สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน “นิโคลัส มาดูโร” ปธน.เวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน "นิโคลัส มาดูโร" ปธน.เวเนซุเอลา

8 ส.ค. 2568 11:16 น.

สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน “นิโคลัส มาดูโร” ปธน.เวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เพิ่มรางวัลนำจับสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาเป็นสองเท่า เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือกว่า 1,600 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าเขาเป็น “หนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของโลก”

แพม บอนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ เพิ่มเงินรางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เป็นสองเท่า เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,600 ล้านบาท จากข้อกล่าวหาค้ายาเสพติดและความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากร

อีวาน กิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวว่ารางวัลใหม่นี้ “น่าสมเพช” และตราหน้าว่าเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง”

“เราไม่แปลกใจเลยที่มันมาจากใคร” กิลกล่าว พร้อมกล่าวหาบอนดีว่าพยายาม “เบี่ยงเบนความสนใจอย่างสุดโต่ง” จากพาดหัวข่าวที่เกี่ยวข้องกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดการคดีของเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผู้กระทำความผิดทางเพศ

ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหามาดูโรและเจ้าหน้าที่ระดับสูงชาวเวเนซุเอลาคนอื่นๆ ในความผิดหลายกระทง รวมถึงการก่อการร้ายยาเสพติด การทุจริต และการค้ายาเสพติด ในขณะนั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อ้างว่ามาดูโรร่วมมือกับกลุ่มกบฏฟาร์กของโคลอมเบียเพื่อ ใช้โคเคนเป็นอาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐอเมริกา

ในวิดีโอที่โพสต์บน X เมื่อวันพฤหัสบดี บอนดีกล่าวหามาดูโรว่าประสานงานกับกลุ่มต่างๆ เช่น เทรน เด อารากัว ซึ่งเป็นแก๊งเวเนซุเอลาที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และกลุ่มซินาโลอา ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรที่มีอิทธิพลในเม็กซิโก

เธออ้างว่าสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ได้ “ยึดโคเคน 30 ตันที่เชื่อมโยงกับมาดูโรและพวกพ้อง โดยเกือบ 7 ตันเชื่อมโยงกับมาดูโร”

ก่อนหน้านี้มาดูโรเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้ายาเสพติด

ความคิดเห็นของบอนดีเป็นการเพิ่มความตึงเครียดที่ยาวนานระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา แต่อัยการสูงสุดไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับการคาดการณ์ของรัฐบาลว่าการประกาศครั้งนี้และเงินจูงใจใหม่จะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร

มาดูโร ซึ่งเป็นผู้นำพรรคยูไนเต็ดโซเชียลลิสต์และสืบทอดตำแหน่งต่อจากฮูโก ชาเวซ ในปี 2013 ถูกกล่าวหาว่าปราบปรามกลุ่มฝ่ายค้านและปิดปากผู้เห็นต่างในเวเนซุเอลา รวมถึงการใช้ความรุนแรง

เขาจัดการการประท้วงหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว และยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ แต่ในเดือนมิถุนายน ฮูโก การ์บาฆาล อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางทหารของเวเนซุเอลา ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้ายาเสพติดหลายกระทง หลังจากถูกจับกุมในกรุงมาดริดและถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกา

การ์บาฆาลเคยเป็นสายลับที่น่าเกรงขามซึ่งมีชื่อเรียกว่า เอล โปโย หรือ “ไก่” แต่ได้หลบหนีออกจากเวเนซุเอลาหลังจากเรียกร้องให้กองทัพสนับสนุนผู้สมัครฝ่ายค้านและโค่นล้มมาดูโร

ในตอนแรกเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติด แต่ต่อมาได้เปลี่ยนคำให้การจากสารภาพเป็นรับสารภาพ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าเขาได้ทำข้อตกลงกับทางการสหรัฐฯ เพื่อรับโทษที่เบากว่า เพื่อแลกกับข้อมูลที่เป็นหลักฐานมัดตัวเกี่ยวกับมาดูโร

ด้านสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปได้ประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลของมาดูโรหลังจากที่เขากลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้.

ที่มา BBC

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

8 ส.ค. 2568 10:43 น.

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลอนุมัติแผนเข้าควบคุมเมืองกาซา ซิตี้ แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับสงครามที่ดำเนินมาเกือบสองปี

สำนักงานของนายเนทันยาฮูแถลงว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเตรียมพร้อมเข้าควบคุมเมืองกาซา ซิตี้ ขณะเดียวกันก็ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พลเรือนที่อยู่นอกพื้นที่การสู้รบ ทั้งนี้ เมืองกาซาซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้

สำนักงานของเนทันยาฮูได้ออกแถลงการณ์โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และ “หลักการห้าประการสำหรับการยุติสงคราม” ซึ่งระบุว่าคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก โดยระบุว่า “กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเตรียมเข้าควบคุมเมืองกาซาซิตี้ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พลเรือนที่อยู่นอกเขตสู้รบ” โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการ “ยุติสงคราม” ได้แก่ การลดอาวุธของกลุ่มฮามาส, การส่งตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต, การปลดอาวุธฉนวนกาซา, การควบคุมความมั่นคงของอิสราเอลเหนือฉนวนกาซา และการมีอยู่ของรัฐบาลพลเรือนทางเลือกที่ไม่ใช่ฮามาสหรือรัฐบาลปาเลสไตน์

แถลงการณ์สรุปว่า “รัฐมนตรีส่วนใหญ่ของคณะรัฐมนตรีเชื่อว่าแผนการทางเลือกที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีจะไม่สามารถเอาชนะกลุ่มฮามาสหรือส่งตัวผู้ถูกลักพาตัวกลับคืนมาได้” 

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮูให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า อิสราเอลตั้งใจที่จะเข้ายึดครองพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด แต่ยืนยันว่าอิสราเอลไม่ได้ต้องการที่จะครอบครองหรือบริหารจัดการพื้นที่นี้ แต่ต้องการสร้างขอบเขตความปลอดภัยและมอบการบริหารให้แก่กองกำลังอาหรับ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเป็นประเทศใดบ้าง

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมกับกลุ่มรัฐมนตรีอาวุโสเพื่อหารือแผนการควบคุมพื้นที่ในกาซาเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางคนระบุว่า การประชุมเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากับผู้บัญชาการทหารเป็นไปอย่างตึงเครียด เนื่องจากพลเอกเอยาล ซาเมียร์ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสองรายระบุว่า มติใดๆ ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ ซึ่งอาจจะยังไม่ได้มีการประชุมจนถึงวันอาทิตย์นี้ โดยหนึ่งในสถานการณ์ที่กำลังพิจารณาก่อนการประชุมคือการเข้ายึดครองพื้นที่ในกาซาที่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของทหารทีละขั้นตอน

การควบคุมพื้นที่ทั้งหมดนี้จะถือเป็นการยกเลิกการตัดสินใจของอิสราเอลในปี 2005 ที่ได้ถอนตัวชาวอิสราเอลและทหารออกจากกาซา แต่ยังคงควบคุมชายแดน น่านฟ้า และสาธารณูปโภค ซึ่งพรรคฝ่ายขวาโทษว่าการถอนตัวครั้งนั้นทำให้กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์สามารถขึ้นมามีอำนาจจากการเลือกตั้งในปี 2006

การประกาศของนายเนทันยาฮูก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย โดยฮามาสกล่าวว่าแผนดังกล่าวคือ “การรัฐประหารอย่างโจ่งแจ้ง” ต่อกระบวนการเจรจา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการของจอร์แดนระบุว่าประเทศอาหรับจะสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์เห็นชอบและตัดสินใจ ส่วนเจ้าหน้าที่ฮามาสอีกคนกล่าวว่า จะถือว่ากองกำลังใดๆ ที่เข้ามาปกครองกาซาเป็น “กองกำลังยึดครอง” ที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้ประท้วงหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้าสำนักงานนายกรัฐมนตรีในกรุงเยรูซาเลมเรียกร้องให้ยุติสงครามทันทีเพื่อแลกกับการปล่อยตัวตัวประกันที่เหลืออยู่ ผู้ประท้วงจำนวนมากแสดงความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาล

ปัจจุบันยังมีตัวประกันอีก 50 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ซึ่งเจ้าหน้าที่อิสราเอลเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ 20 คน การเจรจาหยุดยิงเพื่อปล่อยตัวประกันครั้งล่าสุดล้มเหลวไปในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระดับสูงระบุว่าฮามาสได้แจ้งกับคนกลางในการเจรจาจากชาติอาหรับว่า การเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาจะนำไปสู่การกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง.

ที่มา Reuters BBC

“มิน อ่องหล่าย” ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

"มิน อ่องหล่าย" ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

8 ส.ค. 2568 09:25 น.

“มิน อ่องหล่าย” ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

รัฐบาลเมียนมาเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูลค่ากว่า 108 ล้านบาทต่อปี เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์ผลักดันฟื้นความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เมียนมา ก่อนการเลือกตั้งที่วางแผนจัดปลายปีนี้

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดีรายงานข่าวอ้างอิงเอกสารภายใต้กฎหมายว่าด้วยการขึ้นทะเบียนตัวแทนของรัฐบาลต่างชาติ (US Foreign Agents Registration Act – FARA) ซึ่งระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้เซ็นสัญญาว่าจ้าง “DCI Group” บริษัทล็อบบี้ที่มีสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 108 ล้านบาท เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์และผลักดันให้มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเมียนมา ก่อนการเลือกตั้งเมียนมาที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย วางแผนจัดขึ้นปลายปีนี้ ซึ่งถูกนานาชาติวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการจัดฉากเลือกตั้งเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจทหารต่อไป

ตามเอกสารนี้ยังระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม โดยนายจัสติน ปีเตอร์สัน หุ้นส่วนผู้จัดการ DCI Group และนายวิน จ่อ อ่อง ปลัดกระทรวงสารสนเทศเมียนมา มีผลบังคับใช้ 1 ปี โดยรัฐบาลทหารต้องชำระเป็น 2 งวด ซึ่งงวดแรกเป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์เมื่อเซ็นสัญญา และอีกงวดต้องชำระก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2025

โดยรายงานข่าวระบุว่า บริษัท DCI Group มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรครีพับลิกัน และเคยรับงานจากรัฐบาลทหารเมียนมาในปี 2545 เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ เปิดเจรจา ทั้งยังเคยทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เพื่อปรับภาพลักษณ์กองทัพ แต่ถูกเปิดโปงในปี 2551

ทางด้านกลุ่มเคลื่อนไหว Justice for Myanmar ออกแถลงการณ์ประณามว่า “ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อใดจะสามารถล้างเลือดออกจากมือของกองทัพเมียนมาได้” พร้อมโจมตีบริษัท DCI ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลที่ก่ออาชญากรรมโดยไม่ต้องรับโทษ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ส่งจดหมายถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้พิจารณายกเลิกหรือผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ และขอลดภาษีศุลกากรเหลือ 10–20% หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากเมียนมาถึง 40% ซึ่งเริ่มมีผลเมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่มา Irrawaddy

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

8 ส.ค. 2568 09:20 น.

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

  • อินเดียกำลังจะเผชิญกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงถึง 50% โทษฐานที่พวกเขายังซื้อน้ำมันจากรัสเซียอยู่ ในขณะที่สหรัฐฯ กับยุโรปกำลังหาทางกดดันมอสโกให้ยุติสงครามในยูเครน
  • นายโมดีกับนายทรัมป์ดูจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองประเทศมีจุดติดขัดหลายอย่าง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายตึงเครียดมานานแล้ว
  • นักวิเคราะห์คาดว่า อินเดียไม่น่าจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อเอาใจนายทรัมป์ และจนถึงตอนนี้ ทางการอินเดียก็ออกมากล่าวโจมตีกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

ตอนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในเดือนมกราคม นักวิเคราะห์ชาวอินเดียจำนวนมากต่างแสดงความยินดี โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี จะเป็นเกราะป้องกันให้อินเดียจากความวุ่นวายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจก่อขึ้นได้

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองเคยช่วยกันหาเสียงให้อีกฝ่าย เคยหาเสียงรวมกัน เรียกอีกฝ่ายว่า “เพื่อน” หลายต่อหลายครั้ง และในเดือนกุมภาพันธ์ นายโมดีก็เป็นหนึ่งในผู้นำโลกกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาว

แต่หกเดือนต่อมา นิวเดลีก็เผชิญความจริงอันน่าตกใจ เมื่อทรัมป์ลงโทษอินเดียเป็นครั้งแรกด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และจากนั้นในวันพุธที่ผ่านมา เขาก็เพิ่มภาษีอีกเท่าตัวเป็น 50% ด้วยเหตุผลว่า อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่นายทรัมป์กำลังพยายามบีบให้รัสเซียยอมรับการหยุดยิงในสงครามกับยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นเรื่องห่างไกล และ “ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินเดีย อยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี” ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงเพื่อนบ้านที่อินเดียมีความสัมพันธ์ตึงเครียดด้วย เช่น ปากีสถานและบังกลาเทศ กลับเผชิญภาษีต่ำกว่า

ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อะไรคือความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย และอินเดียจะยอมเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หรือไม่

จุดขัดแย้งในความสัมพันธ์

นายโมดีกับนายทรัมป์อาจจะกล่าวชื่นชมกันไปมา แต่มีหลายประเด็นที่อินเดียกับสหรัฐฯ ไม่ลงรอยกัน ตั้งแต่เรื่องการค้าไปจนถึงเรื่องยุทธศาสตร์

1. การค้า

การค้าเป็นจุดติดขัดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินเดียมาตลอด แม้ว่าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศจะแน่นแฟ้นขึ้นก็ตาม สหรัฐฯ พยายามผลักดันเพื่อเข้าถึงตลาดอินเดียมากขึ้น ลดภาษีนำเข้า และขอการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าส่งออกด้านเทคโนโลยี เภสัชกรรม และการเกษตร ส่วนอินเดียก็ต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่า เป็นแรงกดดันให้เปิดเศรษฐกิจอย่างไม่เหมาะสม ที่อาจเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศและเกษตรกรรายย่อย

ก่อนที่ทรัมป์จะมา ทั้งสองประเทศจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้ได้ แม้จะไม่สมดุล โดยอินเดียส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังอินเดียเท่าตัว สหรัฐฯ ต้องการเข้าถึงตลาดที่กำลังเติบโตของอินเดีย และอินเดียก็จำเป็นต้องส่งออกไปสหรัฐฯ ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย

หลังจากนายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีกับคู่ค้าเกือบทุกประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน เจ้าหน้าที่ของอินเดียและสหรัฐฯ ก็เริ่มการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้า แต่มีรายงานว่า ความไม่ลงรอยกันในประเด็นต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านอีคอมเมิร์ซ, การไหลเวียนของข้อมูลดิจิทัล และการควบคุมราคาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้กระบวนการเจรจาหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่อินเดียพยายามทำข้อตกลงให้ทันเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม แต่ถึงแม้จะมีความคืบหน้าบ้าง เช่น อินเดียยอมลดภาษีสินค้าบางรายการของสหรัฐฯ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าฉบับเต็มได้ และในขณะที่การเจรจายังคงดำเนินต่อไป นิวเดลีกลับต้องเผชิญกับภาษี 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้มาตรการลงโทษเพิ่มเติม โทษฐานที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียด้วย

2. ความสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจาหยุดยิงเพื่อยุติสงครามในยูเครน และเขากำลังหาวิธีการต่างๆ เพื่อต้อนมอสโกให้จนมุม และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างอินเดียกับรัสเซีย ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

แม้สหรัฐฯ จะมองอินเดียเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อต้านการผงาดของจีนในเอเชียแปซิฟิก แต่พวกเขาก็ไม่สบายใจที่อินเดียยังมีความสัมพันธ์ด้านการทหารและพลังงานกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ในตอนที่โลกหันหลังให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จากการเริ่มสงครามในยูเครน ถึงขั้นมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายโมดีกลับเดินทางเยือนรัสเซียถึง 2 ครั้งในปี 2564 โดยที่ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ปูตินได้มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญแอนดรูว์ ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับพลเรือนให้นายโมดีด้วย

นอกจากนั้น รัสเซียยังเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธให้อินเดียรายใหญ่ที่สุด และร่วมมือกันด้านเทคโนโลยีสำคัญหลายอย่าง รวมถึง ระบบมิสไซล์และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และหลังจากรัสเซียเริ่มบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ อินเดียก็เพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมอสโกลดราคาลงเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ สู้กับการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย
นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

3. การหยุดยิงที่แคชเมียร์

เมื่อเดือนพฤษภาคม อินเดียเปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่ปากีสถานซึ่งเป็นอริกันมานาน หลังเกิดเหตุมือปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมในวันที่ 22 เมษายน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ และอินเดียก็กล่าวโทษปากีสถานว่าหนุนหลังคนร้ายที่ก่อเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายปากีสถานปฏิเสธ

เหตุการณ์นี้กลายเป็นการปะทะกันทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีระหว่างอินเดียกับปากีสถาน จนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ออกมากล่าวอ้างว่า เขาได้เข้าแทรกแซงและบอกกับทั้งสองประเทศให้ทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน มิเช่นนั้นจะไม่มีการทำข้อตกลงการค้า ทำให้การต่อสู้ยุติลงอย่างรวดเร็ว

แต่สำหรับอินเดีย ซึ่งมีจุดยืนมาอย่างยาวนานว่า ปัญหากับปากีสถานจะต้องได้รับแก้ไขโดยทั้งสองประเทศเท่านั้น ไม่มีมือที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง การเข้าแทรกแซงของนายทรัมป์ ทำให้ฝ่ายค้านของอินเดียออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายโมดีอย่างหนัก

รัฐบาลของนายโมดีพยายามยืนยันว่า การหยุดยิงนั้นเกิดขึ้นจากการเจรจาทวิภาคี นายโมดีไม่ได้พูดคุยกับนายทรัมป์เลยระหว่างเกิดการปะทะ และยืนยันว่า เรื่องการค้าไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาหยุดยิงกับปากีสถาน สวนทางกับคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เรื่องการค้าถูกพูดถึงมากกว่า 30 ครั้ง

4. ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ปากีสถาน

หลังจากการหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถานในเดือนพฤษภาคม นายทรัมป์ก็เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายพล อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างวอชิงตันกับอิสลามาบัด หลังจากตึงเครียดมาหลายปี

รัฐบาลปากีสถานถึงขั้นเสนอชื่อนายทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการ โดยชื่นชมความเด็ดขาดในการเข้าแทรกแซงทางการทูต และความเป็นผู้นำระหว่างเกิดวิกฤติอินเดีย-ปากีสถาน

เพียงวันเดียวหลังพบกับนายพลมูนีร์ นายทรัมป์ก็ออกมาเรียกนายโมดีว่าเป็น “ชายผู้แสนวิเศษ” แต่ชมนายพลมูนีร์ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง “ผมรักปากีสถาน” นายทรัมป์กล่าวในตอนนั้น และย้ำว่า “ผมหยุดสงครามระหว่างปากีสถานกับอินเดีย”

ในตอนที่นายทรัมป์ประกาศอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากอินเดีย เขาก็ใช้ Truth Social เปิดเผยด้วยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับปากีสถานแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาแหล่งสำรองน้ำมัน “ใครจะรู้ บางทีพวกเขาอาจจะขายน้ำมันให้อินเดียในสักวันหนึ่งก็เป็นได้” นายทรัมป์ระบุ

ต่อมา ผู้นำสหรัฐฯ ก็ประกาศตั้งกำแพงภาษีปากีสถานในอัตรา 19% ซึ่งฝ่ายอิสลามาบัดยกย่องว่าเป็นอัตราที่สมดุลแล้ว

5. อเมริกาต้องมาก่อน

ไม่กี่วันก่อนที่นายโมดีจะพบนายทรัมป์ในเดือนกุมภาพันธ์ มีภาพถูกเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็น ชาวอินเดียจำนวนหนึ่งในสภาพถูกจับใส่โซ่ตรวน กำลังเดินแถวไปยังเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอินเดีย กับสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ

ชาวอินเดียที่ถูกส่งตัวกลับประเทศเนื่องจากไม่มีเอกสารที่จะอยู่ในสหรัฐฯ ต่อ เล่าว่า พวกเขาถูกล่ามโซ่ขยับไปไหนไม่ได้ตลอดการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงจากสหรัฐฯ ไปยังอินเดีย

แต่ปัญหาไม่ได้หยุดที่ผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น หลังจากนายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 รัฐบาลของเขาก็ถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่ม “MAGA” (Make America Great Again) ให้ปราบปรามวีซ่า H1B ซึ่งเป็นวิซ่าทำงานเฉพาะทางสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งกว่า 72% ถูกมอบให้ชาวอินเดีย

เมื่อเดือนก่อน นายทรัมป์ร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเขาโจมตีการจ้างชาวอินเดียของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล, ไมโครซอฟต์ และแอปเปิล พร้อมประกาศว่า “วันเวลาแห่งการจ้างแรงงานอินเดียจบลงแล้ว” และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจ้างชาวอเมริกันก่อน และตัดขาดกับเอาต์ซอร์สที่มีความเชื่อมโยงกับอินเดียและจีน

อินเดียจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2490 อินเดียก็ยึดหลักการปกครองตนเอง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด และหลังสงครามเย็นจบลง พวกเขาก็กระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับทางทหารกับสหรัฐฯ ในขณะที่รักษาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับรัสเซียต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงกิจการต่างประเทศของอินเดียออกมาตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยระบุว่า การที่สหรัฐฯ เล็งเล่นงานอินเดียเพราะซื้อน้ำมันจากรัสเซียนั้น ไม่ยุติธรรมและไม่มีเหตุผล พร้อมทั้งกล่าวหาชาติตะวันตกว่า 2 มาตรฐาน โดยชี้ว่า ในปี 2564 ชาติยุโรปทำการค้ากับรัสเซียมากกว่าอินเดียเสียอีก และสหรัฐฯ ก็ยังคงนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยจากรัสเซียอยู่เลย

กระทรวงต่างประเทศบอกอีกว่า เป็นสหรัฐฯ นี่เองที่สนับสนุนพวกเขาอย่างแข็งขันให้ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ภายใต้การควบคุม ในขณะที่ชาติตะวันตกลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “อินเดียจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”

ด้าน น.ส.ชญาติ โกช ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ ตั้งคำถามว่า “หากเป็นสหรัฐฯ หรือชาติยุโรป พวกเขาจะยอมทิ้งการตัดสินใจด้านการต่างประเทศด้วยตนเองหรือไม่?” “อินเดียมีประชากรมากกว่าทั้ง 2 ดินแดนรวมกัน เป็นเรื่องไร้สาระมากที่คิดว่าอินเดียจะยอมทิ้งสิ่งนั้น”

ความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อ?

นายไมเคิล คูเกลมัน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้แห่งศูนย์วิลสัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกกับอัลจาซีราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ตกลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปีแล้ว หลังจากมีเค้าลางมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21

อินเดียจะยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดกับรัฐบาลต่างชาติต่อไป และเพราะอินเดียต้องการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หลังมอสโกบุกโจมตียูเครน โดนัลด์ ทรัมป์ จึงลงโทษอินเดียที่พยายามจะรักษาสมดุลดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลของโจ ไบเดนจะไม่มีวันทำ

คูเกลมันกล่าวอีกว่า ในระยะยาว อินเดียคงได้แต่หวังว่าความไม่พอใจของนายทรัมป์จะลดลงในที่สุด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหากรัสเซียยอมตกลงหยุดยิงในยูเครน “ในแง่นั้น อินเดียอาจเพิ่มความพยายามในการกดดันให้ปูตินยุติสงคราม เพราะสำหรับตอนนี้ ดูเหมือนนายทรัมป์กำลังระบายความไม่พอใจที่มีต่อปูตินมาลงที่อินเดีย”

ด้านสถาบันวิจัย บาร์เคลย์ รีเสิร์ช ระบุว่า อินเดียไม่น่าจะใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐฯ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2562 เมื่ออินเดียตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ 28 รายการ เพื่อตอบโต้ภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม ก่อนจะยกเลิกบางส่วนในปี 2566


ที่มา : aljazeera

พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

8 ส.ค. 2568 09:03 น.

พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายจากภาวะโลกร้อนในประเทศปากีสถาน ได้คืนร่างของชายผู้หายตัวไปนานถึง 28 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าปนโล่งใจของครอบครัวที่รอคอยคำตอบมานานหลายทศวรรษ

ศพของชายวัย 31 ปีชื่อว่า นาสิรุดดิน ถูกพบเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริเวณชายขอบของธารน้ำแข็ง Lady Meadows ในเขตโคฮิสถาน  จังหวัดไคเบอร์ปักตูนควา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย

ครอบครัวของเขาเปิดเผยว่า นาสิรุดดินและน้องชายต้องหลบหนีออกจากหมู่บ้านเมื่อปี 1997 เนื่องจากข้อพิพาทภายในชุมชน แต่เขาเกิดพลัดตกลงไปในรอยแยกของธารน้ำแข็ง ขณะที่น้องชายรอดชีวิตมาได้

มาลิก อูเบด หลานชายของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า พวกเขาไม่เคยหยุดตามหานาสิรุดดินเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งลุงๆ กับญาติๆ ต่างขึ้นไปตามหาที่ธารน้ำแข็งหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะมันไม่สามารถเข้าไปถึงได้

มีรายงานว่าร่างของนาสิรุดดินยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชนที่ช่วยยืนยันตัวบุคคล โดยคนเลี้ยงแกะในพื้นที่เป็นผู้พบศพ และเพิ่งมีการฝังอย่างเหมาะสมในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นข่าวเศร้าที่ต้องรู้ว่าเขาจากไปแล้ว แต่พวกเขาก็ได้คลายทุกข์ใจ หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 28 ปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ธารน้ำแข็งละลาย

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

8 ส.ค. 2568 08:35 น.

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟฟ้าแรงสูง ส่งผลให้เครื่องเสียการทรงตัว ก่อนจะตกใส่เรือลากจูงที่จอดอยู่ในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้จนเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ 

ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพ เป็นผู้โดยสารบนเครื่อง ส่วนบนเรือลากจูงไม่มีคนอยู่ขณะเกิดเหตุ จึงไม่มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลาต่อมา โดยไม่มีรายงานการรั่วไหลของสารเคมีที่อยู่ในเรือลากจูงลงในน้ำ แต่อย่างใด

ด้านบริษัทพลังงานอเมอร์เร็น ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานผู้รับเหมา ซึ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติงานซ่อมโคมไฟบนเสาส่งไฟฟ้าและติดตั้ง ลูกบอลสีสว่างเพื่อใช้เตือนอากาศยานไม่ให้ชนสายไฟฟ้า แต่กลับประสบอุบัติเหตุไม่คาดคิด

ล่าสุดหน่วยงานทางน้ำได้ปิดเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์บริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย ขณะที่กองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยแห่งชาติ (NTSB) ได้เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ และเร่งดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์นี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  เฮลิคอปเตอร์ตก

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

8 ส.ค. 2568 05:15 น.

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ ซีอีโอของบริษัท อินเทล ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ลาออกจากตำแหน่งในทันที โดยกล่าวหาว่าเขามีความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหากับจีน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social กล่าวหา นาย ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท อินเทล (Intel) ว่าเป็นผู้ “มีส่วนได้ส่วนเสียสูง” หลังนายตันถูกกล่าวหาว่า ลงทุนในหลายบริษัทที่สหรัฐฯ อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

อินเทล ได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ขณะที่นายตันได้รับการแต่งตั้งเป็น ซีอีโอของอินเทลเมื่อเดือนมีนาคมเพื่อพลิกสถานการณ์ของบริษัท หลังอินเทลตามหลังคู่แข่งจากจีนและที่อื่นๆ ในเรื่องการผลิตชิป

ทั้งนี้ นายตันเกิดที่มาเลเซียและเติบโตในสิงคโปร์ ก่อนจะกลายมาเป็นนักลงทุนผู้มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ในการอัปเดตข่าวสารแก่นักลงทุนในสัปดาห์นี้ นายตันกล่าวว่า อินเทลจะลดขนาดการลงทุนในด้านการผลิต รวมถึงในสหรัฐฯ ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า โดยตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา อินเทลปลดพนักงานไปแล้วนับพันตำแหน่ง ตามแผนการเพื่อทำให้บริษัทมีขนาดที่ถูกต้อง

หุ้นของอินเทลร่วงมากกว่า 3% ในช่วงกลางวันพฤหัสบดี หลังจากนายทรัมป์โพสต์ข้อความโจมตี โดยนายทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์อินเทลมาก่อน และกำลังเตรียมการเพื่อตั้งกำแพงภาษีกับอุตสาหกรรมชิป

“ซีอีโอของบริษัท อินเทล เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูง และต้องลาออกในทันที ไม่มีทางแก้อื่นสำหรับปัญหานี้”

อนึ่ง ชาวอเมริกาสามารถร่วมลงทุนในบริษัทจีนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลทรัมป์พยายามตั้งข้อจำกัดให้มากขึ้น ตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว เนื่องจากต้องการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจสหรัฐฯ กับจีน ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์เป็นการรับลูกจากนาย ทิม คอตตอน สว.รีพับลิกัน ซึ่งส่งจดหมายถึงบอร์ดบริหารของอินเทล ระบุว่า ความสัมพันธ์ของนายตันทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอินเทล ในการเป็นผู้ดูแลเงินภาษีของชาวอเมริกันอย่างมีความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง

นายคอตตอนพูดถึงบทบาทของนายตันในการเป็น ซีอีโอของบริษัท Cadence Design Systems ซึ่งเพิ่งตกลงจ่ายค่าปรับ 140 ล้านดอลลาร์ หลังจากยอมรับว่า บริษัทลูกของพวกเขาในจีนทำธุรกิจกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีด้านการป้องกันแห่งชาติของจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

8 ส.ค. 2568 03:19 น.

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

เครื่องบินเล็กขององค์กรแพทย์การกุศลตกใส่บ้านคนในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

องค์กรการกุศล “Amref Flying Doctors” ระบุว่า เครื่องบินเล็กเซสนาของพวกเขา ออกเดินทางจากสนามบินวิลสัน ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองฮาร์เกซา ของโซมาเลีย แต่ระหว่างทางเครื่องกลับตกใส่บ้านคนในย่านกีธูราอี (Githurai) ของกรุงไนโรบี จนระเบิดไฟลุกท่วม

นายเฮนรี วาฟูลา กรรมาธิการบริหารเขตคีอัมบู (Kiambu) ซึ่งอยู่ติดกับกรุงไนโรบี กล่าวว่า คนบนเครื่องบินเสียชีวิต 4 ศพ รวมถึงแพทย์, พยาบาล และนักบิน ขณะที่มีประชาชนบนพื้นดินเสียชีวิตอีก 2 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 รายด้วย โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนถูกส่งไปสืบหาสาเหตุแล้ว

สำนักงานการบินพลเรือนเคนยาระบุว่า เครื่องบินลำนี้ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินทั้งทางวิทยุและหายไปจากจอเรดาร์ หลังจากขึ้นบินได้เพียง 3 นาที

ด้านนายสตีเฟน กีเตา ซีอีโอของ “Amref” ระบุว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่การบินที่เกี่ยวข้องและทีมตอบสนองฉุกเฉิน เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน น.ส.แพทริเซีย คอมโบ ผู้เห็นเหตุการณ์ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า เธอกับเพื่อนๆ กำลังนั่งรถรับจ้างมุ่งหน้าไปย่านกีธูราอี แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นและแสงสีแดงวาบ

“ก่อนที่ฉันจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ แสงนั้นก็หายไปแล้ว และมีควันพวยพุ่งออกมา จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้องและวิ่งหนี พวกเราจึงยุติการเดินทาง” น.ส.คอมโบกล่าว “จากนั้นเราก็รู้ว่ามีเครื่องบินตก และเห็นหลุมยุบบนพื้นที่เกิดจากการตก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

8 ส.ค. 2568 01:55 น.

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

วิกฤตประชากรของประเทศญี่ปุ่นรุนแรงขึ้นอีก หลังสถิติล่าสุดชี้ว่า ในปี 2567 แดนอาทิตย์อุทัยมีประชากรเสียชีวิตมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

ข้อมูลใหม่ที่เผยแพร่โดยกระทรวงมหาดไทยและคมนาคมของญี่ปุ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) ชี้ว่า จำนวนประชากรในประเทศลดลงถึง 908,574 คน ในปี 2567 โดยมีเด็กเกิด 686,061 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2442 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1.6 ล้านคน หมายความว่า เด็กเกิดใหม่ทุกๆ 1 คนจะมีคนตายมากกว่า 2 คน

นี่นับเป็นปีที่ 16 ติดต่อกันแล้วที่ประชากรของญี่ปุ่นลดลง โดยประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นในปี 2567 ลดลง 0.44% จากปี 2566 ไปอยู่ที่ราว 124.3 ล้านคนในช่วงเริ่มต้นปี 2568 ขณะที่จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านคนนับจนถึง 1 ม.ค. 2568 ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่ คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งหมดที่อยู่ในญี่ปุ่น

ตอนนี้จำนวนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในญี่ปุ่นคิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมดแล้ว มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโมนาโก ตามสถิติของธนาคารโลก ส่วนประชากรวัยทำงาน หรือผู้มีอายุระหว่าง 15-64 ปี ลดลงเหลือประมาณ 60% ของประชากรทั้งหมด

ข้อมูลที่รัฐบาลญี่ปุ่นเผยแพร่เมื่อปีก่อนชี้ว่า หมู่บ้านและเมืองหลายแห่งมีผู้อยู่อาศัยน้อยลงเรื่อยๆ โดยมีบ้านเกือบ 4 ล้านหลังที่กลายเป็นบ้านร้างในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลพยายามมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด ด้วยมาตรการจูงใจต่างๆ ตั้งแต่การมอบเงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอนุญาตให้ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ แต่กำแพงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกก็ยังคงอยู่

ปัญหาค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ไม่ขยับขึ้น กับวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวด ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่อยากสร้างครอบครัวใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิง ต้องเผชิญกับบทบาททางเพศที่ฝังรากลึก ในฐานะผู้เลี้ยงดูบุตร และมักทำให้พวกเธอได้รับการสนับสนุนอย่างจำกัด

นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่า วิกฤตประชากรสูงอายุที่กำลังเกิดขึ้นในญี่ปุ่นคือ “ภาวะฉุกเฉินเงียบ” พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น เช่น บริการเลี้ยงดูเด็กฟรี และชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราการเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุค 70 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ต่อให้รัฐบาลสามารถแก้อย่างมากในตอนนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเห็นผล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

8 ส.ค. 2568 00:13 น.

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่า เขาตั้งใจจะยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ แต่ทำเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส จากนั้นจึงจะส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือนปกครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บอกกับสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ ว่า เขาตั้งใจที่จะยึดครองฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดปล่อยชาวกาซาจากกลุ่มฮามาส ก่อนจะส่งต่อการปกครองให้รัฐบาลพลเรือน ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยฮามาสอีกต่อไป

คำพูดของผู้นำอิสราเอลเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล โดย ฟ็อกซ์ นิวส์ ถามเนทันยาฮูว่า อิสราเอลตั้งใจจะเข้าควบคุมฉนวนกาซาหรือไม่ ซึ่งเขาตอบว่า

“เราตั้งใจจะทำเช่นนั้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรา, กำจัดกลุ่มฮามาสที่อยู่ที่นั่น ทำให้ประชาชนในกาซาเป็นอิสระ และเพื่อส่งผ่านกาซาให้แก่รัฐบาลพลเรือน ที่ไม่ใช่ฮามาสและไม่ใช่ใครก็ตามที่สนับสนุนการทำลายอิสราเอล”

“เราอยากปลดปล่อยตัวเราเอง และปลดปล่อยชาวกาซาจากความเลวร้ายของฮามาส” นายเนทันยาฮูกล่าว และเสริมด้วยว่า อิสราเอลไม่คิดจะเก็บกาซาเอาไว้เอง “เราต้องการมีอาณาเขตความมั่นคง เราไม่ต้องการปกครองกาซา เราไม่ต้องการอยู่ที่นั่นในฐานะหน่วยงานบริหาร”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องอิสราเอลยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ โดยสหประชาชาติเตือนว่า การทำเช่นนั้นเสี่ยงทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมา ขณะที่ครอบครัวตัวประกันกังวลว่า ชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งยังคงถูกจับอยู่ในกาซา จะตกอยู่ในอันตราย

ล่าสุด นายยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านของอิสราเอลออกมากล่าวว่า แผนการยึดกาซาโดยสมบูรณ์เนทันยาฮูคือการเสนอทำสงครามเพิ่มเติม และทำให้ตัวประกันตายมากขึ้น นอกจากนั้น แผนการนี้ยังต้องใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนจำนวนหลายหมื่นล้านเชเกลด้วย

อย่างไรก็ตาม สื่อของอิสราเอลรายงานว่า เนทันยาฮูเชื่อว่า การยึดกาซาโดยสมบูรณ์ คือทางเดียวในการทำลายกลุ่มฮามาส และปลดปล่อยตัวประกันให้เป็นอิสระ หลังการเจรจาหยุดยิงรอบล่าสุดล้มเหลว ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาประเทศ แม้แต่ชาติพันธมิตร ให้ยุติสงครามและเปิดทางส่งความช่วยเหลือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc