กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

7 ส.ค. 2568 22:39 น.

กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการโนเบล เพื่อเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า เขาได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการโนเบลที่ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

โดย ฮุน มาเนต โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “ตามความประสงค์ของประชาชนชาวกัมพูชาทั้งในและนอกกัมพูชา และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการริเริ่มและสนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการหยุดยิงในทันทีระหว่างกองทัพกัมพูชากับไทย และการให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องของเขาในเรื่องความสำเร็จในการบังคับใช้ข้อตกลงจนกว่าสันติระหว่างทั้งสองประเทศจะกลับคืนมาอย่างเต็มที่”

“ข้าพเจ้า ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา ได้ยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการรางวัลโนเบลแห่งนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแล้ว”

ขณะที่ในจดหมายของ ฮุน มาเนต ที่ส่งให้คณะกรรมการโนเบล ระบุว่า “ข้าพเจ้า ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่จะเสนอชื่อของ ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เพื่อเป็นการยกย่องถึงคุณูปการครั้งประวัติศาสตร์ของท่านในการส่งเสริมสันติภาพของโลก”

“การเสนอชื่อนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความขอบคุณของข้าพเจ้า แต่ยังเป็นการขอบคุณอย่างจริงใจของประชาชนกัมพูชาสำหรับบทบาทสำคัญของท่านในการฟื้นฟูความสงบและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย”

“ความเป็นรัฐบุรุษอันไม่ธรรมดาของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งโดดเด่นด้วยความมุ่งมั่นของท่านที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้เกิดสงครามอันเลวร้ายผ่านวิสัยทัศน์และการทูตอันสร้างสรรค์ ได้แสดงออกมาให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ในบทบาทอันแสนสำคัญของท่านในการเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงในทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกัมพูชากับไทย การเข้าแทรกแซงอย่างทันท่วงทีนี้ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น มีความสำคัญยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และปูทางไปสู่การฟื้นฟูความสงบระหว่างทั้งสองประเทศ”

“นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จอันยอดเยี่ยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การแสวงหาสันติภาพอย่างต่อเนื่องของท่านผ่านวิธีทางการทูต สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับวิสัยทัศน์ของ อัลเฟรด โนเบล ซึ่งให้เกียรติผู้ที่มีคุณูปการอันโดดเด่น ในการส่งเสริมสันติภาพและภราดรภาพระหว่างประเทศ”

“ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ข้าพเจ้าหวังว่าการเสนอชื่อ ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะได้รับการพิจารณาในทางที่ดี”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

7 ส.ค. 2568 15:55 น.

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

เกิดอุบัติเหตุสายเคเบิลของสะพานแขวนขาด บริเวณแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ

เกิดอุบัติเหตุที่สะพานแขวนบริเวณจุดชมวิวแห่งหนึ่งในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้ตกจากสะพาน 29 ราย เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 24 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 2 ราย 

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และไม่มีผู้ใดมีอาการสาหัสถึงแก่ชีวิต

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.18 น. ของวันพุธ ณ เขตจ้าวซู่ ในเขตปกครองตนเองอี๋ลี่คาซัก มณฑลซินเจียง โดยสายเคเบิลของสะพานเส้นหนึ่งขาด ทำให้สะพานเอียง โดยจุดชมวิวดังกล่าวถูกปิดลงแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ

เมื่อได้รับรายงาน สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงานแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และสำนักงานบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติ (National Forestry and Grassland Administration) ทันที คณะทำงานได้รีบไปยังที่เกิดเหตุในชั่วข้ามคืนเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการรักษาผู้บาดเจ็บ จัดการการตอบสนองในพื้นที่ และสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ คณะทำงานเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์นี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ระบุสาเหตุโดยเร็ว เสริมสร้างการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยผ่านการตรวจสอบอย่างครอบคลุม และป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่คล้ายคลึงกันนี้ขึ้นอีก

จุดชมวิวเซียะต้าตั้งอยู่ในเขตชนเผ่าคีร์กีซ อำเภอจ้าวซู่  โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เซียะต้าได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “จุดท่องเที่ยวผจญภัยยอดนิยมสิบอันดับแรกของจีน”

สะพานแขวนที่สายเคเบิลขาดคือสะพานเจียงจุน ซึ่งอยู่ภายในจุดชมวิว สำนักข่าวจี๋เหมียนรายงานว่า เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนปีที่แล้ว บนสะพานเจียงจุน ซึ่งสายเคเบิลขาดทำให้พื้นสะพานเอียงอย่างรุนแรง

วิดีโอที่นักท่องเที่ยวถ่ายไว้และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุ สายเคเบิลของสะพานเส้นหนึ่งขาด ทำให้พื้นสะพานเอียงไปทางด้านที่ขาด

นักท่องเที่ยวแซ่ตง ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า สะพานเป็นเส้นทางที่จำเป็นสำหรับการไปยังจุดชมวิว เมื่อสายเคเบิลเหล็กทางด้านขวาของสะพานขาดกะทันหัน มีคนตกลงไปในแม่น้ำ บางคนตกไปอยู่บนโขดหิน และหลายคนติดอยู่บนสะพาน หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์รายงานว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใกล้เคียงได้ขี่ม้าเข้ามาช่วยเหลืออย่างกะทันหัน และผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงในเวลาต่อมา

หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์รายงานว่า สะพานมีสามส่วน โดยมีเสาคั่นกลาง ขณะที่เขาและสมาชิกกลุ่มทัวร์กำลังเดินผ่านกลางส่วนแรก สายเคเบิลเหล็กก็ขาดกะทันหัน ทำให้สะพานพังทลาย สมาชิกในกลุ่มของเขาสามคนตกจากสะพาน

หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์ระบุว่า นักท่องเที่ยวแซ่ตงติดอยู่บนสะพานและไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่คนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลือเมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ผู้บาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่งคลินิกใกล้เคียง ขณะที่ผู้บาดเจ็บเล็กน้อยขับรถไปโรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไปเพื่อรับการรักษา

นักท่องเที่ยวที่อ้างว่าอยู่บนสะพานขณะเกิดอุบัติเหตุ ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย Xiaohongshu ว่าขณะนั้นลมแรง ผู้ใหญ่และเด็กหลายคนกำลังเขย่าสะพานขณะที่พวกเขาเดิน ซึ่งชาวเน็ตคนอื่นๆ ต่างแสดงความเห็นตรงกัน

แม้ว่าสะพานแขวนจะไม่ได้ปรากฏให้เห็นในวิดีโอของพยาน แต่นักท่องเที่ยวรายนี้กล่าวว่าหินในพื้นที่ธารน้ำแข็งนั้นขรุขระ และหินแหลมคมอาจทำให้เกิดกระดูกหักหรือข้อเท้าแพลงได้ง่าย นอกจากนี้ น้ำในแม่น้ำยังไหลเชี่ยวและเย็นยะเยือก ผู้ที่ตกลงไปในแม่น้ำอาจเกิดภาวะตัวเย็น

เจ้าหน้าที่จากจุดชมวิวกล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุได้.

ที่มา Global Times

“ภาษีทรัมป์” เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

"ภาษีทรัมป์" เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

7 ส.ค. 2568 14:31 น.

“ภาษีทรัมป์” เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

มาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้กับกว่า 90 ประเทศทั่วโลกแล้ว

ก่อนถึงเส้นตายสำหรับข้อตกลงเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลของเขาว่า ขณะนี้มีเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ จากมาตรการภาษีดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 50% จากอินเดีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 สิงหาคม หากอินเดียยังคงไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศ 100% ขณะที่เขาผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีลงทุนในสหรัฐฯ มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แอปเปิลประกาศการลงทุนใหม่ในสหรัฐฯ มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากถูกกดดันจากทำเนียบขาวให้ย้ายฐานการผลิตมายังอเมริกา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศรายการภาษีนำเข้าฉบับปรับปรุงสำหรับคู่ค้าหลายสิบประเทศ และขยายกำหนดเวลาให้ประเทศต่างๆ บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลด หรือยกเลิกสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า “ภาษีศุลกากรต่างตอบแทน”

นโยบายการค้าของเขามุ่งเป้าไปที่การปฏิรูประบบการค้าโลก ซึ่งเขามองว่าเป็นการปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม โดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรใหม่นี้มากที่สุด ลาวและพม่าซึ่งเน้นการผลิตต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรสูงสุดที่ 40% ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าทรัมป์ดูเหมือนจะเล็งเป้าหมายไปที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดกับจีน

ด้านตลาดหุ้นในเอเชียดูเหมือนจะปรับตัวดีขึ้นในวันนี้ (7 ส.ค.) ดัชนีหุ้นหลักในญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นในอินเดียและออสเตรเลียปรับตัวลดลง

ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางแห่ง รวมถึงสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกลุ่มการค้านี้ลงแล้ว สหภาพยุโรปยังได้บรรลุกรอบข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยอียูได้ยอมรับภาษีนำเข้าสินค้าจากกลุ่มการค้านี้ในอัตรา 15%

สวิตเซอร์แลนด์ระบุว่าจะจัดการประชุมวิสามัญในวันนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้ อัตราภาษีนำเข้าของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 39% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราภาษีนำเข้าที่สูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด และอาจเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชีย ถูกเก็บภาษีนำเข้า 20% ซึ่งประธานาธิบดีไล ชิง-เต๋อ กล่าวว่าอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวเป็นเพียง “ชั่วคราว” และการเจรจากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาจาก 25% เป็น 35% โดยระบุว่าประเทศ “ล้มเหลวในการให้ความร่วมมือ” ในการควบคุมการนำเข้าเฟนทานิลและยาอื่นๆ ข้ามพรมแดนสหรัฐฯ รัฐบาลแคนาดาระบุว่ากำลังปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติด แต่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของแคนาดาไปยังสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าได้ เนื่องจากสนธิสัญญาการค้าที่มีอยู่เดิม คือ ข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)

ส่วนภาษีที่สูงขึ้นสำหรับเม็กซิโกถูกระงับไว้อีก 90 วัน ขณะที่ยังคงมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้า.

ที่มา BBC

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

7 ส.ค. 2568 12:51 น.

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

รายงานฉบับใหม่ระบุว่า แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟบางส่วน เกิดการสูญเสียปะการังมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

ข้อมูลล่าสุดของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งออสเตรเลีย (AIMS) พบว่าแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ได้ประสบกับการสูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้วซึ่งได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวของปะการังอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวปะการังมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้การสูญเสียในครั้งนี้ยังคงรักษาระดับแนวปะการังโดยรวมให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในระยะยาว

รายงานระบุว่าสถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผันผวนของแนวปะการังซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก โดยนายไมค์ เอมส์ลี หัวหน้าโครงการเฝ้าระวังระยะยาวของ AIMS กล่าวว่าแม้แนวปะการังมีระดับการเติบโตสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในรอบ 39 ปี แต่การสูญเสียในครั้งนี้ก็เป็นผลกระทบที่สำคัญและเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าการฟอกขาวของปะการังที่เกิดถี่ขึ้นนั้นเริ่มส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบนิเวศแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

รายงานได้แบ่งพื้นที่ของเกรตแบร์ริเออร์รีฟออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ ซึ่งมีความยาวกว่า 1,500 กิโลเมตร ผลการสำรวจพบว่าแนวปะการังที่ยังมีชีวิตลดลงอย่างมากในทุกภูมิภาค โดยตอนใต้ลดลงเกือบหนึ่งในสาม ตอนเหนือลดลงหนึ่งในสี่ และตอนกลางลดลง 14% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั่วทั้งแนวปะการัง

จากข้อมูลของสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่าโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการังครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งที่ 4 ที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยปรากฏการณ์นี้เริ่มต้นในเดือนมกราคม 2023 และถูกประกาศเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อแนวปะการังเกือบ 84% ทั่วโลกในอย่างน้อย 83 ประเทศ รวมถึงเกรตแบร์ริเออร์รีฟด้วย

การฟอกขาวของปะการังเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลให้ปะการังขับสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกไป ทำให้ปะการังกลายเป็นสีขาวและอ่อนแอลง แม้ว่าปะการังที่ฟอกขาวยังไม่ตาย แต่ก็มีความเสี่ยงต่อโรคและอัตราการรอดชีวิตที่ลดลง

แม้แนวปะการังจะสามารถฟื้นตัวได้จากเหตุการณ์ฟอกขาว แต่โดยทั่วไปแล้วความแข็งแรงของแนวปะการังจะไม่เท่าเดิม นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (IPCC) ในปี 2018 ชี้ให้เห็นว่าแนวปะการังมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งต่อภาวะโลกร้อนที่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งขณะนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นไปแล้ว 1.3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การศึกษาในรายงานของ IPCC ระบุว่าแนวปะการังเขตร้อนมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.2 องศาเซลเซียส และหากอุณหภูมิสูงกว่านั้น ระบบนิเวศที่มีปะการังเป็นหลักอาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไป โดยปริมาณของปะการังจะเหลือเกือบศูนย์ในหลายพื้นที่ ซึ่งการฟอกขาวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ในช่วงกลางปี 2010 ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่ากลุ่มนักวิจัยอาจประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะโลกร้อนต่อแนวปะการังต่ำเกินไป.

ที่มา AP

“มินต์ ส่วย” ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

"มินต์ ส่วย" ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

7 ส.ค. 2568 12:11 น.

“มินต์ ส่วย” ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

พล.อ. มินต์ ส่วย รักษาการประธานาธิบดีพม่า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 74 ปี ที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ เมื่อช่วงเช้านี้ เนื่องมาจากอาการป่วยทางระบบประสาทที่ต้องเข้ารับการรักษามาตั้งแต่ปีที่แล้ว

กองทัพพม่าประกาศว่า พลเอก มินต์ ส่วย รักษาการประธานาธิบดีพม่า ได้ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 74 ปี ที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ เมื่อช่วงเช้านี้ (7 ส.ค.) โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้นสืบเนื่องมาจากอาการป่วยทางระบบประสาทที่ต้องเข้ารับการรักษามาตั้งแต่ปีที่แล้ว

มินต์ ส่วย เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ที่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี โดยหลังจากที่กองทัพจับกุมประธานาธิบดีอู วิน มินต์ และผู้นำสูงสุดอย่างออง ซาน ซูจี หมิ่น โดยพลเอก มินต์ ส่วย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง และเป็นสมาชิกของพรรคที่สนับสนุนกองทัพ ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญ

การขึ้นสู่ตำแหน่งของมินต์ ส่วย ทำให้สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ สามารถเรียกประชุมเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมอบอำนาจการบริหารประเทศให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นผู้นำการรัฐประหารในขณะนั้นได้

แม้ว่ามินต์ ส่วย จะดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ แต่เขามีบทบาทเพียงแค่การลงนามในคำสั่งเพื่อต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากอำนาจการบริหารประเทศที่แท้จริงทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของมิน อ่อง หล่าย และสภาบริหารแห่งรัฐที่จัดตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร ทำให้บทบาทของเขาเป็นเพียงพิธีการและสัญลักษณ์เท่านั้น

เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว สื่อของทางการพม่ารายงานว่า มินต์ ส่วย มีอาการป่วยทางระบบประสาท ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประจำวันได้ และไม่กี่วันต่อมาเขาก็มอบอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีให้กับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในช่วงที่ลาราชการเพื่อรักษาตัว

หมิ่น ส่วย เป็นอดีตนายพลและพันธมิตรคนสนิทของพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย  อดีตผู้นำรัฐบาลทหารยุคก่อน โดยก่อนหน้านี้เขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารนครย่างกุ้ง และมีส่วนสำคัญในการปราบปรามการประท้วงของพระสงฆ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติชายจีวร” ในปี 2007 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

นอกจากนี้ เขายังมีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสำคัญของกองทัพ เช่น การจับกุมสมาชิกครอบครัวของนายเน วิน อดีตผู้นำเผด็จการ ในปี 2002 และการจับกุมพลเอกขิ่น ยุ้น อดีตนายกรัฐมนตรีในปี 2004 ซึ่งเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ภายในกองทัพ ทำให้มินต์ ส่วย ขึ้นมาควบคุมหน่วยข่าวกรองทหารที่เคยเป็นฐานอำนาจของขิ่น ยุ้น

การเสียชีวิตของมินต์ ส่วย เป็นการปิดฉากบทบาทของอดีตนายทหารคนสำคัญที่มีส่วนร่วมทั้งในด้านการเมืองและการทหารของพม่า ซึ่งชื่อของเขาถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อผู้นำทางทหารที่ถูกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ คว่ำบาตรหลังการรัฐประหารในปี 2021.

ที่มา AP

เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

7 ส.ค. 2568 11:43 น.

เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ กล่าวว่าเที่ยวบินในเส้นทางหลักในสหรัฐฯ ถูกระงับให้บริการทั้งหมด เนื่องจากปัญหาทางเทคโนโลยี และปัญหาเที่ยวบินล่าช้าเพิ่มเติมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงกลางคืน

ประกาศบนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุว่าเที่ยวบินทั้งหมดของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ที่มุ่งหน้าไปยังชิคาโก ถูกระงับให้บริการที่สนามบินต้นทาง FAA ยังระบุว่าสนามบินเดนเวอร์, นวร์ก, ฮิวสตัน และซานฟรานซิสโก ก็ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินที่ถูกระงับให้บริการเช่นกัน

แถลงการณ์ทางอีเมลจากสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ระบุว่า “ความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด และเราจะทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อนำพวกเขาไปยังจุดหมายปลายทาง”

แถลงการณ์เมื่อคืนวันพุธ (6 ส.ค.) ระบุว่าปัญหาทางเทคโนโลยีที่เป็นปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเพื่อให้การดำเนินงานกลับมาเป็นปกติ

ตามรายงานของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ระบบที่ได้รับผลกระทบนี้เรียกว่า Unimatic ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลเที่ยวบินที่ส่งไปยังระบบอื่นๆ รวมถึงระบบที่คำนวณน้ำหนักและสมดุล รวมถึงระบบติดตามเวลาเที่ยวบิน 

บริษัทระบุว่าระบบขัดข้องดังกล่าวกินเวลานานหลายชั่วโมง แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับความกังวลล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอุตสาหกรรมการบิน

ฌอน ดัฟฟี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า ปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมการจราจรทางอากาศโดยรวม

ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ได้ออกมาขอโทษผ่านโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผู้โดยสารเกิดความไม่สะดวก เนื่องจากเที่ยวบินล่าช้าและต้องนั่งบนเครื่องที่จอดนิ่งบนรันเวย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง

สายการบินกล่าวกับผู้โดยสารท่านหนึ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า “สวัสดีครับ เราขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันนี้ ทีมงานของเรากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ขอขอบคุณสำหรับความอดทนของคุณ” สายการบินกล่าวว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับลูกค้า รวมถึงค่าโรงแรม.

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

7 ส.ค. 2568 11:09 น.

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

รัฐบาลอิตาลีอนุมัติการก่อสร้างสะพานแขวนช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมระหว่างเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่ มูลค่า 13,500 ล้านยูโร หรือกว่า 508,875 ล้านบาท แม้จะมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลอิตาลีอนุมัติการก่อสร้างสะพานแขวนช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมระหว่างเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่ มูลค่า 13,500 ล้านยูโร หรือกว่า 508,875 ล้านบาท ทำให้สามารถเริ่มต้นการก่อสร้างสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกได้ แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามจากการแทรกแซงของกลุ่มมาเฟีย

กระทรวงคมนาคมกล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการระหว่างกระทรวงที่กำกับดูแลการลงทุนสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์ ได้อนุมัติโครงการมูลค่า 13,500 ล้านยูโร นายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอิตาลี กล่าวว่าโครงการนี้จะเป็น “ตัวเร่งการพัฒนา” ทางตอนใต้ของอิตาลี โดยงานก่อสร้างเบื้องต้นอาจเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในปีหน้า

โครงสร้างสะพานความยาว 3.7 กิโลเมตร  ซึ่งคาดว่าจะทำลายสถิติปัจจุบันของสะพานชานักกาเล ในตุรกี ที่ข้ามช่องแคบดาร์ดะแนลส์ ถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่ตอนใต้ของอิตาลีที่ประชากรมีฐานะยากจน โดยแนวคิดในการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างซิซิลีและแผ่นดินใหญ่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงโรมโบราณ

บริษัทช่องแคบเมสซินาระบุว่า สะพานเชื่อมไปยังเกาะซิซิลี ซึ่งมีประชากร 4.7 ล้านคน น่าจะพร้อมใช้งานในปี 2032

โครงการสะพานช่องแคบเมสซีนาได้รับการอนุมัติและยกเลิกหลายครั้งนับตั้งแต่รัฐบาลอิตาลียื่นข้อเสนอครั้งแรกในปี 1969 และได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งล่าสุดโดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ในปี 2023

สะพานช่องแคบเมสซีนาจะมีความยาวเกือบ 3.7 กิโลเมตร โดยช่วงสะพานที่แขวนอยู่จะมีความยาว 3.3 กิโลเมตร  แซงหน้าสะพานชานัคคาเลในตุรกี ซึ่งปัจจุบันมีความยาวมากที่สุด 1,277 เมตร 

สะพานแห่งนี้ประกอบด้วยถนนสี่เลน ขนาบข้างด้วยทางรถไฟรางคู่ สามารถรองรับรถยนต์ได้ 6,000 คันต่อชั่วโมง และรถไฟ 200 ขบวนต่อวัน

โครงการนี้อาจช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นของอิตาลีในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี ตามที่องค์การนาโต้ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากรัฐบาลอิตาลีได้ระบุว่าจะจัดประเภทสะพานนี้ว่าเกี่ยวข้องกับด้านกลาโหม ซึ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงที่ 1.5%

อิตาลีโต้แย้งว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วและการส่งกำลังยุทโธปกรณ์ไปยังพื้นที่ทางใต้ของนาโต้ ทำให้สะพานนี้ถูกจัดประเภทเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่เสริมสร้างความมั่นคง”

เมื่อต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา กลุ่มศาสตราจารย์และนักวิจัยกว่า 600 คนได้ลงนามในจดหมายคัดค้านการจัดประเภทโครงสร้างทางทหาร โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการประเมินเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสะพานจะทนทานต่อการใช้งานทางทหารหรือไม่

กลุ่มสิ่งแวดล้อมได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมต่อสหภาพยุโรป โดยอ้างถึงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อนกอพยพ โดยระบุว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นของสาธารณะ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ ก็สามารถชดเชยได้

การเดินทางข้ามจากเกาะไปยังแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมถึงการขึ้นและลงเรือซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมงในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ รถไฟไปและกลับจากซิซิลียังต้องโดยสารเรือเฟอร์รี่ ซึ่งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง.

ที่มา AP Reuters

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

7 ส.ค. 2568 10:41 น.

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

กัมพูชาร่อนหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้เข้าแทรกแซงเป็นการเร่งด่วน กรณีไทยยังคงควบคุมตัวเชลยศึกทหารกัมพูชาเอาไว้

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา แถลงว่า คณะผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross-CRC) และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights-OHCHR) เรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วน กรณีที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมตัวนักโทษสงครามชาวกัมพูชาเอาไว้

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กัมพูชาไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยทางการกัมพูชายังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวน สถานที่คุมขัง หรือสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษสงครามเหล่านั้น

โดยทางกัมพูชาระบุว่า ได้เรียกร้องให้ ICRC และสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น ใช้อำนาจและบทบาทที่มีในการตรวจสอบสถานะของผู้ถูกควบคุมตัว และเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวโดยเร็วภายใต้หลักมนุษยธรรม และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตอบโต้จากฝ่ายไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด.

ที่มา : information.gov.kh

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน “K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน "K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

7 ส.ค. 2568 10:33 น.

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน “K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand ควบคู่กับกิจกรรมสุดพิเศษ K-FOOD Taste & Feel เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ ลาน Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

Korea Thailand Communication Center (KTCC) ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Seoul Shinmun เตรียมจัดงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand ควบคู่กับกิจกรรมสุดพิเศษ K-FOOD Taste & Feel ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ ลาน Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

โดยงาน K-POP Cover Dance Festival in Thailand ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเวทีการประกวดเต้นโคฟเวอร์ K-POP ที่มีมาอย่างยาวนาน และได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2554 มีเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันแล้วกว่า 2,000 คน โดยทีมที่ชนะเลิศในแต่ละปี จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบ World Final ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเคยคว้าแชมป์โลกถึง 2 ครั้ง และรองแชมป์ 1 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และพลัง Soft Power ของเยาวชนไทยในระดับนานาชาติได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

สำหรับความพิเศษของปีนี้คือ การจัดงานร่วมกับกิจกรรม “K-FOOD Taste & Feel” โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี กระทรวงเกษตรอาหาร และกิจการชนบท รวมถึงองค์การการค้าการเกษตรกรรมและการประมงเกาหลี (aT) ภายใต้แนวคิด “Green Day” เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยกับอาหารเกาหลีแบบต้นตำรับ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารเกาหลี ผ่านการสาธิตการปรุงเมนูด้วยวัตถุดิบจากประเทศไทย โดยผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คนจะได้ลิ้มลองอาหารเกาหลีกว่า 10 เมนูแบบ “ชิมฟรี” ตลอดทั้งวัน 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย อาทิ กิจกรรมตอบคำถามลุ้นของรางวัลเกี่ยวกับอาหารเกาหลี โซน Lucky Draw และโซน Photo Booth สำหรับถ่ายภาพความประทับใจ และงานนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลากหลายทั้งจากเกาหลีใต้และประเทศไทย อาทิ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี, LG, Jinro, Coway และอื่น ๆ จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรวมพลัง Soft Power ผ่านเสียงเพลง การเต้น และวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand x K-FOOD Taste & Feel.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

7 ส.ค. 2568 09:53 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

ญี่ปุ่นทุบสถิติร้อนทะลุ 41.8 องศา อพยพประชาชน เตือนภัยฮีตสโตรก 44 จังหวัด ขณะเดียวกันภาคเหนือรับมือฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงอีกระลอก โดยที่เมืองอิเซซากิ ใกล้กรุงโตเกียว ตรวจวัดอุณหภูมิสูงสุดได้ที่ 41.8 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 14.26 น. ถือเป็นสถิติใหม่ของประเทศ แซงหน้าสถิติเดิม 41.2 องศา ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในเมืองทัมบะ จังหวัดเฮียวโงะ ทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยฮีตสโตรก 44 จังหวัด หลังจากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา ถูกบันทึกที่ 12 จุดทั่วภูมิภาคคันโต-โคชิน ซึ่งครอบคลุมกรุงโตเกียว โดยเมืองคิริวและมาเอะบาชิ ในกุนมะ ร้อนจัดถึง 41.2 และ 41.0 องศา ขณะที่เมืองโคงะ จังหวัดอิบารากิ วัดได้ 40.6 องศา และเมืองโอมะ ทางตะวันตกของโตเกียวอยู่ที่ 40.4 องศา

โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้วที่อุณหภูมิในญี่ปุ่นพุ่งแตะหรือเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ทางการได้ประกาศเตือน ภาวะฮีตสโตรกใน 44 จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น อยู่ในที่ร่มหรือที่มีเครื่องปรับอากาศ และดื่มน้ำรวมถึงเกลือแร่ให้เพียงพอ.