ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

11 ส.ค. 2568 14:29 น.

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

ฝนตกหนักบนเกาะคิวชู เกาะหลักทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในหลายจังหวีด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงสัปดาห์วันหยุดเทศกาลโอบ้ง รวมถึงมีรายงานผู้สูญหายหลายราย

ฝนที่ตกหนักซึ่งเริ่มต้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้สูญหาย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 4 รายในจังหวัดคาโกชิมะ ทางตอนใต้ โดยหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวส่งผลให้มีฝนตกหนักขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู

ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ภายในเวลา 6 ชั่วโมงจนถึงเช้าวันจันทร์ ฝนตกหนักกว่า 37 เซนติเมตรในเมืองทามานะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในจังหวัด ซึ่งถือเป็นสถิติของพื้นที่ดังกล่าว 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนระดับสูงสุดในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อเช้าวันจันทร์ (11 ส.ค.) สำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติได้ออกคำแนะนำการอพยพแก่ประชาชนหลายหมื่นคนในคุมาโมโตะและอีก 6 จังหวัดในภูมิภาค 

ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้สูญหายหลายคน โดยที่คุมาโมโตะ เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย 3 ราย ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 3 คน ถูกโคลนถล่มขณะขับรถไปยังศูนย์อพยพ มีผู้รอดชีวิต 2 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน และอีก 2 คนสูญหายจากที่อื่นๆ ในจังหวัด มีรายงานผู้สูญหายอีกหลายคนหลังจากตกลงไปในแม่น้ำที่เอ่อล้นในจังหวัดคุมาโมโตะและจังหวัดฟุกุโอกะที่อยู่ใกล้เคียง

ภาพทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นน้ำโคลนไหลทะลักลงมา พัดพาต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่นลงมา และประชาชนต้องลุยน้ำท่วมสูงถึงเข่า

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้อื่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เขาเรียกร้องให้ประชาชน “ใช้ความระมัดระวังสูงสุด” และกระตุ้นให้ประชาชน “ให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น”

ฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้คนในช่วงสัปดาห์วันหยุดเทศกาลโอบ้งของชาวพุทธในญี่ปุ่น รถไฟหัวกระสุนที่เชื่อมต่อจังหวัดคาโกชิมะและฮากาตะทางตอนเหนือของเกาะคิวชู รวมถึงบริการรถไฟท้องถิ่น ถูกระงับการให้บริการในเช้าวันจันทร์ การให้บริการบางส่วนได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งในพื้นที่ที่ฝนหยุดตก บริษัทคิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ รายงานว่ามีครัวเรือนประมาณ 6,000 ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ในจังหวัดคุมาโมโตะ.

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

11 ส.ค. 2568 12:18 น.

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

รัฐบาลฟิลิปปินส์รายงานว่า เรือของกองทัพเรือจีนชนเข้ากับเรือของหน่วยยามฝั่งของจีน ขณะกำลังไล่ล่าเรือลาดตระเวนของฟิลิปปินส์ ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ ในทะเลจีนใต้ พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอในระหว่างการเผชิญหน้า

พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลา โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับเกาะปะการังสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์กำลังคุ้มกันเรือต่างๆ ที่กำลังแจกจ่ายความช่วยเหลือให้กับชาวประมงในพื้นที่ 

วิดีโอที่เผยแพร่โดยฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นเรือของหน่วยยามฝั่งจีนและเรือขนาดใหญ่กว่ามากที่มีหมายเลข 164 อยู่บนตัวเรือชนกันอย่างแรง

โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “เรือ CCG 3104 (ของหน่วยยามฝั่งจีน) ซึ่งกำลังไล่ล่าเรือ BRP Suluan (ของหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์) ด้วยความเร็วสูง ได้ปฏิบัติการเสี่ยงอันตรายบริเวณกราบขวาของเรือ (ฟิลิปปินส์) ส่งผลให้เกิดการชนกับเรือรบของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)” และกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้ส่งผลให้หัวเรือของเรือ CCG เสียหายอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้”

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงมะนิลายังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้ รายงานการชนกันครั้งนี้นีบเป็นเหตุการณ์ครั้งล่าสุดของเผชิญหน้าระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมด แม้จะมีคำตัดสินระหว่างประเทศว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่มีมูลความจริงทางกฎหมายก็ตาม

การค้าทางทะเลทั่วโลกมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ต้องผ่านเส้นทางน้ำที่เป็นข้อพิพาทนี้ โดยพื้นที่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ เป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสอง นับตั้งแต่จีนยึดมาจากฟิลิปปินส์ในปี 2012

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์หรือไม่ พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ลูกเรือจีน “ไม่เคยตอบรับ” ต่อข้อเสนอความช่วยเหลือของเรือฟิลิปปินส์

ในการเผชิญหน้ากันก่อนหน้านี้ เรือ BRP Suluan ถูก “โจมตีด้วยปืนฉีดน้ำ” โดยจีน แต่ “สามารถหลบเลี่ยงได้สำเร็จ” ตามคำแถลงของโฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์.

ที่มา AFP

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

11 ส.ค. 2568 11:40 น.

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2  ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี.

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

11 ส.ค. 2568 11:35 น.

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในช่วงหกปีที่ผ่านมา เหลือกำลังพล 450,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากจำนวนประชากรเพศชายวัยเกณฑ์ทหารที่เข้ารับราชการทหารมีจำนวนลดลงอย่างมาก 

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ระบุในรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (10 ส.ค.)ว่า การลดลงอย่างมากของจำนวนทหารชายที่พร้อมเข้ารับราชการทหารยังส่งผลให้จำนวนนายทหารลดลงอย่างมาก และอาจนำไปสู่ความยากลำบากในการปฏิบัติการหากสิ่งนี้ยังคงดำเนินการต่อไป

รายงานฉบับนี้ส่งถึงนายชู มี-เอ สมาชิกรัฐสภาพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ซึ่งทางสำนักงานพรรคได้เผยแพร่รายงานฉบับนี้

กองทัพเกาหลีใต้ถดถอยลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งมีทหารประมาณ 690,000 นาย อัตราการเติบโตเร่งขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และมีทหารและเจ้าหน้าที่ประจำการประมาณ 563,000 นายในปี 2019

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าเกาหลีเหนือมีกำลังทหารประจำการประมาณ 1.2 ล้านคน ตามการประมาณการล่าสุดของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ในปี 2022

ในช่วงระหว่างปี 2019 ถึง 2025 ประชากรชายอายุ 20 ปีลดลง 30% เหลือ 230,000 คน ตามข้อมูลของรัฐบาล ซึ่งเป็นอายุที่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ผ่านการตรวจร่างกายจะเข้ารับราชการทหาร ซึ่งปัจจุบันคือ 18 เดือน

กองทัพได้อ้างถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระยะเวลาการรับราชการสั้นลง ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐอเมริกา และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่

ทั้งนี้ เมื่อสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการสงบศึกในปี 1953 ชายที่มรร่างกายแข็งแรง จะต้องรับราชการทหาร 36 เดือน 

งบประมาณด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 61 ล้านล้านวอน (ราว 1.42 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ถือเป็นงบประมาณที่สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมกล่าวว่า กองทัพยังขาดกำลังพลอยู่ 50,000 นาย ซึ่งเพียงพอต่อการรักษาความพร้อมด้านกลาโหม โดยในจำนวนนี้ประมาณ 21,000 นายเป็นนายทหารชั้นประทวน

ขณะที่เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในสังคมผู้สูงอายุที่เร็วที่สุดในโลก และมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.75 ในปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงจำนวนทารกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าจะมีในช่วงวัยเจริญพันธุ์ จากการคาดการณ์ของรัฐบาล คาดว่าประชากรเกาหลีใต้ซึ่งเคยสูงสุดที่ 51.8 ล้านคนในปี 2020 จะลดลงเหลือ 36.2 ล้านคนภายในปี 2072.

ที่มา Reuters

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

11 ส.ค. 2568 11:33 น.

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจโปรโมชั่นท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ หลังจากก่อนหน้านี้มีการระงับการเดินทางเข้าประเทศชั่วคราว 

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้รายงานว่า เว็บไซต์ของบริษัท “วอสตอก อินตูร์” (Vostok Intur) บริษัททัวร์ในเมืองวลาดิวอสตอค ของรัสเซีย ได้เปิดรับจองแพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติไปยังรีสอร์ตชายหาดคัลมา เมืองวอนซาน เกาหลีเหนือ ระหว่าง 25 ส.ค. – 1 ก.ย. โดยมีการจัดโปรโมชั่นดึงดูดใจนักท่องเที่ยว หลังจากก่อนหน้านี้มีการระงับการเดินทางเข้าประเทศชั่วคราว

โดยโปรแกรมวันแรก นักท่องเที่ยวจะนั่งรถบัสจากวลาดิวอสตอคไปยังสถานีคาซาน ของรัสเซีย ต่อรถไฟเข้าสู่เกาหลีเหนือผ่านสถานีแม่น้ำตูเมน ก่อนเดินทางต่อไปยังเขตท่องเที่ยว

รายงานข่าวระบุว่า แพ็กเกจทัวร์ 7 คืน 8 วัน รวมที่พักโรงแรมสี่ดาว อาหารครบทุกมื้อ และไกด์ภาษารัสเซีย ค่าบริการสำหรับกลุ่ม 3–5 คนอยู่ที่ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐ บวกเพิ่ม 20,000 รูเบิล (ราว 250 ดอลลาร์) หรือรวมราว 1,500 ดอลลาร์ต่อคน หรือประมาณ 48,000 บาท โดยหากซื้อทัวร์เป็นกลุ่มใหญ่จะได้ส่วนลดเพิ่มอีก

บริษัทระบุว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษในการสัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือที่แทบไม่ถูกกระทบจากอิทธิพลตะวันตก

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเปิดรีสอร์ตชายหาดคัลมา เมื่อ 1 ก.ค. แต่ประกาศระงับการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อ 18 ก.ค. ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเป็นเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่พบระหว่างการทดลองเปิดให้บริการ.

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

11 ส.ค. 2568 11:09 น.

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

ออสเตรเลียเตรียมดำเนินการรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์ ในการประชุมสหประชาชาติครั้งต่อไปในเดือนกันยายน เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา

รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ได้ประกาศนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ อย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่ากลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการบริหารในอนาคต

นายอัลบาเนซีกล่าวว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็น “ความหวังที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ” ในการยุติวงจรความรุนแรงในตะวันออกกลางและบรรเทาความทุกข์ยากในฉนวนกาซา เขายืนยันว่าออสเตรเลียจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้การรับรองนี้เกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่ได้รับจาก องค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ซึ่งรวมถึงการรับรองสิทธิการมีอยู่ของอิสราเอล, การลดกำลังทหาร, และการจัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยนายอัลบาเนซีเน้นย้ำว่าโลกไม่สามารถรอให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เอง เพราะความสูญเสียจากสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ด้านนางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่านานกว่า 77 ปีแล้วที่ประชาคมโลกได้ให้คำมั่นกับรัฐปาเลสไตน์ แต่กระบวนการสันติภาพกลับหยุดชะงักลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การรับรองจึงเป็น “การมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ” เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับสันติภาพในภูมิภาค

นายอัลบาเนซียังเปิดเผยว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา และชี้แจงว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาเลวร้ายเกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิต รัฐบาลอิสราเอลยังคงเพิกเฉยต่อกฎหมายระหว่างประเทศและขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับชาวปาเลสไตน์ที่สิ้นหวัง

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮูได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ โดยกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ “หลงผิด” หากคิดว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์จะนำมาซึ่งสันติภาพ และเป็นการกระทำที่ “น่าละอาย” แต่ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของอิสราเอลได้

การเคลื่อนไหวของออสเตรเลียครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางของพันธมิตรหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ซึ่งต่างก็แสดงเจตจำนงที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนเช่นกัน โดยมีเงื่อนไขคล้ายคลึงกันคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีส่วนร่วมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังคงมี อำนาจยับยั้งหรือวีโต้การรับรองนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้เป็นการ “ให้รางวัล” แก่กลุ่มฮามาสจากเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

ปัจจุบันมี 147 จาก 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอธิปไตยแล้ว การที่ออสเตรเลียจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่จะเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ให้หาทางออกสำหรับสันติภาพอย่างถาวรในภูมิภาคนี้ต่อไป.

ที่มา ABC News

อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอัลจาซีรา 4 คนคาเต็นท์สื่อมวลชน

อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอัลจาซีรา 4 คนคาเต็นท์สื่อมวลชน

11 ส.ค. 2568 08:39 น.

อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอัลจาซีรา 4 คนคาเต็นท์สื่อมวลชน

อิสราเอลโจมตีใกล้โรงพยาบาลในฉนวนกาซา สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพ อัลจาซีรา 5 ศพ คาเต็นท์สื่อมวลชน กองทัพอิสราเอลอ้างหนึ่งในผู้สื่อข่าวเป็นหัวหน้าหน่วยรบในกลุ่มฮามาส

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา รายงานว่า ผู้สื่อข่าวและช่างภาพ รวม 5 คนของอัลจาซีราห์ ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล บริเวณใกล้ประตูใหญ่โรงพยาบาลอัล-ชิฟา ในฉนวนกาซา ขณะที่พวกเขาอยู่ในเต็นท์สื่อมวลชน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยนายอานัส อัล-ชาริฟ ผู้สื่อข่าว ตลอดจน โมฮัมเหม็ด กุรอยเกาะห์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพ อิบราฮิม ซาเฮอร์  นอกจากนี้ยังมีนายโมอาเม็น อะลีวา และผู้ช่วย โมฮัมเหม็ด นูฟัล ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตรวม 7 คนจากการโจมตีครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอิสราเอลออกมายืนยันการสังหารนายอัล ชาริฟ แต่อ้างว่าเขาเป็นหัวหน้าหน่วยรบในกลุ่มฮามาส มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงจรวดใส่พลเรือนและทหารอิสราเอล 

ทางด้าน คณะกรรมการปกป้องนักข่าวระบุว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล ในกาซา เมื่อเดือนตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สื่อข่าวถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 186 คน

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย หลังบ้านเรือนของประชาชนพังถล่มนับสิบหลัง

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี ดับ  1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย หลังบ้านเรือนของประชาชนพังถล่มนับสิบหลัง

11 ส.ค. 2568 07:21 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย หลังบ้านเรือนของประชาชนพังถล่มนับสิบหลัง

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ประเทศตุรกี สะเทือนหลายเมืองรวมถึงนครอิสตันบูล มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย อาคารบ้านเรือนพังถล่ม 16 หลัง

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เมื่อเวลา 19.53 น. ของวันที่ 10 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นในตุรกี หรือประมาณ 23.53 ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.1 แมกนิจูด ในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครอบคลุมหลายจังหวัด รวมทั้งนครอิสตันบูล  

โดยสำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินตุรกี  ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดลึกจากผิวดินราว 11 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์วิจัยธรณีวิทยาแห่งเยอรมนี  วัดความรุนแรงได้ 6.1  แมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร

ทางด้านนายอาลี เยร์ลิกายา รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เป็นชายวัย 81 ปี ซึ่งเสียชีวิตหลังถูกช่วยออกจากซากอาคาร และมีผู้บาดเจ็บอีก 29 ราย ขณะที่อาคารเสียหายหรือถล่มรวม 16 หลัง โดยภารกิจค้นหาและกู้ภัยเสร็จสิ้นแล้ว และไม่พบผู้สูญหายเพิ่มเติม.

ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

11 ส.ค. 2568 06:19 น.

ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

เกิดเหตุคนร้ายขโมยแตงโมกว่า 600 ลูกไปจากสวนแห่งหนึ่งในเมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ โดยตอนนี้ยังจับตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกษตรกรในญี่ปุ่น โทรศัพท์แจ้งตำรวจในเวลาประมาณ 7.00 น. ของวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 หลังจากแตงโมในสวนของเขาซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว หายไปอย่างไร้ร่องรอย มูลค่าความเสียหายกว่า 1.2 ล้านเยน หรือราว 262,600 บาท

เกษตรกรรายนี้บอกกับตำรวจว่า ตอนที่เขาออกจากสวนเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันศุกร์ (8 ส.ค.) ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลย

ด้านตำรวจตั้งสมมติฐานว่า เนื่องจากสวนแห่งนี้ติดกับถนน คนร้ายอาจลักลอบขนแตงโมขึ้นรถบรรทุกและขับหนีไปในเวลากลางคืน

ทั้งนี้ ตำรวจเรียกร้องให้เกษตรกรติดตั้งกล้องวงจรปิดและตั้งรั้วพร้อมเครื่องตรวจจับขโมยเอาไว้รอบสวนหรือไร่ของตัวเอง เพื่อป้องกันการโจรกรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ทรัมป์ทวงเมืองหลวงคืน จี้ “คนไร้บ้าน” ออกจากวอชิงตัน ดี.ซี.ทันที

ทรัมป์ทวงเมืองหลวงคืน จี้ “คนไร้บ้าน” ออกจากวอชิงตัน ดี.ซี.ทันที

11 ส.ค. 2568 05:43 น.

ทรัมป์ทวงเมืองหลวงคืน จี้ “คนไร้บ้าน” ออกจากวอชิงตัน ดี.ซี.ทันที

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้คนไร้บ้านออกจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในทันที พร้อมแย้มว่าจะมีการประกาศมาตรการแข็งกร้าวเพื่อปราบอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า คนไร้บ้านควรออกจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในทันที และย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ ด้วย พร้อมระบุเป็นนัยว่า จะมีมาตรการแข็งกร้าวมากขึ้นในเมืองหลวงแห่งนี้ และเสนอจะให้วอชิงตัน ดี.ซี. อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง

รัฐบาลทรัมป์ประกาศในสัปดาห์ก่อนว่า พวกเขาจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มากขึ้น หลังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการใช้จ่ายของรัฐบาล ถูกทำร้ายระหว่างถูกปล้นรถ

เรื่องดังกล่าวทำให้นายทรัมป์โพสต์ข้อความอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ โดยระบุว่า อาชญากรรมในวอชิงตันนั้นเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลกลางควรเข้าไปควบคุมเองหากรัฐบาลท้องถิ่นทำไม่ได้ โดยในช่วงเช้าวันจันทร์จะมีการจัดงานแถลงข่าว ซึ่งรวมถึงเรื่องการยุติอาชญากรรม, การฆาตกรรม และการเสียชีวิตในเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา

“คนไร้บ้านต้องย้ายออกไปในทันที เราจะให้สถานที่พวกคุณอยู่ แต่ห่างไกลจากเมืองหลวง ส่วนพวกอาชญากร คุณไม่ต้องย้ายออก เราจะจับพวกคุณเข้าคุกซึ่งเป็นที่ที่พวกคุณควรอยู่” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ “จะไม่มี ‘ชายผู้แสนดี’ อีกต่อไปแล้ว เราต้องการเมืองหลวงของเราคืน”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “ก่อนจะมีเต็นท์, ความสกปรก, สิ่งโสมม และอาชญากรรม ที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงที่สวยงามที่สุดในโลก และมันกำลังจะกลายเป็นแบบนั้นอีกครั้ง”

เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เพิ่งขู่จะใช้อำนาจ กำหนดให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง ขณะที่โฆษกหญิงของสำนักงานสอบสวนกลางสาขาวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันกับสื่อว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขามีส่วนร่วมในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์เคยเปรยเรื่องการให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมวอชิงตัน ดี.ซี.มาก่อน แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่น่าจะมีอำนาจในการทำเช่นนั้น นอกจากจะมีกฎหมายปี 2516 ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจแก่ชาวกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาปกครองเมือง

นายทรัมป์อาจสามารถยึดการควบคุมการทำงานของสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ชั่วคราว หากเขาตัดสินว่าเกิดเงื่อนไขพิเศษจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้งานกองกำลังตำรวจวอชิงตันในการทำงานให้รัฐบาลกลาง แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ตอนนี้ครบเงื่อนไขตามกฎหมายแล้วหรือไม่

อนึ่ง อัตราการเกิดอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลับมาลดลงอีกครั้งในปี 2567 หลังพุ่งขึ้นในปี 2566 โดยมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในระดับต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 30 ปี ขณะที่หลังเข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ สถิติการปล้นลดลงถึง 29% อาชญากรรมความรุนแรงโดยรวมลดลง 26% นับจนถึงวันที่ 6 ส.ค.

ขณะเดียวกัน ใน ดี.ซี. มีคนไร้บ้าน 5,138 คน ลดลง 9% หากคิดแบบปีต่อปี แต่ยังสูงกว่าสถิติปี 2565 กับ 2566 ซึ่งมีคนไร้บ้านไม่ถึง 5,000 คน

นายทรัมป์กดดันให้ ดี.ซี. ขับไล่คนไร้บ้านออกจากท้องถนนมาตลอด โดยเขาลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่เมื่อเดือนก่อน สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม “ยกเลิกคำวินิจฉัยของศาลและยุติการขอความยินยอมซึ่งจำกัดความสามารถของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐในการกักตัวบุคคลไร้บ้านที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น”

นอกจากนี้คำสั่งของนายทรัมป์ยังให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางจัดลำดับความสำคัญในการให้ทุนแก่เมืองที่ “บังคับใช้ข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดอย่างเปิดเผย การตั้งแคมป์ในเมือง และการเร่ร่อน” แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ดึงดูดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนคนไร้บ้าน เช่น ศูนย์กฎหมายคนไร้บ้านแห่งชาติ (National Homelessness Law Center)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews