สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

6 ส.ค. 2568 03:30 น.

สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

สื่อในอิสราเอลรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เตรียมเสนอแผนยึดครองฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ที่การประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงในสัปดาห์นี้

เมื่อ 5 ส.ค. 2568 สื่อในอิสราเอลรายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เตรียมเสนอแผนยึดครองฉนวนกาซาอีกครั้งโดยสมบูรณ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงเต็มคณะที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

“ลูกเต๋าทอดออกไปแล้ว เรากำลังจะยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ และทำลายกลุ่มฮามาส” เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายนี้ยังตอบโต้รายงานข่าวที่ระบุว่าผู้บัญชาการกองทัพกับผู้นำกองทัพคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้ด้วยว่า “หากแผนการนี้ใช้ไม่ได้สำหรับผู้บัญชาการกองทัพ เขาก็ควรลาออกไปเสีย”

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของตัวประกันที่ยังคงถูกขังอยู่ที่ใดสักแห่งในฉนวนกาซา ไม่เห็นด้วยกับการยึดครองกาซา เพราะเกรงจะเป็นอันตรายกับตัวประกัน ซึ่งคาดว่า 20 จากทั้งหมด 50 คนยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่โพลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวอิสราเอล 3 ใน 4 ส่วนอยากให้มีการทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อนำตัวประกันกลับมามากกว่า

พันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอลมากมายก็อาจไม่เห็นด้วยกับแผนการยึดกาซาเช่นกัน เนื่องจากพวกเขากำลังผลักดันให้อิสราเอลกับฮามาสยุติสงคราม และแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวกาซา

ภายในอิสราเอล เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเกษียณอายุหลายร้อยคน รวมถึงอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองหลายคน ส่งจดหมายร่วมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.) เพื่อขอให้เขากดดันนายเนทันยาฮูให้ยุติสงครามในกาซา

อามี อายาลอน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองอิสราเอล และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามจดหมายดังกล่าว บอกกับ บีบีซีว่า การใช้มาตรการทางทหารมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้นั้น คงไม่มีประโยชน์

“จากมุมมองทางทหาร ฮามาสถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน อุดมการณ์ของฮามาสกลับทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวปาเลสไตน์, ตามท้องถนนของชาติอาหรับรอบๆ เรา และในโลกอิสลาม ดังนั้นทางเดียวที่จะทำลายอุดมการณ์ของฮามาสได้ คือการเสนอให้เห็นอนาคตที่ดีกว่า”

ทั้งนี้ ข่าวเรื่องแผนการยึดฉนวนกาซานี้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากการเจรจาทางอ้อมระหว่างอิสราเอลกับฮามาสพังทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มฮามาสเผยแพร่คลิปวิดีโอ 3 คลิป แสดงให้เห็นตัวประกัน 2 คนคือ รอม บลาสลาฟสกี และ เอฟยาตาร์ เดวิด ในสภาพผ่ายผอม จนเรียกเสียงประณามจากหลายประเทศ

มีการคาดการณ์เช่นเดียวกันว่า ข่าวเรื่องแผนการยึดกาซาอาจเป็นเพียงแทกติกเพื่อสร้างแรงกดดันให้กลุ่มฮามาส และบีบให้พวกเขายอมทำข้อตกลงฉบับใหม่

ปัจจุบัน กองทัพอิสราเอลกำลังปฏิบัติภารกิจเพื่อยึดครองพื้นที่ของฉนวนกาซาให้ได้ 75% แต่การยึดฉนวนกาซาทั้งหมดหมายความว่า ทหารจะต้องรุกคืบเข้าไปในดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2 ล้านคนอพยพเข้าไปกระจุกตัวอยู่ด้วย และยังไม่แน่ชัดว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหากแผนการนี้เกิดขึ้นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

6 ส.ค. 2568 02:16 น.

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยาที่นำเข้ามาในประเทศ โดยจะเพิ่มอัตราขึ้นเรื่อยๆ จนไปสุดที่ 250% เพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่าสหรัฐฯ จะตั้ง “กำแพงภาษีขนาดเล็ก” กับผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศ ก่อนจะเพิ่มอัตราภาษีเป็น 150% ภายใน 18 เดือน และสุดท้ายจะเพิ่มเป็น 250% โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ

“ใน 1 ปี 1 ปีครึ่งอย่างมาก มันจะเพิ่มขึ้นเป็น 150% แล้วจากนั้นจะเพิ่มเป็น 250% เพราะเราต้องการให้ยาผลิตในประเทศของเรา” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี

นายทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า อัตราภาษีเริ่มต้นมีอัตราเท่าไร แต่เขาเคยพูดเอาไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ภาษียากับเซมิคอนดักเตอร์จะเริ่มที่ 25% หรืออาจจะสูงกว่านั้น และจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใน 1 ปี ต่อมาในเดือนกรกฎาคมนายทรัมป์กล่าวว่า ภาษียานำเข้าอาจเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 200%

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยด้วยว่า เขาวางแผนจะประกาศอัตราภาษีศุลกากรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ในสัปดาห์หน้าหรือประมาณนั้น แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการทบทวนด้านความมั่นคงแห่งชาติในภาคเภสัชกรรม และอุตสาหกรรมนี้กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะมีการกำหนดอัตราภาษีสำหรับภาคส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่รัฐบาลยังไม่ประกาศว่า จะเผยแพร่ผลการทบทวนออกมาเมื่อไร

ขณะเดียวกัน กรอบข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปในปัจจุบัน กำหนดอัตราภาษียากับเซมิคอนดักเตอร์ไว้ที่ 0% แต่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเพิ่มอัตราภาษีหลังผลการทบทวนออกมา อัตราจะถูกจำกัดไว้ที่ 15%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ “ไททัน” ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ "ไททัน" ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

6 ส.ค. 2568 00:26 น.

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ “ไททัน” ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

รายงานการสืบสวนชี้ว่า การออกแบบที่ไม่เพียงพอคือปัจจัยหลักที่ทำให้ยานดำน้ำ ไททัน ยุบตัวใต้ทะเล ผู้โดยสารเสียชีวิตยกลำ 5 ศพเมื่อปี 2566

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ มีข้อสรุปในวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 ว่า การออกแบบที่ไม่เพียงพอของยานดำน้ำ “ไททัน” คือปัจจัยหลักที่ทำให้ยานดำน้ำลำนี้ระเบิดแบบยุบตัวที่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อปี 2566 ผู้โดยสาร 5 คนบนยานเสียชีวิตทั้งหมด

ยานดำน้ำไททันขาดการติดต่อกับเรือสนับสนุนระหว่างการพานักท่องเที่ยวลงไปสำรวจซากเรือไททานิก ซึ่งจมลงสู่ก้นทะเลในปี 2455 จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,500 ศพ ก่อนที่ซากเรือจะถูกพบในอีก 4 วันต่อมา ที่ก้นทะเลห่างจากซากหัวเรือไททานิกราว 488 ม.

หลังจากการสืบสวนเป็นเวลา 2 ปี หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ก็เผยแพร่รายงานการสืบสวนความยาว 300 หน้าออกมาแล้ว โดยนายเจสัน นอยเบาเออร์ ประธานหน่วยยามฝั่งกล่าวว่า เหตุระเบิดของยานไททันเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้

“มีความจำเป็นที่จะต้องกำกับดูแลให้เข้มงวดขึ้น และมีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่สำรวจแนวคิดใหม่ๆ นอกเหนือไปจากกรอบการกำกับดูแลที่มีอยู่” นายนอยเบาเออร์ระบุในแถลงการณ์

คณะกรรมการสืบสวนมีข้อสรุปว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ กระบวนการออกแบบ, การตรวจสอบ, การบำรุงรักษา และรับรองยานดำน้ำไททันของบริษัท โอเชียนเกต (OceanGate) นั้น ไม่เพียงพอ

นอกจากนั้น วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษในบริษัทโอเชียนเกต, กรอบการกำกับดูแลยานดำน้ำหรือเรือรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เพียงพอ และกระบวนการแจ้งเบาะแสที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้เช่นกัน

รายงานเสริมอีกว่า หลายปีก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้ โอเชียนเกตใช้ประโยชน์จากการข่มขู่, การสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และชื่อเสียงที่ดีของบริษัท ในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล

คณะกรรมการพบว่า โอเชียนเกตล้มเหลวในการสืบสวนและแก้ปัญหาความผิดปกติของตัวเรือที่ตรวจพบหลังจากการสำรวจซากเรือไททานิกในปี 2565 คณะกรรมการบอกอีกว่า ข้อมูลจากระบบสังเกตการณ์ตามเวลาจริงและยานไททัน ควรได้รับการวิเคราะห์และดำเนินการแก้ไขระหว่างการสำรวจครั้งนั้น

คณะกรรมการยังวิพากษ์วิจารณ์โอเชียนเกต ที่ล้มเหลวในการเก็บรักษายานไททันอย่างเหมาะสม ก่อนการสำรวจในปี 2566 ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

5 ส.ค. 2568 23:04 น.

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่อันเซะ (ช่องอานม้า) พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อคืนวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 กระทรวงกิจการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์อัปเดตสถานการณ์บริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ในวันที่ 5 ส.ค. 2568 (ตอนที่ 2) โดยมีเนื้อหาดังนี้

1. โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งชาติออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนโดยมีประเด็นดังต่อไปนี้

  • คณะผู้แทนกัมพูชานำโดยพลตรี สิน โสคา เข้าร่วมการประชุมระดับเลขานุการของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุม GBC วาระวิสามัญนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 6 สิงหาคม 2568 ขณะที่การประชุมระดับสูงของ GBC จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  • ตั้งแต่เวลา 06:15 น. ถึง 10:00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2568 สถานการณ์บริเวณแนวหน้าทั้งในจังหวัดพระวิหารและจังหวัดอุดรมีชัยยังคงสงบและมั่นคง กองทัพกัมพูชายังคงตื่นตัวและยืนหยัดด้วยความมุ่งมั่นในการรักษาระเบียบวินัยอย่างเต็มที่
  • เป็นที่น่าเสียใจและน่ากังวลอย่างยิ่งที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 11:00 น. กองกำลังติดอาวุธของไทยพร้อมด้วยเครื่องจักรหนัก รวมถึง รถขุด ได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อันเซะ จังหวัดพระวิหาร ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา และดำเนินการติดตั้งลวดหนาม แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักจากกองทัพกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างกัมพูชาและไทยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งคณะผู้แทนทูตกลาโหมต่างชาติได้เยี่ยมชมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568
  • กระทรวงกลาโหมแห่งกัมพูชายืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชาต่อข้อตกลงหยุดยิง ที่บรรลุเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ในฐานะชาติที่รักสันติและมีความรับผิดชอบ กัมพูชาจะยึดมั่นในเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยเลือกการเจรจาและความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง
  • กระทรวงกลาโหมแห่งชาติกัมพูชาขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ประเทศไทยเคารพและบังคับใช้เงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดของข้อตกลงหยุดยิงทั้งในด้านคำพูดและการกระทำ เพื่อรักษาการสงบศึกอันเปราะบางเอาไว้

2. โฆษกรัฐบาลกัมพูชา

กองทัพไทยได้ละเมิดดินแดนกัมพูชาในพื้นที่อันเซะ จังหวัดพระวิหาร ผ่านกลยุทธ์การรุกล้ำด้วยการติดตั้งลวดหนาม นำเครื่องจักรหนักสำหรับขุดดินเข้ามา และเสริมคูด้วยท่อคอนกรีตสำเร็จรูปและยางรถยนต์ ตั้งแต่เช้าวันที่ 5 สิงหาคม กองทัพกัมพูชาได้ติดต่อกับกองทัพไทยเพื่อให้รื้อถอนลวดหนามดังกล่าว และนำเครื่องจักรออกจากดินแดนกัมพูชาทันที แต่ไม่เป็นผล

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง
กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

จีนเรียกร้องกัมพูชา “ลงโทษอย่างหนัก” ผู้ก่อเหตุสังหารชาวจีน 2 ราย

จีนเรียกร้องกัมพูชา "ลงโทษอย่างหนัก" ผู้ก่อเหตุสังหารชาวจีน 2 ราย

5 ส.ค. 2568 15:27 น.

จีนเรียกร้องกัมพูชา “ลงโทษอย่างหนัก” ผู้ก่อเหตุสังหารชาวจีน 2 ราย

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นของกัมพูชา “ลงโทษอย่างรุนแรง” ต่อผู้ก่อเหตุฆาตกรรมชาวจีน 2 รายเมื่อเดือนที่แล้ว

ในแถลงการณ์ของสถานทูตจีนที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (4 ส.ค.) เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแยกกันในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา และจังหวัดกันดาล 

ตามรายงานของสื่อกัมพูชา เหยื่อทั้งสองราย ได้แก่ หญิงแซ่จาง อายุ 43 ปี และชายแซ่ดง อายุ 39 ปี กำลังพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองสีหนุวิลล์ ต่อมาตำรวจกัมพูชาได้รับรายงานการหายตัวไปของชาวจีน 2 รายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.ค.

หลังจากการค้นหาเป็นเวลาหลายวัน ตำรวจก็พบศพของเหยื่อในแม่น้ำในจังหวัดกันดาล เมื่อวันที่ 23 ก.ค. การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเหยื่อทั้งสองรายถูกสังหารก่อนที่จะนำศพไปทิ้งในแม่น้ำ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ตำรวจกัมพูชายังได้จับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 7 รายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม มีผู้ต้องสงสัย 3 คนถูกจับกุมใกล้กับทางด่วนสีหนุวิลล์ ขณะที่อีก 4 คน ซึ่งเป็นชาวจีน อายุระหว่าง 32 ถึง 48 ปี ถูกจับกุมในอีกปฏิบัติการหนึ่งที่บ้านพักแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม

สถานทูตจีนระบุว่าได้ “ยื่นคำร้อง” ต่อเจ้าหน้าที่กัมพูชาทันทีเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ สถานทูตเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ “ลงโทษอย่างรุนแรง” ต่อฆาตกรเหล่านี้ เพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของพลเมืองจีนในกัมพูชา และขณะนี้การสอบสวนยังดำเนินอยู่

จีนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับกัมพูชา ซึ่งอนุญาตให้ส่งตัวผู้หลบหนีที่ถูกหมายจับในความผิดที่มีโทษจำคุกมากกว่า 1 ปี

ในเดือนเมษายน กัมพูชาได้เนรเทศพลเมืองไต้หวันจำนวนหนึ่งที่ไม่ทราบจำนวนกลับไปยังประเทศจีน หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมในข้อหาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปีที่แล้ว จาง รุ่ยจิน ชายชาวจีนวัย 45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินครั้งใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา เจ้าหน้าที่กัมพูชาไม่ได้ระบุว่าจางถูกเนรเทศไปที่ไหน แต่ระบุว่าเขาถือหนังสือเดินทางจากประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ประเทศเกาะเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียน.

ที่มา CNA

จีนเผยตัวเลขผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา 7,000 ราย ในมณฑลกวางตุ้ง

จีนเผยตัวเลขผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา 7,000 ราย ในมณฑลกวางตุ้ง

5 ส.ค. 2568 14:48 น.

จีนเผยตัวเลขผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา 7,000 ราย ในมณฑลกวางตุ้ง

ทางการจีนกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ซึ่งเป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะ โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา มีรายงานผู้ป่วยแล้วกว่า 7,000 รายทั่วทั้งมณฑลกวางตุ้ง ส่งผลให้ต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมที่คล้ายคลึงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

เมืองฝอซานซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด กำหนดให้ผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและนอนกางมุ้งตลอดเวลา โดยจะอนุญาตให้กลับบ้านได้เมื่อผลตรวจเป็นลบหรือหลังจากเข้ารับการรักษาเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งมาตรการนี้ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในจีน

ไวรัสชิคุนกุนยาแพร่กระจายผ่านการถูกยุงที่มีเชื้อกัด ทำให้เกิดอาการไข้และปวดข้ออย่างรุนแรง ซึ่งในบางรายอาการอาจคงอยู่นานหลายปี แม้จะเป็นโรคที่ไม่พบบ่อยในจีน แต่การระบาดของโรคนี้เป็นเรื่องปกติในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของทวีปแอฟริกา

นอกเหนือจากเมืองฝอซานแล้ว ยังมีอีกอย่างน้อย 12 เมืองในมณฑลกวางตุ้งที่รายงานผู้ติดเชื้อ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว พบผู้ป่วยเกือบ 3,000 ราย โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฮ่องกงได้รายงานผู้ป่วยรายแรกในเด็กชายวัย 12 ปี ที่มีอาการไข้ ผื่น และปวดข้อ หลังจากเดินทางไปฝอซานในเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ ไวรัสชิคุนกุนยาไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง แต่จะแพร่กระจายเมื่อยุงกัดผู้ติดเชื้อแล้วไปกัดคนอื่นต่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ป่วยที่รายงานมาทั้งหมดมีอาการไม่รุนแรง และ 95% ของผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 7 วัน

อย่างไรก็ตาม ทางการทั่วทั้งมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศใช้มาตรการ “เด็ดขาดและเฉียบขาด” เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคนี้ โดยผู้ที่มีอาการ เช่น ไข้ ปวดข้อ หรือมีผื่นขึ้น ถูกแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ทางการยังได้สั่งให้ประชาชนกำจัดแหล่งน้ำนิ่งภายในบ้าน เช่น ในกระถางดอกไม้ เครื่องชงกาแฟ หรือขวดที่ไม่ได้ใช้ และกำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 หยวน (ประมาณ 45,100 บาท) สำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรค

มาตรการเชิงรุกที่น่าสนใจคือ การปล่อย “ยุงช้าง” ซึ่งเป็นยุงที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติและสามารถกินยุงที่แพร่เชื้อชิคุนกุนยาได้ รวมถึงการปล่อยปลากินลูกน้ำยุงลายจำนวนมาก โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในเมืองฝอซานได้ปล่อยปลาเหล่านี้ 5,000 ตัวลงในทะเลสาบของเมือง และบางพื้นที่ยังใช้โดรนเพื่อตรวจหาแหล่งน้ำนิ่งอีกด้วย

ขณะที่มาตรการที่เคยมีบางเมืองใกล้เคียงสั่งให้ผู้ที่เดินทางมาจากฝอซานกักตัวที่บ้านเป็นเวลา 14 วันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการที่เข้มงวดเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามจากประชาชนในโลกออนไลน์ บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการเหล่านี้ช่างคุ้นเคยราวกับช่วงโควิด-19 ระบาด และตั้งคำถามว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในเมื่อโรคนี้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสชิคุนกุนยาคือการกำจัดแหล่งน้ำนิ่งซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ถูกยุงที่มีเชื้อกัดจะเริ่มแสดงอาการภายใน 3-7 วัน อาการหลักคือไข้และปวดข้อ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และข้อบวม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอาการดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ แม้ว่าในกรณีที่รุนแรงอาการปวดข้ออาจคงอยู่นานหลายเดือนหรือหลายปีได้

ที่มา BBC

เรือยิงพลุไฟไหม้ กลางงานแสดงดอกไม้ไฟโยโกฮามา จนท.บาดเจ็บ 1 ราย

5 ส.ค. 2568 13:28 น.

เรือยิงพลุไฟไหม้ กลางงานแสดงดอกไม้ไฟโยโกฮามา จนท.บาดเจ็บ 1 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือ 2 ลำที่ใช้สำหรับจุดพลุไฟระหว่างงานเทศกาลฤดูร้อนที่เมืองโยโกฮามา ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องยกเลิกการแสดงกลางคัน มีรายงานเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย

ผู้จัดงานได้วางแผนที่จะจุดพลุประมาณ 20,000 ดอกภายใน 25 นาที ตั้งแต่เวลา 19:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “มินาโตะมิไร สมาร์ท เฟสติวัล”

แต่ประมาณ 20 นาทีหลังจากการแสดงเริ่มต้นขึ้น เสียงดนตรีก็หยุดลงและเจ้าหน้าที่ได้ประกาศยกเลิกงานอย่างกะทันหัน “เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย” โดยผู้ชมเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ผู้คนก็เริ่มเห็นควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากเรือที่เกิดเพลิงไหม้

เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งโยโกฮามาเปิดเผยว่าเรือทั้ง 2 ลำที่ใช้จุดพลุได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น โดยช่างเทคนิคจุดพลุ 5 คนบนเรือได้กระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดและได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่ ซึ่งมีรายงานว่ามีเพียง 1 รายที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ผู้เข้าชมงานคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่นว่า หลังจากเรือเกิดเพลิงไหม้ พลุจำนวนมากได้เริ่มระเบิดขึ้นเองอย่างกะทันหัน

เพลิงไหม้ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมหลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง แต่ในช่วงเวลาประมาณ 22:00 น. พลุที่เหลือก็เริ่มระเบิดขึ้นอีกครั้ง ด้านผู้จัดงานได้ประกาศบนเว็บไซต์ทางการว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป.

ฮ่องกงออกคำเตือน “สีดำ” พายุฝนรุนแรงที่สุด ปิดโรงเรียน-โรงพยาบาล

ฮ่องกงออกคำเตือน "สีดำ" พายุฝนรุนแรงที่สุด ปิดโรงเรียน-โรงพยาบาล

5 ส.ค. 2568 11:22 น.

ฮ่องกงออกคำเตือน “สีดำ” พายุฝนรุนแรงที่สุด ปิดโรงเรียน-โรงพยาบาล

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงออกประกาศเตือนภัยพายุฝนฟ้าคะนอง “สีดำ” ซึ่งเป็นระดับรุนแรงที่สุด เนื่องจากเกิดฝนตกหนัก ทำให้บริการสาธารณะหลายแห่งหยุดชะงัก และทางการต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงระบุว่า คำเตือนพายุฝนฟ้าคะนองระดับสูงสุดจะยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงเวลา 11.00 น. ของวันอังคาร (5 ส.ค.) เนื่องจากฝนตกหนักซัดถล่มฮ่องกง ทำให้หอผู้ป่วยในโรงพยาบาล โรงเรียน ศาล และสำนักงานทะเบียนต้องปิดทำการ

พายุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงในภาคใต้ของจีนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 รายในมณฑลกวางตุ้ง และทำให้เกิดปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 1,300 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงระบุในประกาศบนเว็บไซต์ว่า “พายุฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดน้ำท่วมถนนอย่างรุนแรงและการจราจรติดขัด ขอแนะนำให้ประชาชนหลบภัยในสถานที่ปลอดภัย” 

ทางการฮ่องกงระบุว่ามีฝนตกมากกว่า 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดยมีฟ้าผ่า 9,837 ครั้งทั่วฮ่องกงระหว่างเวลา 6.00 น. ถึง 6.59 น.

ทั้งนี้ ฮ่องกงมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 2,220 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งมักจะตกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงยังคงเปิดทำการอยู่ หลังจากได้เปลี่ยนนโยบายให้ยังคงซื้อขายต่อไปไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรเมื่อปลายปีที่แล้ว

ทางการฮ่องกงประกาศว่าแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินจะยังคงเปิดให้บริการ แต่คลินิกผู้ป่วยนอกทั่วไป โรงพยาบาลผู้สูงอายุและจิตเวชจะปิดให้บริการเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ด้านฝ่ายตุลาการกล่าวว่าศาล ศาลยุติธรรม และสำนักงานทะเบียนจะเปิดทำการ “โดยเร็วที่สุดภายในสองชั่วโมงหลังจากยกเลิกการเตือนภัยพายุฝนฟ้าคะนอง ‘สีดำ'” ส่วนที่ทำการไปรษณีย์กล่าวว่าสถานที่และบริการจัดส่งทั้งหมดจะถูกระงับจนกว่าคำเตือนพายุจะสิ้นสุดลง

ขณะที่สนามบินของฮ่องกงยังไม่มีรายงานการหยุดชะงักใดๆ และฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ยังคงเปิดให้บริการโดยมีการดำเนินการที่จำกัด.

ที่มา South China Morning Post

สื่อกัมพูชาอ้างไทยวางแผนลอบสังหาร “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ใช้ระเบิดนำวิถี-เครื่องบิน AT-6 TH

สื่อกัมพูชาอ้างไทยวางแผนลอบสังหาร “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ใช้ระเบิดนำวิถี-เครื่องบิน AT-6 TH

5 ส.ค. 2568 10:34 น.

สื่อกัมพูชาอ้างไทยวางแผนลอบสังหาร “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ใช้ระเบิดนำวิถี-เครื่องบิน AT-6 TH

สำนักข่าว FRESH NEWS ของกัมพูชา รายงานอ้างไทยมีแผนลอบสังหาร “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ระบุไทยจะใช้ระเบิดนำวิถีด้วย GPS จากเกาหลีใต้ โดยยิงจากเครื่องบิน AT-6 TH

FRESH NEWS กล่าวว่า จากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่น่าเชื่อถือแห่งหนึ่ง ระบุว่า ข่าวกรองต่างประเทศรายงานว่า ประเทศไทยกำลังวางแผนลอบสังหาร ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยใช้เครื่องบินโจมตีเบาแบบ AT-6TH ซึ่งติดตั้งระเบิดนำวิถีด้วยระบบ GPS จากเกาหลีใต้ เครื่องบินรุ่นนี้ถูกมองว่าตรวจจับได้ยากกว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ทั่วไป และถูกปรับแต่งมาเพื่อการจู่โจมแบบลับ ๆ และการโจมตีเป้าหมายที่แม่นยำ

ตามรายงานของแหล่งข่าว ประเทศไทยได้รับมอบเครื่องบิน AT-6TH จำนวน 8 ลำ, ระเบิดนำวิถีด้วยระบบ GPS จำนวน 200 ลูก และเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 4 ลำซึ่งเป็นเครื่องบินใหม่หรือได้รับการปรับปรุงจากเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กระสุนเหล่านี้มีรายงานว่ามีความแม่นยำสูงในการโจมตีเป้าหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงหากมีการนำไปใช้

แผนปฏิบัติการดังกล่าวระบุถึงการทดลองใช้เครื่องบินที่เขาพนมตรบ (Phnom Trop) เพื่อประเมินสมรรถนะของเครื่องบิน และตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม มีรายงานว่ากองทัพไทยได้ประเมินสถานการณ์ในสนามรบตามแนวชายแดน หากไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่พิพาท 8 แห่งได้ กองทัพอากาศไทยคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติการลอบสังหารจากฐานทัพอากาศในจังหวัดตราด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยระบบป้องกันภัยทางทะเลของกัมพูชา

การปฏิบัติการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมได้จากภายในประเทศกัมพูชา รวมถึงพิกัดที่อยู่อาศัยที่แม่นยำของทั้ง สมเด็จเดโช ฮุน เซน และนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แผนการนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ระเบิดนำวิถีด้วยระบบ GPS เพื่อกำจัดผู้นำทั้งสองโดยตรง

เกี่ยวกับการรายงานข่าว และโพสต์บนโซเชียลมีเดียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ที่มีข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยกำลังวางแผนลอบสังหารประธานวุฒิสภา ฮุน เซน และนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต โดยอ้างแหล่งข่าวกรองต่างประเทศนั้น นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งขาดการไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลโดยสิ้นเชิง โดยข้อกล่าวหาดังกล่าว มีเจตนาเพียงเพื่อใส่ร้ายไทยเท่านั้น

ทั้งนี้ ขอย้ำว่า การสร้างข่าวเท็จในขณะที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือ GBC นั้น นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของการหารือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างสันติด้วย.

ที่มา FRESH NEWS

สหรัฐเตรียมบังคับนักท่องเที่ยวบางประเทศวาง “เงินค้ำประกันวีซ่า” สูงสุด 15,000 ดอลลาร์

สหรัฐเตรียมบังคับนักท่องเที่ยวบางประเทศวาง “เงินค้ำประกันวีซ่า” สูงสุด 15,000 ดอลลาร์

5 ส.ค. 2568 09:51 น.

สหรัฐเตรียมบังคับนักท่องเที่ยวบางประเทศวาง “เงินค้ำประกันวีซ่า” สูงสุด 15,000 ดอลลาร์

สหรัฐอเมริกาเตรียมใช้มาตรการใหม่ ให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากบางประเทศวางเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์เมื่อขอวีซ่า เริ่ม 20 สิงหาคม นี้ มุ่งลดปัญหาผู้เดินทางเกินกำหนดวีซ่า

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมบังคับใช้มาตรการใหม่ ให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากบางประเทศต้องวาง เงินค้ำประกัน (Visa Bond) สูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 540,000 บาท เมื่อขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ภายใต้ โครงการนำร่อง ที่จะเริ่มในวันที่ 20 สิงหาคม 2025 มีระยะเวลาใช้ประมาณ 1 ปี มุ่งลดปัญหาผู้เดินทางเกินกำหนดวีซ่า

ตามประกาศใน Federal Register เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ จะมีดุลยพินิจในการกำหนดเงินค้ำประกัน สำหรับผู้เดินทางจากประเทศที่มีอัตราการอยู่เกินวีซ่าสูง หรือจากประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีข้อมูลการตรวจสอบประวัติไม่เพียงพอ โดยมีตัวเลือกวงเงินค้ำประกันอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์, 10,000 ดอลลาร์ หรือ 15,000 ดอลลาร์ แต่โดยทั่วไปจะคาดหวังให้ใช้ขั้นต่ำ 10,000 ดอลลาร์ โดยเงินค้ำประกันจะถูกคืนให้ผู้เดินทางหากออกจากสหรัฐฯ ตามเงื่อนไขของวีซ่า

นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นปราบปรามคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและเพิ่มมาตรการตรวจสอบความมั่นคง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ออกคำสั่ง Travel Ban ในเดือนมิถุนายน 2025 แบนการเดินทางเต็มรูปแบบหรือบางส่วนต่อพลเมือง 19 ประเทศ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

หลายประเทศที่อยู่ในลิสต์รายชื่อ เช่น ชาด, เอริเทรีย, เฮติ, เมียนมา และเยเมน ล้วนมีอัตราการอยู่เกินวีซ่าสูง รวมถึงประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง เช่น บุรุนดี, จิบูตี และโตโก ตามข้อมูลจาก กรมศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐอเมริกาปีงบประมาณ 2023

สมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ประเมินว่ามาตรการนี้จะกระทบผู้ขอวีซ่าประมาณ 2,000 คนต่อปี จากไม่กี่ประเทศที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวไปสหรัฐฯ ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แต่ยังเตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจยิ่งทำให้การเดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดลง

จากสถิติพบว่าตั้งแต่มีนโยบายเข้มงวดด้านคนเข้าเมือง การเดินทางจากแคนาดาและเม็กซิโกเข้าสหรัฐฯ ลดลง 20% เมื่อเทียบปีต่อปี และค่าโดยสารเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ก่อนโควิด-19

นอกจากนี้ กฎหมายงบประมาณที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคม ยังเพิ่ม ค่าธรรมเนียม “Visa Integrity Fee” มูลค่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 9,000 บาท สำหรับผู้ได้รับอนุมัติวีซ่าชั่วคราวทุกคน เริ่มมีผล 1 ตุลาคม 2025 ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้อาจคืนได้หากผู้เดินทางปฏิบัติตามเงื่อนไขวีซ่า

สมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ระบุว่าหากบังคับใช้จริง สหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าธรรมเนียมวีซ่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยฉุดการท่องเที่ยวให้ตกต่ำ

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าสหรัฐฯ