ไขข้อข้องใจ “จบหรือยัง” ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 “ใครได้ใครเสีย”

ไขข้อข้องใจ "จบหรือยัง" ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 "ใครได้ใครเสีย"

ไขข้อข้องใจ “จบหรือยัง” ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 “ใครได้ใครเสีย”

Date Time: 18 ส.ค. 2568 04:58 น.

“Summary“

“บทสรุป” ที่เหมือนยังไม่มี “ข้อสรุป” ชัดเจนนี้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝั่งผู้ส่งออก ผู้ประกอบการสัญชาติไทย เกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งประชาชนคนไทย เกิดคำถามต่อเนื่องมากมายว่า การเจรจาในยก 2 นี้ จะสร้างผลกระทบทั้งด้านดี และด้านร้ายต่อแต่ละภาคส่วนมากน้อยอย่างไร

หลังจากการเจรจาที่ยาวนาน นับตั้งแต่สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เพื่อสร้าง “ความสมดุล” และ “ความเป็นธรรม” ให้กับการค้าของสหรัฐฯกับทุกประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา และต่อมาได้ขยายเวลาเส้นตายการปรับขึ้นภาษีมาหลายระลอก

ในที่สุดประเทศไทยก็สามารถปิดดีลเจรจาภาษีตอบโต้ได้ที่อัตรา 19% ดีกว่าอัตราที่ประกาศครั้งแรก 36% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 ที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังไม่ถือว่าการเจรจาครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

เพราะข้อตกลงดังกล่าว เป็นเพียง “การเห็นชอบร่วมกันในหลักการ” เพื่อเริ่มต้นเจรจาเจาะลึกในรายละเอียดประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องจากไทย และประเด็นที่ไทยเสนอกลับไปให้สหรัฐฯ เมื่อใดที่การเจรจาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะจัดทำ “ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ” หรือ Agreement on Reciprocal Tariff และลงนามร่วมกัน เมื่อนั้น “ความตกลงนี้” จะมีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

โดยขณะนี้ไทยกำลังรอการนัดหมายจากฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อเจรจารายละเอียดกันต่อไป และระหว่างนี้ “ทีมไทยแลนด์” ก็ใช้เวลาหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเตรียมข้อมูลในแต่ละประเด็นให้พร้อมที่สุด ซึ่งล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้นัด เจรจาทางเทคนิคในระดับเจ้าหน้าที่กับไทยแล้ว ช่วงปลายเดือน ส.ค.68 และต้นเดือน ก.ย.68

“ทีมไทยแลนด์” ยืนยันว่าจะเจรจาโดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศ และคนไทยเป็นที่ตั้ง แม้ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดเมื่อไร แต่น่าจะไม่ต่ำกว่า 2–3 เดือน

“บทสรุป” ที่เหมือนยังไม่มี “ข้อสรุป” ชัดเจนนี้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝั่งผู้ส่งออก ผู้ประกอบการสัญชาติไทย เกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งประชาชนคนไทย เกิดคำถามต่อเนื่องมากมายว่า การเจรจาในยก 2 นี้ จะสร้างผลกระทบทั้งด้านดี และด้านร้ายต่อแต่ละภาคส่วนมากน้อยอย่างไร ไทยจะนำเข้าสินค้าเกษตรอ่อนไหว อย่างเนื้อหมู ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองจริงหรือไม่ สินค้าไทยเสียภาษีนำเข้าอัตราเท่าไรแน่ และจะถูกเก็บ 40% ในกรณีสินค้าผ่านทางเหมือนเวียดนามหรือไม่

และท้ายที่สุด แม้ว่าจะมีความพยายามเจรจาเพื่อให้ประเทศไทยเสียประโยชน์น้อยที่สุด แต่จะต้องมีคนไทย เกษตรกรไทย และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ รัฐจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สอบถามทีมไทยแลนด์ เพื่อไขข้อข้องใจในประเด็นเหล่านี้

ถาม : ณ วันนี้ “สินค้าไทย” ไปสหรัฐฯเสียภาษีเท่าไร?

ตอบ : ก่อนการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากไทย ถูกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์

ยิ่ง (MFN) เฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 10% ขณะที่บางสินค้าไม่เสียภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีมูลค่าขั้นต่ำไม่เกิน 800 เหรียญสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯยกเว้นเก็บภาษีให้ตามกฎเกณฑ์ De Minimis หรือมีมูลค่าขั้นต่ำไม่เกินที่กำหนด

แต่หลังจากประกาศภาษีตอบโต้ 19% แล้ว สินค้าไทยที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา จะต้องบวกภาษีตอบโต้อีก 19% เข้าไปกับอัตราภาษี MFN ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 22–24% เช่นเดียวกับสินค้าซื้อขายผ่านออนไลน์ จะถูกเก็บ 19% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการยกเว้นเกณฑ์ De Minimis ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.68 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ Reciprocal Tariff และสหรัฐฯใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 232 เพื่อความมั่นคงของชาติภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ที่เก็บจากผู้ส่งออกทุกประเทศเท่ากัน ได้แก่ 1.เหล็กและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% จากเดิม 25% มีผลวันที่ 4 มิ.ย.68 2.อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% จากเดิม 25% มีผลวันที่ 4 มิ.ย.68 3.รถยนต์และชิ้นส่วน เก็บ 25% เริ่มวันที่ 3 เม.ย.68 4.ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% มีผลวันที่ 1 ส.ค.68 โดยอาจเพิ่มสินค้าอื่นๆได้อีก เช่น ยา และเวชภัณฑ์ ฯลฯ

แน่นอนว่าการเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 22-24% รวมทั้งภาษีกรณีพิเศษ ย่อมทำให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าลดลง และจะกระทบต่อผู้ส่งออก รวมถึงแรงงานในภาคเกษตร ภาคการผลิต อีกทั้งยังกระทบต่อเนื่องถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย

ถาม : ไทยจะถูกเก็บภาษีสินค้า Transshipment 40% หรือไม่?

ตอบ : นิยามของสินค้าที่ถูกเก็บภาษี 19% คือ สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย ไม่ว่าจะใช้วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนหลักนำเข้าจากประเทศใดมาผลิตแล้วส่งออกไปสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯยังมีเป้าหมายป้องกันสินค้าที่ส่งผ่าน หรือสวมสิทธิ์ประเทศอื่นส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าจีน ทำให้ไทยและทุกประเทศที่ถูกใช้มาตรการภาษีตอบโต้ มีโอกาสถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 40% ได้ ถ้าสินค้านั้นๆมีความเสี่ยง แอบอ้างถิ่นกำเนิดโดยเฉพาะสินค้าต่างประเทศที่มาเปลี่ยนถ่ายลำเรือที่ไทย (Transshipment) และส่งออกต่อไปสหรัฐฯ หรือสินค้าที่นำเข้าสู่ไทย และนำมาแปรสภาพเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ โดยอ้างเป็นสินค้าไทย เพื่อเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ

ดังนั้น ในการเจรจาทางเทคนิค จะต้องกำหนด “กฎถิ่นกำเนิดสินค้า” (Rules of Origin) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กำหนดว่า สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทยจะมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในไทย (Local Content) เท่าไร จึงจะเสียภาษี 19% รวมทั้งเกณฑ์การสะสมมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Content) ที่จะกำหนดว่าสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไทย ของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร (ประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA) รวมกันเท่าไร จึงจะเสียภาษี 19% ส่วนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากประเทศอื่นนอกเหนือจากไทย สหรัฐฯ และพันธมิตร อาจถูกเก็บ 40% เหมือนเวียดนาม

ถาม : ป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทยส่งออกไป สหรัฐฯอย่างไร?

ตอบ : สหรัฐฯกังวลประเด็นนี้มาก และเป็นประเด็นที่ทำให้เราจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศได้ทำงานร่วมกับศุลกากรสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด และกำหนดสินค้าเฝ้าระวัง 49 รายการ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ล้อเหล็กสำหรับรถบรรทุก แผ่นหินเทียม ท่อเหล็ก เป็นต้น ทำให้ก่อนส่งออก โรงงานผู้ผลิต-ผู้ส่งออก ต้องผ่านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อน จึงจะขอรับหนังสือถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O ทั่วไป) เพื่อใช้ส่งออกไปสหรัฐฯได้

แต่ล่าสุดได้เพิ่มความเข้มงวดการออก Form C/O ทั่วไปมากขึ้นอีก โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ออกเพียงหน่วยงานเดียว จากเดิมที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สามารถออกได้ รวมทั้งจะเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเสี่ยงสูงแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทย เพื่อเลี่ยงกรณีที่สหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเหล็ก, สินค้าตามมาตรการ 232 ทั้งเหล็กและผลิตภัณฑ์, อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์, รถยนต์และชิ้นส่วน, ทองแดงและผลิตภัณฑ์ รวมถึงสินค้าตามมาตรการ 301 ด้วย

ถาม : มีประเด็นใดอีกบ้างที่ต้องเจรจาหาข้อสรุปเพิ่มเติม?

ตอบ : การลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯเป็น 0% จะมีรูปแบบอย่างไร การเจรจามาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม มาตรฐานแรงงาน การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลด/เลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (NTB) ที่สหรัฐฯมองว่ายังเป็นอุปสรรคต่อการค้า ส่วนการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ และการเพิ่มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น เครื่องบินโบอิ้ง พลังงาน ฯลฯ ได้ข้อสรุปเกือบหมดแล้ว โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท ปริมาณ 1 ล้านตัน ทำสัญญาแล้ว เริ่มนำเข้าปี 69 และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีแผนจะซื้อเครื่องบินโบอิ้งราว 100 ลำ

ทั้งนี้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเจรจารายละเอียดเสร็จโดยสมบูรณ์แล้ว จะจัดทำเป็น ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย–สหรัฐฯ และจะลงนามร่วมกัน เพื่อให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ก่อนการลงนาม ไทยจะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ และเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ถาม : ไทยจะลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯเหลือ 0% กี่รายการ?

ตอบ : ไทยตกลงจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ให้สินค้าสหรัฐฯกว่า 90% หรือกว่า 9,000 รายการ จากจำนวนที่ค้าขายระหว่างกันกว่า 10,000 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้ มากกว่า 6,000 รายการ ไทยลดเป็น 0% อยู่แล้วภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ เช่น ไทย-ออสเตรเลีย, ไทย-นิวซีแลนด์ ฯลฯ

แต่ขณะนี้สินค้าสหรัฐฯที่เข้าสู่ไทยยังไม่ได้ลดเป็น 0% เพราะยังต้องเจรจารายละเอียดต่อไปว่าสินค้าใดจะลดเป็น 0% ทันที หรือรายการใดจะทยอยลดจนเป็น 0% เพราะต้องมีระยะเวลาให้เกษตรกร ผู้ประกอบการไทยปรับตัว เช่น ไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือสินค้าใดจะกำหนดปริมาณนำเข้า ไม่ใช่ลดเป็น 0% ทุกรายการทันที และแม้ยกเว้นเก็บภาษีให้แล้ว สินค้าจากสหรัฐฯ ยังต้องผ่านมาตรฐานต่างๆที่ไทยกำหนดด้วย

ถาม : จะเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯหรือไม่?

ตอบ : หนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่ไทยจะต้องแลกเพื่อให้สหรัฐฯไม่เก็บภาษีตอบโต้ 36% คือ เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดมาโดยตลอด แต่ไทยไม่ยอม เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ โดยเฉพาะรายเล็ก รายย่อย เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงถูกกว่าไทยมาก ขณะเดียวกันจะกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศได้ เนื่องจากสหรัฐฯใช้สารเร่งเนื้อแดง “แรคโตพามีน” ในการเลี้ยง แต่ไทยมีกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้ามใช้ในการเลี้ยงโดยเด็ดขาด รวมทั้งยังมีกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามพบการปนเปื้อนในเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดโดยเด็ดขาดเช่นกัน

แต่สหรัฐฯได้กดดันไทยในประเด็นที่ว่า ตั้งแต่ปี 55 คณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) ได้กำหนดค่าสูงสุด ที่อนุญาตให้มีแรคโตพามีนตกค้าง (MRL) ในเนื้อหมู และเครื่องในได้ และเรียกร้องให้ไทยกำหนด MRL แต่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้สหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าบางรายการตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.63 จนถึงปัจจุบัน แต่ในการเจรจาทางเทคนิค ไทยตั้งเป้าหมายเปิดนำเข้าเนื้อหมูไม่เกิน 1% ของปริมาณการผลิตในประเทศ ซึ่ง “น้อยมาก” และจะขอระยะเวลาปรับตัว อีกทั้งต้องหารือเรื่องสุขอนามัย ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของไทย เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ รวมถึงผู้บริโภคไทย

ถาม : ผลกระทบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง?

ตอบ : จากการสอบถามทีมไทยแลนด์ ยืนยันว่า ไม่กระทบแน่นอน เพราะปัจจุบัน ผลผลิตของไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ทำให้แต่ละปีไทยนำเข้าจากอาเซียน และสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เช่น บราซิล ดังนั้น การนำเข้าจากสหรัฐฯจึงเป็นการเพิ่มแหล่งนำเข้าใหม่ แต่ในการนำเข้าจะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องซื้อผลผลิตในประเทศตามราคาขั้นต่ำที่กำหนดให้หมดก่อน จึงจะนำเข้าได้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 68 ไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.8 ล้านตัน แต่ต้องการใช้ 9.2 ล้านตัน ขาดแคลน 4.4 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์หลายกลุ่มแจ้งทีมไทยแลนด์ว่า มีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ 1.5 ล้านตัน โดยส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งเดิม และใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆร่วมด้วย เช่น ข้าวสาลี ขณะที่กากถั่วเหลืองไทยนำเข้าปีละ 3 ล้านตัน เช่น จากบราซิล

ถาม : มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร?

ตอบ : ตั้งแต่ทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานคู่ขนานกันไป เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า และหามาตรการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยเบื้องต้นรัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือ 4 ด้าน คือ 1.การเงิน โดยให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนร่วมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวม 220,000 ล้านบาท 2.การหามาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและบริหารจัดการ เช่น ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น

 3.การขยายตลาดส่งออกใหม่ทดแทนสหรัฐฯ เช่น สนับสนุนให้ผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และ 4.การอำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับรู้ข้อมูลและการบริการภาครัฐแบบครบวงจรในจุดเดียว (One Stop Service) รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ

ล่าสุด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ส.อ.ท.อยู่ระหว่างรวบรวมผลกระทบของภาคธุรกิจต่างๆ และสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ก่อนนำเสนอรัฐบาลแบบลงรายละเอียด เพื่อให้สามารถช่วยเหลือ เยียวยาได้ตรงจุด และต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการขอใช้วงเงินงบประมาณ 24,000 ล้านบาท ที่ต้องทำสัญญาการใช้เงินก่อนสิ้นสุดงบประมาณปี 68.

ทีมเศรษฐกิจ

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

18 ส.ค. 2568 03:29 น.

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

ผู้ประท้วงจำนวนมากออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในหลายเมืองของอิสราเอล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติสงครามในฉนวนกาซา และให้ทำข้อตกลงเพื่อนำตัวประกันกลับมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ประท้วงจำนวนมากกว่า 300,000 คน ออกมาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 นับเป็นหนึ่งในการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน หลังพบตัวประกัน 6 คนเสียชีวิตในกาซา

องค์กร 2 กลุ่มซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวตัวประกันและครอบครัวผู้เสียชีวิตวางแผนจัดการประชุมตามเมืองใหญ่ทั่วอิสราเอล ภายใต้ชื่อ “วันแห่งการลงมือทำแห่งชาติ” (national day of action) ส่งผลให้โรงเรียน, ธุรกิจ และบริการขนส่งสาธารณะต้องปิดทำการชั่วคราว เช่นเดียวกับร้านอาหาร และคาเฟ่

กลุ่มผู้ประท้วงแสดงความกังวลว่า หากสงครามในฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อไป มันอาจเป็นอันตรายต่อตัวประกันราว 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา โดยเชื่อกันว่าในจำนวนนี้มีเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยพวกเขาชูป้ายประท้วงที่มีข้อความว่า “เราจะไม่ชนะสงครามด้วยการก้าวข้ามศพของตัวประกัน”

น.ส.อาร์เบล ยาฮูด ผู้เคยถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปก่อนหน้า กล่าวที่เวทีหาเสียงในกรุงเทลอาวีฟว่า “ทางเดียวที่จะนำตัวประกันกลับมาได้คือผ่านการทำข้อตกลง และต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเล่นเกมการเมืองกันอีก”

การประท้วงในวันอาทิตย์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล อนุมัติแผนการให้ทหารเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองกาซาซิตี้กับพื้นที่อื่นๆ เพื่อยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการนองเลือดเพิ่มขึ้น และประชาชนอาจต้องอพยพครั้งใหญ่อีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

18 ส.ค. 2568 02:03 น.

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ออกมาแสดงความยินดี หลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียกร้องมาตลอด แต่ยืนยันว่า เขตแดนของประเทศจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ร่วมประชุมกับผู้นำชาติพันธมิตรยุโรป หรือที่เรียกว่า กลุ่มแนวร่วมผู้พร้อมใจจะรักษาสันติภาพในยูเครน (coalition of the willing) ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 ก่อนที่ตัวเขาจะเดินทางเยือนทำเนียบขาวสหรัฐฯ และร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.)

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การประชุมในวันนี้นั้นมีประโยชน์มาก และพวกเขากำลังพัฒนามุมมองร่วมกันว่าข้อตกลงสันติภาพควรเป็นอย่างไร

ต่อมา ประธานาธิบดียูเครนได้แสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์เรื่องที่นาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ บอกใบ้ด้วยว่า สหรัฐฯ เตรียมจะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน โดยนายเซเลนสกีระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์

“การรับประกันความมั่นคงซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของพวกเรา จะต้องปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และให้การคุ้มครองทั้งทางบก, ทางอากาศ และทางทะเล และจะต้องพัฒนาโดยที่ยุโรปมีส่วนร่วมด้วย”

นายเซเลนสกีเสริมด้วยว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า เขตแดนของรัฐใดๆ จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง หลังจากก่อนหน้านี้นายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า รัสเซียยอมผ่อนปรนบางอย่างเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่พวกเขายึดไปจากยูเครน

และเซเลนสกียังเรียกร้องอีกครั้งว่า ปัญหาสำคัญต่างๆ จะต้องถูกแก้ไขโดยมียูเครนเข้าร่วมในการประชุมไตรภาคีระหว่างผู้นำยูเครน, สหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“เทเรนซ์ สแตมป์” นักแสดงอาวุโส วายร้ายจาก “ซูเปอร์แมน” เสียชีวิตแล้ว

“เทเรนซ์ สแตมป์” นักแสดงอาวุโส วายร้ายจาก “ซูเปอร์แมน” เสียชีวิตแล้ว

18 ส.ค. 2568 00:02 น.

“เทเรนซ์ สแตมป์” นักแสดงอาวุโส วายร้ายจาก “ซูเปอร์แมน” เสียชีวิตแล้ว

เทเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้อยู่ในวงการมานานกว่า 60 ปี และโด่งดังจากบทวายร้ายในภาพยนตร์หลายเรื่องรวมถึง ซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 87 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เทเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้โลดแล่นในวงการภาพยนตร์มานานกว่า 6 ทศวรรษ เสียชีวิตแล้วในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 ขณะมีอายุได้ 87 ปี โดยฝากผลงานเอาไว้มากมาย รวมถึงบทบาท “นายพลซอด” จากภาพยนตร์ “ซูเปอร์แมน” ปี 2521

นายสแตมป์เสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ ตามแถลงการณ์ของครอบครัวซึ่งเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ส ซึ่งระบุว่า “เขาได้ทิ้งผลงานอันยอดเยี่ยมเอาไว้เบื้องหลัง ทั้งในฐานะนักแสดงและนักเขียน ซึ่งมันจะยังคงประทับใจผู้คนต่อไปในอีกหลายปีที่จะมาถึง”

ทั้งนี้ เทเรนซ์ สแตมป์ เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ที่เมืองสเตปนีย์ ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2481 เขาเข้าโรงเรียนวิชาการแห่งหนึ่งก่อนจะไปล่าตามความฝันในอาชีพเกี่ยวกับโฆษณา

หลังจากได้รับทุนการศึกษาเข้าโรงเรียนการแสดง สแตมป์ก็มีชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงยุค 60 โดยเปิดตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Billy Budd เมื่อปี 2505 โดยเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกะลาสีหนุ่มผู้ไร้เดียงสาในยุคศตวรรษที่ 18

การแสดงในเรื่อง Billy Budd ทำให้สแตมป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

จากนั้นไม่นานเขาก็สร้างชื่อจากบทบาทวายร้าย โดยที่โดดเด่นคือบทบาท “นายพลซอด” จากภาพยนตร์เรื่อง “ซูเปอร์แมน” กับ “ซูเปอร์แมน 2” กับบทบาท “จ่าทรอย” จากภาพยนตร์เรื่อง Far From the Madding Crowd ในปี 2510

สแตมป์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง “ผู้ชายอะเฮ้ว” (The Adventures of Priscilla), Far From the Madding Crowd และ “ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก” (Valkyrie)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผย รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผย รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

17 ส.ค. 2568 22:47 น.

ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผย รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายปูตินยอมให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้แก่ยูเครน และอาจมีการประนีประนอมบางอย่างเรื่องดินแดน

เมื่อ 17 ส.ค. 2568 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.)

นายวิตคอฟฟ์บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า นายปูตินตกลงที่จะให้สหรัฐฯ มอบ “การรับประกันด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง ซึ่งผมเรียกมันว่าตัวเปลี่ยนเกม” ให้แก่ยูเครน

“เราได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า สหรัฐฯ กับชาติยุโรปอื่นสามารถมอบการรับประกันด้านความมั่นคงที่คล้ายกับมาตราที่ 5 ได้” โดยนายวิตคอฟฟ์อ้างถึงมาตราที่ 5 ในสนธิสัญญานาโต ซึ่งระบุว่า การใช้อาวุธโจมตีชาติสมาชิก 1 ประเทศ จะถือเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทั้งหมด

ที่ผ่านมา นายปูตินต่อต้านการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตมาตลอด และนายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า การตกลงนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งหากยูเครนสามารถยอมรับมันได้

ทูตพิเศษสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีการสนทนาที่ดีกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระหว่างโดยสารเครื่องบินกลับจากรัฐอะแลสกา และเขาเชื่อว่าการพบปะระหว่างทั้งสองที่กรุงวอชิงตันในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.) จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

นายวิตคอฟฟ์ยังพูดถึงปัญหาเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน ได้แก่แคว้นไครเมียที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2557 กับแคว้นลูฮานสก์, โดเนตสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน ซึ่งถูกรัสเซียควบรวมไปในปี 2565 ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางการทำข้อตกลงมาตลอด

“รัสเซียได้เสนอการผ่อนปรนบางอย่างที่โต๊ะเจรจาเรื่องเกี่ยวกับแคว้นทั้ง 5” นายวิตคอฟฟ์กล่าว และเสริมว่า เรื่องแคว้นโดเนตสก์ถือเป็นการหารือที่สำคัญ ซึ่งเขาคาดว่าจะเกิดขึ้นในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายเซเลนสกีในวันจันทร์ด้วย

“หวังว่าในตอนนั้น เราจะสามารถก้าวข้ามและตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

17 ส.ค. 2568 13:07 น.

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ขึ้นที่เมืองโปโซ จังหวัดสุลาเวสีกลาง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเวลา 05.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บ 29 ราย

ศูนย์กลางแผ่นดินไหวตั้งอยู่บนพื้นดินที่พิกัด 1.30 ละติจูดใต้ และ 120.62 ลองจิจูดตะวันออก ความลึก 10 กิโลเมตร หากคำนวณจากระยะทาง ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ระยะห่าง 18 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโปโซ ห่างจากเมืองซิกิไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 82 กิโลเมตร ห่างจากเมืองโมโรวาลีเหนือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 89 กิโลเมตร ห่างจากเมืองปาลูไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 93 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1,625 กิโลเมตร และได้รับการยืนยันว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นสึนามิ

ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตโปโซเปซิซีร์ เช่น หมู่บ้านมาซานี โตโกรอนโด โตวู ปิเนดาปา ตังกูรา และลาเป ต่างรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ในอำเภอโปโซ รู้สึกถึงแผ่นดินไหวได้อย่างรุนแรงเป็นเวลาประมาณ 15 วินาที ประชาชนส่วนใหญ่รีบออกจากบ้านเพื่อหาที่ปลอดภัย

หลังจากแผ่นดินไหวสงบลงไม่นาน สำนักงานจัดการภัยพิบัติ BPBD ประจำอำเภอโปโซ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและประสานงานกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและหมู่บ้านทันทีเพื่อรวบรวมข้อมูล

รายงานเบื้องต้นพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย มีผู้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอโปโซ 13 ราย ในจำนวนนี้มีอาการวิกฤต 2 ราย และอีก 6 รายได้รับการรักษาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนโตโกรอนโด นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแห่งหนึ่ง คือ โบสถ์อีลิม คอนเกรชัน ในหมู่บ้านมาซานี ได้รับความเสียหาย ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลจำนวนผู้อพยพ

ขณะเดียวกัน ในเขตซิกิ รีเจนซี รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในระดับปานกลางประมาณ 7 วินาที ประชาชนต่างอพยพออกจากบ้านเรือน และสำนักงาน BPBD ประจำเขตได้ดำเนินการเฝ้าระวังและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยในขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายของอาคารในอำเภอซิกิ.

ที่มา Kompas

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

17 ส.ค. 2568 10:38 น.

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนทั้งหมดสำหรับบุคคลจากฉนวนกาซา ขณะที่กำลังดำเนินการตรวจสอบ “อย่างเต็มรูปแบบและละเอียดถี่ถ้วน” ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ประณาม

กระทรวงฯ ระบุว่ามีการออกวีซ่าชั่วคราวด้านการแพทย์และมนุษยธรรม “จำนวนเล็กน้อย” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุตัวเลข

สหรัฐฯ ได้ออกวีซ่าเยี่ยมเยียนประเภท B1/B2 มากกว่า 3,800 ฉบับ ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ให้กับผู้ถือเอกสารการเดินทางขององค์การบริหารปาเลสไตน์จนถึงปี 2025 ตามการวิเคราะห์ตัวเลขรายเดือนบนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงวีซ่า 640 ฉบับที่ออกในเดือนพฤษภาคม ด้านองค์การบริหารปาเลสไตน์ออกเอกสารการเดินทางดังกล่าวให้กับผู้อยู่อาศัยในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดของทั้งสองดินแดน

การเคลื่อนไหวของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในการระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับผู้คนจากฉนวนกาซา เกิดขึ้นหลังจากที่ลอรา ลูเมอร์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ว่า “ผู้ลี้ภัย” ชาวปาเลสไตน์ได้เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ในเดือนนี้

ถ้อยแถลงของลูเมอร์ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ชิป รอย จากรัฐเท็กซัส กล่าวว่าเขาจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแรนดี ไฟน์ จากรัฐฟลอริดา อธิบายว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติ”

สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลามประณามการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยกล่าวว่าเป็นสัญญาณล่าสุดของ “ความโหดร้ายโดยเจตนา” ของรัฐบาลทรัมป์ ด้านกองทุนบรรเทาทุกข์เด็กปาเลสไตน์กล่าวว่าการตัดสินใจระงับการออกวีซ่าจะปฏิเสธการเข้าถึงการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่บาดเจ็บและป่วยในฉนวนกาซา โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “นโยบายนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงและไม่อาจย้อนกลับได้ต่อความสามารถของเราในการนำเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและป่วยหนักจากฉนวนกาซามายังสหรัฐอเมริกาเพื่อรับการรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิต ซึ่งเป็นภารกิจที่กำหนดภารกิจของเรามานานกว่า 30 ปี”

สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าจะยอมรับชาวปาเลสไตน์ที่พลัดถิ่นจากสงคราม อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ซูดานใต้และอิสราเอลกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับชาวปาเลสไตน์.

ที่มา Reuters

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

17 ส.ค. 2568 10:10 น.

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่k ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า “รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่” คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการยุติสงคราม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรัสเซียเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงราว 3 ใน 4 ของจังหวัดโดเนตสค์ ซึ่งรัสเซียเริ่มเข้ายึดครองตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินว่า ควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพโดยตรงโดยไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนก่อนการประชุมสุดยอดที่เขาระบุว่าจะไม่พอใจหากไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า “ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการมุ่งตรงไปที่ข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมักจะไม่คงทนถาวร”

ทางด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การที่รัสเซียไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบจะทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวบน X ว่า “การหยุดยั้งการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหยุดยั้งสงคราม” อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจย้อนให้เห็นภาพการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ต่อว่าเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า อาจมีการจัดการประชุมสามฝ่ายร่วมกับปูตินและเซเลนสกีตามมาในภายหลัง

พันธมิตรยุโรปของเคียฟต่างแสดงความยินดีกับความพยายามของทรัมป์ แต่ยังคงย้ำว่าจะสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป โยฮันน์ วาเดพุล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำยุโรปอาจเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์นี้ด้วย ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และได้รุกคืบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนชาวยูเครนหลายพันคน

คำกล่าวต่างๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับการประชุมสามชั่วโมงกับปูตินส่วนใหญ่ สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ซึ่งระบุว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องซับซ้อนเนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ปูตินไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยจากข้อเรียกร้องของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคัดค้านการที่เคียฟต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงการพบกับเซเลนสกีต่อสาธารณะ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ระบุว่าเขาและปูตินได้หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนดินแดนและการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน และ “ส่วนใหญ่เห็นด้วย” เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราค่อนข้างใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว” พร้อมเสริมว่า “ยูเครนต้องเห็นด้วยกับมัน บางทีพวกเขาอาจจะปฏิเสธ” เมื่อถูกถามว่าจะแนะนำอะไรเซเลนสกี ทรัมป์ตอบว่า “ต้องทำข้อตกลง” และเสริมว่า “ดูสิ รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก และยูเครนไม่ใช่”

เซเลนสกีระบุมาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถยอมยกดินแดนได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของยูเครน และยูเครนมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ในโดเนตสค์ เช่น สโลเวียนสก์และครามาตอร์สก์ เป็นปราการสำคัญที่จะยับยั้งการรุกคืบของรัสเซีย นอกจากนี้ เซเลนสกียังยืนยันที่จะขอการรับประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกอีกครั้ง ในทางกลับกัน ปูตินซึ่งคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างชาติกล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับรอง” สำหรับปูติน การได้นั่งคุยกับทรัมป์เพียงลำพังก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เนื่องจากเขาถูกโดดเดี่ยวจากผู้นำตะวันตกมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ที่มา Reuters

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

17 ส.ค. 2568 08:59 น.

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

“วลาดิเมียร์ ปูติน” เยือนสหรัฐฯ ประชุมร่วมกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ฐานทัพรัฐอลาสกา เพื่อหารือทิศทางสงครามยูเครน-รัสเซีย และเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจ ใน รอบ 15 ปี ประธานาธิบดีสหรัฐฯเผย

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

17 ส.ค. 2568 06:18 น.

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

หญิงชาวกาซาซึ่งถูกอพยพไปยังอิตาลีเพื่อรักษาอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง เสียชีวิตแล้วหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ไม่ถึง 2 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวกาซาวัย 20 ปี ชื่อว่า มาราห์ อาบู ซูห์รี ถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินไปยังเมืองปิซาของอิตาลีพร้อมกับมารดาของเธอ เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ (13 ส.ค.) ตามแผนการของรัฐบาลอิตาลี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกาซาที่ต้องรับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมืองปิซาระบุว่า มาราห์เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในวันศุกร์ (15 ส.ค.) ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากเดินทางถึง

ทางโรงพยาบาลระบุว่า มาราห์สูญเสียน้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ในขณะที่สื่อของอิตาลีหลายสำนักรายงานว่า เธอต้องทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่ากำลังเกิดความอดอยากเป็นวงกว้างในฉนวนกาซา โดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน UN เตือนในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อนว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุดของภาวะอดอยากกำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา

ด้านอิสราเอล ซึ่งกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างหนัก ปฏิเสธเรื่องที่ว่ากำลังมีภาวะอดอยากเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ และกล่าวหาหน่วยงานสหประชาชาติว่า ไม่ยอมมารับสิ่งของช่วยเหลือบริเวณชายแดนไปแจกจ่าย

อนึ่ง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีเด็กและผู้ใหญ่ถูกนำตัวไปรักษาที่อิตาลีแล้วมากกว่า 180 คน โดย 31 คนในจำนวนนี้ถูกส่งถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และเมืองปิซาในสัปดาห์นี้ และทั้งหมดมีโรคแต่กำเนิด, ได้รับบาดเจ็บ หรือต้องตัดอวัยวะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc