สหรัฐฯ คนติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

สหรัฐฯ คนติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

11 ส.ค. 2568 04:55 น.

สหรัฐฯ คนติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดกันว่า อาจเป็นเพราะการมาของโควิดสายพันธุ์ย่อยตัวใหม่ที่เรียกว่า “สเตรตัส” (stratus)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงฤดูร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่การหวนกลับมาของมันก่อนที่เด็กๆ จะเปิดเทอมใหม่อีกครั้ง อาจทำให้ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ความเสี่ยงเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงฤดูร้อนนี้ เกิดขึ้นหลังจากนาย โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดความสับสนว่า ใครควรรับวัคซีนบ้างกันแน่

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ยกระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียแห่งชาติ ขึ้นจากระดับ “ต่ำ” เป็น “ปานกลาง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 ส.ค.) โดยพื้นที่ที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำเสียมากที่สุดอยู่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ตั้งแต่อะแลสกา, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, เนวาดา และยูทาห์

ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ก็มีระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียมากขึ้นเช่นกัน โดยลุยเซียนานำมาเป็นอันดับ 1 ตามการวัดข้อมูลระหว่างวันที่ 27 ก.ค. ถึง 2 ส.ค.

ทั้งนี้ การสังเกตการณ์น้ำเสียสามารถตรวจพบไวรัสที่แพร่จากคน 1 คนไปสู่อีกคนในชุมชนได้เร็วกว่าการทดสอบทางคลินิก และตรวจพบได้ก่อนที่จะมีคนป่วยเดินทางไปพบแพทย์ประจำตัวหรือเข้าโรงพยาบาลเสียอีก

มันยังสามารถตรวจพบการติดเชื้อโดยไม่มีอาการ หากคุณเห็นระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้น นั่นอาจบ่งชี้ว่า มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้นไปด้วย

ซีดีซี ประเมินว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 กำลังเพิ่มขึ้นใน 45 รัฐทั่วประเทศ โดยมีเพียง 4 รัฐเท่านั้นได้แก่ อะแลสกา, นอร์ทดาโกตา, เมน และนิวแฮมป์เชียร์ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนที่รัฐไวโอมิงไม่มีการประเมินสถิติ

สำหรับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดมีชื่อเรียกว่า XFG “สเตรตัส” ถูกตรวจพบครั้งแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยในครึ่งแรกของปี เชื้อสายพันธุ์นี้แทบไม่มีบทบาทในสหรัฐฯ

แต่จู่ๆ ในเดือนมิถุนายน จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ “สเตรตัส” กลับเพิ่มขึ้นเป็น 14% สูงเป็นลำดับ 3 ในบรรดาสายพันธุ์ย่อยทั้งหมด

อนึ่ง เชื้อสายพันธุ์ XFG นั้นเป็นการรวมตัวกันของเชื้อสายพันธุ์ย่อย 2 ตัวได้แก่ LF.7 กับ LP.8.1.2 โดยเชื้อ LP.8.1.2 เป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายมากที่สุดลำดับ 2 ในสหรัฐฯ

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ XFG อยู่ในรายการเฝ้าระวังแล้ว และมันอาจปรับตัวมากขึ้นจนสามารถหลบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ก็เป็นได้ ถึงแม้ว่ามันจะถูกจัดว่ามีอัตราความเสี่ยงต่อสาธารณสุขในระดับ “ต่ำ” จนถึงเมื่อเดือนมิถุนายนก็ตาม

แต่รายงานของ WHO คาดว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพกับไวรัสสายพันธุ์สเตรตัสนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการป่วยหรือการป่วยรุนแรง

อาการป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ “สเตรตัส” ยังไม่มีจุดที่แตกต่างไปจากเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อยตัวก่อนๆ ซึ่งได้แก่ มีไข้, หนาวสั่น, ไอ, เจ็บคอ และมีอาการคั่งของโลหิต แต่บางรายงานระบุว่า อาการเสียงแหบ อาจเป็นเอกลักษณ์ของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : axios

เนทันยาฮูปกป้องแผนยึดกาซา ย้ำไม่คิดอยู่นาน-ทำเพื่อปลดปล่อยจากฮามาส

เนทันยาฮูปกป้องแผนยึดกาซา ย้ำไม่คิดอยู่นาน-ทำเพื่อปลดปล่อยจากฮามาส

11 ส.ค. 2568 02:35 น.

เนทันยาฮูปกป้องแผนยึดกาซา ย้ำไม่คิดอยู่นาน-ทำเพื่อปลดปล่อยจากฮามาส

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวปกป้องแผนการยึดฉนวนกาซาของเขา โดยยืนยันว่าทำเพื่อปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้จากกลุ่มฮามาส และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงคราม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ โดยเขาพยายามปกป้องแผนเริ่มปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ที่มีประชาชนรวมอยู่มากที่สุดในฉนวนกาซา เพื่อยึดดินแดนแห่งนี้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเรียกเสียงประณามจากทั้งภายในและนอกประเทศ

“ชาวกาซากำลังขอร้องเรา และขอร้องต่อโลก ให้ปลดปล่อยพวกเขาจากกลุ่มฮามาส” เนทันยาฮูกล่าว และเสริมว่า ฮามาสเป็น “องค์กรฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และไม่มีชาติใดทนอยู่ได้หากมีองค์กรที่ “มุ่งมั่นที่จะทำลายล้างตนเองอยู่ห่างจากชายแดนเพียงไม่กี่ก้าว”

เป้าหมายของอิสราเอลไม่ใช่การยึดครองกาซา แต่เป็นการปลดปล่อย สงครามสามารถจบลงได้หากฮามาสปล่อยตัวประกันและตกลงวางอาวุธ

เนทันยาฮูกล่าวอีกว่า กาซาจะกลายเป็นเขตปลอดทหาร โดยมีหลักการ 5 ข้อเป็นข้อสรุปของสงคราม ได้แก่ การปลดอาวุธกลุ่มฮามาส, การนำตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา, การทำให้ฉนวนกาซาเป็นพื้นที่ปลอดทหาร, อิสราเอลจะรับช่วงต่อการควบคุมความมั่นคงในฉนวนกาซา และก่อตั้งหน่วยงานบริหารทางเลือกของพลเรือน ที่ไม่ใช่กลุ่มฮามาส หรือองค์การบริหารปาเลสไตน์

ผู้นำอิสราเอลย้ำว่า พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำงานให้จบ และกำจัดกลุ่มฮามาส โดยตอนนี้พื้นที่ฉนวนกาซา 70-75% อยู่ในการควบคุมของกองทัพอิสราเอลแล้ว แต่ฮามาสยังเหลือที่มั่นอีก 2 แห่ง คือที่เมืองกาซาซิตี้ และค่ายอพยพกลาง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีความมั่นคงอิสราเอลได้สั่งการให้กองทัพ “รื้อถอน” ที่มั่นทั้งสองแล้ว

เนทันยาฮูบอกด้วยว่า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงคราม โดยอิสราเอลจะอนุญาตให้ประชาชนอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่จัดสรรเอาไว้ ซึ่งจะมีอาหาร, ความปลอดภัย และยา อย่างเพียงพอ

ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้มีนโยบายทำให้เกิดการอดอาหารในกาซา เพราะหากทำจริงคงไม่มีชาวกาซารอดชีวิตหลังจากสงครามผ่านมา 2 ปี อย่างไรก็ตาม เขาเผยแผนการ 3 ขั้นเพื่อเพิ่มการส่งความช่วยเหลือให้แก่ชาวกาซา ได้แก่

กำหนดเส้นทางปลอดภัยสำหรับการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม, เพิ่มจำนวนจุดกระจายความช่วยเหลือที่บริหารจัดการโดยมูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) และเพิ่มหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศโดยอิสราเอลและหุ้นส่วน

เนทันยาฮูยังกล่าวโจมตีสื่อที่เผยแพร่ภาพหรือรายงานข่าวเรื่องความหิวโหยในกาซา โดยอ้างว่าภาพเด็กขาดสารอาหารที่ตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆ นั้น เป็นของปลอม

นอกจากนั้น รัฐบาลอิสราเอลกำลังเดินหน้ายื่นฟ้องร้องสำนักข่าวนิวยอร์ก ไทม์ส ที่ใช้ภาพเด็กที่กำลังหิวโหยบนหน้าเพจของพวกเขา โดยเนทันยาฮูอ้างว่า เด็กคนนี้มีโรคประจำตัวไม่ได้อดอาหาร แม่กับพี่ชายของเขาก็แข็งแรงดี พร้อมกล่าวหานิวยอร์ก ไทม์ส ว่าปิดบังความจริงเรื่องนี้

เนทันยาฮูเปิดเผยด้วยว่า เขามีแผนจะให้กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) พานักข่าวต่างชาติเข้าไปในฉนวนกาซา หลังจากห้ามมาตลอด 22 เดือนที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า อาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

เมื่อถูกนักข่าวถามเรื่องกรอบเวลาของปฏิบัติการทางทหารใหม่ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ปฏิบัติการจะเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่นักข่าวจะถามต่อว่า รัฐบาลของเขายังเชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่กลับมาได้หรือไม่ เนทันยาฮูก็ตอบว่า เป้าหมายของเขาคือการช่วยตัวประกันทั้งหมดออกมาอย่างมีชีวิต และกู้ร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตไปแล้ว

เนทันยาฮูย้ำว่า อิสราเอลไม่ได้ต้องการอยู่ในกาซา และเป้าหมายของพวกเขาคือ การทำให้แน่ใจว่า ฮามาสจะไม่อยู่ที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาอ้าง ไทยยิงปืนใหญ่-ทิ้งระเบิดใส่ จ.อุดรมีชัยกว่า 1,549 ลูก

กัมพูชาอ้าง ไทยยิงปืนใหญ่-ทิ้งระเบิดใส่ จ.อุดรมีชัยกว่า 1,549 ลูก

11 ส.ค. 2568 00:10 น.

กัมพูชาอ้าง ไทยยิงปืนใหญ่-ทิ้งระเบิดใส่ จ.อุดรมีชัยกว่า 1,549 ลูก

ผอ.หน่วยงานทุ่นระเบิดของกัมพูชา พาผู้แทนต่างชาติลงพื้นที่ดูระเบิด MK-84 ที่เขาอ้างว่าไทยทิ้งใส่ จ.อุดรมีชัย พร้อมอ้างด้วยว่า มีระเบิดตกใส่พื้นที่แถบนี้ทั้งหมด 1,549 ลูก

เมื่อ 10 ส.ค. 2568 นายเฮง รัตนะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ยืนยันว่า CMAC กำลังค้นหา ทำเครื่องหมาย และเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดและกระสุนปืนใหญ่ทุกชนิดที่ยิงมาจากฝั่งไทย เพื่อรับประกันความปลอดภัยของประชาชน

นายเฮงระบุว่า ผู้แทนทางทหาร 14 คนจาก 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ลาว และเวียดนาม เดินทางเยือนหมู่บ้านตาเมือน ตำบลโคกมอน อำเภอบันเตีย อัมพิล จังหวัดอุดรมีชัย เพื่อตรวจสอบระเบิด MK-84 ที่ฝ่ายไทยทิ้งลงมา

ตามการเปิดเผยของนายเฮง ระเบิด MK-84 ดังกล่าว มีน้ำหนักเกือบ 1 ตัน ยาวประมาณ 3.5 ม. เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบครึ่งเมตร ผลิตในปี 2539 โดยในสถานที่แห่งนี้เพียงแห่งเดียว เครื่องบินไทยก็ทิ้งระเบิดลงมาถึง 10 ลูก โดยมี 4 ลูกที่ระเบิด ขณะที่อีก 6 ลูกไม่ระเบิด รวมถึง MK-84 ที่พบนี้ด้วย

นายเฮงอ้างอีกว่า จากข้อมูลของกองทัพในพื้นที่แนวหน้าของจังหวัดอุดรมีชัย มีระเบิดตกใส่พื้นที่แถบนี้ทั้งหมด 1,549 ลูก ซึ่ง CMAC กำลังดำเนินการค้นหา ทำเครื่องหมาย และเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสังคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

ฮุน เซน เผย ใช้คำว่า “Don’t Thai to me” ตอบโต้คอมเมนต์ทัวร์ไทย

ฮุน เซน เผย ใช้คำว่า “Don’t Thai to me” ตอบโต้คอมเมนต์ทัวร์ไทย

10 ส.ค. 2568 22:59 น.

ฮุน เซน เผย ใช้คำว่า “Don’t Thai to me” ตอบโต้คอมเมนต์ทัวร์ไทย

ฮุน เซน ลั่น คนไทยคอยส่องโพสต์และคอมเมนต์โจมตีกัมพูชา ซึ่งเขาไม่ลบคอมเมนต์เหล่านั้น แต่จะตอบกลับด้วยคำว่า “Don’t Thai to me”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา โพสต์ข้อความใหม่ผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง โดยระบุว่า มักมีคนไทยเข้ามาคอมเมนต์โจมตีกัมพูชาในโพสต์ของตน ซึ่งตนไม่ได้ลบ แต่ตอบโต้สั้นๆ ว่า “Don’t Thai to me”

“เมื่อเช้านี้ ผมโพสต์เรื่องกิจกรรมการเล่นกอล์ฟของผม ผมไม่คิดว่าหนังสือพิมพ์ของไทยจะเอาไปรายงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนไทยจำนวนหนึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของผมเป็นประจำ”

“จากการสังเกตของผม เมื่อไรก็ตามที่ผมโพสต์อะไร ผู้ชมมากกว่า 5% จะเป็นคนไทย และชมมากที่สุดตอนที่ผมโพสต์เกี่ยวกับการใช้หนังสติ๊กเป็นอาวุธ โดยมีอัตราส่วนผู้ชมที่เป็นชาวไทยสูงถึง 17.1%”

“ในทุกโพสต์ของผม มักจะมีคนไทยนิสัยไม่ดีจำนวนหนึ่งมารบกวนผมด้วยคอมเมนต์เนื้อหาเชิงลบต่อกัมพูชาเป็นภาษาไทยและอังกฤษ ผมไม่ลบข้อความเหล่านี้ แต่บางครั้งผมจะตอบด้วยข้อความสั้นๆ ว่า ‘Don’t Thai to me’”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

10 ส.ค. 2568 12:46 น.

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

ชาติพันธมิตรในยุโรปรวมตัวกันสนับสนุนยูเครน โดยยืนกรานว่าการเจรจาสันติภาพกับรัสเซียจะต้องมียูเครนร่วมในการเจรจาด้วย

กลุ่มชาติพันธมิตรยุโรปได้แสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนยูเครน โดยเรียกร้องให้ยูเครนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาสันติภาพใดๆ กับรัสเซีย ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะลาสกาของสหรัฐฯ ในวันที่ 15 ส.ค. นี้

ผู้นำจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ ฟินแลนด์ และคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า “หนทางสู่สันติภาพในยูเครนไม่สามารถตัดสินใจได้หากปราศจากยูเครน” โดยแถลงการณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า “พรมแดนระหว่างประเทศจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง” ซึ่งเป็นการตอบโต้รายงานข่าวที่ว่าทำเนียบขาวกำลังพยายามโน้มน้าวชาติพันธมิตรยุโรปให้ยอมรับข้อตกลงที่รัสเซียจะเข้าครอบครองภูมิภาคดอนบาสและไครเมีย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าประเทศของตนอาจไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ และเตือนว่าข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยปราศจากยูเครนนั้นจะเป็นเพียง “การตัดสินใจที่ไร้ความหมาย” เขายังปฏิเสธข้อเสนอของทรัมป์ที่อาจมีการ “แลกเปลี่ยนดินแดน” เพื่อยุติความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า “เราจะไม่ให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับสิ่งที่พวกเขากระทำ”

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ( 9 ส.ค.) ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยินดีที่จะจัดการประชุมไตรภาคีร่วมกับทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกี แต่สำหรับตอนนี้การประชุมยังคงเป็นเพียงระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียตามคำขอเริ่มต้นของรัสเซีย ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าปูตินจะยอมรับการประชุมดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากเขาเคยปฏิเสธโอกาสในการเจรจาโดยตรงมาหลายครั้งแล้ว

แถลงการณ์จากผู้นำยุโรปยังยืนยันที่จะให้การสนับสนุนยูเครนต่อไป ทั้งในด้านการทูต การทหาร และการเงิน พร้อมกับเน้นย้ำว่า “ทางออกทางการทูต” มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องยูเครนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงของยุโรปด้วยเช่นกัน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้แสดงความกังวลผ่านทาง X เกี่ยวกับการที่รัสเซียและสหรัฐฯ พยายามกีดกันยุโรปออกจากกระบวนการเจรจา โดยกล่าวว่า “ชาวยุโรปต้องเป็นส่วนหนึ่งของทางออกอย่างแน่นอน เพราะความมั่นคงของพวกเขาเองก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

การประชุมสุดยอดที่รัฐอะลาสกาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พบกับประธานาธิบดีปูตินในเดือนมิถุนายน 2021 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 9 เดือนก่อนที่รัสเซียจะส่งกองทัพเข้าสู่ยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าสงครามจะดำเนินมานานกว่าสามปีแล้ว และรัสเซียได้ผนวกสี่ภูมิภาคของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเองในปี 2022 แต่ยังคงไม่สามารถรุกคืบได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่การรุกตอบโต้ของยูเครนก็ยังไม่สามารถผลักดันกองกำลังรัสเซียให้ถอยร่นได้เช่นกัน ทำให้การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเวทีโลก.

ที่มา BBC

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

10 ส.ค. 2568 10:14 น.

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

ตำรวจนครบาลลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 474 คนที่จัตุรัสรัฐสภา ซึ่งร่วมในการชุมนุมเพื่อสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” ที่ถูกรัฐบาลสหราชอาณาจักรขึ้นบัญชีดำภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีของตำรวจนครบาล โดยผู้ประท้วง 466 คนถูกจับกุมในข้อหาสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ขณะที่อีก 8 คนถูกจับกุมในข้อหาอื่น ๆ รวมถึงการทำร้ายเจ้าหน้าที่และการกระทำผิดที่มีเจตนาเหยียดเชื้อชาติ

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ถูกขึ้นบัญชีดำเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้พระราชบัญญัติการก่อการร้ายปี 2000 ทำให้การเป็นสมาชิกหรือให้การสนับสนุนกลุ่มนี้ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี

ผู้ประท้วงหลายร้อยคนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ โดยพร้อมกันชูป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันสนับสนุน Palestine Action” ซึ่งผู้จัดการประท้วงเผยว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 1,000 คน

ก่อนหน้านี้ ตำรวจนครบาลรายงานว่ามีผู้คนประมาณ 500 ถึง 600 คนอยู่ในจัตุรัสรัฐสภาเมื่อการประท้วงเริ่มต้นขึ้น แต่ “หลายคนเป็นผู้ชม สื่อมวลชน หรือผู้ที่ไม่ได้ถือป้ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวปาเลสไตน์” และเมื่อเวลา 13.00 น. เมื่อระฆังบิ๊กเบนดังขึ้น ผู้คนหลายร้อยคนที่นั่งอยู่บนจัตุรัสก็ชูป้ายประท้วง และตำรวจก็เริ่มจับกุมผู้ประท้วงหลายคนพร้อมกัน โดยแทรกตัวผ่านฝูงชน ผู้ประท้วบางคนเลือกที่จะเดินออกไปอย่างเงียบๆ ส่วนผู้ที่ไม่ยอมขยับตัวนอนราบกับพื้น ถูกตำรวจนำตัวออกไป

อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ และชี้แจงว่าการสั่งห้ามกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันนั้นมาจาก “คำแนะนำด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง” โดยอ้างถึงการโจมตีที่รุนแรงและแผนการโจมตีในอนาคตของกลุ่ม

ขณะที่นายซาชา เดชมุข ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล สหราชอาณาจักร กล่าวว่าการจับกุมผู้ประท้วงเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และชี้ว่าผู้ประท้วงไม่ได้ยุยงให้เกิดความรุนแรง และการปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะผู้ก่อการร้ายนั้นไม่สมเหตุสมผล

ผู้ประท้วงหลายคนได้แสดงความคิดเห็นต่อสื่อถึงความกังวลเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก โดยหนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า “ถ้าพวกเขาแบนกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันแล้วกลุ่มอื่นจะถูกแบนเมื่อไหร่? จนกว่าเราจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประท้วงอะไรเลย นั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย”

แม้จะมีการจับกุม แต่ศาลสูงก็ได้ตัดสินให้กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งห้ามดังกล่าวได้ โดยทนายความของกลุ่มอ้างว่าการสั่งห้ามเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี.

ที่มา BBC

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว "ฟ็อกซ์นิวส์" ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

10 ส.ค. 2568 09:40 น.

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ได้เสนอชื่อแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและอดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้แทนถาวรสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

ในโพสต์บนทรูธโซเชียล ทรัมป์กล่าวว่าบรูซ ซึ่งทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม ได้ “ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม” ในบทบาทนี้

ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาล บรูซเคยเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้กับฟ็อกซ์นิวส์ มานานกว่า 20 ปี และเขียนหนังสือหลายเล่มที่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยม รวมถึงหนังสือ “Fear Itself: Exposing the Left’s Mind-Killing Agenda” อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อใด หากการเสนอชื่อของเธอได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภา

ทรัมป์เขียนในโพสต์บนทรูธโซเชียลเมื่อวันเสาร์ (9 ส.ค.) ว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ผมได้เสนอชื่อแทมมี บรูซ ผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญทางโทรทัศน์ และนักเขียนหนังสือขายดี ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนต่อไป โดยมียศเป็นอัครราชทูต” 

“นับตั้งแต่เริ่มต้นวาระที่สองของผม แทมมีได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโดดเด่นในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเธอได้ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม” พร้อมเสริมว่าเธอจะเป็นตัวแทนของสหรัฐฯ “อย่างยอดเยี่ยม”

ในฐานะโฆษกหญิง บรูซได้ปกป้องการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เป็นที่ถกเถียงหลายประเด็น ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ ไปจนถึงการส่งผู้รับเหมาทางทหารเอกชนไปแจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซา

ไมค์ วอลทซ์ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากทรัมป์ให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ยังต้องรอการยืนยันจากวุฒิสภา

โดโรธี เชีย นักการทูตอาชีพ ดำรงตำแหน่งรักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนปัจจุบัน เธอเคยดำรงตำแหน่งรองเอกอัครราชทูตในปี 2024.

ที่มา BBC

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

10 ส.ค. 2568 06:54 น.

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

เจ้าอาวาสองค์ใหม่ของวัดเส้าหลิน บังคับกฎใหม่สุดเข้มงวด รวมถึงจำกัดเวลาใช้โทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้พระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ลาออกไปหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อ 9 ส.ค. 2568 ว่า พระกับเจ้าหน้าที่ของวัดเส้าหลินกว่า 30 คน ลาออกจากวัดแล้ว หลังจากพระ ซื่อ หยินเล่อ (Shi Yinle) ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่ง เริ่มบังคับใช้กฎหมาย ลดเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือ จำกัดการทานอาหาร และให้ทำงานเป็นเวลานาน

เจ้าอาวาส ซื่อ หยินเล่อ รับตำแหน่งต่อจาก ซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสผู้กำลังถูกเจ้าหน้าที่จีนสืบสวนข้อหาอาชญากรรมหลายอย่าง รวมถึงยักยอกเงิน, ใช้เงินทุนและทรัพย์สินของวัดอย่างไม่เหมาะสม, มีความสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสมกับผู้หญิงหลายคนเป็นเวลานาน และมีลูกนอกสมรสอย่างน้อย 1 คน

ซื่อ หยินเล่อ วัย 59 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ใหม่ของวัดเส้าหลินเมื่อ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นเขาก็ประกาศการปฏิรูป 5 อย่างในทันที ได้แก่

– หยุดกิจกรรมเชิงพาณิชย์

– ห้ามทำพิธีกรรมที่มีค่าใช้จ่ายสูง

– ปิดร้านค้าภายในวัด

– ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของพระด้วยการทำเกษตรกรรม

– ปรับระบบการกระจายรายได้ใหม่ ด้วยการยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมที่เคยถูกวิจารณ์

เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินองค์ใหม่ระบุว่า พระสงฆ์ของวัดนั้นหลงทางจากเส้นทางธรรมไปแล้ว พวกเขาไม่ฝึกฝนอย่างจริงจังและไม่ทำงานอย่างเหมาะสม เช่น พระบางรูปสั่งอาหารมายังห้องทำสมาธิ และฟังเพลงป๊อประหว่างสวดมนต์

กฎใหม่ดังกล่าวบังคับให้พระสงฆ์ต้องรายงานตัวเพื่อทำวัตรเช้าในเวลา 4.30 น. ตามด้วยทำการเกษตรและฝึกฝนวิทยายุทธตามวิถีเซน นอกจากนั้นโทรศัพท์มือถือจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของกลาง ลดเวลาการใช้งานเหลือ 30 นาที และห้ามใช้เพื่อความบันเทิงทุกอย่าง

พระสงฆ์ที่ไม่ผ่านการประเมินใหม่ที่เรียกว่า “ระบบคัดออกผู้อยู่ระดับล่างสุด” (bottom-tier elimination system) เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน จะต้องออกจากวัดเส้าหลิน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่มากมายตัดสินใจลาออกจากวัด โดยยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะถูกย้ายไปอยู่วัดอื่น หรือขาดความเป็นพระองค์อย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ซื่อ หย่งซิ่น หรือชื่อเดิมคือ หลิว อิงเฉิง อายุ 59 ปี บวชเป็นพระตั้งแต่ปี 2524 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ในปี 2542 และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของจีนที่มีวุฒิปริญญาโท โดยเขาเรียนจบในสาขาบริหารธุรกิจ

ซื่อ หย่งซิ่น ได้รับฉายาว่า “พระซีอีโอ” จากการพลิกโฉมสถาบันทางศาสนาให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ภายใต้การนำของเขา วัดได้เริ่มเปิดโรงเรียนนอกประเทศจีน และจัดตั้งคณะพระสงฆ์สัญจรเพื่อแสดงศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของวัด สามารถดึงดูดลูกศิษย์ปีละหลายพันคนจากหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ซื่อ หย่งซิ่นก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากเช่นกัน เพราะด้านหนึ่ง เขาทำให้วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และพฤติกรรมส่วนตัว โดยเขาเคยถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงและยักยอกเงินจากวัดมาแล้วในปี 2558 แต่ตอนนั้นพ้นข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : NDTV

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

10 ส.ค. 2568 05:04 น.

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบริเวณชายแดนบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้ที่ทำแบบเดียวกันไปก่อนหน้านี้ ชี้เป็นสัญญาณดีหลังเกาหลีใต้ได้ประธานาธิบดีคนใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 กองทัพเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือเริ่มการถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วน ที่พวกเขาติดตั้งไว้บริเวณชายแดนเกาหลีใต้ เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว

แถลงการณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า พวกเขาตรวจพบว่าทหารเกาหลีเหนือเริ่มรื้อถอนเครื่องกระจายเสียงในบางพื้นที่ตามแนวชายแดนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (9 ส.ค.) แต่ยังต้องรอยืนยันว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกถอดออกทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือดูเหมือนจะเป็นปฏิกิริยาเชิงบวก หลังจากนายอี แจ-มยอง ผู้ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีทั้งสอง ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ก็เพิ่งถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนของพวกเขาที่ติดตั้งเอาไว้ตามแนวเขตปลอดทหาร (DMZ) โดยในช่วงที่ผ่านมา เกาหลีใต้คอยเปิดเพลง เค-ป๊อป และรายงานข่าวข้ามพรมแดน ในขณะที่เกาหลีเหนือเปิดเสียงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เช่น เสียงหอนของสัตว์ต่างๆ

อนึ่ง เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้หยุดกระจายเสียงเข้าใส่กันมานานถึง 6 ปี จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2567 เกาหลีใต้กลับมากระจายเสียงอีกครั้ง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเปียงยางที่ส่งบอลลูนทิ้งขยะข้ามพรมแดน ก่อนที่เกาหลีเหนือจะเปิดเครื่องกระจายเสียงตาม

ชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนร้องเรียนว่า พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื่องจากเสียงที่ดังมาจากทั้งสองฝ่าย โดยที่บางครั้งก็ดังขึ้นกลางดึก

เกาหลีใต้อ้างว่า เครื่องกระจายเสียงของพวกเขาสามารถถ่ายทอดเสียงได้ไกลสุดถึง 10 กม.ในตอนกลางวัน และ 24 กม.ในตอนกลางคืน แต่เกาหลีใต้ระงับการกระจายเสียงในเดือนมิถุนายน โดยองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือออกมาโจมตีมาตรการดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

10 ส.ค. 2568 03:59 น.

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

เกิดเหตุยิงกันที่จัตุรัสไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์ก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ขณะที่วัยรุ่นอายุ 17 ปีถูกจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมตัววัยรุ่นอายุ 17 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนยิงกลางจัตุรัสไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

ข่าวระบุว่า เสียงปืนดังขึ้นในเวลาประมาณ 1.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ถนนตะวันตกลำดับที่ 44 และถนนเซเวนธ์อเวนิว (Seventh Avenue) ใต้หอคอยบิลบอร์ดในจัตุรัสไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในโลก

ตำรวจนิวยอร์กไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ต้องสงสัยรายนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อหา ขณะที่ผู้บาดเจ็บประกอบด้วยชายอายุ 19 ปี ถูกยิงเข้าที่เท้า, ชายอายุ 65 ปี ถูกยิงที่ขาซ้าย และหญิงอายุ 18 ปี ถูกกระสุนถากที่คอ โดยทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว และมีอาการทรงตัว

ทั้งนี้ เหตุยิงกันที่ไทม์สแควร์ปะทุขึ้นระหว่างเกิดการทะเลาะวิวาทที่หน้าร้านไก่ทอด Raising Cane’s โดยตำรวจยึดอาวุธปืนพกได้ 1 กระบอกจากที่เกิดเหตุ

อนึ่ง นี่นับเป็นเหตุอาชญากรรมด้วยอาวุธปืนครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในรัฐนิวยอร์ก โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมก็เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในย่านมิดทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ คนร้ายเป็นชาวรัฐเนวาดา อายุ 27 ปี คาดว่าตั้งใจมาโจมตีสำนักงานลีกอเมริกันฟุตบอล NFL

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจนิวยอร์กระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นครนิวยอร์กมีสถิติเหตุความรุนแรงด้วยอาวุธปืนต่ำที่สุดเป็นประวัติกาล

เหตุยิงกันล่าสุดยังเกิดขึ้นเพียง 3 เดือนก่อนที่การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่จะมาถึง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางออกปฏิบัติการตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อปราบปรามการก่ออาชญากรรมโดยคนหนุ่มสาว ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่าอยู่ในระดับ “เหนือการควบคุม” แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc