เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตเงียบ” ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ "การทูตเงียบ" ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

7 ส.ค. 2568 09:16 น.

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตเงียบ” ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตแบบเงียบ” เจรจาลับ ช่วยระงับศึกชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเตือนภัยการเมืองออนไลน์ และชาตินิยมไซเบอร์ อาจจุดไฟขัดแย้งอีก

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยว่า สิ่งที่อาเซียนทำได้คือพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม ลดอุณหภูมิความตึงเครียด แล้วค่อยเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจา โดยย้ำว่า แม้อาเซียนจะไม่สามารถเข้าไปจัดการกับปัจจัยภายในของแต่ละประเทศได้โดยตรง แต่ก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อรักษาความสงบในภูมิภาค

เขาเล่าว่า อาเซียนได้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วและเงียบงัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย หลังจากเหตุปะทะกันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ศพ และประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 300,000 คน ถือเป็นเหตุรุนแรงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

เขายังกล่าวว่า ความสำเร็จของการยุติความรุนแรงนี้เกิดขึ้นจากการไกล่เกลี่ยฉุกเฉินโดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย จนสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่การประชุมทวิภาคีจะสิ้นสุดในวันนี้ พร้อมการเข้าร่วมของผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐฯ จีน และมาเลเซีย 

เขาเล่าว่า อาเซียนได้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วและเงียบงัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย หลังจากเหตุปะทะกันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ศพ และประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 300,000 คน ถือเป็นเหตุรุนแรงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

ดร.เกา ซึ่งเป็นชาวกัมพูชากล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งยากต่อการแก้ไขคือการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและกระแสชาตินิยมในโลกออนไลน์ที่จุดชนวนความเกลียดชังและปลุกปั่นความขัดแย้ง แต่ในฐานะเลขาธิการอาเซียน เขาย้ำว่าต้องทำหน้าที่ในฐานะเลขาฯ อาเซียน ไม่ใช่ตัวแทนกัมพูชา 

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า เหตุการณ์นี้ควรเป็น “สัญญาณเตือน” ให้ทุกประเทศในอาเซียนหันกลับมาใส่ใจการสร้างความเข้าใจและสันติภาพอย่างจริงจัง. 

ที่มา Straits Times

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

7 ส.ค. 2568 09:04 น.

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ในฤดูร้อนนี้ยังคงลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 13 ราย พื้นที่ความเสียหายรวมมีขนาดใหญ่กว่ากรุงปารีส

ไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสกำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนใกล้ชายแดนสเปน โดยไฟป่าครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 1 ศพ ถูกพบภายในบ้านพัก ส่วนผู้บาดเจ็บมีอย่างน้อย 13 คน ในจำนวนนี้เป็นนักดับเพลิงถึง 11 นาย ขณะที่ผู้ที่เคยถูกแจ้งว่าหายตัวไป ได้รับการยืนยันแล้วว่าปลอดภัย ขณะที่ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่กว้างใหญ่เกินกว่าพื้นที่ของกรุงปารีส ตามการเปิดเผยของทางการฝรั่งเศส

ด้านนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ บายรูต์ กล่าวแสดงความเสียใจต่อภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระดับนี้มาก่อน พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะกับนักดับเพลิงและประชาชนที่หมู่บ้านแซ็ง-โลรองต์-เดอ-ลา-กาบรีรีส ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหลักของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง โดยเขาระบุว่าเดินทางมาเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนทั้งประเทศ

เขายังเน้นด้วยว่า เศรษฐกิจของพื้นที่นี้พึ่งพาอุตสาหกรรมไวน์และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ไฟป่าเริ่มปะทุขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร (6 ส.ค.) ที่หมู่บ้านริโบต ในแคว้นโอดซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทที่เต็มไปด้วยป่าไม้และมีชื่อเสียงด้านการผลิตไวน์ แต่แคว้นโอดประสบภาวะ ภัยแล้งในเดือนนี้ และมีการประกาศจำกัดการใช้น้ำ โดยการขาดฝนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีส่วนสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพืชพรรณแห้งอย่างรุนแรง โดยจนถึงขณะนี้มีนักดับเพลิงกว่า 2,100 นาย และเครื่องบินทิ้งน้ำหลายลำกำลังเร่งควบคุมเพลิง

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

จนถึงวันพุธ ไฟได้เผาพื้นที่ไปแล้วกว่า 13,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 81,000 ไร่ และยังคงมีความรุนแรงมาก ขณะที่สภาพอากาศที่ร้อน แห้ง และมีลมแรง ทำให้ภารกิจควบคุมเพลิงยากลำบากมากขึ้น

ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย บรูโน เรอไตโย ระบุว่า ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป กองทัพฝรั่งเศสจะส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ โดยจะมีทหารหลายสิบคนเข้าประจำพื้นที่

ฌาคส์ ปีโรซ์ นายกเทศมนตรีของหมู่บ้านฌองกิแยร์กล่าวว่า ประชาชนในหมู่บ้านทั้งหมดได้อพยพออกไปแล้ว ขณะที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้รับคำขอให้อยู่แต่ในบ้าน เว้นแต่จะได้รับคำสั่งให้อพยพโดยเฉพาะ และมีการอพยพที่ตั้งแคมป์สองแห่งออกด้วย เพื่อความปลอดภัย โดยขณะนี้กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของไฟป่าครั้งนี้อยู่

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ทั้งนี้ ยุโรปตอนใต้เผชิญไฟป่าขนาดใหญ่หลายครั้งในฤดูร้อนนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงและความถี่ของคลื่นความร้อนและความแห้งแล้งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภูมิภาคนี้เสี่ยงต่อไฟป่ามากขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว เกิดไฟป่าที่เมืองมาร์กเซย ซึ่งเป็นเมืองท่าทางใต้และเมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศส โดยมีผู้บาดเจ็บราว 300 คน

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มสูงเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลจากหน่วยบริการ Copernicus Climate Change Service ของ EU.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  ไฟป่าฝรั่งเศส

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

7 ส.ค. 2568 08:36 น.

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าชั่วคราว สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเป็นหมู่คณะ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 กันยายน 2025 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026

นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ คิม มินซอก แถลงเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าชั่วคราว สำหรับ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเป็นหมู่คณะ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 กันยายน 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ

ไต้ ปิง เอกอัครราชทูตจีนประจำเกาหลีใต้ กล่าวแสดงความยินดีต่อมาตรการนี้ โดยระบุว่า “การยกเว้นวีซ่าชั่วคราวของเกาหลีใต้ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน”

โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่จีนเริ่มใช้นโยบายยกเว้นวีซ่าให้กับพลเมืองเกาหลีใต้แบบฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไต้ ปิง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กัน จีนและเกาหลีใต้จะยิ่งมีความเข้าใจกันมากขึ้น และเสริมสร้างมิตรภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนทั้งสองชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถี่ขึ้นจากนโยบายนี้.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

7 ส.ค. 2568 05:59 น.

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

โดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนพบกับ วลาดิเมียร์ ปูติน อย่างเร็วสุดในสัปดาห์หน้า ตามด้วยการประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี ขณะที่เส้นตายคว่ำบาตรที่เขาขีดไว้ให้กับรัสเซียกำลังจะมาถึง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีความตั้งใจที่จะพบกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า ตามด้วยการประชุมไตรภาคีโดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 2 คน บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ปูตินเสนอเรื่องการพบปะกับโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างที่เขาพูดคุยกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนกรุงมอสโกในวันพุธ ซึ่งผู้ช่วยของนายทรัมป์เริ่มวางแผนการพบปะดังกล่าวทันที โดยที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทีมงานวางแผนโดยเร็วที่สุด

ในวันพุธ นายทรัมป์พูดคุยกับผู้นำชาติยุโรปผ่านทางโทรศัพท์ บอกพวกเขาเรื่องแผนการพบปะกับปูตินและเซเลนสกี โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลยุโรปยืนยันเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์กับซีเอ็นเอ็นแล้ว

“รัสเซียแสดงความต้องการที่จะพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ และท่านประธานาธิบดีก็เปิดกว้างที่จะพบกับทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกี ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้สงครามอันโหดร้ายนี้จบลงเสียที” น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ผู้นำชาติตะวันตกไม่ได้มีการพูดคุยโดยตรงกับนายปูตินเลย นับตั้งแต่เขาตัดสินใจส่งทหารบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565 โดยครั้งสุดท้ายที่ปูตินพบกับผู้นำสหรัฐฯ โดยตรงเกิดขึ้นในปี 2564 ตอนพบกับนายโจ ไบเดน ระหว่างการประชุมสุดยอดที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ข่าวเรื่องแผนการพบกันดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เส้นตายที่นายทรัมป์ขีดไว้ให้ผู้นำรัสเซียทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครนจะมาถึงในวันศุกร์นี้ (8 ส.ค.) โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่า หากมอสโกทำไม่สำเร็จ สหรัฐฯ จะบังคับใช้การคว่ำบาตรเชิงทุติยภูมิ ตั้งกำแพงภาษีประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียในอัตรา 100%

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลของนายทรัมป์จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวตามที่ขู่หรือไม่ โดยนายมาร์โก รูบิโอ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะตัดสินใจว่าจะคว่ำบาตรหรือไม่ภายใน 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

7 ส.ค. 2568 04:58 น.

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

รัฐมนตรีกลาโหมกับรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของกานา เสียชีวิตในเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพตกในภาคกลางของประเทศ พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรืออีก 6 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็ดเวิร์ด โอมาเน โบอามาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับนายอิบราฮิม มูร์ตาลา มูฮัมเหม็ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เสียชีวิตหลังจากเฮลิคอปเตอร์ Z9 ที่พวกเขาโดยสาร ตกในภูมิภาคอาชานติ ตอนกลางของประเทศ

ก่อนหน้านี้ กองทัพกานาออกมาระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ Z9 ซึ่งบรรทุกลูกเรือ 3 คน กับผู้โดยสารอีก 5 คน หายไปจากจอเรดาร์ หลังออกเดินทางจากเมืองหลวงกรุงอักกรา ในเวลา 9.12 น. มุ่งหน้าไปยังเมืองโอบูอาซี เพื่อร่วมงานต่อต้านการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ทางการกานายังไม่ยืนยันว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตก แต่นายจูเลียส เดบราห์ เสนาธิการกองทัพกานากล่าวว่า นี่เป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ และสั่งให้มีการลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในนามของประธานาธิบดี จอห์น ดรามานี มาฮามา และรัฐบาลด้วย

นอกจากรัฐมนตรีทั้งสองคนแล้ว นายอัลฮาจี มูนิรู โมฮัมเหม็ด รองผู้ประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกรรม ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย เช่นเดียวกับนายซามูเอล ซาร์ปอง รองประธานพรรคคองเกรสประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDC) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของกานา

ส่วนลูกเรือได้รับการเปิดเผยชื่อว่าคือนายปีเตอร์ บาเฟมี อานาลา ผู้บังคับฝูงบิน, เรืออากาศโท มานิน ทวุน-อัมปาดู และสิบเอก เอร์เนสต์ แอดโอ เมนซาห์

ทั้งนี้ นายโบอามาห์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดก่อนของนายมาฮามา และก่อนหน้านั้นเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม หลังจากได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม นายโบอามาห์ก็ปฏิบัติภารกิจรับมือกับกลุ่มติดอาวุธญิฮาดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนทางเหนือซึ่งติดกับบูร์กินาฟาโซ

ส่วนนายมูฮัมเหม็ด เป็นหัวหอกในการต่อสู้ต่อต้านการทำเหมืองทองคำผิดกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม และทำให้แม่น้ำกับทะเลสาบปนเปื้อนอย่างหนัก

ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

7 ส.ค. 2568 03:45 น.

ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อเจรจาการค้าครั้งสุดท้าย ก่อนที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กำแพงภาษี 39% กับสินค้าที่นำเข้าจากสวิส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 นางคาริน เคลเลอร์-ซัตเตอร์ ประธานาธิบดีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ เข้าพบนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ หวังเจรจาเฮือกสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีสูงถึง 39% ที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กับสินค้านำเข้าของพวกเขาในวันที่ 7 ส.ค.เป็นต้นไป

คาดกันว่า อัตราภาษีมหาศาลดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก โดยคณะผู้แทนของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงนาย กาย พาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันอังคาร เพื่อเจรจาการครั้งสุดท้าย

นางเคลเลอร์-ซัตเตอร์ กล่าวหลังการประชุมว่า การหารือเป็นไปอย่างเป็นมิตรและเปิดกว้าง และเธอไม่ได้เปิดเผยว่า สวิตเซอร์แลนด์ให้คำสัญญาอะไรกับสหรัฐฯ หรือไม่ ขณะที่แหล่งข่าวบอกว่า เธอจะไม่ได้เข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการค้าคนอื่นๆ

แหล่งข่าวบอกอีกว่า คณะผู้แทนของสวิสเตรียมจะออกจากวอชิงตันโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ และคณะรัฐมนตรีของพวกเขาจะจัดการประชุมในวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์นี้

“เรามาด้วยความตั้งใจที่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆ ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน เพื่อแก้ไขเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งเราได้ทำแล้ว” แหล่งข่าวระบุ “เราพร้อมสำหรับการเจรจาที่จะดำเนินต่อไปแล้ว”

มีรายงานว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สวิตเซอร์แลนด์ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และพลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อแลกกับการลดอัตราภาษี ซึ่งนายพาร์เมลินกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหภาพยุโรปก็สัญญาจะซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ก็จะนำเข้า LNG เช่นกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นหนทางหนึ่ง

ในด้านอาวุธ ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์ซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว และสัญญาจะซื้อเครื่องบินรบ F-35A Lightning II จากบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน ในข้อตกลงมูลค่า 6 พันล้านฟรังส์สวิส

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าทางการค้ากับสหรัฐฯ ล่าสุด ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองสวิสบางคน ให้ยกเลิกคำสั่งซื้อ F-35 เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐฯ บังคับใช้กำแพงภาษี

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสวิตเซอร์แลนด์กับสหรัฐฯ บรรลุร่างข้อตกลงร่วมกันในเดือนกรกฎาคม โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสวิสในอัตรา 10% แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน นายทรัมป์ปรับอัตราขึ้นไปสูงถึง 39% หลังจาก “การพูดคุยทางโทรศัพท์ที่ยากลำบาก” กับนางเคลเลอร์-ซัตเตอร์

แหล่งข่าวในสวิตเซอร์แลนด์ปฏิเสธเรื่องการพังทลายของความสัมพันธ์ แต่ยอมรับว่า การสนทนาดังกล่าวไม่เป็นไปด้วยดีเลย

อนึ่ง สหรัฐฯ เป็นเป้าหมายการส่งออกสินค้าหลายอย่างของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง นาฬิกา, เครื่องจักร และช็อกโกแลต ซึ่งทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอัตราภาษี 39% ซึ่งสูงกว่าอัตราของชาติคู่แข่งเกินกว่าเท่าตัว สมาคมธุรกิจต่างๆ ในสวิสเตือนว่า หากปล่อยเช่นนี้ ประชาชนหลายหมื่นคนเสี่ยงที่จะตกงาน

ธุรกิจชีสของสวิสอยู่ในสถานการณ์น่ากังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากในปี 2567 ชีสทั้งหมดที่พวกเขาส่งออก มี 11% ที่ขายให้สหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

7 ส.ค. 2568 02:32 น.

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

คนร้ายก่อเหตุยิงทหารในค่ายฟอร์ต สจ๊วต จนได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ก่อนถูกควบคุมตัว รายงานเบื้องต้นชี้ว่าคนร้ายเป็นทหารยศจ่าสิบเอก ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีอาการทรงตัวแล้ว

เมื่อ 6 ส.ค. 2568 เกิดเหตุคนร้ายยิงทหารได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ที่ค่ายทหารฟอร์ต สจ๊วต ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ โดยคนร้ายซึ่งเป็นทหารยศจ่าสิบเอก ถูกจับกุมตัวได้แล้ว ส่วนทหารที่ถูกยิงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอาการของพวกเขาออกมา

เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในรัฐจอร์เจียได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 10.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่าเกิดเหตุยิงกันที่ที่มั่นของกองพลน้อยยานเกราะรบที่ 2 (2nd Armored Brigade Combat Team) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองพลน้อยสปาร์ตัน” (Spartan Brigade) ในพื้นที่ส่วนเหนือของฟอร์ต สจ๊วต

จากนั้นในเวลาประมาณ 11.04 น. เจ้าหน้าที่คำสั่งปิดล้อมพื้นที่ ทีมแพทย์ฉุกเฉินถูกส่งเข้าไปรักษาทหารผู้บาดเจ็บ และนำตัวพวกเขาส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ในเวลาประมาณ 11.35 น. คนร้ายจะถูกควบคุมตัวได้ แต่ต้องรอถึงเวลาประมาณ 12.10 น. ฟอร์ต สจ๊วต จึงจะมีคำสั่งยกเลิกการปิดล้อมพื้นที่

พลจัตวา จอร์จ ลูบาส ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 ยืนยันว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือนาย ควอเลนิอุส แรดฟอร์ด (Quornelius Radford) ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 5 รายมีอาการทรงตัวแล้ว โดยทหาร 3 นายต้องได้รับการผ่าตัด ส่วนอีก 2 นายถูกส่งไปโรงพยาบาลเมโมเรียล ในเมืองซาวันนาห์ เพื่อการดูแลเพิ่มเติม

นายพลลูบาสบอกด้วยว่า ชายคนนี้เคยถูกจับข้อหาเมาแล้วขับเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ผู้บังคับบัญชาของเขาไม่ทราบเรื่องนี้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ล่าสุดนี้ขึ้น โดยเขาใช้ปืนพกส่วนตัวในการก่อเหตุไม่ใช่อาวุธของกองทัพ และจนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เขาลงมือ

ก่อนหน้านี้ ซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า คนร้ายเป็นทหารยศจ่าสิบเอก มีอายุ 28 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

6 ส.ค. 2568 23:20 น.

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ออกคำสั่งพิเศษ เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียอีก 25% เป็น 50% ลงโทษฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย พร้อมขู่ประเทศอื่นที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียว่าอาจโดนด้วย

เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารฉบับใหม่ เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กับอินเดียอีก 25% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ กับยุโรปพยายามคว่ำบาตรมอสโกเพื่อกดดันให้ยุติสงครามในยูเครน

เนื้อหาในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 3 สัปดาห์หลังจากนี้ โดยจะเพิ่มเข้าไปในอัตราภาษีศุลกากร 25% ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค.

คำสั่งนี้ยังขู่ด้วยว่า มีโอกาสที่จะมีบทลงโทษสำหรับประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐฯ เชื่อว่า นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ภาษีล่าสุดจะไม่ส่งผลต่อสินค้าที่เผชิญภาษีเฉพาะกลุ่มของสหรัฐฯ ไปแล้ว เช่น เหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม กับสินค้าที่กำลังจะเผชิญภาษีเฉพาะกลุ่มในอนาคตเช่น ผลิตภัณฑ์ยา

ทำเนียบขาวระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์ เป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมแล้ว

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามเพิ่มแรงกดดันต่ออินเดีย หลังจากส่งสัญญาณว่ามีมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียระลอกใหม่ หากมอสโกไม่มีความคืบหน้าในการทำข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนภายในวันศุกร์นี้ (8 ส.ค.)

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียระบุก่อนหน้านี้ว่า การกดดันของสหรัฐฯ ให้พวกเขาหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุผล และพวกเขาจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

มาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจของอินเดีย โดยบริษัทอเมริกันมากมายกำลังมองอินเดียเป็นตัวเลือกใหม่ แทนที่จีนในการตั้งฐานการผลิต และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็พยายามหยุดความคิดดังกล่าวด้วยการใช้กำแพงภาษี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

6 ส.ค. 2568 22:19 น.

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

ฮุน เซน แจงปมโดรนญี่ปุ่น-จีน ชี้ไม่ควรขยายความขัดแย้งไปยังชาติที่ 3 พร้อมระบุว่า ไม่เชื่อว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตนเองกับฮุน มาเนต

เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง เพื่อชี้แจงเรื่องการที่ญี่ปุ่นกับจีนขายโดรนให้ไทยกับกัมพูชา กับข่าวลือที่ว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตัวเขากับฮุน มาเนต โดยฮุน เซน ไม่เชื่อว่าไทยจะวางแผนลอบสังหารจริง ไม่ติดใจเรื่องซื้ออาวุธ แต่ขออย่าใช้โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญสองเรื่องถูกเผยแพร่ออกมา เรื่องแรกเกี่ยวกับการที่ญี่ปุ่นจัดหาโดรนให้ประเทศไทย การที่จีนจัดหาโดรนให้กัมพูชา และเกาหลีใต้ขายเครื่องกระสุนและอากาศยานให้ประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติการที่มุ่งเป้าหมายไปที่ ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต ส่วนเรื่องที่สองเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้นำของไทยกำลังวางแผนเพื่อลอบสังหารตัวผมกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต”

“หากปัญหาทั้งสองนี้ไม่ได้รับการแก้ไขหรือชี้แจง มันอาจพัฒนากลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ดังนั้น ผมจึงขอชี้แจงดังนี้”

“1.เรื่องโดรนกับอุปกรณ์ทางทหาร: ไม่ว่ากัมพูชาหรือไทยจะได้โดรนหรืออุปกรณ์ทางทหารมาจากที่ใด เรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกทำให้เกินจริง หรือขยายไปสู่ความขัดแย้งที่เกินกว่าปัญหาระดับทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศเหล่านี้กำลังสนับสนุนความพยายามเพื่อยุติความขัดแย้ง สนับสนุนการหยุดยิง และส่งเสริมสันติภาพระหว่างกัมพูชากับไทย”

“2.เรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหาร: ความเห็นที่ว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตัวผมกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตนั้น เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ยากอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าผู้นำไทยจะไม่ชอบหรือไม่ยอมรับตัวผมหรือฮุน มาเนต ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะลดตัวลงไปสู่ระดับไร้ศีลธรรมถึงขนาดสมคบกันเพื่อสังหารเรา”

“ในทางประวัติศาสตร์ แม่ทัพผู้ทรงอำนาจมักตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารเพื่อความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม แต่ยุคปัจจุบันนั้นต่างออกไป ตอนนี้เราแสวงหาการเจรจาและการทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างสันติ”

“กัมพูชาต้องการผู้นำไทยที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการเจรจาสันติภาพ เช่นเดียวกัน ไทยก็ต้องการผู้นำกัมพูชาที่เข้มแข็ง และตอนนี้มีเพียง ฮุน เซน กับฮุน มาเนต ที่มีอำนาจและความสามารถในการเข้าร่วมการเจรจาดังกล่าว และจากสองคนนี้ ฮุน มาเนต กำลังรับหน้าที่เป็นผู้นำในการเจรจาโดยตรง”

“เมื่อดูจากบริบทนี้ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ผู้นำไทยจะวางแผนลอบสังหารฮุน เซน หรือ ฮุน มาเนต และตามข้อเท็จจริง หากพวกเราคนใดถูกสังหารขึ้นมาจริงๆ ด้วยน้ำมือของผู้นำไทย มันจะจุดชนวนให้เกิด ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต หลายหมื่นหรือหลายล้านคนทั่วแผ่นดินกัมพูชาอย่างแน่นอน และเปลี่ยนให้ไทยกลายเป็นศัตรูตลอดกาลที่และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ความเดือดดาลนี้สงบลง”

“สำหรับตัวผมเองและสำหรับฮุน มาเนต พวกเราไม่ใช่กบอ่อนแอที่จะถูกขยี้ได้ง่ายๆ นี่เป็นการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า ผู้นำไม่ได้กำลังวางแผนลอบสังหาร ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต”

ส่วนคำกล่าวอ้างที่ว่า แผนการลอบสังหาร ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต ของผู้นำไทย จะมีการใช้อากาศยานทางทหารด้วยนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศที่กำลังขายอากาศยานดังกล่าวให้ประเทศไทยต้องบังคับใช้ข้อตกลงเรื่องการใช้งานอย่างเข้มงวด ในอดีต ไทยเคยใช้อากาศยานที่ซื้อมาจากสหรัฐฯ กับสวีเดนเพื่อบุกรุกลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชามาแล้ว”

“กัมพูชาไม่คัดค้านเรื่องการจัดหาอากาศยานทางทหารของไทย แต่เราขอเรียกร้องอย่างจริงจังว่า อากาศยานเหล่านี้จะต้องไม่ถูกใช้โจมตีทางอากาศในดินแดนกัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย หรือเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ที่มา : facebook / hunsencambodia

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

6 ส.ค. 2568 17:12 น.

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ และผู้แทน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และ ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก ไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่รัสเซียจะต้องบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน

สื่อรัสเซียรายงานว่า การประชุมระหว่างนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กำลังดำเนินอยู่ที่กรุงมอสโก

นายวิทคอฟฟ์เดินทางถึงกรุงมอสโกในวันนี้ (6 ส.ค.) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ  ใกล้ถึงเส้นตายที่รัสเซียต้องตกลงหยุดยิงในยูเครน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รัสเซียอาจเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก หรืออาจถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อผู้ที่ทำการค้ากับรัสเซีย หากรัสเซียไม่ดำเนินการเพื่อยุติ “สงครามอันน่าสะพรึงกลัว” กับยูเครน

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เตือนว่า รัสเซียจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อสันติภาพก็ต่อเมื่อเริ่มขาดแคลนเงินทุน เขายินดีกับภัยคุกคามจากการคว่ำบาตรและภาษีศุลกากรที่เข้มงวดยิ่งขึ้นของสหรัฐฯ ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ความคาดหวังในการหาข้อยุติภายในวันศุกร์นี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว และรัสเซียยังคงโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อยูเครน แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่าจะคว่ำบาตรก็ตาม

การเจรจา 3 รอบระหว่างยูเครนและรัสเซียในนครอิสตันบูลของตุรกี ประสบความล้มเหลวในการยุติสงคราม หรือ 3 ปีครึ่งหลังจากที่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

เงื่อนไขทางทหารและการเมืองของรัสเซียเพื่อสันติภาพ ยังคงเป็นสิ่งที่ยูเครนและพันธมิตรตะวันตกไม่อาจยอมรับได้ รัสเซียยังปฏิเสธคำขอของยูเครนหลายครั้งที่จะให้นายเซเลนสกีและปูตินพบปะกัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธเพิ่มเติมมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับยูเครนเมื่อวันอังคาร หลังจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์ ซึ่งผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและการผลิตโดรน

ยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นและสาธารณูปโภคด้านพลังงานของรัสเซีย ขณะที่รัสเซียมุ่งเน้นการโจมตีทางอากาศไปยังเมืองต่างๆ ของยูเครน

สำนักงานบริหารทหารกรุงเคียฟกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีกรุงเคียฟเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 32 ศพ หลังจากชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดในกรุงเคียฟนับตั้งแต่เริ่มต้นการรุกราน

เจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานเมื่อวันพุธว่า การโจมตีของรัสเซียที่ค่ายพักร้อนแห่งหนึ่งในเขตซาปอริซเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 12 ราย.

ที่มา BBC