กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

10 ส.ค. 2568 02:21 น.

กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

สื่อกัมพูชาเผย พบหญิงไทยมีอาการสับสน นอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์ และเธอกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยมีแพทย์ให้ความดูแลอย่างดีที่สุด

สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา รายงานว่า นายมัง สีเนธ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระสีหนุ (สีหนุวิลล์) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรับผู้ป่วยส่งต่อประจำจังหวัด ให้การดูแลทางการแพทย์แก่หญิงชาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งถูกแอดมิตเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตามข้อมูลในบัตรประชาชนที่หญิงคนนี้พกติดตัวพบว่าเธอชื่อ ชลธิญา พุทธิวงษ์ เป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ อายุ 24 ปี โดยเธอถูกพบนอนอยู่บนถนนสายหนึ่งบริเวณหาดโอเทรส (O’Tres) ในสีหนุวิลล์ โดยชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า เธออยู่ในอาการสับสน และมีอาการเครียดเล็กน้อย

จากนั้นชาวบ้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรียกรถพยาบาลมารับตัวหญิงรายนี้ไปส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด

“แพทย์ได้สอบถามเธอแล้ว แต่เธอไม่ตอบสนองมากนัก เธอพูดขึ้นมาว่า ปวดหัว แล้วจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เจ้าหน้าที่ทางการก็พยายามสอบถามเธอแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการตอบสนอง” ดร.เซง นง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรับผู้ป่วยส่งต่อประจำจังหวัดสีหนุวิลล์กล่าว

พนมเปญโพสต์ย้ำว่า ตอนนี้คนไข้รายนี้กำลังได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากทีมแพทย์ของกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

10 ส.ค. 2568 00:41 น.

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันว่ายูเครนจะไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน จะพบปะพูดคุยกันเพื่อหาทางยุติสงคราม

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมากล่าวว่า ยูเครนจะไม่ยอมเสียดินแดนของตัวเอง ปฏิเสธคำพูดของฝ่ายสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ข้อตกลงกับรัสเซียอาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนดินแดน ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน จะพูดคุยกันในสัปดาห์หน้า เพื่อหาทางยุติสงคราม

นายทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เขาจะพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียที่อะแลสกา ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ และอ้างว่าหลายฝ่าย รวมถึงนายเซเลนสกี เข้าใกล้ข้อตกลงที่อาจแก้ไขความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งได้

รายละเอียดเรื่องข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผย แต่นายทรัมป์กล่าวว่า มันอาจรวมถึงการ “แลกเปลี่ยนดินแดนบางส่วนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย” หมายความว่ายูเครนอาจต้องสละดินแดนบางส่วนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ยูเครนกับพันธมิตรของพวกเขาในยุโรประบุว่า เป็นการสนับสนุนการรุกรานของรัสเซีย

“ชาวยูเครนจะไม่ยกดินแดนของตัวเองเป็นของขวัญให้แก่ผู้ยึดครอง” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอแถลงการณ์ และเสริมว่า พรมแดนของยูเครนถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว

ทั้งนี้ ตลอดสงครามนานกว่า 3 ปีครึ่ง รัสเซียประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียว ควบรวม 4 แคว้นของยูเครนได้แก่ ลูฮานสก์, โดเนตสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตัวเอง เพิ่มเติมจากแคว้นไครเมียที่พวกเขายึดไปในปี 2557

รัสเซียยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้ง 4 แคว้นได้ทั้งหมด และพวกเขาก็เรียกร้องให้เคียฟถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ฝ่ายยูเครนควบคุมอยู่

ด้านยูเครนอ้างว่าพวกเขายังมีทหารยึดครองพื้นที่เล็กๆ ในแคว้นคูสค์ของรัสเซียเอาไว้ ราว 1 ปีหลังจากพวกเขาส่งทหารข้ามพรมแดนโจมตีในรัสเซียเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างข้อต่อรองในการเจรจา แต่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ขับไล่ทหารยูเครนออกจากแคว้นแห่งนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว

ขณะเดียวกัน การต่อสู้บริเวณพื้นที่แนวหน้าการปะทะความยาวกว่า 1,000 กม. ทางฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของยูเครน ยังคงดุเดือด โดยรัสเซียครอบครองดินแดนของยูเครนเอาไว้ได้ราว 1 ใน 5 และทหารมอสโกกำลังรุกคืบอย่างช้าๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

9 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

หน่วยงานทุ่นระเบิดของกัมพูชายืนยัน ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด โว 30 ปีที่ผ่านมากู้ทุ่นระเบิดนับล้านลูกจนนานาชาติยอมรับ

สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 ปฏิเสธคำกล่าวหาของกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ระบุว่า กัมพูชาวางกับระเบิดใหม่ ทำให้ทหารไทยไปเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

สื่อกัมพูชาอย่าง พนมเปญโพสต์ ระบุว่า ทหารไทยถูกกับระเบิดได้รับบาดเจ็บขณะเตรียมการวางรั้วลวดหนามใหม่ ซึ่งอาจเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด

CMAA ระบุว่า จุดยืนของกัมพูชานั้นชัดเจน “เราไม่ได้ และจะไม่วางกับระเบิดใหม่ กัมพูชาเป็นภาคีที่น่าภาคภูมิในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเราได้ให้สัตยาบันในปี 2542 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติเรื่องสถิติการเก็บกู้ ไม่ใช่ติดตั้ง อาวุธโจมตีอย่างไม่แบ่งแยกเหล่านี้”

CMAA ย้ำด้วยว่า ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปมากกว่า 1 ล้านลูก และวัตถุระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามกว่า 3 ล้านลูก ช่วยชีวิตคนจำนวนนับไม่ถ้วนและกู้คืนที่ดินกลับมาให้แก่ชุมชน

แถลงการณ์ของ CMAA บอกอีกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใส เกี่ยวกับรายงานเรื่องการเหยียบกับระเบิดของทหารไทย และเนื่องจากยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน พวกเขาขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความอดกลั้นในการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะ

“ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ไม่เพียงเสี่ยงบ่อนทำลายเจตนารมณ์ของความร่วมมือที่สร้างขึ้นภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังคุกคามที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ต้องการความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์มากที่สุด”

“กัมพูชาหวังว่าฝ่ายไทยจะเคารพข้อตกลงที่เห็นชอบในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการชายแดนร่วมกัมพูชา-ไทย (GBC) โดยเฉพาะข้อ 2 ซึ่งระบุว่า คงกำลังทหารเอาไว้ในที่พื้นที่ปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม รวมถึงการลาดตระเวนเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย”

CMAA ยังแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย, พันธมิตรอาเซียน และคณะกรรมการทุ่นระเบิดระหว่างประเทศ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบและส่งเสริมความปลอดภัย

“กัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งว่าจะปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดอย่างเคร่งครัด, มุ่งมั่นเพื่อสันติภาพ, การเจรจา และความร่วมมือทางเทคนิค และปฏิเสธการกระทำหรือถ้อยคำใดๆ ที่บ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง” แถลงการณ์ของ CMAA ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

9 ส.ค. 2568 10:41 น.

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

เกิดเหตุกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยในเมืองแอตแลนตา และใกล้สำนักงานศูนย์ควบคุมโรค ของสหรัฐฯ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ขณะที่มือปืนถูกยิงเสียชีวิต  เบื้องต้นคาดอาจมีปมโควิด-19 และวัคซีนเป็นแรงจูงใจ

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยเอมอรี ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมือปืนถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention-CDC)

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาสมมติฐานว่ามือปืนอาจป่วยหรือเชื่อว่าตนเองป่วย และโทษว่าเป็นผลจากวัคซีนโควิด-19 โดยมีพยานซึ่งเป็นพนักงาน CDC ระบุว่า เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้าใกล้อาคารและยิงใส่ ส่วนพนักงานร้านค้าใกล้เคียงเล่าว่าได้ยินเสียงปืนดังต่อเนื่องเหมือนเสียงดอกไม้ไฟ ทำให้พวกเขารีบล็อกประตูหลบในร้าน

ในส่วนของผู้เสียชีวิต เป็นตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ แต่เขามีภรรยาที่ตั้งครรภ์ และลูกอีก 2 คน โดยเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าตำรวจที่เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่เพราะเหตุใดในช่วงเกิดเหตุ ในขณะที่มือปืนเป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวและเสียชีวิตแล้ว โดยมือปืนพกอาวุธหลายชนิด ทั้งปืนพก 2 กระบอก ปืนไรเฟิล 1 กระบอก และปืนลูกซอง 1 กระบอก และขณะเกิดเหตุเขาสวมหน้ากากคล้ายหน้ากากศัลยแพทย์

ทางด้านนายอังเดร ดิกเกนส์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่เจ้าหน้าที่รู้จัก และอาจมีความสนใจในบางเรื่อง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามทางสำนักงานสืบสวนจอร์เจีย จะเป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวนคดีนี้.

“ทรัมป์” ยืนยันนัดพบ “ปูติน” ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

"ทรัมป์" ยืนยันนัดพบ "ปูติน" ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

9 ส.ค. 2568 06:25 น.

“ทรัมป์” ยืนยันนัดพบ “ปูติน” ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา ถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกของสองผู้นับตั้งแต่ปี 2562

รายงานข่าวระบุว่า การนัดพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเส้นตายที่ทรัมป์ตั้งไว้ให้ปูตินตกลงหยุดยิงผ่านไปโดยไร้ความคืบหน้า ซึ่งทรัมป์เคยระบุว่าข้อตกลงใกล้จะสำเร็จ และอาจมีการ แลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย โดยปูตินได้แจ้งต่อนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของทรัมป์ระหว่างพบกันในกรุงมอสโก เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า รัสเซียต้องการให้ยูเครนถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ได้แก่ โดแนตสก์ และลูฮันสก์ ซึ่งรัสเซียครองพื้นที่ส่วนใหญ่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ารัสเซียมีแผนอย่างไรต่อภูมิภาคเคอร์ซอนและซาปอริชเชีย ซึ่งมอสโกครองบางส่วนอยู่เช่นกัน โดยบางฝ่ายมองว่าปูตินอาจตรึงแนวรบไว้ตามสภาพปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าอาจมีการถอนกำลังออกในอนาคต ขณะที่รัฐบาลยูเครนยืนยันมาโดยตลอดว่าการยอมแลกดินแดนหรือทำข้อตกลงใดๆ โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในโต๊ะเจรจา ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้.

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน “อะพอลโล 13” เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน "อะพอลโล 13" เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

9 ส.ค. 2568 05:19 น.

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน “อะพอลโล 13” เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศผู้สร้างตำนานของสหรัฐฯ ผู้พาภารกิจ “อะพอลโล 13” ฝ่าหายนะกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยเมื่อปี 1970 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี 

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงข่าวการจากไปของ จิมส์ อาร์เธอร์ โลเวลล์ จูเนียร์ หรือ จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศผู้เป็นตำนาน จากภารกิจ ยาน “อะพอลโล 13” (Apollo 13) โดยระบุว่าเขาเสียชีวิตในวัย 97 ปี

นาซาระบุว่า เขาเสียชีวิตในวันที่ 7 สิงหาคม ที่เมืองเลค ฟอเรสต์ รัฐอิลลินอยส์ แต่ไม่ได้เปิดเผยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

โดยโลเวลล์ เป็นผู้บังคับการภารกิจอะพอลโล 13 ซึ่งเดิมมีเป้าหมายลงจอดบนดวงจันทร์ แต่ต้องยกเลิกกลางทางหลังเกิดเหตุระเบิดบนยาน ขณะอยู่ห่างจากโลกหลายแสนไมล์ เขาและลูกเรืออีก 2 คนสามารถนำยานกลับลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างปลอดภัยต่อหน้าผู้ชมทางโทรทัศน์นับสิบล้านคนทั่วโลก โดยองค์การนาซา ยกย่องว่าเขา คือผู้ที่เปลี่ยนโศกนาฏกรรมให้เป็นความสำเร็จ

นอกจากภารกิจอะพอลโล 13 โลเวลล์ยังเป็นหนึ่งในลูกเรือของ อะพอลโล 8  ซึ่งเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่โคจรรอบดวงจันทร์ และยังเป็นบุคคลแรกที่เดินทางไปดวงจันทร์ถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยได้ลงจอด

ทางด้านครอบครัวของโลเวลล์ออกแถลงการณ์ว่า จะคิดถึงความมองโลกในแง่ดีที่ไม่เคยสั่นคลอน อารมณ์ขัน และวิธีที่เขาทำให้ทุกคนรอบตัวเชื่อว่าทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ พร้อมระบุว่าเขาเป็นคนพิเศษอย่างแท้จริง.

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

"ฮุนเซน" เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

8 ส.ค. 2568 23:56 น.

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์ตอบโต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังมีมติถอนปริญญากิตติมศักดิ์อดีตนายกฯกัมพูชา โดยฮุนเซนระบุว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอน เพราะได้ “ทิ้งลงส้วมไปแล้ว” ตั้งแต่ปี 2551 

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เดือดผ่านโซเชียลมีเดีย ตอบโต้มหาวิทยาลัยรามคำแหงของไทย หลังมีมติเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ โดยฮุนเซนระบุว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอน เพราะได้ “ทิ้งลงส้วมไปแล้ว” ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งอ้างว่าเป็นช่วงที่ไทยเคลื่อนกำลังทหารเข้ารุกล้ำพื้นที่ปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

ฮุนเซนระบุว่า “วันนี้ได้ยินข่าวว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทย ซึ่งจำชื่อไม่ได้ มีมติถอนปริญญากิตติมศักดิ์ของผม ขอชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องทำ เพราะผมทิ้งมันลงส้วมตั้งแต่ปี 2551 แล้ว ปริญญานั้นไม่มีคุณค่าสำหรับผม”

อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชายังย้ำว่าไม่ได้ภาคภูมิใจกับกระดาษที่มีชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พร้อมระบุว่า สติปัญญาของเขาไม่ได้เกิดจากสถาบันการศึกษาของไทย แต่เกิดจากคำสอนของประชาชนและโรงเรียนในกัมพูชา

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 ออกมติเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จฮุน เซน โดยเห็นว่า ฮุน เซนแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณที่เคยระบุไว้ในมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ เมื่อปี 2544 ที่ระบุว่า เป็นผู้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ  

โดยระบุว่า ฮุน เซน มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

ในที่ประชุมระบุอีกว่า ฮุน เซนส่งเสริมให้รุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย จนนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่ฮุน เซนเคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดังนั้นหากปล่อยให้สมเด็จฮุน เซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ต่อไป ย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาที่เคยดำเนินการมาแล้ว.

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

8 ส.ค. 2568 15:30 น.

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

เขตเทคโนโลยีขั้นสูงในกรุงปักกิ่งของจีน ได้เปิดร้านจำหน่ายหุ่นยนต์บริการครบวงจรเป็นร้านแรก เพื่อผลักดันโครงการระดับชาติในการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือฮิวแมนนอยด์

“โรบอต มอลล์” (Robot Mall) ซึ่งเป็นร้านค้าแบบครบวงจรแห่งแรกในจีนที่เน้นจำหน่ายหุ่นยนต์สำหรับใช้งานทั่วไปและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เปิดให้บริการแล้วในเขต “เมืองอิเล็กทรอนิกส์ปักกิ่ง (Beijing E-Town) โดยนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจรตั้งแต่การขายอะไหล่ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าเป็น “โชว์รูมรถยนต์สำหรับหุ่นยนต์”  

“โรบอต มอลล์” มีผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์มากกว่า 100 ชนิดให้เลือกสรร ตั้งแต่หุ่นยนต์พ่อบ้านไปจนถึงหุ่นยนต์จำลองเหมือน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เสมือนจริง ผู้เยี่ยมชมยังสามารถทดลองและโต้ตอบกับหุ่นยนต์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์สุนัข หุ่นยนต์นักเล่นหมากรุก และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยราคาสินค้ามีตั้งแต่ 2,000 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท) ไปจนถึงหลายล้านหยวน

การเปิดตัวร้านค้าแห่งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลจีนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตที่ชะลอตัวและปัญหาสังคมสูงวัย โดยเมื่อปีที่ผ่านมา จีนได้ทุ่มงบอุดหนุนในอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านหยวนสำหรับสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI และหุ่นยนต์อีกด้วย

หวัง อี้ฟาน ผู้อำนวยการร้านกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “หากต้องการให้หุ่นยนต์เข้าไปอยู่ในทุกครัวเรือน การพึ่งพาแค่บริษัทหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ”  การมีโรบอต มอลล์จึงเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

อาคารสี่ชั้นแห่งนี้ถูกเรียกว่าร้าน 4S ซึ่งหมายถึงการขาย การบริการ อะไหล่ และการตรวจสอบ หรือการรวบรวมและวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้า หวังกล่าวว่า นี่เป็นร้านแห่งแรกในประเทศจีนที่เป็นร้าน 4S แม้ว่าเมืองอื่นๆ ก็มีการร้านจำหน่ายหุ่นยนต์เช่นกัน

นอกจากโซนจำหน่ายสินค้าแล้ว โรบอต มอลล์ยังมีโซนพิเศษสำหรับอะไหล่และบริการซ่อมบำรุงหุ่นยนต์โดยเฉพาะ และที่น่าสนใจคือโรบอต มอลล์ตั้งอยู่ติดกับร้านอาหารธีมพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับบริการจากหุ่นยนต์และอาหารก็ปรุงโดยเชฟหุ่นยนต์

การเปิดตัวโรบอต มอลล์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการจัดงานประชุมหุ่นยนต์โลก (World Robot Conference )ซึ่งเป็นการประชุมหุ่นยนต์ระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในกรุงปักกิ่ง โดยสื่อของจีนระบุว่า งานในปีนี้มีนิทรรศการจากบริษัทหุ่นยนต์ทั้งในและต่างประเทศกว่า 200 แห่ง และมีหุ่นยนต์จัดแสดงมากกว่า 1,500 ตัว

นอกจากนี้ กรุงปักกิ่งยังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก (World Humanoid Robot Games) ครั้งแรกของโลก ระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม โดยจะมีทีมจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขันในประเภทต่าง ๆ เช่น กรีฑา เต้นรำ และฟุตบอล.

ที่มา BBC

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก “วันพีซ” เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก "วันพีซ" เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

8 ส.ค. 2568 12:58 น.

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก “วันพีซ” เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นักศึกษาและนักเคลื่อนไหวในอินโดนีเซีย ได้นำธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลก จากอนิเมะเรื่อง “วันพีซ” มาเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงนโยบายรัฐบาล ก่อนถึงวันชาติอินโดนีเซีย 17 สิงหาคม

ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลกสวมหมวกฟาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในอนิเมะชื่อดัง “วัน พีซ” (One Piece) ไปปรากฏตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินโดนีเซีย ทั้งตามประตูบ้าน หลังรถยนต์ หรือบนผนัง ธงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงออกถึงความรักในอนิเมะเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีกด้วย

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีปราโบโวได้เรียกร้องให้ชาวอินโดนีเซียร่วมกันชักธงชาติสีแดง-ขาว เพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพ หรือวันชาติ ในวันที่ 17 สิงหาคม แต่ชาวอินโดนีเซียจำนวนหนึ่งกลับเลือกที่จะแสดงความไม่พอใจและประท้วงด้วยการชักธงโจรสลัดแทน ซึ่งเป็นการสื่อความหมายว่าพวกเขารักประเทศชาติแต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่พวกเขาเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น

“วัน พีซ” เป็นอนิเมะยอดนิยมที่เผยแพร่ครั้งแรกในปี 1997 และมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นในอินโดนีเซีย เนื้อเรื่องของอนิเมะนี้เล่าถึงกลุ่มโจรสลัดที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและท้าทายรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียหลายคน โดย อาลี เมาลานา ชาวเมืองจายาปูราในจังหวัดปาปัว กล่าวว่า “ถึงแม้ประเทศนี้จะมีเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่พวกเราหลายคนยังไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพอย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน”

ความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีปราโบโวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่กล่าวว่า “จงชักธงชาติสีแดง-ขาวไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สีแดงคือเลือดที่หลั่งรินเพื่ออิสรภาพ ส่วนสีขาวคือความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ” คำพูดนี้กระตุ้นให้ เดนดี คริสเตียนโต เจ้าของร้านเสื้อผ้า Wik Wiki ได้รับยอดสั่งซื้อธงโจรสลัดนับพันชิ้นจากทั่วประเทศหลังจากสุนทรพจน์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกนี้ไม่ได้ได้รับการยอมรับจากทุกคน นายซุฟมี ดัสโก อะหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีปราโบโว ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ว่าเป็น “ความพยายามที่สมคบคิดกันเพื่อแบ่งแยกชาติ” และเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันต่อต้าน ในขณะที่ ส.ส. อีกคนหนึ่งจากพรรคโกลคาร์ถึงกับกล่าวว่าการกระทำนี้อาจเข้าข่ายการกบฏ

แต่ในทางกลับกัน  ประเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรัฐมนตรี  กลับออกมาแถลงว่า ประธานาธิบดีปราโบโวไม่ได้คัดค้านการใช้ธงเหล่านี้ในฐานะ “การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์” แต่ย้ำว่าไม่ควรใช้ธงดังกล่าวเพื่อท้าทายหรือลดทอนความสำคัญของธงชาติ และห้ามนำมาวางเคียงข้างกันในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามกฎหมายของอินโดนีเซียไม่ได้มีข้อห้ามเกี่ยวกับการแสดงธงสมมติ แต่ระบุไว้ว่าหากชักธงชาติร่วมกับธงอื่นใด ธงชาติจะต้องถูกชักขึ้นสูงกว่าเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองบางคนยอมรับการแสดงออกนี้ในฐานะสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชน โดยบิมา อาร์ยา ซูกีอาร์โต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า “การแสดงออกในลักษณะนี้เป็นปรากฏการณ์ปกติในระบอบประชาธิปไตย” ในขณะที่ เดดดี เยฟรี ซิตอรัส จากพรรคประชาธิปไตยแห่งการต่อสู้ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มองว่า “การกระทำเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะนี้ดีกว่าการประท้วงตามท้องถนนที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง”

ดอมินิก นิกกี ฟาห์รีซาล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ กล่าวว่า การที่วันพีซ ได้รับความนิยมในทุกช่วงวัยของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ธงโจรสลัดกลายเป็นวิธี “สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์” สำหรับประชาชนบางคน การตอบสนองของรัฐบาลที่แตกต่างกันไปต่อธงโจรสลัดนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงพลังของสัญลักษณ์ดังกล่าว 

ในบทความของ ฟาร์ฮาน ริซกุลเลาะห์ บนแพลตฟอร์ม Medium ได้กล่าวสรุปไว้ว่า “การปฏิบัติต่อธงการ์ตูนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นการยืนยันถึงสมมติฐานของการประท้วงทั้งหมดโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความฝันของมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นความปรารถนาที่เรียบง่ายและแน่วแน่ที่จะมีอิสระ คือสิ่งเดียวที่พวกเขากลัวอย่างแท้จริง”

ที่มา BBC

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

8 ส.ค. 2568 11:56 น.

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ปีที่แล้วมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนการเกิดเกือบหนึ่งล้านคน ซึ่งถือเป็นการลดลงของจำนวนประชากรรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจโดยรัฐบาลในปี 1968

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวถึงวิกฤตประชากรผู้สูงอายุของญี่ปุ่นว่าเป็น “ภาวะฉุกเฉินเงียบ” โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อครอบครัว เช่น การดูแลเด็กฟรี และการเพิ่มชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในหมู่สตรีชาวญี่ปุ่นยังคงแทบไม่มีผลกระทบใดๆ

ข้อมูลใหม่ที่กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) แสดงให้เห็นว่าจำนวนพลเมืองญี่ปุ่นลดลง 908,574 คนในปี 2024

ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิด 686,061 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1899 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1.6 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าในหนึ่งทารกที่เกิดจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสองคน

นับเป็นปีที่ 16 ติดต่อกันที่จำนวนประชากรลดลง โดยระบบบำนาญและระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.6 ล้านคน ณ วันที่ 1 มกราคม 2025 ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3% ของประชากรญี่ปุ่น

รัฐบาลได้เริ่มเปิดรับแรงงานต่างชาติบ้างแล้ว โดยการเปิดตัววีซ่าดิจิทัลโนแมดและโครงการพัฒนาทักษะ แต่ปัญหาการย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นปัญหาทางการเมืองในญี่ปุ่น

ขณะที่จำนวนประชากรโดยรวมของประเทศลดลง 0.44% จากปี 2023 เหลือประมาณ 124.3 ล้านคน ณ ต้นปี

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากโมนาโก ตามข้อมูลของธนาคารโลก ประชากรวัยทำงาน ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี ลดลงเหลือประมาณ 60%

ข้อมูลของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า เมืองและหมู่บ้านจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังถดถอยลง โดยมีบ้านเรือนเกือบสี่ล้านหลังถูกทิ้งร้างในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลพยายามเพิ่มอัตราการเกิดมาหลายปีแล้วด้วยแรงจูงใจหลากหลาย ตั้งแต่เงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัยไปจนถึงการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง แต่อุปสรรคทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกยังคงอยู่

ค่าครองชีพที่สูง ค่าจ้างที่คงที่ และวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวด เป็นอุปสรรคสำคัญที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่กล้าสร้างครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับบทบาททางเพศที่ฝังรากลึก ซึ่งมักทำให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างจำกัดในฐานะผู้ดูแลหลัก

อัตราการเกิดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงจำนวนบุตรเฉลี่ยที่เกิดกับผู้หญิงตลอดช่วงชีวิตของเธอ อยู่ในระดับต่ำมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่าแม้การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปัจจุบันจะต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเห็นผล.

ที่มา BBC