รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

6 ส.ค. 2568 14:32 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ มีแผนยกเลิกเงินสนับสนุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,175 ล้านบาท สำหรับวัคซีน mRNA ที่กำลังพัฒนาเพื่อต่อสู้กับไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,175 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาวัคซีนสำหรับไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงการวิจัย 22 โครงการของบริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่อย่างไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) ที่กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกและไวรัสอื่น ๆ อยู่

นายเคนเนดี ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านวัคซีน ได้ให้เหตุผลในการยกเลิกโครงการว่า “เทคโนโลยี mRNA มีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์สำหรับไวรัสในระบบทางเดินหายใจเหล่านี้” เขายังอ้างว่าวัคซีน mRNA ล้มเหลวในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งจะทำให้การระบาดใหญ่ยืดเยื้อออกไปอีก

การตัดสินใจของนายเคนเนดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคน โดยนายปีเตอร์ ลูรี อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กล่าวว่าการยกเลิกโครงการนี้เป็นการ “หันหลังให้เครื่องมือที่มีแนวโน้มดีที่สุดในการต่อสู้กับการระบาดใหญ่ครั้งหน้า” ขณะที่ นพ.พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาวัคซีนจากโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยสูงมาก และเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อขั้นรุนแรงจากไวรัสต่าง ๆ เช่น โควิด-19

นายเคนเนดีกล่าวว่ากระทรวงฯ จะเปลี่ยนไปสนับสนุนแพลตฟอร์มวัคซีนแบบอื่นที่ “ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้ว่าไวรัสจะกลายพันธุ์” โดยจะเน้นแพลตฟอร์มที่มีประวัติด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่า อย่างไรก็ตาม ดร. ออฟฟิตให้ความเห็นว่าการยกเลิกการสนับสนุนครั้งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “อันตรายมากขึ้น” ในการรับมือกับการระบาดใหญ่ในอนาคต เนื่องจากวัคซีน mRNA มีวงจรการพัฒนาที่สั้นกว่ามาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถตอบสนองต่อการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายเคนเนดีได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและควบคุมวัคซีนของหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาได้ปลดคณะกรรมการทั้งหมด 17 คนที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน และแทนที่ด้วยบุคคลบางส่วนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน นอกจากนี้เขายังได้ถอดถอนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ออกจากตารางการสร้างภูมิคุ้มกันที่แนะนำโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) สำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์ที่มีสุขภาพดีอีกด้วย.

ที่มา BBC

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

6 ส.ค. 2568 12:15 น.

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

บังกลาเทศประกาศเตรียมจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ในวาระครบรอบ 1 ปี การประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา 

บังกลาเทศเตรียมจัดการเลือกตั้งครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 นี้ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ถูกโค่นล้มจากอำนาจเมื่อหนึ่งปีก่อน โดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลรักษาการ ได้ประกาศข่าวสำคัญนี้ในวันครบรอบ 1 ปี การล่มสลายของรัฐบาล ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “การปลดปล่อยครั้งที่สอง” ของประเทศ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมปีที่แล้ว ชีค ฮาสินา ได้หลบหนีไปยังประเทศอินเดีย หลังจากเกิดการประท้วงที่นำโดยนักศึกษามาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของการปกครองที่ยาวนานถึง 15 ปี และมีแนวโน้มเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นไม่กี่วัน นายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ก็ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้นำรัฐบาลรักษาการ โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่ยังคงวุ่นวายและความยากลำบากในการธำรงไว้ซึ่งกฎหมายและความสงบเรียบร้อย

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความแตกแยกทางการเมืองมาโดยตลอดคือการกำหนดวันเลือกตั้ง โดยในตอนแรกนายยูนุสเคยเสนอว่าอาจจะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 แต่ล่าสุดเขาก็ได้ปรากฏตัวบนเวทีร่วมกับตัวแทนจากพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP), พรรคอิสลามิสต์จามาอะต์-เอ-อิสลามี และพรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ที่นำโดยนักศึกษา ที่กรุงธากา จากนั้นเขาจึงประกาศว่าจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอให้จัดการเลือกตั้งขึ้น “ก่อนเดือนรอมฎอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026”

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายยูนุสยังได้อ่าน “ปฏิญญาเดือนกรกฎาคม” ซึ่งเป็นการย้ำคำมั่นที่จะดำเนินการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และมีเป้าหมายที่จะรับรองการประท้วงของนักศึกษาที่โค่นล้มรัฐบาลฮาสินาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เอกสารดังกล่าวให้คำมั่นว่าจะสร้างรัฐประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรมและคุณธรรม รวมถึงการนำผู้ที่ใช้ความรุนแรงในช่วงการปกครองของนางฮาสินามารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้สนับสนุนมองว่าเป็นรากฐานของการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ก็มองว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

ช่วงเวลาที่นางฮาสินาดำรงตำแหน่งนั้นเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสังหารและการจำคุกคู่แข่งทางการเมือง สมาชิกในรัฐบาลพรรคสันนิบาตอวามีปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม โดยมีรายงานว่ามีบุคคลจำนวนมากที่ “หายตัวไป” และถูกคุมขังในเครือข่ายเรือนจำลับทั่วประเทศ แต่ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นางฮาสินาต้องหนีออกจากประเทศคือการประท้วงของนักศึกษาต่อต้านระบบโควตาการรับราชการพลเรือน ซึ่งบานปลายจนนำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2024

หลังจากรัฐบาลล่มสลาย พรรคสันนิบาตอวามี ก็ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตอวามีหลายร้อยคนถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการไต่สวน ในฐานะส่วนหนึ่งของปฏิญญาที่อ่านในวันอังคารที่ผ่านมา นายยูนุสได้กล่าวว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการลุกฮือครั้งนี้จะได้รับการยกย่องเป็น “วีรบุรุษของชาติ” ด้วย

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นางฮาสินาได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวบังกลาเทศ โดยยืนยันว่าเธอไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง และอธิบายเหตุการณ์ในปี 2024 ว่าเป็น “การรัฐประหาร” เธอกล่าวว่า “แม้จะมีคำกล่าวอ้างในทางตรงกันข้าม ดิฉันไม่เคยลาออกจากหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของคุณเลย” และยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ดิฉันเชื่อในตัวคุณ ดิฉันเชื่อในบังกลาเทศ และดิฉันเชื่อว่าวันดีที่สุดของเรากำลังจะมาถึง”

ปัจจุบัน นางฮาสินากำลังถูกดำเนินคดีในบังกลาเทศในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ซึ่งเธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและไม่ยอมเดินทางกลับประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับคดีดังกล่าว.

ที่มา BBC

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

6 ส.ค. 2568 12:01 น.

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

ตำรวจทางหลวงกลางของบราซิล ตรวจยึดทองคำแท่งน้ำหนักรวมกว่า 103 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับของรถกระบะระหว่างการตั้งด่านตรวจในเมืองโบอาวิสตา รัฐโรราอิมา เร่งสอบหาเจ้าของตัวจริง

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงกลางของบราซิล หรือ PRF สามารถตรวจยึดทองคำแท่งน้ำหนักรวมกว่า 103 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับของรถกระบะระหว่างการตั้งด่านตรวจในเมืองโบอาวิสตา เมืองหลวงของรัฐโรราอิมา ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป้นการตรวจยึดทองคำครั้งใหญ่ที่สุดในบราซิลเท่าที่เคยมีบันทึกมา

โดยทองคำทั้งหมดมีมูลค่าสูงกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 400 ล้านบาท ตามราคาตลาดโลกในปัจจุบัน

มีรายงานว่าคนขับรถกระบะ อายุ 30 ปี ถูกจับกุมทันทีในที่เกิดเหตุ โดยภรรยาและลูกวัยเพียง 9 เดือนของเขาอยู่ในรถด้วย

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เริ่มเกิดความสงสัยหลังพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันในเอกสารของผู้ขับรถ โดยรถกระบะคันที่ใช้ลักลอบขนทองคำนั้น ไม่ได้จดทะเบียนในชื่อของชายผู้ถูกจับกุม และยังไม่เปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงของรถคันดังกล่าวก่อนตัดสินใจตรวจค้นรถอย่างละเอียด จนพบทองคำแท่งจำนวนมากซ่อนอยู่ในช่องลับ

ตามรายงานของ PRF ชายคนดังกล่าวระบุว่า ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยเฉพาะใน “โครงการขนาดใหญ่” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ซึ่งล่าสุดทองคำที่ตรวจยึดได้ถูกส่งมอบให้กับสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐของบราซิล เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป  โดยจากการสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าทองคำอาจจะถูกส่งไปยังเวเนซุเอลาหรือกายอานา ซึ่งทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกับรัฐโรราอิมา และมักถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนสินค้ามูลค่าสูง.

ที่มา : Amazonagency

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทองคำแท่ง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

6 ส.ค. 2568 11:28 น.

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง โดยมองว่านี่ไม่ใช่แค่ความรุนแรงชายแดน แต่เป็นจุดอ่อนของอาเซียนทั้งระบบ 

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว The Straits Times รายงานว่า ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาระหว่างการประชุม Asean and Asia Forum ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่าการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็น ความล้มเหลวของผู้นำและเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอาเซียนในเวทีโลก

ดร.บาลากริชนัน กล่าวต่อหน้าผู้แทนทางการทูต นักวิชาการ และภาคธุรกิจ กว่า 300 คนในงานที่จัดขึ้น ณ โรงแรมปาร์กรอยัล ในสิงคโปร์ว่า นับเป็นจุดตกต่ำอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค แต่รวมถึงเครดิตของอาเซียนทั้งหมด

ดร.บาลากริชนัน เน้นว่าข้อพิพาทเรื่องพรมแดนมีอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความรุนแรง  พร้อมวิจารณ์ว่าเหตุปะทะชายแดนเป็นความล้มเหลวของการทูต และผู้นำที่ไม่สามารถยับยั้งได้

โดยความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ก่อนที่จะมีการหยุดยิง โดยมีมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เกิดการหยุดยิงเมื่อ 28 ก.ค. ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 ศพ และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตึงเครียดที่สุดระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในรอบหลายปี  

ทางด้านนายเกา คิม ฮวน เลขาธิการอาเซียนกล่าวในเวทีเดียวกันว่า บทบาทของมาเลเซีย ประธานอาเซียนปีนี้ มีส่วนอย่างมากในการคลี่คลายความตึงเครียด  พร้อมเผยว่ารัฐมนตรีกลาโหมไทย-กัมพูชาเริ่มกลับมาหารือร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และหากจำเป็นมาเลเซียพร้อมส่งทีมตรวจสอบชายแดน.

ที่มา : The Straits Times

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

6 ส.ค. 2568 10:54 น.

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

อัยการเกาหลีใต้สอบปากคำคิม กอน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และภรรยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล เกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่างๆ ที่รวมถึงการปั่นหุ้นและรับสินบน

คิม กอน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และภรรยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง ได้ปรากฏตัวต่ออัยการพิเศษเพื่อสอบปากคำในวันนี้ (6 ส.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ขยายขอบเขตการสอบสวนไปยังข้อสงสัยเกี่ยวกับการปั่นหุ้น การรับสินบน และการแทรกแซงการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกพรรค

การสอบสวนคิม กอน ฮี เป็นหนึ่งในสามการสอบสวนของอัยการพิเศษที่ดำเนินการภายใต้รัฐบาลเสรีนิยมชุดใหม่ของเกาหลีใต้ โดยมุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดียุน ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน และถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้วจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพียงช่วงสั้นๆ ในเดือนธันวาคม

การช่วงชิงอำนาจอย่างกะทันหันของนายยุน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้ากับพรรคเสรีนิยม ซึ่งเขากล่าวว่าเป็น “กลุ่มต่อต้านรัฐ” ที่ใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อขัดขวางวาระของเขา ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองบางคนตั้งคำถามว่าการกระทำของยุนมีแรงจูงใจบางส่วนจากข้อกล่าวหาต่อภรรยาของเขา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม  และเป็นอาวุธทางการเมืองให้กับคู่แข่งของเขา

คิมกล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะมาถึงเพื่อสอบปากคำว่า “ฉันขอโทษที่ทำให้ประชาชนกังวล แม้ว่าฉันจะเป็นคนไม่สำคัญก็ตาม” เธอเสริมว่าเธอจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการสอบสวนอย่างจริงใจ ก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา

ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นของตำรวจ ผู้สนับสนุนนายยุนหลายสิบคนได้รวมตัวกันที่ด้านนอกสำนักงานอัยการพิเศษในกรุงโซล และโบกธงชาติเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และป้ายต่างๆ

นายยุน ซึ่งถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจำเมื่อเดือนที่แล้ว และกำลังเผชิญกับการพิจารณาคดีในข้อหากบฏและข้อหาอื่นๆ ได้ขัดขืนความพยายามของเจ้าหน้าที่สอบสวนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่จะบังคับให้เขาให้ปากคำเกี่ยวกับภรรยาของเขา เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าวว่าเขาถอดเครื่องแบบนักโทษออกและนอนลงบนพื้นห้องขังในชุดชั้นใน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะล้มเลิกในการออกหมายจับเพื่อควบคุมตัว และวางแผนที่จะเจรจากับทนายความของนายยุนเพื่อเตรียมการสอบสวนที่อาจเกิดขึ้น

นายยุนและคิมต้องเผชิญกับข้อสงสัยว่าใช้อิทธิพลที่ไม่เหมาะสมเหนือพรรคพลังประชาชน ในการเสนอชื่อผู้สมัครสำหรับการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกรัฐสภาปี 2022 โดยอ้างว่าเป็นคำขอของนายมยอง แทคยุน นายหน้าการเลือกตั้งและผู้ก่อตั้งสำนักงานสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นฟรีให้กับนายยุนก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

คิมถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาการทุจริตหลายกระทง รวมถึงการกล่าวหาว่าเธอได้รับสร้อยคอและของขวัญอื่นๆ ผ่านหมอดูซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับเจ้าหน้าที่คริสตจักรแห่งความสามัคคี ที่แสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการปั่นราคาหุ้น ขณะดำรงตำแหน่ง นายยุนได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องให้สอบสวนภรรยาของเขาหลายครั้ง โดยกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริง

นายยุนได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเดือนมีนาคม หลังจากศาลแขวงกลางกรุงโซลกลับคำพิพากษาเมื่อเดือนมกราคม แต่ศาลกลับอนุมัติการจับกุมครั้งใหม่ในเดือนกรกฎาคม โดยยอมรับคำกล่าวอ้างของอัยการพิเศษที่ว่าเขามีความเสี่ยงที่จะทำลายหลักฐาน.

ที่มา AP

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

6 ส.ค. 2568 10:24 น.

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ญี่ปุ่นจัดพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีฮิโรชิมา ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ลงนามห้ามอาวุธนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับแนวโน้มโลกที่หนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือยับยั้ง

เมืองฮิโรชิมาได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 140,000 ราย และยังคงหลอกหลอนความทรงจำของชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางกระแสที่ผู้นำระดับโลกจำนวนมากเริ่มสนับสนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นเครื่องยับยั้ง มากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 1945 เครื่องบิน B-29 ของสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงบนเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้เมืองพังราบและมีผู้เสียชีวิตกว่า 140,000 คน และอีก 3 วันถัดมา เมืองนางาซากิก็ถูกทิ้งระเบิดลูกที่สอง คร่าชีวิตผู้คนอีกกว่า 70,000 ราย ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามรุกรานของญี่ปุ่นในเอเชียที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ

ในการรำลึกปีนี้ นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ร่วมกันวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานกลางเมือง พร้อมปล่อยนกพิราบสีขาวหลายสิบตัว สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ท่ามกลางประชาชนที่ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ขณะที่ระฆังสันติภาพดังขึ้นในเวลา 8:15 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ระเบิดถูกปล่อยลงเมืองเมื่อ 80 ปีก่อน

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

อย่างไรก็ตาม การรำลึกในปีนี้เกิดขึ้นในบริบทที่เปลี่ยนไป เมื่อแนวคิดการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องปรามได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเอง รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงปฏิเสธที่จะลงนามใน สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ หรือแม้แต่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ เนื่องจากประเทศยังคงอยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ ของสหรัฐฯ

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

นายอิชิบะกล่าวในสุนทรพจน์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในคำมั่นสัญญาเพื่อโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงสนธิสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด และยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการครอบครองอาวุธเพื่อการยับยั้ง ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู ที่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นแสดงจุดยืนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างแท้จริง

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ผู้รอดชีวิตและกลุ่มเคลื่อนไหวยังวิจารณ์ว่า คำกล่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องสันติภาพนั้นเป็นเพียงวาทกรรมลอยๆ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคยจ่ายเงินเยียวยาแก่พลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ โดยให้การช่วยเหลือเฉพาะทหารผ่านศึกและครอบครัวเท่านั้น โดยพวกเขายังพยายามเรียกร้องไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือนเหล่านี้ด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮิโรชิมา

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

6 ส.ค. 2568 10:21 น.

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

รัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษชายวัย 69 ปี โดยไม่ช่วยปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจให้ กลุ่มสิทธิฯ ชี้ทำให้เกิดภาวะตายแล้วฟื้นวนลูป ถือเป็นการทรมาน ผิดหลักมนุษยธรรม

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ ดำเนินการประหารชีวิตนายไบรอน แบล็ก นักโทษชายวัย 69 ปี ด้วยการฉีดยาพิษเข้าร่างกาย โดยไม่ได้ปิดการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดฝังในร่างกาย (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD) ท่ามกลางความกังวลว่าอุปกรณ์กระตุ้นหัวใจอาจช็อกหัวใจให้กลับมาทำงานอีก หลังยาพิษออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะตายแล้วฟื้นวนลูป เจ็บปวดทรมานเกินความจำเป็น

รายงานข่าวระบุว่า นักโทษรายนี้มีอาการป่วยเรื้อรังหลายโรค รวมถึงภาวะสมองเสื่อม ไตวาย หัวใจล้มเหลว ต้องนั่งรถเข็น และใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจแบบฝังในร่างกาย โดยทีมทนายความได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลสั่งปิด ICD ก่อนการประหาร เนื่องจากอาจกระตุ้นหัวใจโดยไม่จำเป็น แต่คำสั่งดังกล่าวถูกศาลฎีกาของรัฐเทนเนสซีเพิกถอนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า “ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจออกคำสั่ง”

ขณะที่ องค์กรศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตของสหรัฐฯ (Death Penalty Information Center) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยพบกรณีใดในอดีตที่มีการประหารนักโทษซึ่งฝัง ICD อยู่ในร่างโดยไม่ปิดการทำงานมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐยืนยันว่าการฉีดยาพิษจะไม่กระตุ้น ICD ให้ทำงาน และผู้ต้องขังก็จะไม่รับรู้ความเจ็บปวดใดๆ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการดำเนินการที่เสี่ยงต่อการละเมิดหลักมนุษยธรรม

ทั้งนี้ นายแบล็กถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมหญิงคนรักวัย 29 ปี และลูกสาวของเธออีก 2 คน วัย 9 ขวบ และ 6 ขวบ ในปี 2531 โดยเขาลงมือสังหารที่บ้านพักของฝ่ายหญิง ขณะอยู่ระหว่างโครงการปล่อยตัวชั่วคราวจากคุกเพื่อไปทำงาน (work-release program) จากโทษจำคุกเดิมในคดียิงสามีเก่าของฝ่ายหญิง.

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

6 ส.ค. 2568 09:13 น.

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

เกิดปรากฎการณ์ “เมฆระเบิด”  ฝนตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว ทำให้เกิดดินโคลนถล่ม น้ำป่าซัดเข้าหมู่บ้านที่รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย เหตุเกิดแบบฉับพลันชาวบ้านไม่ทันตั้งตัว สังเวยแล้ว 4 ศพ

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดปรากฎการณ์ “เมฆระเบิด” (Cloudburst) ฝนตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว จนเกิดกระแสน้ำหลาก ดินโคลนไหลซัดเข้าสู่หมู่บ้านดาราลี ในเขตอุตตรากาชี โดยกระแสน้ำโคลนสีขุ่นไหลบ่าอย่างรุนแรงพร้อมเสียงร้องเตือนให้คนหนีเอาชีวิตรอด แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหลายคนไม่ทันหลบหนี 

รายงานข่าวระบุว่า แม่น้ำเคียร์คันกา เอ่อล้นทะลักพัดพาดินโคลนจำนวนมากลงมาบนพื้นที่ลาดชัน ปกคลุมถนน สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ธุรกิจรีัสอร์ททั่วหมู่บ้านดาราลี โดยดินโคลนซัดบ้านเรือน ร้านอาหาร และสิ่งปลูกสร้างพังยับ 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 15.00 น. ของวานนี้ ตามเวลาในไทย เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และเจ้าหน้าที่ระบุว่าคาดว่ามีผู้สูญหายจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขแน่ชัดได้ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 50-100 คน และเชื่อว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากบ้านและอาคารจำนวนมาก 

ขณะที่หน่วยกู้ภัย ทหาร และกองกำลังกึ่งทหารได้รุดไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อค้นหาและช่วยเหลือ โดยมีรายงานว่า วัดกัลปเกดาร์ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่่ในพื้นที่ ก็ได้รับความเสียหายจากโคลนถล่มด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้โคลนจากแม่น้ำยังได้ปิดกั้นแม่น้ำสายหลักอย่างภาคีรตี ซึ่งเป็นต้นธารของแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอินเดีย ทำให้เกิดทะเลสาบเทียมขนาดใหญ่พื้นที่กว้างขวาง รวมถึงลานเฮลิปแอดของทางการ ถูกน้ำท่วมจมมิด ซึ่งเจ้าหน้าที่หวั่นว่า หากไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทัน อาจเกิดอันตรายกับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำในตอนล่างอย่างรุนแรง

ขณะนี้กองทัพอินเดียได้ส่งทหารเข้าประจำพื้นที่ พร้อมประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากแม่น้ำและจุดเสี่ยง โดยมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำตัวไปรักษาที่ฐานทัพ  ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 2 กิโลเมตร

ทางด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ทวีตข้อความแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัย พร้อมระบุว่าขอภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย ขณะนี้มีการระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และประชาชนทุกคนจะไม่ถูกละเลย.

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

6 ส.ค. 2568 07:16 น.

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

รักษาการ ผอ.นาซา สั่งการให้เร่งความเร็วของแผนการ เพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เสร็จภายในปี 2573 หวั่นจีนกับรัสเซียลงมือตัดหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ จะเร่งแผนการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2574 นี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งในความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ที่จะสร้างฐานถาวรสำหรับมนุษย์เพื่ออาศัยอยู่บนพื้นผิวของดวงดาวดวงนี้

ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว โพลิติโก (Politico) นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้อำนวยการนาซา อ้างถึงแผนการคล้ายกันของจีนกับรัสเซีย และว่า 2 ประเทศนี้อาจประกาศเขตห้ามเข้าบนดวงจันทร์ (keep-out zone)

แต่คำถามที่ตามมาคือ เป้าหมายและกรอบเวลาดังกล่าวมีโอกาสเป็นจริงได้มากแค่ไหน เนื่องจากปัจจุบันนาซาถูกลดงบประมาณอย่างหนัก ขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกังวลว่า แผนการนี้อาจถูกผลักดันโดยเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย, อินเดีย และญี่ปุ่น ต่างกำลังรีบเร่งในการสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ และบางประเทศมีแผนสร้างที่อยู่ถาวรของมนุษย์ขึ้นบนนั้น

“เพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสนับสนุนเศรษฐศาสตร์ดวงจันทร์ในอนาคต, เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานสูงบนดาวอังคาร และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ความมั่นคงทางอวกาศของประเทศเรา หน่วยงานนี้จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” นายดัฟฟีระบุในจดหมายที่เขาเขียนถึงนาซา

นายดัฟฟียังเรียกร้องให้บริษัทพาณิชย์ต่างๆ ยื่นข้อเสนอเรื่องการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่สามารถให้กำเนิดไฟฟ้าได้อย่างน้อย 100 กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยมากหากอยู่บนโลก โดยกังหันลมบนบกยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2-3 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เห็นด้วยเรื่องการสร้างแหล่งพลังงานบนพื้นผิวดวงจันทร์ เช่น ดร.ลิม ซงอู จากมหาวิทยาลัย เซอร์เรย์ กล่าวว่า การสร้างที่อยู่อาศัยขนาดย่อมบนดวงจันทร์เพื่อให้ลูกเรือกลุ่มเล็กๆ อยู่ ก็อาจต้องใช้เครื่องผลิตไฟฟ้าหลายเมกะวัตต์แล้ว แผงโซลาร์เซลล์กับแบตเตอรี่ไม่สามารถทดแทนพลังงานขนาดนั้นได้

“พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่พึงปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ในด้านความปลอดภัย ดร. ไซมอน บาร์เบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ดวงดาวจากมหาวิทยาลัยโอเพ่น ยอมรับว่า การส่งวัตถุกัมมันตรังสีผ่านชั้นบรรยากาศโลกนั้น ทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย ผู้ที่จะทำต้องมีใบอนุญาตพิเศษ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถเอาชนะได้

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็แสดงความกังวลเช่นกันว่า คำสั่งล่าสุดของนายดัฟฟี มีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อแข่งกันค้นพบทวีปใหม่บนดวงจันทร์

“ดูเหมือนว่า เรากำลังกลับไปสู่วันเวลาเก่าของการชิงชัยว่าใครจะออกสู่อวกาศได้ก่อนกัน ซึ่งจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ มันน่าผิดหวังนิดหน่อย และน่ากังวลด้วย” ดร.บาร์เบอร์กล่าว “การแข่งขันสามารถทำให้เกิดนวัตกรรม แต่หากมุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของชาติและการสถาปนาความเป็นเจ้าของ คุณอาจคลาดสายตาจากภาพที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็คือการสำรวจระบบสุริยะและอวกาศที่ใกล้กว่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

6 ส.ค. 2568 05:15 น.

คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

คณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกหมายเรียก บิล กับ ฮิลลารี คลินตัน และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ไปให้การในคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนของสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เตรียมส่งหมายเรียกถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน รวมถึงนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนางฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของเขา เพื่อไปให้ข้อมูล โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสวนคดีประพฤติผิดทางเพศของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงลับ

นายเจมส์ คัมเมอร์ ส.ส.รีพับลิกัน และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ออกหมายเรียกในวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 ถึงนายและนางคลินตัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 8 คน

คณะกรรมการฯ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของนายเอปสตีน หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจคัดค้านการเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ผู้สนับสนุนของนายทรัมป์ เนื่องจากหลายคนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่มี “รายชื่อลูกค้า” ของชายคนนี้อยู่ในมือ

ในขณะที่ รอยร้าวระหว่างนายทรัมป์กับฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเขาเรื่องนายเอปสตีนขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ คณะกรรมการกำกับดูแลฯ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ก็โหวตลงมติว่าจะมีการออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ปากคำ

พวกเขาวางแผนออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บารัค โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน พวกเขายังออกหมายเรียกให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยบันทึกที่เกี่ยวกับนายเอปสตีนด้วย

ด้านทนายความของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตผู้ช่วยของเอปสตีน ซึ่งตอนนี้กำลังรับโทษจำคุก 20 ปีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ กล่าวว่า ลูกความของเขายินดีจะให้การต่อหน้าคณะกรรมการสืบสวน แต่เธอต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม กำหนดการให้การนอกศาลของเธอในวันที่ 11 ส.ค.ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่นายคลินตันมีกำหนดเข้าให้การในวันที่ 14 ต.ค.

ทั้งนี้ อดีตอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ หลายคนทั้งนาย เมอร์ริก การ์แลนด์, โลเรตตา ลีนช์, เอริค โฮลเดอร์, เจฟฟ์ เซสชัน และวิลเลียม บาร์ ก็ได้รับหมายเรียกจากคณะกรรมการสืบสวน นอกจากนั้นอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ 2 คนคือนาย เจมส์ โคเมย์ กับนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ ก็จะได้รับหมายเรียกด้วย

อนึ่ง สามีภรรยาคลินตันถูกตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขากับนายเอปสตีนมานานแล้ว โดยโฆษกคนหนึ่งเคยให้การยอมรับว่า บิล คลินตัน กับเจ้าหน้าที่ของเขา เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของนายเอปสตีน ถึง 4 ครั้งในปี 2545-2546

โฆษกของนายคลินตันบอกในปี 2562 ว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ไม่รู้เรื่องการกระทำผิดอันเลวร้ายของนายเอปสตีนเลย ทั้งเรื่องที่ศาลรัฐฟลอริดาตัดสินว่ามีความผิดจริงเมื่อหลายปีก่อน หรือคดีที่เขาเพิ่งถูกตั้งข้อหาในนิวยอร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc