อินโดนีเซียจับหญิงเปรู ซุกโคเคนมูลค่านับล้านในเซ็กซ์ทอย ลอบขนเข้าบาหลี

อินโดนีเซียจับหญิงเปรู ซุกโคเคนมูลค่านับล้านในเซ็กซ์ทอย ลอบขนเข้าบาหลี

20 ส.ค. 2568 05:52 น.

อินโดนีเซียจับหญิงเปรู ซุกโคเคนมูลค่านับล้านในเซ็กซ์ทอย ลอบขนเข้าบาหลี

อินโดนีเซียจับกุมตัวหญิงชาวเปรู พยายามลักลอบขนยาเสพติดเข้าเกาะบาหลี แต่ถูกจับได้ก่อน โดยจากการตรวจสอบพบว่าเธอซุกซ่อนยาเสพติดไว้หลายที่รวมถึงในเซ็กซ์ทอย

เมื่อวันอังคารที่ 19 ส.ค. 2568 ตำรวจอินโดนีเซียแถลงข่าวการจับกุมตัวหญิงชาวเปรู วัย 42 ซึ่งถูกระบุเพียงชื่อย่อว่า เอ็นเอส (N.S.) โดยฐานพยายามลักลอบนำโคเคนและยาอีมูลค่ารวมกว่า 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.28 ล้านบาท) เข้าสู่เกาะบาหลี โดยเธอซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในกางเกงในและในเซ็กซ์ทอย

หญิงต้องสงสัยรายนี้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรในสนามบินบนเกาะบาหลี ซึ่งสังเกตเห็นว่าเธอมีท่าทีแปลกๆ

ด้านนายเรเดียนต์ ผู้อำนวยการตำรวจหน่วยต่อต้านยาเสพติด บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ตำรวจพบห่อพลาสติกบรรจุยาเสพติด 6 ห่อซึ่งถูกพันด้วยเทปกาว ซุกซ่อนอยู่ในยกทรงสีเขียว และอีก 3 ห่อลักษณะคล้ายกันซุกอยู่ในกางเกงในที่สีดำ และพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในเซ็กซ์ทอยที่เธอสวมใส่เอาไว้ในร่างกายด้วย

นายเรเดียนต์ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบโคเคนทั้งหมด 1.4 กก. กับยาอีอีก 43 เม็ด โดยหญิงรายนี้ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายต่อต้านยาเสพติดของอินโดนีเซีย และหากถูกพบว่ามีความผิดจริง เธออาจต้องรับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

หญิงรายนี้ให้การรับสารภาพว่า เธอลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่เกาะบาหลีแลกกับค่าจ้าง 19,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 618,950 บาท) โดยผู้ว่าจ้างเป็นคนที่เธอรู้จักผ่าน “ดาร์กเว็บ” (dark web) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดรุนแรงมาก และเคยประหารชีวิตกระทั่งชาวต่างชาติที่ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน ทรัมป์เตือนปูตินอาจไม่อยากทำข้อตกลงสันติภาพ

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน ทรัมป์เตือนปูตินอาจไม่อยากทำข้อตกลงสันติภาพ

20 ส.ค. 2568 05:13 น.

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน ทรัมป์เตือนปูตินอาจไม่อยากทำข้อตกลงสันติภาพ

รัสเซียแสดงท่าทีไม่รีบร้อนจัดการประชุมสุดยอดระหว่างนายปูตินกับนายเซเลนสกี ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า ฝ่ายปูตินอาจไม่ต้องการทำข้อตกลงสันติภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2568 ว่า รัสเซียออกมาแสดงท่าทีไม่เร่งรีบเรื่องการจัดการประชุมสุดยอดระหว่างวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองคนพบปะพูดคุยกันเพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน

การผลักดันของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเขาประชุมร่วมกับนายปูตินที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา และเปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนครั้งที่ 2 ของนายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป 7 ประเทศเมื่อวันจันทร์ (18 ส.ค.)

นายทรัมป์ยอมรับว่า ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียนั้น ยากที่จะแก้ไข และว่าประธานาธิบดีรัสเซียอาจไม่สนใจที่จะยุติความเป็นศัตรู “เรากำลังจะหาคำตอบเรื่องประธานาธิบดีปูตินในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า” นายทรัมป์กล่าวในวันอังคาร “มันเป็นไปได้ว่าเขาจะไม่อยากทำข้อตกลง”

“ปูตินจะเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากมันเป็นเช่นนั้น” นายทรัมป์เสริม โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีรัสเซียบอกกับนายทรัมป์ว่า เขาเปิดกว้างต่อแนวคิดเรื่องการพูดคุยโดยตรงกับยูเครน แต่ในวันต่อมา นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงท่าทีว่าพวกเขาไม่รีบร้อนเรื่องการเจรจากับยูเครน

“การประชุมใดๆ ควรต้องมีการเตรียมการอย่างค่อยเป็นค่อยไป” นายลาฟรอฟกล่าว “เริ่มจากการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญแล้วจากนั้นก็ดำเนินไปตามขั้นตอนที่จำเป็นทั้งหมด”

ด้านนายดีมิทรี โพลียานสกี รองผู้แทนรัสเซียประจำสหประชาชาติ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ไม่มีใครปฏิเสธโอกาสการพูดคุยโดยตรง แต่มันไม่ควรเป็นการประชุมแค่เพื่อให้ได้ประชุม

ในวันอังคาร มีรายงานว่านายปูตินบอกกับนายทรัมป์ว่า นายเซเลนสกีสามารถเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อพูดคุยกับเขาได้ แต่นั่นเป็นเงื่อนไขที่ฝ่ายยูเครนไม่มีทางยอมรับ

ทั้งนี้ การพูดคุยมากมายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ดูเหมือนจะทำให้นายทรัมป์เข้าใจความซับซ้อนของสงครามในยูเครน และเข้าใจข้อเรียกร้องของฝ่ายรัสเซียกับจุดยืนของยูเครนมากขึ้น

การหยุดยิงที่นายทรัมป์เคยกล่าวว่า เขาสามารถบังคับให้ปูตินตกลงได้กลับไม่เกิดขึ้น และตอนนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็บอกให้ยูเครนกับรัสเซียควรมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามแทน แต่ต้องทำโดยมีเงื่อนไขเพื่อรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนด้วย

ดูเหมือนนายเซเลนสกีกับผู้นำยุโรปจะสามารถโน้มน้าวให้นายทรัมป์เชื่อได้ว่า การรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน มีความสำคัญต่ออธิปไตยของยูเครนในการทำข้อตกลงสันติภาพ

ในวันอังคารนายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดีจะช่วยเหลือประกันความมั่นคงทางอากาศให้ยูเครน หากชาติยุโรปดูแลเรื่องภาคพื้นดินหากมีการทำข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพ โดยที่นายทรัมป์ยืนยันว่า จะไม่ส่งทหารไปยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา 32 กระทง รวมข่มขืน 4 กระทง

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา 32 กระทง รวมข่มขืน 4 กระทง

20 ส.ค. 2568 04:14 น.

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา 32 กระทง รวมข่มขืน 4 กระทง

ลูกชายมกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา 32 กระทง ซึ่งรวมถึงข้อหาข่มขืน 4 กระทง โดยเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหารุนแรงทั้งหมด แต่คิดจะยอมรับผิดในข้อหาที่เบากว่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2568 นายมาริอุส บอร์ก ฮอยบี วัย 28 ปี พระโอรสในเจ้าหญิงเม็ตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ที่เกิดกับนาย มอร์เทิน บอร์ก อดีตเพื่อนชายคนสนิท และปัจจุบันเป็นพระโอรสบุญธรรมของเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา 32 กระทง รวมข้อหาข่มขืน 4 กระทง

นอกจากข้อหาข่มขืนแล้ว อัยการนอร์เวย์ สตูร์ลา เฮนริกส์เบอ เปิดเผยว่า ข้อหาที่นายฮอยบีได้รับยังรวมถึง การใช้ความรุนแรงกับอดีตแฟนสาว และละเมิดคำสั่งศาลที่ห้ามเข้าใกล้อดีตแฟนอีกคน นอกจากนั้นยังมีข้อหา แอบถ่ายภาพอวัยวะเพศของผู้หญิงหลายคนโดยที่พวกเธอไม่รู้หรือไม่ยินยอม

นายฮอยบีอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาที่รุนแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม นายปีตาร์ เซคูลิช ทนายความของเขาบอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า นายฮอยบีปฏิเสธข้อกล่าวหาร้ายแรงเกือบทั้งหมด แต่วางแผนจะยอมรับผิดในข้อหาที่มีโทษเบากว่า

“เขาไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวอ้างเรื่องการข่มขืนและการใช้ความรุนแรงในครอบครัว” นายเซคูลิชกล่าว

ในวันอังคาร (19 ส.ค.) เจ้าชายโฮกุนแสดงความเห็นเรื่องข้อกล่าวหาของพระโอรสบุญธรรมของพระองค์ว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้น ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาล และเสริมว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คงพบว่ามันเป็นความท้าทายและยากลำบาก

ทั้งนี้ ข้อหาข่มขืนทั้ง 4 กระทงที่นายฮอยบีได้รับนั้น เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2561-2567 โดยหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขาถูกจับกุมแล้ว

นายฮอยบีซึ่งเป็นสามัญชน ไม่มีบรรดาศักดิ์ และไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติกิจสาธารณะของเชื้อพระวงศ์ ถูกจับกุมถึง 3 ครั้งในปี 2567 คือในเดือนสิงหาคม, กันยายน และพฤศจิกายน โดยเขาอยู่ภายใต้การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมในฐานะผู้ต้องสงสัยคดีทำร้ายร่างกาย

อัยการระบุว่า การไต่สวนคดีของนายฮอยบีจะเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม และจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

20 ส.ค. 2568 02:42 น.

สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชากล่าวหาไทยจัดฉากภาพ-คลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ อ้างใช้คนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง ซื้อชุดทหารตามท้องตลาด

จากกรณีกองทัพเรือไทยเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ซึ่งภายในมีภาพชุดที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุมที่ขุดไว้ และพบคลิปเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาคนหนึ่งถือทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในมือ พร้อมกับสอนวิธีใช้ให้แก่เพื่อนทหาร

ล่าสุดสำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้คลิปและรูปดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นความพยายามจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

โพสต์ของ Fresh News ระบุว่า หลังจากสร้างวิดีโอจัดฉากวิดีโอแรกและใส่ความทหารกัมพูชาว่าวางทุ่นระเบิด แต่ใส่ความไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมีทั้งรูปและวิดีโอกล่าวหาทหารกัมพูชาว่าวางทุ่นระเบิด

แต่ตามการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญ วิดีโอและรูปดังกล่าวซึ่งเผยแพร่โดยกองทัพไทยผ่านสื่อไทย เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพกล่าวหาทหารกัมพูชา เหมือนกับที่เคยทำมาก่อน เพื่ออ้างว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการยั่วยุทางทหารของตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ด้วยว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะไม่ดำเนินการในลักษณะที่มีการประสานงานกันอย่างนี้ แต่จะทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง สรุปคือ ทั้งวิดีโอและรูปที่ฝ่ายไทยอ้างว่าแสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดนั้นเป็นการจัดฉาก เพื่อสร้างภาพสำหรับกล่าวหากัมพูชา

สื่อกัมพูชาอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว ชุดทหารกัมพูชา, ตรา และอุปกรณ์อื่นๆ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญระบุอีกว่า ฝ่ายไทยมีทักษะสูงมากในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้ หลังจากเผยแพร่วิดีโอแรก คิดว่าอาจมีบางคนไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉากการวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังกังขาอยู่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / freshnewsinternational

เชนร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นระงับขายข้าวปั้น หลังพบ พนง.ปลอมวันหมดอายุ

เชนร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นระงับขายข้าวปั้น หลังพบ พนง.ปลอมวันหมดอายุ

20 ส.ค. 2568 00:53 น.

เชนร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นระงับขายข้าวปั้น หลังพบ พนง.ปลอมวันหมดอายุ

มินิสต็อป เชนร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นสั่งระงับการขายข้าวปั้นและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ที่ทำขายในร้าน หลังพบว่ามีพนักงานปลอมวันหมดอายุของสินค้าเหล่านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2568 ว่า “มินิสต็อป” (Ministop) เชนร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่น สั่งระงับการขาย “ข้าวปั้น” หรือ “โอนิกิริ” กับอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เช่น ข้าวกล่อง ในร้านกว่า 1,600 สาขา หลังจากพบว่ามีพนักงานปลอมวันหมดอายุของสินค้าเหล่านี้

มินิสต็อปตรวจสอบพบว่า พนักงานของร้านบางสาขายืดวันหมดอายุของสินค้าด้วยการไม่แปะฉลากบนสินค้าประเภทอาหารทันทีหลังทำเสร็จ แต่รอประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อน ขณะที่สินค้าอื่นๆ ถูกแปะฉลากใหม่ที่มีวันหมดอายุปลอมหลังจากถูกนำไปวางขายแล้ว

การกระทำผิดนี้ถูกพบในร้าน 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในเมืองใหญ่อย่างกรุงโตเกียว, เกียวโต และโอซาก้า โดยทางมินิสต็อปสั่งหยุดขายข้าวปั้นในร้านเกือบทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. แล้ว และในวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 ส.ค.) พวกเขาก็เริ่มหยุดขายสินค้าสำเร็จรูปอื่นๆ เพื่อการสืบสวนฉุกเฉิน

“เราขอโทษอย่างจริงใจสำหรับความไม่สะดวกสบายอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของเรา ผู้สนับสนุนข้าวปั้นกับข้าวกล่องทำมือของร้านมินิสต็อปมาตลอด” ทางบริษัทระบุผ่านแถลงการณ์ซึ่งออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีลูกค้าคนใดร้องเรียนเรื่องเกิดปัญหาสุขภาพหลังจากบริโภคสินค้าดังกล่าว

ทั้งนี้ มินิสต็อปมีสาขากว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นขายอาหารสด โดยเฉพาะอาหารร้อนๆ ที่ทำภายในร้าน แตกต่างจากเชนร้านสะดวกซื้อเจ้าอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก สส.หนุ่มฟินแลนด์ จบชีวิตตัวเองภายในอาคารรัฐสภา

ช็อก สส.หนุ่มฟินแลนด์ จบชีวิตตัวเองภายในอาคารรัฐสภา

20 ส.ค. 2568 00:21 น.

ช็อก สส.หนุ่มฟินแลนด์ จบชีวิตตัวเองภายในอาคารรัฐสภา

นักการเมืองหนุ่มชาวฟินแลนด์ ถูกพบเสียชีวิตอยู่ภายในอาคารรัฐสภาในกรุงเฮลซิงกิ โดยผลการสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่าเป็นการจบชีวิตตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอเมลี เพลโตเนน ส.ส.หนุ่มวัย 30 ปี จากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SDP) ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในอาคารรัฐสภาหลักในกรุงเฮลซิงกิ เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 19 ส.ค. 2568 โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายเพลโตเนนจบชีวิตตัวเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกเรียกไปยังอาคารรัฐสภาในเวลา 11.06 น. วันอังคารที่ 19 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นราว 3 ชั่วโมงต่อมา รัฐสภาได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ ยืนยันการเสียชีวิตของนายเพลโตเนน ขณะที่ตำรวจระบุว่า ไม่พบร่องรอยที่ทำให้สงสัยว่าเป็นเหตุอาชญากรรมแต่อย่างใด

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของนายเพลโตเนนสร้างความตกใจไปทั่วประเทศฟินแลนด์ โดยนักการเมืองจากทุกฝ่ายต่างออกมาร่วมแสดงความเสียใจ เช่น นางตีตติ ตุปปูไรเนน จากพรรค SDP ระบุว่า “เขาเป็นสมาชิกชุมชนของเราผู้เป็นที่รักอย่างมาก และเราจะคิดถึงเขาอย่างยิ่ง ชีวิตอายุน้อยสิ้นสุดลงเร็วเกินไปมาก”

นายเปตเตรี ออร์โป นายกรัฐมนตรียังสั่งยกเลิกการทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นทางการทั้งหมดในวันอังคาร และสงบนิ่งไว้อาลัย 1 นาที เพื่อเป็นเกียรติแก่นายเพลโตเนน ผู้ที่เขาระบุว่า เป็นที่รักอย่างยิ่งของเพื่อนร่วมงาน

ทั้งนี้ นายเพลโตเนนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภูมิภาคอูซีมา (Uusimaa) ทางใต้สุดของประเทศ และนี่เป็นการดำรงตำแหน่ง ส.ส. สมัยแรกของเขา หลังได้รับเลือกตั้งในปี 2566

นายเพลโตเนนเริ่มเดินบนเส้นทางการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาปกครองเมืองจาร์เวนปา (Jarvenpaa) ตั้งแต่อายุ 18 ปี พออายุได้ 22 ปีเขาก็ได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ดบริหารของเมืองที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น

เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายเพลโตเนนโพสต์ข้อความบนบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนตัวว่า เขาขาดจากงานในรัฐสภามานานหลายสัปดาห์เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับไต จนทำให้เกิดการติดเชื้อ

เขาอธิบายด้วยว่า เขากำลังรับการรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดดำ ในเขตเมลาห์ตี ของกรุงเฮลซิงกิ ซึ่งต้องใช้เวลาสักพัก

“ผมออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมจึงอยู่ในช่วงลาป่วยฤดูร้อน และตอนนี้กำลังตั้งสมาธิอย่างเต็มที่กับการฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยนี้” นายเพลโตเนนระบุในโพสต์ของเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มาครงเตือนพันธมิตรยุโรปอย่าไว้ใจปูติน เรียก “ยักษ์ร้ายหน้าประตูเมือง”

มาครงเตือนพันธมิตรยุโรปอย่าไว้ใจปูติน เรียก "ยักษ์ร้ายหน้าประตูเมือง"

19 ส.ค. 2568 17:03 น.

มาครงเตือนพันธมิตรยุโรปอย่าไว้ใจปูติน เรียก “ยักษ์ร้ายหน้าประตูเมือง”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เตือนพันธมิตรยุโรปอย่าไว้ใจประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งเขาเปรียบเปรยว่าเป็น “ยักษ์ร้ายที่ประตูเมืองของเรา”

คำกล่าวของมาครงเกิดขึ้นในขณะที่ปูตินและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดสันติภาพ หลังจากการเจรจาที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วเมื่อวันจันทร์ (18 ส.ค.) ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำยุโรป ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับประกันความมั่นคงระยะยาวสำหรับยูเครน

มาครงกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ LCI ว่า “ปูตินแทบจะไม่เคยรักษาคำมั่นสัญญาของเขาเลย” “เขาเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดความปั่นป่วนมาโดยตลอด เขาพยายามกำหนดเส้นเขตแดนใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจ”

มาครงกล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่ารัสเซียจะ “กลับคืนสู่สันติภาพและระบบประชาธิปไตยได้ในวันถัดไป”

มาครงกล่าวว่าปูติน “รวมถึงเพื่อความอยู่รอดของเขาเอง จำเป็นต้องกินต่อไป” “นั่นหมายความว่าเขาเป็นนักล่า เป็นยักษ์ร้ายที่ประตูเมืองของเรา”

มาครงกล่าวว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะถูกโจมตีในวันพรุ่งนี้ “แต่แน่นอนว่านี่คือภัยคุกคามต่อยุโรป … เราอย่าไร้เดียงสาไปเลย”

ที่มา CNA

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

19 ส.ค. 2568 13:13 น.

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิกถอนวีซ่านักเรียนมากกว่า 6,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีอยู่เกินกำหนดและละเมิดกฎหมาย ขณะที่มีจำนวนน้อยที่ถูกยกเลิกเพราะถูกระบุว่ามีการสนับสนุนการก่อการร้าย

มาตรการดังกล่าว ซึ่งสื่อ Fox Digital รายงานเป็นที่แรก สะท้อนแนวทางที่เข้มงวดด้านการอพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะต่อวีซ่านักเรียน ที่ถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้นทั้งในส่วนของการตรวจสอบประวัติบนโซเชียลมีเดียและการขยายขั้นตอนคัดกรองผู้สมัครวีซ่า

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เผยว่า วีซ่าราว 4,000 ฉบับถูกเพิกถอนเพราะผู้ถือวีซ่าละเมิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดฐานเมาแล้วขับหรือยาเสพติด รวมถึงคดีลักทรัพย์ ขณะเดียวกันมีนักเรียนประมาณ 200–300 รายที่ถูกเพิกถอนวีซ่าในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย โดยอ้างอิงกฎในคู่มือการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือมีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายว่า “ไม่สามารถขอวีซ่าได้”

แม้เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยว่านักเรียนที่ถูกเพิกถอนวีซ่าสนับสนุนกลุ่มใด แต่ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หลังจากที่เขากล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็น “ศูนย์รวมการต่อต้านชาวยิว” เนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามกาซา

การปะทะกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือเป็นกรณีเด่นที่สุด เมื่อทรัมป์สั่งระงับงบสนับสนุนการสอบสวน และขู่จะยกเลิกสถานะยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปประกาศเพิ่มทุนวิจัยเพื่อดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษาออกนอกสหรัฐฯ

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้เพิกถอนวีซ่าหลายร้อยถึงหลายพันราย รวมถึงนักเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “ขัดต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังย้ำว่า ผู้ถือวีซ่านักเรียนและกรีนการ์ดที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์หรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล อาจถูกเพิกถอนสถานะและเนรเทศได้ โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของชาติและถูกตีตราว่า “สนับสนุนฮามาส”

กรณีที่สร้างความสนใจคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ชาวตุรกีรายหนึ่งถูกกักตัวกว่า 6 สัปดาห์ในศูนย์กักกันผู้อพยพที่รัฐหลุยเซียนา หลังจากเขียนบทความวิจารณ์ท่าทีของมหาวิทยาลัยต่อสงครามในกาซา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่า มาตรการเข้มงวดดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 1 และสะท้อนถึงแนวทางการเมืองที่ใช้การควบคุมการอพยพและการศึกษาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์มากกว่าการคุ้มครองความมั่นคงโดยตรง.

ที่มา Reuters

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ "มินิสต็อป" ในญี่ปุ่น

19 ส.ค. 2568 11:56 น.

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

“มินิสต็อป” เครือร้านสะดวกซื้อชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ระงับการขายข้าวปั้นหรือโอนิกิริ และสินค้าอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ในร้านค้ากว่า 1,600 แห่ง หลังจากพบว่ามีการปลอมแปลงวันหมดอายุของสินค้า

จากการตรวจสอบของร้าน “มินิสต็อป” (Ministop) พบว่าพนักงานในบางสาขาได้ยืดวันหมดอายุออกไปโดยไม่ติดฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารจนกว่าจะผ่านไปหนึ่งหรือสองชั่วโมงหลังจากที่ปรุงเสร็จ ในขณะที่บางสาขาได้ติดฉลากสินค้าใหม่โดยระบุวันหมดอายุที่ไม่ถูกต้องหลังจากที่วางจำหน่ายแล้ว

มีรายงานการตรวจพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้เกิดขึ้นใน 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในเมืองและจังหวัดใหญ่ๆ อย่างโตเกียว เกียวโต โอซาก้า ไซตามะ ไอจิ  เฮียวโงะ และฟูกุโอกะ

มินิสต็อป ได้ระงับการขายโอนิกิริในร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม และในวันที่ 18 ส.ค. ได้ขยายการระงับการขายไปยังอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพื่อ “การสอบสวนฉุกเฉิน”

บริษัทกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า “เราขออภัยอย่างจริงใจสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของเราที่สนับสนุนโอนิกิริและกล่องเบนโตะทำมือของมินิสต็อป” บริษัทเสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานปัญหาสุขภาพใดๆ

ร้านสะดวกซื้อหรือคอนบินิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในญี่ปุ่น ผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักแวะเวียนมาเพื่อซื้ออาหารราคาประหยัดและอิ่มท้อง รวมถึงซื้อของชำแบบเร่งด่วนและซื้อของใช้ส่วนตัว

โอนิกิริเป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าที่ต้องการอาหารแบบหยิบทานได้สะดวก เพราะข้าวปั้นพกพาสะดวก ห่อด้วยสาหร่ายโนริหรือสาหร่ายแห้ง สอดไส้โปรตีนอย่างสลัดทูน่าหรือไข่ปลาค็อด

การมุ่งเน้นเรื่องอาหารสด ปรุงร้อนในร้าน ทำให้มินิสต็อปโดดเด่นกว่าร้านสะดวกซื้ออื่น โดย ณ เดือนกรกฎาคม มินิสต็อปถือเป็นเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยมีร้านค้าทั้งหมด 1,818 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าจะยังตามหลังสามอันดับแรกอยู่มาก ซึ่งรวมถึง Seven-Eleven ที่มีร้านค้าทั้งหมด 21,770 แห่ง.

ที่มา BBC Kyodo

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

19 ส.ค. 2568 11:20 น.

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

โบสถ์คริสต์เก่าแก่กว่า 113 ปี ใจกลางเมืองคีรูนา ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน กำลังถูกย้ายทั้งหลังไปยังที่ตั้งใหม่ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของดินจากการทำเหมืองแร่เหล็กที่ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเหมืองแร่ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

โบสถ์ไม้สีแดงหลังใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1912 ถูกยกขึ้นวางบนแท่นเลื่อนขนาดยักษ์ โดยการเคลื่อนย้ายจะทำด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 500 เมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะใช้เวลารวมสองวันกว่าจะถึงศูนย์กลางเมืองใหม่

การย้ายโบสถ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโครงการย้ายเมืองคีรูนาทั้งเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปทางเหนือ 145 กิโลเมตร เมืองเดิมกำลังเผชิญรอยแยกของพื้นดินที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

โครงการดังกล่าววางแผนมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้ อาคารสำคัญหลายแห่งถูกย้ายหรือสร้างขึ้นใหม่ เช่น กลุ่มบ้านไม้โบราณย่าน Hjalmar Lundbohmsgården รวมถึงหอระฆังจากศาลากลางเก่าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ใกล้ศาลากลางแห่งใหม่แล้ว

บริษัท LKAB ผู้ดำเนินการเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของเมืองคีรูนา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมือง ซึ่งประเมินไว้สูงกว่า 10,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 33,950 ล้านบาท

โบสถ์คีรูนามีความสูง 35 เมตร กว้าง 40 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 672 ตัน เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาคารสวยที่สุดของสวีเดนก่อนปี 1950 การย้ายทั้งหลังแทนการรื้อแยกเป็นชิ้น ถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่หายาก โดยต้องใช้คานเหล็กเสริมและรถขนย้ายแบบพิเศษ

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดคือการเตรียมเส้นทางขนย้าย ถนนถูกขยายกว้างถึง 24 เมตร พร้อมทั้งรื้อเสาไฟ สัญญาณจราจร และสะพานที่ถูกวางแผนรื้อถอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังต้องปกป้องสมบัติภายในโบสถ์ เช่น ภาพวาดแท่นบูชาของเจ้าชายยูจีน และออร์แกนที่มีไปป์กว่า 1,000 ท่อ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้

สำหรับชาวเมือง การย้ายโบสถ์ครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งสำหรับชาวเมืองมากกว่าเพียงแค่งานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นางโซเฟีย ลาเกอร์เลิฟ มาอัตตา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของเมือง กล่าวว่า “โบสถ์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและสถานที่รวมตัวของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน การย้ายครั้งนี้จึงนำความทรงจำทั้งสุขและเศร้ากลับมา และเรากำลังย้ายความทรงจำเหล่านั้นไปสู่อนาคต”

เลนา เทอร์นเบิร์ก บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์คิรูนา กล่าวว่า “โบสถ์กำลังจะย้ายจากสถานที่ที่มันควรจะอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันจำเป็นต้องย้าย เราอาศัยอยู่ในชุมชนเหมืองแร่และเราต้องพึ่งพาเหมืองนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรากำลังย้ายโบสถ์ไปที่ศูนย์กลางเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นมันย้ายออกจากพื้นดินที่มันถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์”

พิธีเคลื่อนย้ายโบสถ์ครั้งประวัติศาสตร์จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคน รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน ร่วมสังเกตการณ์ โดยสถานีโทรทัศน์สวีเดนจะถ่ายทอดสดตลอดการเดินทาง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาอดีตให้คงอยู่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง.

ที่มา BBC