รัฐบาลทหารเมียนมาเผย สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ถูกทำลายแล้ว

รัฐบาลทหารเมียนมาเผย สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ถูกทำลายแล้ว

25 ส.ค. 2568 07:24 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาเผย สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ถูกทำลายแล้ว

รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยว่า สะพานทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ของประเทศถูกระเบิดทำลายแล้ว โดยกล่าวโทษกลุ่มติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2565 ว่า สะพานทางรถไฟยุคอาณานิคม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสะพานรถไฟที่สูงที่สุดในโลก ถูกกองกำลังฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติระเบิดทำลายแล้ว

เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมืองตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 และกองทัพต้องรับศึกหลายด้านทั้งกองกำลังฝ่ายหนุนประชาธิปไตย และกลุ่มติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์

นายจอว์ มิน โฆษกรัฐบาลทหารระบุในวิดีโอแถลงการณ์ที่มอบให้แก่สื่อต่างๆ ว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และกองกำลังป้องกันของประชาชน (PDF) ระเบิดทำลายสะพาน “โกะเทะ” (Gokteik) ไปแล้ว โดยรัฐบาลทหารบอกอีกว่า สถานที่แห่งนี้ถูกทำลายด้วยทุ่นระเบิด

ทั้งนี้ สะพานโกะเทะ เป็นสะพานรถไฟเหนือช่องเขาโกะเทะ บนแม่น้ำมยิแง ทางตะวันตกของรัฐฉาน ถูกสร้างขึ้นในปี 2444 ตอนที่เมียนมายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมันเป็นสะพานที่สูงที่สุดในเมียนมา และเคยเป็นสะพานที่มีโครงค้ำสูงที่สุดในโลก ที่ 102 ม. ด้วย

สะพานโกะเทะเชื่อมต่อเมืองมัณฑะเลย์กับภาคเหนือของรัฐฉานเข้าด้วยกัน และดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า สะพานสายนี้พังลงมาบางส่วนและได้รับความเสียหาย

ด้านโฆษกของกลุ่ม TNLA ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลทหาร และโต้กลับว่า รัฐบาลทหารต่างหากคือผู้ที่ระเบิดสะพาน “เมื่อเช้านี้ กองทัพรัฐบาลพยายามจะระเบิดฐานที่มั่นของเราด้วยโดรน พวกเขาระเบิดทหารของเรา แต่ระเบิดของพวกเขาก็โดนสะพานโกะเทะด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเมืองหลวงเยเมน ดับ 4 ศพ ตอบโต้กบฏฮูตียิงมิสไซล์โจมตี

อิสราเอลถล่มเมืองหลวงเยเมน ดับ 4 ศพ ตอบโต้กบฏฮูตียิงมิสไซล์โจมตี

25 ส.ค. 2568 03:58 น.

อิสราเอลถล่มเมืองหลวงเยเมน ดับ 4 ศพ ตอบโต้กบฏฮูตียิงมิสไซล์โจมตี

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองหลวงของเยเมน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน อ้างตอบโต้ที่กบฏฮูตียิงมิสไซล์เข้าใส่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่กรุงซานา เมืองหลวงของประเทศเยเมน ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น หลังอิสราเอลเตรียมยกระดับปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา

สถานีโทรทัศน์ “อัล มาซิราห์ ทีวี” ซึ่งอยู่ในเครือของกลุ่มกบฏฮูตี ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่โรงงานน้ำมันและโรงงานไฟฟ้าในกรุงซานา ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่า พวกเขายังโจมตีทำเนียบประธานาธิบดีในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย โดยอ้างว่าอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอาคารของกองทัพ

อัล มาซิราห์ รายงานอีกว่า ระบบป้องกันทางอากาศของกลุ่มฮูตีสามารถป้องกันการโจมตีทางอากาศส่วนใหญ่เอาไว้ได้ และบีบให้เครื่องบินอิสราเอลต้องล่าถอย อย่างไรก็ตาม พวกเขายอมรับว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ บาดเจ็บอีก 67 คน

การโจมตีของอิสราเอลยังเกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากกลุ่มฮูตีออกมาอ้างว่า ยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอล เพื่อกดดันให้รัฐบาลยิว ยุติสงครามและการปิดล้อมฉนวนกาซา

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์เป็นการตอบโต้ที่รัฐบาลฮูตีโจมตีอิสราเอลและพลเมืองของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการยิงมิสไซล์ชนิดภาคพื้นสู่ภาคพื้น และส่งโดรนพุ่งเข้าหาดินแดนของพวกเขา

ด้านฮูตีออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่า การโจมตีของอิสราเอลจะไม่ส่งผลต่อปฏิบัติการทางทหารของพวกเขาเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์

ขณะที่กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ชื่นชมการแสดงจุดยืนของกลุ่มฮูตีว่าเป็นความกล้าหาญ และเรียกร้องให้ชาติอาหรับกับชาติมุสลิม รวมถึงกองกำลังอิสระทั้งหมด เข้าร่วมในปฏิบัติการความร่วมมือเพื่อยุติการยึดครอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คาดทำฝนตกหนัก คลื่นสูงซัดฝั่ง

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คาดทำฝนตกหนัก คลื่นสูงซัดฝั่ง

25 ส.ค. 2568 01:58 น.

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คาดทำฝนตกหนัก คลื่นสูงซัดฝั่ง

ทางการเวียดนามสั่งอพยพประชาชนในหลายจังหวัดมากกว่า 5 แสนคน ก่อนที่ไต้ฝุ่น คาจิกิ จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันจันทร์ และคาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 ทางการเวียดนามออกคำสั่งให้ประชาชนมากกว่า 586,000 คน อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง ก่อนที่ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะเดินทางถึงเวียดนามในช่วงเช้ามืดวันจันทร์นี้ (28 ส.ค.) โดยขณะนี้มันมีความเร็วลมอยู่ที่ 166 กม./ชม. และคาดว่าจะทวีกำลังรุนแรงขึ้นอีกก่อนขึ้นฝั่ง

พยากรณ์อากาศคาดด้วยว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิจะอ่อนกำลังลงในขณะที่มันเคลื่อนตัวผ่านแผ่นดินของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม มันจะยังพัดถล่มเวียดนามด้วยความเร็วลม 200 กม./ชม. และคาดว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนราว 300-400 มม. ขณะที่อาจมีคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) สูง 2-4 ม.

ประชาชนที่ได้รับคำสั่งให้อพยพอยู่ในจังหวัดทัญฮว้า, ก๋วงตริ, เว้ และ ดานัง ตอนกลางของเวียดนาม โดยทางการเตือนประชาชนที่อยู่บนเส้นทางเคลื่อนที่ของพายุด้วยว่า อย่าออกจากบ้านหลังเวลา 14.00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) พร้อมกับส่งทหารไปช่วยเหลือด้วย

“สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด และไม่ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะหรือโครงสร้างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมง เรือท่องเที่ยว หรือแม้แต่โรงเพาะเลี้ยงสัตว์หรือพืชน้ำ” สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่กระทรวงการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่น คาจิกิ กำลังเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะไหหลำของจีน ซึ่งสำนักงานสภาพอากาศท้องถิ่นคาดว่า พายุจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่ 320 มม. ขณะที่สายการบิน เวียดนาม แอร์ไลน์ส ยกเลิกเที่ยวบินในวันอาทิตย์และวันจันทร์แล้ว 22 เที่ยวบิน

เจ้าหน้าที่กังวลด้วยว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิอาจสร้างความเสียหายเทียบเท่ากับไต้ฝุ่นยางิ ที่พัดถล่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพทั่วภูมิภาค และกว่า 300 ศพอยู่ในเวียดนามเพียงประเทศเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นจะสู้ต่อไป

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นจะสู้ต่อไป

24 ส.ค. 2568 23:47 น.

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นจะสู้ต่อไป

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนร่วมพิธีรำลึกวันประกาศอิสรภาพ โดยเขายืนยันว่ายูเครนจะต่อสู้ต่อไป เพื่ออิสรภาพของตัวเอง และว่าถึงยูเครนจะยังไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เข้าร่วมพิธีวางพวงหรีดที่ “กำแพงแห่งการรำลึก” ในกรุงเคียฟ เพื่อระลึกถึงชาวยูเครนผู้เสียชีวิตในสงคราม เนื่องในวันครบรอบวันประกาศอิสรภาพของประเทศ

โดยในพิธีนายเซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเองต่อไป ในขณะที่ไม่มีใครตอบรับเสียงเรียกร้องขอความสงบสุขของพวกเขา “เราต้องการสันติภาพอย่างเป็นธรรม สันติภาพที่เราจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของเราด้วยตัวเอง” “ยูเครนไม่ใช่เหยื่อ พวกเขาคือนักสู้”

เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า “ยูเครนยังไม่ชนะ แต่แน่นอนว่าไม่ได้แพ้”

ทั้งนี้ คำพูดของเซเลนสกีเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า โจมตีโรงงานไฟฟ้าและระบบพลังงานของพวกเขาในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนทำให้เกิดไฟไหม้ที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในแคว้นคูร์สค์ ทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่ศูนย์ตอบโต้ข่าวปลอมของยูเครนออกมาระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเป็นผลจากโดรนที่ถูกยิงตก ทางศูนย์ฯ ยังกล่าวหารัสเซียว่า เผยแพร่ข้อมูลเท็จและว่าการที่รัสเซียกล่าวหายูเครนว่าโจมตีโรงงานไฟฟ้า ก็เป็นหนึ่งในวิธีโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปของรัสเซีย

ในวันอาทิตย์เช่นกัน ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างยืนยันว่า มีการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น โดยแลกเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน

นายเซเลนสกีระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวรวมถึง ทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน และพลเรือน โดยส่วนใหญ่ถูกจับไปตั้งแต่ปี 2565 นอกจากนั้น นักข่าว ดีมีโตร คิลยุค ผู้ถูกลักพาตัวไปจากแคว้นเคียฟตั้งแต่ตอนสงครามเพิ่งเริ่มขึ้น ก็ได้รับการปล่อยตัวและกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาดับอีก 64 ศพ โจมตีกาซาซิตี้ปูทางเข้ายึดเมือง

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาดับอีก 64 ศพ โจมตีกาซาซิตี้ปูทางเข้ายึดเมือง

24 ส.ค. 2568 22:24 น.

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาดับอีก 64 ศพ โจมตีกาซาซิตี้ปูทางเข้ายึดเมือง

อิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 64 ศพในช่วง 24 ชั่วโมงเข้าสู่วันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังโจมตีบางพื้นที่ของเมืองกาซาซิตี้ เพื่อปูทางสำหรับแผนบุกยึดเมืองด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินรบและรถถังของอิสราเอลระดมยิงอาวุธเข้าใส่พื้นที่บางส่วนของเมืองกาซาซิตี้ ในวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการโจมตีเพื่อยึดเมืองแห่งนี้ เพิ่มแรงกดดันให้แก่ชาวปาเลสไตน์เกือบหนึ่งล้านคนซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น

ชาวเมืองกาซาซิตี้บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังไม่ขาดสายในพื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของเมือง ขณะเดียวกัน ทหารอิสราเอลยังย้อนกลับไปโจมตีอาคารที่ค่ายผู้อพยพจาบาเลีย ทางเหนือของกาซาซิตี้ด้วย

กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส เปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า การโจมตีของอิสราเอลตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 ศพทั่วกาซา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 300 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 เพิ่มเป็น 62,686 ศพแล้ว และบาดเจ็บอีก 157,951 คน

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่าจะกำจัดกลุ่มฮามาส และอนุมัติแผนยึดเมืองกาซาซิตี้ โดยไม่สนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ ซึ่งพยายามต่อต้านไม่ให้อิสราเอลขยายขอบเขตของสงครามในฉนวนกาซา โดยอิสราเอลจะเรียกทหารกำลังสำรองมาเสริมในปฏิบัติการนี้ด้วย

ปัจจุบัน ปฏิบัติการยึดเมืองกาซาซิตี้ยังไม่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่อิสราเอลก็ดำเนินการโจมตีเมืองแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง โดยย่านเซทูน (Zeitoun) กับ เชจายา (Shejayia) ถูกโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ ขณะที่รถถังของอิสราเอลก็โจมตีเข้าใส่ย่าน ซาบรา (Sabra)

อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภายในอิสราเอลเอง โดยเฉพาะจากครอบครัวของตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไป โดยปัจจุบันยังมีตัวประกันอยู่ในมือกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้อีก 50 คน และเชื่อกันว่ามีเพียง 20 คนในจำนวนนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศความตั้งใจที่จะเข้ายึดฉนวนกาซาทั้งหมด หลังจากการเจรจาทางอ้อมกับกลุ่มฮามาส เรื่องการหยุดยิงและการปล่อยตัวประกันล้มเหลวในเดือนกรกฎาคม

เมื่อสัปดาห์ก่อน อียิปต์กับกาตาร์ ซึ่งช่วยเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมาตลอด ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่กลุ่มฮามาส โดยจะมีการหยุดยิง 60 วัน แลกกับการคืนตัวประกันครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 50 คน และมีข่าวว่าฮามาสยอมรับข้อเสนอนี้แล้ว

แต่ฝ่ายอิสราเอลระบุว่า พวกเขาไม่ยอมรับข้อตกลงที่ไม่สมบูรณ์อีกต่อไป และเรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงอย่างครอบคลุมซึ่งรวมถึงการคืนตัวประกันทั้งหมด โดยกระทรวงกลาโหมอิสราเอลเตือนด้วยว่า เมืองกาซาซิตี้จะถูกทำลายจนราบ หากฮามาสไม่ยอมตกลงวางอาวุธและคืนตัวประกันทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

พายุโซนร้อน "คาจิกิ" ทวีกำลังแรงเป็น "พายุไต้ฝุ่น" เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

24 ส.ค. 2568 11:47 น.

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” บริเวณทะเลจีนใต้ ได้ทวีกำลังเป็นพายุไต้ฝุ่น คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เวียดนามวันจันทร์นี้ และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ จ. น่าน ในวันอังคาร 

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” (Kajiki) บริเวณทะเลจีนใต้ ได้ทวีกำลังเป็นพายุไต้ฝุ่น คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนามช่วงวันจันทร์นี้ (25 ส.ค.) ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามต้องเผชิญกับลมกระโชกแรง คลื่นทะเลขนาดใหญ่ และฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่

เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามรายงานว่า ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากหมู่เกาะพาราเซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร โดยมีความเร็วลมสูงสุด 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นขณะเคลื่อนตัวผ่านตอนใต้ของเกาะไหหลำของจีน ก่อนจะขึ้นฝั่งระหว่างจังหวัดทัญฮว้า และจังหวัดกว๋างจิในวันจันทร์นี้

ทางการเวียดนามได้ประกาศยกระดับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่งและตอนใน ตั้งแต่จังหวัดทัญฮว้าไปจนถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า จังหวัดฮาติงห์และตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิเป็นพื้นที่ที่เปราะบางที่สุด

คาดว่าจะมีฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ไปจนถึงวันอังคาร โดยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางตอนเหนือ, ตอนใต้ของจังหวัดฟูเถาะ และพื้นที่ระหว่างแทงฮวา-เว้ จะมีปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่มีโอกาสสูงถึง 250 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดแทงฮวาถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิอาจมีปริมาณฝนสูงถึง 200-400 มิลลิเมตร และในกรณีที่รุนแรงอาจสูงกว่า 700 มิลลิเมตร นอกจากนี้ กรุงฮานอย เมืองดานัง และนครโฮจิมินห์ก็มีโอกาสเกิดฝนตกเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้เร่งเตือนประชาชนให้เสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ และหลีกเลี่ยงการออกทะเล พายุคาจิกิเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 5 ในทะเลจีนใต้ของปีนี้ ต่อจากพายุวิภาที่สร้างความเสียหายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 5 รายในเวียดนามตอนเหนือ

ขณะที่มณฑลไหหลำ และมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีนได้ประกาศเตือนภัย เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ  โดยคาดว่าจะทำให้เกิดลมกระโชกแรงและพายุฝน คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติมณฑลไหหลำ ระบุว่าได้ยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินสำหรับการควบคุมน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่นขึ้นเป็นระดับ 2 ตอน 20.00 น. ของวันเสาร์ (23 ส.ค.) เนื่องจากคาดว่าจะมีลมแรงและฝนตกหนักในพื้นที่ทะเลและเกาะต่างๆ

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยคาดการณ์ว่า พายุคาจิกิ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 13 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือในปีนี้ จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่านในวันอังคารนี้ (26 ส.ค.)  และอาจทำให้จังหวัดน่านมีฝนตกหนักถึง 200 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาไทยยังคงเตือนว่า ในช่วงวันจันทร์และวันอังคารนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำได้.

ที่มา  VnExpress Xinhua

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

24 ส.ค. 2568 11:09 น.

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

ภูเขาไฟคีเลาเวอา ในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยพ่นลาวาเป็นแนวโค้งสูงกว่า 30 เมตรสู่ท้องฟ้า ซึ่งนับเป็นการปะทุครั้งที่ 31 ของภูเขาไฟแห่งนี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา 

ภูเขาไฟคีเลาเวอา (Kilauea) ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวายได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ ( 22 ส.ค.) ที่ผ่านมา โดยพ่นลาวาเป็นแนวโค้งสูงกว่า 30 เมตรสู่ท้องฟ้าและไหลครอบคลุมพื้นที่ส่วนหนึ่งของปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งนับเป็นการปะทุครั้งที่ 31 ของภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา 

การปะทุครั้งนี้เริ่มขึ้นที่ปล่องทางเหนือที่มีการพ่นลาวาอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงลาวาเริ่มล้นออกมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเริ่มพ่นลาวาในลักษณะน้ำพุ แรงปะทุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในปากปล่องภูเขาไฟเท่านั้น จึงไม่มีรายงานความเสียหายต่อที่พักอาศัยของประชาชน

การปะทุครั้งนี้เปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่โชคดีได้เข้าชมปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างใกล้ชิดจากอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผู้คนอีกหลายแสนคนเฝ้าติดตามชมผ่านการถ่ายทอดสดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ติดตั้งกล้องไว้ 3 จุด

จานิซ เว่ย อาสาสมัครของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติฮาวาย กล่าวว่า ทุกครั้งที่เธอได้รับข่าวว่าลาวาเริ่มปะทุ เธอมักจะรีบไปถ่ายภาพและวิดีโอของปากปล่องภูเขาไฟฮาเลมาอูมาอู (Halemaumau Crater) ซึ่งตามความเชื่อของชาวฮาวายพื้นเมืองเป็นบ้านของเทพธิดาแห่งภูเขาไฟ “เปเล่” เธอเล่าว่าเมื่อลาวาพุ่งสูงขึ้นเหมือนน้ำพุ จะได้ยินเสียงดังเหมือนเครื่องยนต์เจ็ทหรือคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่ง และยังสามารถสัมผัสถึงความร้อนของมันได้จากระยะไกลกว่า 1 ไมล์

เคน ฮอน นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลหอสังเกตการณ์ภูเขาไฟฮาวาย อธิบายว่า แม็กมาที่อยู่ภายใต้ปากปล่องภูเขาไฟฮาเลมาอูมาอูได้รับแม็กมาจากใต้พื้นโลกโดยตรงในอัตราประมาณ 3.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ห้องแม็กมาขยายตัวเหมือนลูกโป่งและดันแม็กมาขึ้นไปสู่ห้องที่อยู่ด้านบน จากนั้นจึงถูกผลักดันขึ้นสู่พื้นผิวผ่านรอยแตกต่างๆ

นายฮอนกล่าวว่า แม็กมาได้ใช้เส้นทางเดิมในการขึ้นสู่พื้นผิวมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ทำให้การปะทุครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของการปะทุเดียวกัน การพ่นลาวาแบบน้ำพุนั้นเกิดจากการที่แม็กมาซึ่งมีแก๊สละลายอยู่ภายใน เดินทางขึ้นสู่พื้นผิวผ่านปล่องแคบๆ เหมือนท่อ ซึ่งเมื่อความดันเพิ่มขึ้นจะดันแม็กมาที่หมดแก๊สแล้วออกไป คล้ายกับการเขย่าขวดแชมเปญก่อนเปิดจุก

นี่เป็นครั้งที่สี่ในรอบ 200 ปี ที่ภูเขาไฟคีเลาเวอาพ่นลาวาในลักษณะน้ำพุหลายครั้งติดต่อกัน ซึ่งรูปแบบการปะทุนี้เคยเกิดขึ้นในปี 1959 และ 1969 รวมถึงการปะทุที่เริ่มขึ้นในปี 1983 ซึ่งมีถึง 44 ครั้ง แต่กินเวลานานถึงสามปี และเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลทำให้มีผู้คนได้ชมไม่มากนัก

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าการปะทุครั้งปัจจุบันจะสิ้นสุดลงเมื่อใดหรือจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างไร การปะทุเมื่อปี 1983 แม็กมาได้สร้างแรงดันมากพอจนภูเขาไฟคีเลาเวอาเปิดปล่องระบายที่ความสูงต่ำลง และเริ่มพ่นลาวาอย่างต่อเนื่องจากจุดนั้นแทนที่จะเป็นการพ่นตามช่วงเวลาที่ความสูงเดิม และการปะทุครั้งนั้นได้ดำเนินไปในหลายรูปแบบเป็นเวลาสามทศวรรษก่อนจะสิ้นสุดลงในปี 2018

ปรากฏการณ์ที่คล้ายกันอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หรือการปะทุครั้งปัจจุบันอาจจะหยุดลงหากปริมาณแม็กมาที่ส่งขึ้นมาหมดลง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 2-3 วัน หรืออาจจะถึงหนึ่งสัปดาห์ ว่าลาวาจะปะทุเมื่อใด ด้วยความช่วยเหลือจากเซ็นเซอร์รอบภูเขาไฟที่ตรวจจับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินและการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของพื้นดิน ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวหรือยุบตัวของแม็กมาที่อยู่ใต้ดิน

“คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

"คิม จอง อึน" คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

24 ส.ค. 2568 10:26 น.

“คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานรุ่นใหม่ 2 ประเภท ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ดำเนินการซ้อมรบร่วมกัน

สื่อของทางการเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (24 ส.ค.) ว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้เดินทางไปควบคุมการทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานชนิดใหม่ 2 ชนิดด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เพิ่มขึ้นในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังดำเนินการซ้อมรบร่วมกัน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ ระบุว่า การทดสอบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขีปนาวุธดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศ เช่น โดรนและขีปนาวุธร่อนได้จริง โดยนายคิมได้มอบหมายภารกิจสำคัญ ที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดให้แก่นักวิทยาศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ ก่อนการประชุมทางการเมืองครั้งใหญ่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

รายงานของสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธที่ทำการทดสอบหรือสถานที่ทดสอบอย่างเจาะจง และไม่มีการกล่าวถึงคำพูดใดๆ ของนายคิมที่พุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้

การทดสอบดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่นายลี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงโตเกียวเพื่อประชุมสุดยอดกับนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งผู้นำทั้งสองได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีและไตรภาคีร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน รวมถึงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยนายลีมีกำหนดจะเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตันในวันอาทิตย์ เพื่อประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หลายครั้งในการกลับมาเจรจาเพื่อลดโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่หยุดชะงักไปนาน เนื่องจากนายคิมยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศที่มุ่งขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่เผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน นายคิมได้ส่งกองกำลังทหารหลายพันนายและอาวุธจำนวนมาก รวมถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธนำวิถี เพื่อสนับสนุนการทำสงครามของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลว่ารัสเซียอาจจัดหาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ที่ล้าสมัยของเกาหลีเหนือเป็นพื้นที่ที่น่าจะมีการร่วมมือกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลชุดก่อนของเกาหลีใต้เคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า รัสเซียได้จัดหาขีปนาวุธและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจัดหาระบบใดให้บ้าง.

ที่มา CNA

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

24 ส.ค. 2568 10:11 น.

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวโดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

ที่มา CNA

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

24 ส.ค. 2568 10:00 น.

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

  • คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน
  • เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้
  • อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เอริก เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 21 ส.ค. 2568
เอริก เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 21 ส.ค. 2568

แอบใช้โทรศัพท์มือถือ

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ไลล์ เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 22 ส.ค. 2568
ไลล์ เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 22 ส.ค. 2568

สองพี่น้องไม่ใช่นักโทษชั้นดีอย่างที่คิด

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ระหว่างการไต่สวนเมื่อ 12 มี.ค. 2533
ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ระหว่างการไต่สวนเมื่อ 12 มี.ค. 2533

การสังหารมารดายังคงเป็นจุดติดขัด

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

แคลิฟอร์เนียอนุมัติทัณฑ์บนยาก

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ในชุดนักโทษ ขึ้นศาลเมื่อ 6 ส.ค. 2533
ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ในชุดนักโทษ ขึ้นศาลเมื่อ 6 ส.ค. 2533

สมาชิกครอบครัวยังหนุนสองพี่น้อง

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cnn , bbc