให้คะแนน โดยอนุญาตให้ใช้พร็อพหรือเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงได้ แต่ห้ามใช้เครื่องดนตรีจริงหรือวงดนตรีประกอบ

การแข่งขันกีตาร์ลมโลกเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1996 และกลายเป็นงานประจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มารวมตัวกันที่เมืองโออูลูทุกปี องค์กรผู้จัดยังคงสืบสานอุดมการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “เมื่อทุกคนในโลกเล่นกีตาร์ลม สงครามจะยุติ ภาวะโลกร้อนจะหยุด และสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะหายไป” งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อความบันเทิง แต่ยังถูกมองว่าเป็นเทศกาลแห่งสันติภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวกที่ผู้เข้าร่วมส่งต่อไปสู่ผู้ชมทั่วโลกอีกด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟินแลนด์

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

23 ส.ค. 2568 07:42 น.

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำ

พร้อมระบุว่า ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนในระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักรกัมพูชา 

ในสารจากพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานถึงประชาชนกัมพูชา พระองค์ได้มีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ พร้อมทั้งแสดงความรักและห่วงใยต่อพสกนิกรกัมพูชาทุกคน พร้อมทรงหวังให้ประเทศชาติยังคงมีสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพแข็งแรง ภายใต้ร่มพระบารมีของพระพุทธศาสนา

สำหรับการเสด็จฯ ตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศ ถือเป็นการตรวจสุขภาพตามปกติที่พระองค์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้ร่วมเสด็จฯ ด้วย.